อะไรคือ สิ่งที่มีความหมายในชีวิตของคุณ.... (journey)

เริ่มโดย journey, 12 กรกฎาคม 2007, 00:17:43

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

journey

เห็นพระทําผิด คิดอย่างไรจึงไม่บาปแต่ได้บุญ

เป็นบทสนทนา....ถาม-ตอบ ระหว่างผู้เห็น(คือตัวเรา)กับพระสงฆ์


ทุก วันนี้มีเสียงบ่นกันมากเกี่ยวกับปัญหาเรื่องพระประพฤติผิดพระธรรมวินัย เสียงโพนทนาว่ากล่าวเหล่านี้เราสามารถได้ยินทั่วไปทุกหนแห่ง แม้แต่ในกระดานข่าวอินเทอร์เน็ต ก็มีกระทู้บ่นถึงพระประพฤติผิดพระธรรมวินัยให้เห็นอยู่เป็นประจำ อาทิเช่น ปัญหาพระชอบเข้าไปในสถานที่ไม่เหมาะสม (เช่นห้างพันธ์ทิพย์) พระใช้อินเทอร์เน็ตไปในทางที่ไม่สมควร เป็นต้น

มีบางท่านได้เกิดความ สงสัยว่า การที่เราพบเห็นพระประพฤติผิดพระธรรมวินัยแล้ว เราคิดไม่พอใจ หรือ ขุ่นเคืองใจในตัวพระผู้ประพฤติผิดนั้น มันจะเป็นบาปหรือไม่ บางท่านก็ถามว่าเราจะควรโกรธเกลียดพระที่หลอกลวงประชาชน หรือที่เข้ามาบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาหรือไม่ เป็นต้น

เครือข่ายชาว พุทธฯ เห็นว่าปัญหานี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย สมควรที่จะนำความรู้เกี่ยวกับเรื่องวิธีปฏิบัติต่อพระที่ทำผิดพระธรรมวินัย มานำเสนอ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชาวพุทธทั่วไป

ในการนี้เราได้เขียน เป็นบทสนทนา ทั้งนี้เพื่อสร้างบรรยากาศให้มีความเป็นกันเอง และ ชวนให้ผู้อ่านได้ใช้ความคิดให้มากขึ้น อันเป็นกระบวนการเรียนรู้ตามหลักพุทธศาสนา ขอเชิญท่านติดตามได้ ณ บัดนี้

ถาม : ถามจริง ๆ นะ เวลาเราเจอพระทำไม่ดี แล้วเราคิดรังเกียจ สะอิดสะเอียนเนี่ย มันจะบาปมั๊ย?


ตอบ : บาปหรือไม่บาปให้ดูตรงไปที่ ใจของเรา คือให้ดูว่าจิตใจของเรามันขุ่นมัว หรือไม่สบายใจหรือเปล่า คือ ถ้าเราเห็นพระปฏิบัติไม่ดีแล้ว จิตใจของเราหดหู่ขุ่นมัว หรือ ร้อนรุ่ม ก็แสดงว่าในขณะนั้นได้เกิดอกุศล (บาป) ขึ้นในจิตใจของเราแล้ว

ถาม : เห็นบางคนถึงกับด่าพระด้วย อ่านเจอในอินเทอร์เน็ตบ่อย ๆ แต่พระก็ทำไม่ดีจริง ๆ นะ หลอกลวง ประชาชนก็มี ต้มตุ๋นก็มี บางกลุ่มรวมหัวกันเป็นแก๊งเลย?

ตอบ : กรณีนี้มันเป็นเรื่องน่าเห็นใจ เพราะเป็นปฏิกริยาของสังคมที่มีต่อบุคคลเหล่านี้ แต่ทีนี้เราต้องยอมรับว่า ลำพังการพูดบ่นหรือด่าว่าอย่างเดียว คงไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาอะไรได้ มันก็แค่เพียงการระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจไปวัน ๆ เท่านั้นเอง คงไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์อะไรดีขึ้นมาได้

ถาม : ในพระไตรปิฎกมีคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือเปล่าว่าจะควรจะคิดอย่างไรกับพระที่ทำตัวไม่ดี?


ตอบ : ท่านวางหลักง่าย ๆ ว่า จะคิด พูด ทำอะไรกับพระก็ให้ประกอบไปด้วยเมตตา อันนี้ครอบคลุมไปหมดเลย หมายความว่าถ้าเห็นพระทำผิด ก็ให้คิดมองเห็นด้วยความเมตตากรุณา แต่ทว่าต้องคิดต่อไปถึงการแก้ไขปัญหาด้วยนะ ไม่ใช่เมตตาแบบเห็นใจแต่ไม่ยอมแก้ไขปัญหา

ถาม : ไหนลองยกตัวอย่าง สมมติว่า ไปเจอะพระเดินเรี่ยไรเงินทองญาติโยมตามบ้าน น่ารังเกียจมาก เราจะคิด อย่างไรจิตใจถึงจะเป็นกุศล (บุญ)?

ตอบ :ให้คิดด้วยความเมตตากรุณาก่อนเลย โดยอาจจะคิดว่า " โอ้..! น่าเวทนาสงสารพระรูปนี้จัง ท่านไม่รู้วินัย จึงได้มาเที่ยวเดินเรี่ยไรเงินทองรบกวนญาติโยมเช่นนี้ ตัวท่านเองคงต้องได้รับผลจากการกระทำของท่านเอง จิตใจคงเศร้าหมองไปไม่น้อย นี่แหละหนา บวชเรียนเข้ามาแต่ไม่ได้รับการศึกษา ผลเลยออกมาเป็นเช่นนี้ "

นี้ คิดขั้นแรกให้เกิดความเมตตากรุณาเสียก่อน จากนั้นก็ให้คิดต่อเพื่อเกิดเป็นพลังสร้างสรรค์ เช่น เราอาจจะคิดต่อไปว่า " ปรากฏการณ์ที่เห็นนี้มันเป็นเครื่องส่งสัญญาณบอกเหตุเตือนเราว่า ถึงเวลาแล้วที่ชาวพุทธทั้งหลายต้องมาช่วยกันฟื้นฟูพุทธศาสนา คือต้องมาร่วมด้วยช่วยกันทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สถาบันสงฆ์ดีขึ้น ทางพระเองท่านคงแก้ไขปัญหาฝ่ายเดียวไม่ไหวแล้ว พวกเราเหล่าฆราวาสนี้แหละที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือท่าน " เห็นไหมคิดแบบนี้มันจะเกิดกำลังใจขึ้นมาทันที ไม่เห็นต้องไปท้อใจ หรือ สลดใจอะไรเลย การคิดแบบนี้ มันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี คือทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหา

ถาม : บางคนเห็นพระบวชเข้ามาทำพุทธศาสนาเสื่อมแล้ว ถึงกับท้อใจอยากเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นก็มี


ตอบ : อันนี้คล้าย ๆ กับว่าเราเห็นคนมาเผาบ้านของเราแล้วแทนที่จะคิดช่วยกันจับคนเผาบ้านแล้วดับ ไฟ แต่นี่กลับคิดวิ่งหนีเพื่อหวังที่จะไปขออาศัยบ้านของคนอื่น อันนี้เท่ากับเป็นการฟ้องว่าตัวเองเป็นคนชอบหนีปัญหา

ถาม : อยากจะถามว่าในยามที่เราได้พบเห็นพระทั่วๆไปตามสถานที่ต่างๆ เราควรจะคิดอย่างไรจึงจะได้บุญ


ตอบ : เมื่อพบเห็นพระทั่ว ๆ ไป ให้คิดด้วยความเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจท่าน คือเราต้องยอมรับว่า ในยุคปัจจุบันสถานะของพระตกต่ำไปมาก ผิดกับในยุคสมัยอดีตที่ท่านเคยเป็นผู้นำสติปัญญาของคนทุกชนชั้นมาก่อน คือในสมัยก่อนนับตั้งแต่พระราชายันยาจก ทุกคนเป็นลูกศิษย์พระหมดเลย

แต่ ปัจจุบันนี้พระกลับกลายเป็นตัวแทนของผู้ไร้การศึกษา หรือ ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ใครพบเห็นก็อดที่จะรู้สึกดูหมิ่นดูแคลนไม่ได้ (พระไม่ต้องถึงกับทำผิด ฆราวาสก็นึกดูหมิ่นในใจอยู่แล้ว)

ดังนั้น เวลาเราพบเห็นพระที่ไหน ให้เราคิดเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจท่านก่อนเลย เช่นอาจจะคิดว่า " โถ.. ท่านเคยเป็นผู้นำของสังคมมาก่อน แต่มาบัดนี้สังคมได้ทอดทิ้งท่านให้กลายเป็น ส่วนเกินของสังคมไปแล้วหรือนี่ "

เมื่อคิดด้วยเมตตาแล้ว ก็ควรจะคิดปลุกใจของตนเองต่อไปว่า " ทำอย่างไรหนอ..จึงจะช่วยสนับสนุนให้ท่านได้รับการศึกษาที่เป็นเลิศ เพื่อให้ท่านได้กลับมาเป็นผู้นำทางสติปัญญาของสังคมอีกครั้งหนึ่ง สังคมไทยของเราจะได้ไปรอด ฯลฯ "

ถาม : คิดทุกครั้งที่ได้พบเห็นพระใช่หรือเปล่า? ไม่คิดไม่ได้หรือ?

ตอบ : ถ้าไม่คิด ความเข้าใจเก่า ๆ จะทำให้เรามองท่านผิดไป ทำให้เราไม่สบายใจเมื่อพบเห็นท่าน ..แต่ถ้าคิดอย่างที่แนะนำนี้ จิตจะเกิดบุญกุศลทุกขั้นตอน ลองลำดับดูนะ คิดขั้นที่หนึ่ง เมตตากรุณามาก่อนเลย คิดขั้นที่สอง คิดให้เกิดความตื่นตัวรับผิดชอบ (ไม่ประมาท) เกิดธรรมฉันทะ (ใฝ่ดี) เกิดวิริยะ (ความเพียรสู้) เกิดปัญญา (คิดหาหนทางแก้ไข) จะเห็นได้ว่าสภาพจิตแต่ละขณะเป็นกุศลทั้งนั้นเลย การคิดเช่นนี้นอกจากจะเป็น คุณต่อตัวผู้คิดเองแล้ว ยังเป็นคุณต่อพระพุทธศาสนาอีกด้วย

ถาม : แล้วอย่างในกรณีพระที่ประพฤติผิดเลวทรามถึงขั้นทำลายพระพุทธศาสนา เราจะคิดอย่างไรกับพระเหล่านี้ พวกนี้แย่มากนะ มันอดโกรธไม่ไหวเหมือนกัน

ตอบ : ก็ยังคงถือหลักที่พระพุทธองค์วางไว้ให้นั้นเอง คือตราบใดที่บุคคลนั้นยังครองผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ควรมีสติคิด ให้เกิดเป็นความเมตตากรุณาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะมีความร้ายกาจสักเพียงใดก็ตาม เช่นเราอาจจะคิดเวทนาสงสาร ที่เขาทำตัวประดุจโจรร้ายเที่ยวหลอกลวงมหาชน คติภายหน้าคงไม่พ้นอบายภูมิเป็นแน่ ถึงแม้ปัจจุบัน ชีวิตของเขาแม้ดูอย่างผิวเผินอาจจะเสมือนว่ามีความสุขจากทรัพย์สินเงินทอง ที่หลอกลวงมาได้ แต่ทว่าความเป็นจริงแล้วภายในจิตใจของเขามีแต่ความร้อนรุ่ม กินแหนงแคลงใจตัวเองไปตลอดทิวาราตรี

คิดให้ได้แบบนี้ จิตใจก็จะเกิดความรู้สึกกรุณา ไม่ได้โกรธ หรือ เกลียดชังอะไร จากนั้นจึงค่อยคิด หนทางช่วยกันแก้ไขปัญหาต่อไปดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ถาม : อยากให้สรุปวิธีคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระอีกครั้ง

ตอบ :

๑. พบเห็นพระทั่วไปให้คิดเห็นอกเห็นใจที่ท่านด้อยโอกาส แล้วคิดช่วยเหลือท่านให้ได้รับการศึกษาที่ดี

๒.พบเห็นพระทำผิดให้คิดสงสารที่ท่านไม่ได้รับการศึกษา ผลจึงออกมาเป็นเช่นนี้ แล้วคิดช่วยกันแก้ไข

๓. ได้ทราบข่าวพระหลอกลวงประชาชน จาบจ้วงพระธรรมวินัย ให้คิดเวทนาสงสารที่บุคคลเหล่านี้ ว่าต้องตกอยู่ในความร้อนรุ่ม อยู่ไม่เป็นสุขไปตลอดกาลนาน แล้วคิดช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา

สรุป คือ คิดให้เกิดความเมตตากรุณา และ คิดรับผิดชอบแก้ไขปัญหา นี้คือวิธีคิดของชาวพุทธรุ่นใหม่ยุคไอทีที่ควรมีต่อพระภิกษุสงฆ์ในยุค ปัจจุบัน หากเราทำได้พุทธศาสนาของเราก็จะได้พระภิกษุสงฆ์กลับเป็นผู้นำทางสติปัญญา เช่นเดิม พุทธศาสนาก็จะดำรงอยู่สืบต่อไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจของพวกเราฆราวาสชาวพุทธ นี่เอง

ขออภัยจำที่มาไม่ได้ :) :)

บอท!

สาธุ

เป็นวิธีที่ควรเอามาใช้ในการมองทุกๆคน
/*SEO ทำอย่างไร สอนผมบ้างนะครับ*/
Original King is King of all King.
King who come to be Legend.
//all roads lead to rome
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,12238.0.html/]สารบัญ (Search Engine Optimization) [/direct]
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,130993.20.htm]--= 10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ seo ----dr.k-------[/direct]
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,11787.0.html]ไม่มีอะไรจ๊ะ[/direct]

zern

ผมว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่แค่ใช้ได้่กับพระที่ทำผิดนะ แต่ใช้ได้กับฆราวาสด้วย เมื่อเราเจอใครทำผิดทำเลว แล้วด่าว่า เราก็จะพลอยบาปไปด้วย

ผู้ที่ทำเช่นนี้(ที่ จขกท. โพส) เมื่อเห็นพระ/ฆราวาสกระทำผิดสิถึงจะเป็นคนดีจริง คนที่ด่าพระ/ฆราวาสเมื่อเห็นเค้ากระทำผิดจะเรียกคนนั้นว่าคนดีก็คงยังไม่ได้
สูงสุด ที่สุดก็คืนสู่สามัญ

ohmohm

เคยเข้าห้องน้ำ เห็นพระยืนฉี่ แล้วพระท่านเห็นเราก็สะดุ้งเล็กน้อย
พึงมารู้ที่หลัง มีศีลของพระที่ห้ามยื่นฉี่ล่ะ


journey

วิธีปราบปีศาจ


ณ พระราชวังแห่งหนึ่ง มีปีศาจตนหนึ่งบุกเข้ามาในวัง ทหารเห็นดังนั้นก็ตะโกนขับไล่
ทันทีที่ ปีศาจโดนด่า ตัวใหญ่มันก็ใหญ่ขึ้น และมันก็ตรงไปนั่งบนบัลลังก์ของพระราชา ทหารก็เอาอาวุธไล่ฟันและแทง และด่าด้วยคำหยาบคาย!!


ทุกครั้งที่ปีศาจ โดนด่าหรือโดนทำร้าย ตัวมันจะใหญ่ขึ้นๆๆ
ร่างกายเริ่มน่าเกลียด และส่งกลิ่นเหม็นเน่า โชยหนักขึ้นเรื่อยๆๆ แต่ทหารก็ไม่สามารถขับไล่มันได้


จน เมื่อ พระราชากลับมาก็พบว่า ปีศาจ ได้ใหญ่โตจนคับท้องพระโรง และหน้าตาก็น่าเกลียดสุดๆ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่ว ทันทีที่พระราชาเห็นดังนั้น ก็พูดขึ้นว่า


"โอ ท่าน มาเยี่ยมข้าพเจ้า เหรอ ทำไมไม่บอกล่วงหน้า"
"ทหารหาน้ำ อาหารมาเลี้ยงท่านเร็ว"ทุกคำพูดดีๆ ที่พระราชาพูด ทำให้ขนาดของปีศาจเล็กลง !!


ทหารเห็นท่าทีของพระราชา จึงเริ่มเข้าใจต่างพากันวางอาวุธ และหันมาพูดเพราะๆ กับเจ้าปีศาจ ถามว่า "ท่านต้องการกินอะไร ไก่ย่าง ส้มตำ ข้าวเหนียวไม๊ " ( อิอิ เอาความชอบคนเขียนเป็นหลัก) ว่าแล้ว อาหารมากมายก็ถูกลำเลียงมาให้ปีศาจกิน แล้วเจ้าปีศาจก็ตัวเล็กลงๆๆอีก


"ท่าน เมื่อยไม๊" ว่าแล้วทหารก็พากันมานวดให้ ปีศาจ ปีศาจก็เล็กลงๆ จนตัวเท่ากับคนธรรมดา และเมื่อ พระราชาได้พูด คำหวานและเอาใจครั้งสุดท้าย เจ้าปีศาจ ก็ หายวับไปกับตา!!


ในชีวิตเรา หลายครั้ง เราเจอปีศาจในที่ทำงาน ที่รร.หรือที่บ้าน แล้วเราได้ จัดการกับปีศาจด้วยวิธีใด? เราทำให้ปีศาจตัวใหญ่ขึ้น และน่าเกลียดมากขึ้น ด้วย คำพูดแย่ๆ และด้วยท่าที ที่ไม่ดีหรือไม๊?


แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่า วิธีปราบปีศาจ ก็ด้วย คำพูดที่ดีๆ เต็มไปด้วยเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ การเอาอกเอาใจ ในครอบครัว เมื่อ ปีศาจกลับเข้าบ้าน (เพราะเขาไปเจอเรืองแย่ๆมาก็ได้ใครจะรู้) เรากลับทำให้ปีศาจตัวใหญ่และน่าเกลียดขึ้น ด้วยคำพูดว่า "ไปไหนมา!! ทำไม กลับมาป่านนี้ !!" ฯลฯ



ต่อไป เราจะเปลี่ยนเป็นพูดว่า "เป็นไงบ้าง ? เหนื่อยไม๊ ? กินอะไรมาหรือยัง ?" แล้วเราก็จะพบว่า ปีศาจ ก็จะเล็กลงๆๆ และ ก็จะหายวับไป เหลือ แต่ สามี , ภรรยา, พ่อ, แม่, พี่, น้อง หรือ เจ้านายที่น่ารัก ของ เรา !! เย้ๆๆปราบ ปีศาจ ได้แล้ว !!!!!!!  :) :)

ที่มา+www.tamdee.net

wear428


kkusd

 :D :D :D อ่านตอนแรกนึกว่าวิธีปราบปีศาจ ..ชื่อ.. (journey)


กระทู้ดีจริงๆ

zern

สูงสุด ที่สุดก็คืนสู่สามัญ

jokesk8


O u IvI


mai8888

โดนใจมากคะ เพราะปกติจะชอบพูดว่าไปไหน ทำอะไรอยู่ พูดบ่อยมาก
เหอๆๆ เพิ่งรู้ว่ามันจะกระตุ้นปีศาจ :'(
[direct=http://thebestdailybabydeals.com]Baby [/direct] l [direct=http://financialopen.blogspot.com/]การออมเงิน ลงทุน [/direct] l [direct=cheapsalonproductsonline.com]salon [/direct]

journey

ลิงกับลา 
   
         หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว
   
คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง
   
แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของ
   
ต่างๆ ได้รับความเสียหาย


         ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลาย
   
ปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น
   
ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อ
   
ค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ
   

           สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง
   
ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง


            ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะ
   
ขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เอง
   
คือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมา
   
ทุบตีลาอย่างรุนแรง   ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย
   

เธอทั้งหลาย...
   

       เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของ

ทำโทษจนตาย   ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้

ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้  เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไป

ตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว  เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่า

ลาคงเป็นผู้กระทำ  แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย  เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่

ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง  ความจริงถ้าเธอรู้จัก

สำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย

เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน 
   

    เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ ที่ "ปล่อยให้ลิง
   
สร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์"
   ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจา
   
ตรงไปตรงมาแต่ไร้เลห์เหลี่ยม    ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด

แต่ไม่เคยทำงานจริง   นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้
   

     ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย  นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม  รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลา

อีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด   

ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย

journey

เห็นมดเท่าช้าง

นิตยสารการ์ตูน MAD ของอเมริกาถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ไม่ใช่การ์ตูนประเภทอ่านเอาขำแล้วจบแค่นั้น หลายเรื่องขำลึกและต้องนำไปคิดต่ออีกหลายวัน เสียดสีสังคมแสบๆ คันๆ ด้วยการ์ตูนแนวล้อเลียน เสียดสีแบบขันขื่น

การ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านนานปีมาแล้วเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่เดิน ไป ตามทางเท้าริมอพาร์ตเมนท์หลังหนึ่ง ยามหัวค่ำ แสงสว่างจากภายในห้องพักห้องหนึ่งส่องให้เห็นเงาร่างของชายในห้อง มือหนึ่งถือปืนจ่อหัวตัวเอง อีกมือหนึ่งถือซองจดหมายลาตาย

ด้วยความตกใจเขารีบตามตำรวจมาทันที ตำรวจมาถึงก็รีบพังประตูเข้าไปเพื่อห้ามชายคนนั้นฆ่าตัวตาย ปรากฏว่าเบื้องหน้าเป็นภาพชายเจ้าของห้องกำลังถือไดร์เป่าผม อีกมือหนึ่งถือแผ่นกระจกสี่เหลี่ยม!

หากเรื่องนี้เป็นเพียงขำขันก็คงไม่เป็นไร แต่ทว่าในชีวิตจริงมนุษย์จำนวนมากชอบมองอะไรเป็นเรื่องร้ายไว้ก่อนอย่างนี้เสมอ

เห็นกิ่งไม้เป็นงูเขียว เห็นงูเขียวเป็นงูเหลือม
เวลาปวดท้อง ก็คิดว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
ปวดหัวก็สงสัยว่าตัวเองอาจเป็นมะเร็งสมองขั้นสุดท้าย
เห็นฟ้าแลบก็กลัวว่าจะถูกฟ้าผ่าตาย
ทำข้อสอบเสร็จ ก็บอกว่าตัวเองต้องสอบตกแน่ๆ
ฯลฯ

อันที่จริงการมองโลกในด้านร้ายไว้บ้างทำให้ระมัดระวังตัว เช่นเดินในที่เปลี่ยว ก็ระวังคนร้าย หรือเดินที่พงรกก็ระวังงูกัด เป็นสัญชาตญาณการรักษาชีวิตของตน

ทำแต่พอดีก็ไม่เป็นไร แต่หากใช้ชีวิตแบบ 'เห็นมดเท่าช้าง' ตลอดเวลา ย่อมทำให้ไม่มีความสุข หากเป็นการทำธุรกิจก็อาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด

การเห็นปัญหาใหญ่เกินจริง หรืออาการ 'เห็นมดเท่าช้าง' เกิดขึ้นบ่อยๆ และทำให้แก้ปัญหาผิดทาง

ในตำนานเรื่อง สามก๊ก มักมีฉากการรบที่กองทัพฝ่ายหนึ่งส่งเสียงโห่ลั่นสนั่นทุ่งเพื่อลวงให้ฝ่าย ศัตรูตกใจ และหลงเชื่อว่าฝ่ายตนมีกำลังมากกว่าหลายเท่า เมื่อตกใจก็มักสูญเสียความฮึกเหิมในการรบ อาจตามมาด้วยความปราชัย

ทั้งนี้เพราะมนุษย์มักมีนิสัยแย่อย่างหนึ่งที่ชอบมองเรื่องเล็กให้เป็น เรื่องใหญ่ การบอกต่อข่าวสารใดๆ จึงมักเป็นการขยายเรื่องเกินจริง



พุทธปรัชญาสอนให้มองทุกข์ที่ต้นเหตุ มองทุกอย่างที่ความเป็นจริง มองด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้อง ก็สามารถตัดสินแก้ปัญหาได้ตรงจุด

หากยืมหลักอริยสัจสี่ (ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค) มาประยุกต์ใช้ เราก็สามารถถอดชิ้นส่วนของปัญหาออกเป็นสี่ขั้น คือ ปัญหา ต้นเหตุของปัญหา การสิ้นสุดของปัญหา และทางไปสู่การสิ้นสุดของปัญหา

หลักการแก้ปัญหานี้ง่ายนิดเดียว : มองปัญหาที่สาเหตุ มองสาเหตุให้ชัดเจน แล้วแก้ตรงจุดนั้น

แต่การตามล้างตามเช็ดปัญหามิสู้การป้องกันไว้ก่อน นั่นคือ มองว่าปัญหาอาจไม่ใช่ปัญหา เพราะชีวิตของคนเรานั้นอาจหนีไม่พ้นปัญหาก็จริง แต่ปัญหาที่แย่ที่สุดคือปัญหาที่เราคิดว่ามันเป็นปัญหา เป็น 'สัตว์ร้าย' ที่เราสร้างขึ้นมาเอง มันทำให้เราเสียเวลา พลังงาน และทรัพยากรโดยไม่จำเป็นเพื่อจะจัดการมัน

เงาในน้ำมักมีขนาดใหญ่กว่าของจริงเสมอ

บทความโดย...วินทร์ เลียววาริณ

journey


เพราะไม่ใช่เราที่แย่ที่สุดในโลก



"เราอาจรู้สึกว่าแย่กว่าคนอื่น ๆ ....
เมื่อได้เห็นใครที่ดีหรือเด่นกว่า
แต่เราอาจดีกว่าคนเป็นจำนวนมาก
ถ้าได้เห็นคนอื่น ๆ ที่แย่กว่า
ไม่มีอะไรที่แย่ที่สุดในชีวิต
ถ้าหากไม่สรุปความคิดเอาเองว่า...ฉันมันแย่ที่สุด"


ความรู้สึกที่จำเจอยู่กับงานที่ซ้ำซาก ชีวิตที่วนเวียนไปอย่างเดิม ๆ ทุกวี่ทุกวัน
ตื่นเช้าขึ้นมาแต่งตัวไปทำงาน เสร็จงานก็กลับบ้านเพื่อพักผ่อน
วนอยู่อย่างนี้วันแล้ววันเล่า...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

เราอาจจะเคยรู้สึกหรือสัมผัสกับบรรยากาศอย่างนี้มาบ้าง
พอ ๆ กับชีวิตของผมที่เคยรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน
แต่ผมจะเปลี่ยนความคิดนี้ได้โดยไม่ใช้วิธีการผิด ๆ
เพื่อหนีความซ้ำซากจำเจนี้

ผมมักจะใช้เวลาตอนที่นั่งรถเดินทางไปทำงานหรือจะไปทำธุระที่ไหน ๆ ก็ตาม
ให้เป็นทางออกของชีวิตและสร้างกำลังใจให้แก่ตัวเองเสมอ
นั่นคือผมจะไม่ละสายตาและจะไม่หยุดความคิดของตัวเองอยู่ภายในรถเท่านั้น
แต่จะกวาดสายตามองสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว
ตามท้องถนนกับเส้นทางที่เดินทางผ่านไป
โดยเฉพาะชีวิตของผู้คนที่อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่และลำบากกว่า

การได้เห็นคนบางคนที่นอนฟุบอยู่แถวป้ายรถเมล์หรือตามฟุตบาธข้างถนน
หรือบางครั้งก็เห็นคนเฒ่าคนแก่ทั้งสามีภรรยามาเดินพยุง
จับมือถือแขนกันด้วยวัยใกล้ฝั่ง แทนที่จะได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน
แต่ต้องมาเดินเป็นวณิพกกับกำลังวังชาที่เหลือน้อยเต็มที
เพียงเพื่อแลกกับเงินไม่กี่ตังค์ วันหนึ่ง ๆ จะได้สักเท่าไหร่



สิ่งที่เห็นนี้เป็นเรื่องราวที่ตัวเองไม่เคยลืม
เพราะว่ามันทำให้ตระหนักและคิดอยู่เสมอว่า...คนที่แย่กว่าเรายังมีเยอะมาก
ไม่เพียงเฉพาะในสังคมที่เห็น แต่ยังมีคนอีกมากมายทั่วโลก
ซึ่งไม่มีอาหารจะกินสักมื้อหนึ่ง

เมื่อคิดอย่างละเอียดถึงความลำบากของคนอื่น
เราก็จะได้มองเห็นขุมทรัพย์ที่แอบซ่อนอยู่ในชีวิตของตัวเอง
เพราะมีบางครั้งเหมือนกันที่ตัวเรามักจะลืม
และมองแต่ตัวเองว่าชีวิตฉันแย่
จนกลายเป็นการสร้างอาการท้อแท้ต่อชีวิตตามมา



แม้งานที่เราทำจะน่าเบื่อแค่ไหน...
ก็ยังดีกว่าคนเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสได้ทำงาน
หรือคนจำนวนมากที่กำลังตกงาน.....
อาหารที่ได้กินอาจซ้ำ ๆ ในแต่ละมื้อ...ก็ยังดีกว่ากันเยอะ....
เพราะยังมีคนมากมายบนโลกนี้ที่ไม่รู้ว่า...วันนี้จะมีอะไรกิน...
บ้านที่ได้อาศัยอยู่อาจคับแคบไปบ้าง...
แต่คงไม่แย่ไปกว่าคนเป็นจำนวนไม่น้อย
ที่จะต้องอาศัยนอนอยู่ป้ายรถเมล์หรือข้างถนน

......คุณลองสังเกตชีวิตคนอื่น ๆ บ้างซิ....แล้วจะรู้ว่า....
ความจริงแล้วชีวิตที่แย่ที่สุด...มันเกิดมาจากความคิดที่ว่า...
.ตัวเองแย่ที่สุด หากไม่มองถึงคนที่แย่กว่า
แต่ชีวิตที่ดีที่สุดคือการมองเห็นส่วนดีและพอใจในชีวิตที่เหลืออยู่....

ที่มา : หนังสือชีวิตมืด 8 ด้าน ทางสว่างอยู่ด้านที่ 9
เขียนโดย : สันทัด ขุนหมุด



ที่มา +tamdee.net

TAXZe

กระทู้ไรเนี่ย ไม่เคยเห็น

บุ๊คๆๆ

:)
[direct=https://www.taxze.com/ups-review/]รีวิว ups[/direct][direct=https://www.taxze.com/ups-review/]ups ยี่ห้อไหนดี[/direct][direct=https://twitter.com/taxze][/direct][direct=https://www.instagram.com/taxze][/direct][direct=https://rrbg.blogspot.com/][/direct]

journey

สุขได้แม้ไม่สำเร็จ



IMAGE ฉบับเดือน ตุลาคม 2551

ความสำเร็จเป็นยอดปรารถนาของทุกคน เพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุข แต่ความสำเร็จก็เช่นเดียวกับความมั่งมี ไม่สามารถเป็นหลักประกันแห่งความสุขได้อย่างแท้จริง ใครก็ตามที่เอาความสุขไปผูกไว้กับความสำเร็จ ย่อมยากที่จะพบกับความสุขที่ยั่งยืน ทั้งนี้ก็เพราะรสชาติของความสุขชนิดนี้หอมหวานเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ช้าไม่นานก็รู้สึกจืดชืด ไม่ต่างจากเพลงที่ไพเราะ ฟังครั้งแรกก็ให้ความซาบซึ้งตรึงใจ แต่ถ้าฟังไปนาน ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็จะเริ่มรู้สึกจำเจ และกลายเป็นเบื่อในที่สุด ต้องขวนขวายหาเพลงใหม่มาฟังแทน

ด้วยเหตุนี้จึงมีน้อยคนที่พอใจหรือพอเพียงกับความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าความสำเร็จที่ได้มายังไม่เพียงพอ ต้องการได้อีก และนั่นคือที่มาแห่งความทุกข์ จนกว่าจะประสบความสำเร็จครั้งใหม่

นักธุรกิจผู้หนึ่งประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว เขาสามารถปลดหนี้สินของธุรกิจครอบครัวซึ่งสูงถึง ๗,๐๐๐ ล้านได้ภายในเวลา ๓ ปีเท่านั้น และใช้เวลาอีกไม่กี่ปีขยายธุรกิจดังกล่าวจนมีผลประกอบการปีละ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เขามีความสุขอย่างไม่ต้องสงสัย แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่าตัวเองเปลี่ยนไป เบื่อหน่ายกับการทำงาน รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่...มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง (ในจำนวนอีกหลายร้อยคนในไทย)" ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องดิ้นรนหาความสำเร็จอย่างใหม่ นั่นคือเอาดีทางการเมือง เขายอมรับว่าวันที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิตคือวันที่ได้เป็นรัฐมนตรีช่วย ว่าการในเวลาต่อมา แต่น่าสงสัยว่าเขาจะมีความสุขไปได้นานเท่าใดตราบใดที่ยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ว่าการ

ความสำเร็จหากผูกติดกับตำแหน่ง ยิ่งให้ความสุขที่คลอนแคลน เพราะตำแหน่งทั้งหลายเป็นของชั่วคราว ไม่นานก็ต้องตกเป็นของคนอื่น บิล คลินตันเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งของยุคนี้ เขาได้เป็นประธานาธิบดีตั้งแต่ยังหนุ่ม และเป็นถึง ๒ สมัย แต่เมื่อเขาพ้นตำแหน่ง เขากลายเป็นคนที่ไม่มีความสุข เพราะยังโหยหาอาลัยอดีตอันหอมหวาน เมื่อไม่นานมานี้เขาเผยความในใจว่า "คิดดูสิว่าตอนผมเป็นประธานาธิบดี เขาจะบรรเลงเพลงทุกครั้งที่ผมเดินเข้าห้อง (แต่ตอนนี้) ไม่มีใครบรรเลงเพลงอีกแล้ว ผมไม่รู้เลยว่าผมอยู่ที่ไหน"

ใช่หรือไม่ว่าหากสุขใจที่ได้เป็นประธานาธิบดี ก็ต้องทุกข์แน่นอนเมื่อกลายเป็นราษฎรเต็มขั้น มองในแง่นี้ความสำเร็จทำให้เกิดทุกข์ได้ เหมือนคนที่ลอยสูงมากเท่าไร เมื่อตกลงมาก็เจ็บมากเท่านั้น

ที่น่าคิดมากกว่านั้นก็คือ เราแน่ใจได้อย่างไรว่าความสำเร็จจะเป็นสิ่งน่าชื่นชมไปตลอดกาล มีหลายคนที่เมื่อมองย้อนไปถึงความสำเร็จของตนในอดีต กลับรู้สึกว่าไม่น่าชื่นชมเสียเลย เพราะเห็นข้อบกพร่องหรือข้อเสียติดตามมามากมาย ไอน์สไตน์เคยพูดว่าหากเขารู้ล่วงหน้าว่าระเบิดปรมาณูซึ่งสร้างขึ้นจากทฤษฎี สัมพัทธภาพของเขาจะสร้างความเสียหายอย่างมากมายแก่ชาวญี่ปุ่นและทำให้โลกตก อยู่ในอันตราย เขาคงตัดสินใจเป็นช่างซ่อมนาฬิกาดีกว่า ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนกล่าวว่า "ความสำเร็จคือความล้มเหลวที่ยังไม่ปรากฏ"

ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญก็จริงอยู่ แต่มิใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการได้ทำสิ่งดีงาม ถูกต้อง และเสียสละ หากได้ทำความดีงามอย่างเต็มที่ แม้ไม่สำเร็จหรือประสบชัยชนะ ก็ได้ชื่อว่าทำสิ่งที่ควรแก่ความภาคภูมิใจ ซึ่งให้ความสุขที่ยั่งยืนกว่าความสำเร็จทั่ว ๆ ไป

ซารา เรนเนอร์ เป็นนักกีฬาสกีวิบากชาวแคนาดาที่นำคู่แข่งมาโดยตลอด แต่แล้วจู่ ๆ ไม้ค้ำสกีของเธอหัก เธอพยายามฝืนสู้ แต่ก็ไม่ประสบผล นักสกีหลายคนแซงเธอไป ขณะที่เธอรู้สึกหมดหวังก็มีชายผู้หนึ่งยื่นไม้ข้างหนึ่งให้เธอ เธอจึงกลับเข้าสู่การแข่งขัน และสามารถนำทีมแคนดาคว้าเหรียญทองได้ในที่สุด

เธอรู้เมื่อจบการแข่งขันว่าผู้ที่ช่วยเธอคือบเยอร์นาร์ ฮาเกนสโมเอน นักกีฬาชาวนอรเวย์ ซึ่งเข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับสี่ เขากลายเป็นวีรบุรุษของชาวแคนาดาในทันที แต่เขากลับให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยกย่องกันขนาดนี้ เขาให้เหตุผลว่า "ถ้าคุณชนะแต่ไม่ได้ช่วยเหลือใครในเวลาที่คุณควรช่วย นั่นเป็นชัยชนะประเภทไหนกัน" สำหรับเขาการทำสิ่งที่ถูกต้องมีคุณค่ายิ่งกว่าชัยชนะ

ความสำเร็จนำมาซึ่งความสุขก็จริง แต่การอยู่เหนือความสำเร็จ หรือไม่หมกมุ่นติดยึดกับความสำเร็จต่างหาก คือที่มาแห่งความสุขที่แท้จริง

โดย... ภาวัน

journey

ชำระใจให้หายแค้น



มติชน ฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552

การแก้แค้นเป็นพฤติกรรมที่ติดมากับมนุษย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ก็ว่าได้ มันเป็นยิ่งกว่าปฏิกิริยา "สู้หรือหนี" อันเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของสัตว์ทุกชนิดเมื่อเผชิญกับภัยคุกคาม คนเราไม่ได้อยากแก้แค้นเพียงเพราะโกรธที่ถูกทำร้ายเท่านั้น หากยังเพราะมีความอาฆาตพยาบาทซึ่งหล่อเลี้ยงด้วยความทรงจำ สัตว์บางชนิดอาจมีความอาฆาตพยาบาทเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่นั่นเพราะมันหรือลูกของมันถูกทำร้าย ส่วนมนุษย์นั้นเพียงแค่เสียหน้าหรือถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีก็เป็นเหตุผลมากพอ แล้วที่จะลงมือล้างแค้นจนถึงตาย

อย่างไรก็ตามการแก้แค้นไม่ใช่เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกล้วน ๆ มนุษย์ตั้งแต่ยุคบรรพกาลมีเหตุผลที่ต้องแก้แค้น ไม่ใช่เพื่อความสะใจเท่านั้น แต่เพื่อส่งสัญญาณให้คู่กรณีรวมทั้งคนอื่น ๆ ได้รู้ว่าตนจะไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียว ใครที่มาล่วงล้ำ กล้ำเกิน หรือทำร้ายตนย่อมถูกโต้ตอบกลับคืน กล่าวอีกนัยหนึ่งนี้เป็นวิธีป้องปรามหรือกลไกป้องกันตัวอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจำเป็นในยุคที่ผู้คนอยู่กันด้วย "กฎป่า" หรือใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ การไม่แก้แค้นหมายถึงการแสดงความอ่อนแอ ซึ่งเท่ากับเชื้อเชิญให้ใครต่อใครมาเอาเปรียบเบียดเบียนไม่หยุดหย่อน

การป้องกันตนเองด้วยวิธีการดังกล่าวมิใช่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความอยู่ รอดของปัจเจกบุคคลและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังจำเป็นสำหรับกลุ่มชนหรือเผ่าพันธุ์ด้วย เผ่าจะอยู่รอดไม่ได้หากคนอื่นนิ่งดูดายปล่อยให้เพื่อนพ้องในเผ่าถูกทำร้าย การแก้แค้นให้กับเพื่อนร่วมเผ่าเป็นทั้งการป้องปรามไม่ให้ใครมาทำเช่นนั้น อีก ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณแสดงถึงความสามัคคีกลมเกลียวของเผ่าตน ด้วยวิธีนี้เผ่าจึงจะมีโอกาสอยู่รอดและปลอดพ้นจากภัยคุกคามได้

คงเพราะเหตุนี้จึงมีการส่งเสริมค่านิยมการล้างแค้นในหมู่เผ่าพันธุ์และ กลุ่มชนต่าง ๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมไปทั่วโลก และในบางแห่งก็ถึงกับกลายเป็นข้อบัญญัติหรือเป็นที่รับรองของศาสนาด้วยซ้ำ มองในแง่นี้ก็เหมือนกับจะยืนยันว่าการล้างแค้นเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ติด มาในยีนเลยก็ว่าได้ แต่มองอีกมุมหนึ่งการที่หลายชุมชนหลายเผ่าพันธุ์พยายามตอกย้ำเหตุการณ์อัน น่าขมขื่นเจ็บปวดในอดีต (ผ่านบทเพลง บันทึกประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าปากต่อปาก ฯลฯ)เพื่อกระตุ้นให้เกิดความอาฆาตพยาบาทและอยากแก้แค้นนั้น ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าการแก้แค้นเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์จริง ทำไมจึงต้องตอกย้ำและปลุกเร้าให้เกิดความโกรธเกลียดและอาฆาตพยาบาทไม่หยุด หย่อน ราวกับกลัวว่าผู้คนจะลืมเหตุการณ์เหล่านั้นหรือไม่อาฆาตพยาบาทมากพอ

มีผู้คนเป็นอันมากที่พยายามหล่อเลี้ยงความอาฆาตพยาบาทด้วยการเตือนตนให้ ระลึกถึงความเจ็บแค้นในอดีต เช่น นึกถึงมันบ่อย ๆ หรือบันทึกเอาไว้ บ้างก็ถึงกับทำรายชื่อศัตรูเหมือนกับจดรายการจ่ายตลาด ทั้งนี้ก็เพราะเขากลัวลืม แต่ยิ่งนึกย้ำซ้ำทวนก็ยิ่งถูกไฟโทสะเผาลนจิตใจ การพยายามปกป้องตนเองด้วยการแก้แค้นกลับกลายเป็นการบั่นทอนทำร้ายตนเอง ตั้งแต่เริ่มคิดแก้แค้นด้วยซ้ำ

แต่การแก้แค้นก่อผลเสียยิ่งกว่านั้น มันสามารถชักนำครอบครัวและกลุ่มชนของตนให้ตกอยู่ในวังวนแห่งความรุนแรง ติดกับดักแห่งการแก้แค้นไม่รู้จบ เพราะอีกฝ่ายย่อมไม่อยู่นิ่งเฉยหากพยายามแก้แค้นเอาคืน การแก้แค้นให้กับคน ๆ หนึ่งที่ถูกฆ่าตายอาจตามมาด้วยการสังหารผู้คนอีกเกือบ ๓๐ คน (ดังที่เกิดกับ ๒ ชนเผ่าในนิวกีนีเมื่อหลายปีก่อน) หรือมีการจองล้างจองผลาญติดต่อกันนานถึง ๒๗๐ ปี (ดังกรณีที่เกิดในอัลเบเนีย) แต่นั่นก็ยังเทียบไม่ได้กับการแก้แค้นระหว่างเซิร์บกับเติร์กซึ่งยืดเยื้อมา ๖๐๐ ปี หรือระหว่างยิวกับอาหรับซึ่งสาวไปได้ถึงพันปีที่แล้ว

ทุกวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการแก้แค้นย่อมรู้ดีว่าการแก้แค้นที่ปล่อยให้เกิด ขึ้นตามอำเภอใจย่อมนำมาซึ่งความโกลาหลวุ่นวาย ทำลายความสามัคคีและบั่นทอนเสถียรภาพของสังคม จึงพยายามสร้างกติกาหรือข้อกำหนดขึ้นมาเพื่อให้การแก้แค้นอยู่ในขอบเขต (เช่น อนุญาตให้แก้แค้นได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมง หรือกันเด็ก ผู้หญิง ชายชราจากหน้าที่แก้แค้น หรืออนุญาตให้ดวลปืนยิงกันด้วยกระสุนนัดเดียว) แต่นั่นก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด หลายชุมชนจึงหันมาส่งเสริมการปรับหรือเรียกค่าสินไหมแทนการแก้แค้น หรือไม่ก็มอบหมายให้รัฐหรือผู้ปกครองทำการแก้แค้นแทน โดยมีมาตรการต่าง ๆ ตั้งแต่ปรับ จำคุก ไปจนถึงประหารชีวิต (ในอดีตอนุญาตให้รัฐใช้วิธีทรมานได้ด้วย)

แต่ความรุนแรงควรยุติด้วยการแก้แค้นเท่านั้นหรือ? หากเราไม่ลงมือแก้แค้นเอง เราควรพอใจที่รัฐแก้แค้นแทนเราเท่านั้นหรือ? มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่ที่เราสามารถทำได้ ? คำตอบคือมี ได้แก่ "การล้างแค้นอย่างสร้างสรรค์" คือ การล้างแค้นด้วยการยกระดับตัวเองแทนที่จะไปเหยียบย่ำคนอื่นให้ตกต่ำลง เมื่อเราโกรธหรือเกลียดใครสักคน เราอยากทำกับเขาเหมือนกับที่เขาทำกับเรา หากเขาด่าว่าเรา เราก็ต้องด่าเขากลับคืน หากเขาทำร้ายเรา เราก็ต้องเล่นงานเขาให้สาสม วิธีนี้ก็คือการทำตัวเองให้ต่ำลงเหมือนเขา แต่ผู้ที่มีปัญญาย่อมรู้ดีว่าการทำให้เขาเจ็บปวดที่ดีกว่านั้นก็คือการทำตน ให้ดีกว่าเขา เก่งกว่าเขา ประสบความสำเร็จมากกว่าเขา หรือเป็นสุขเบิกบานใจยิ่งกว่าเขา

อย่างไรก็ตามการล้างแค้นแบบสร้างสรรค์สามารถนำความทุกข์มาให้แก่เราได้ ตราบเท่าที่เรายังไม่เก่งกว่าเขาหรือประสบความสำเร็จมากกว่าเขา เบื้องหลังการล้างแค้นดังกล่าวคือความโกรธเกลียดซึ่งสามารถเผาลนจิตใจเราได้ ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงมีวิธีที่ดีกว่านั้นอีก นั่นคือ การให้อภัย การให้อภัยมิได้หมายถึงยอมรับการกระทำไม่ดีของเขา แต่หมายถึงการปลดเปลื้องความโกรธเกลียดและอาฆาตพยาบาทออกไปจากจิตใจของเรา แม้เราจะยอมรับการกระทำของเขาไม่ได้ แต่เราสามารถยอมรับเขาในฐานะมนุษย์ได้ การฆ่า การหลอกลวง หรือการดูหมิ่นเหยียดยาม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องวันยังค่ำ แต่คนเราอาจทำสิ่งนั้นเพราะความพลั้งเผลอ เพราะความไม่รู้ เพราะความเข้าใจผิด หรือเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เขาอาจทำเพราะแรงบีบคั้นจากความเจ็บปวดในอดีต หรือเพราะเคยถูกกระทำย่ำยีมาก่อนก็ได้ ในฐานะที่เป็นเพื่อนทุกข์ เขาควรได้รับการให้อภัยจากเรา ในฐานะที่เรามีหน้าที่ทำตนให้เป็นสุข เราควรปลดเปลื้องความอาฆาตพยาบาทไปจากจิตใจ

มิใช่แต่การล้างแค้นเท่านั้นที่อยู่คู่กับมนุษย์ การให้อภัยและการสมานไมตรีก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติมาช้านาน อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สัตว์ก็รู้จักคืนดี นักสัตววิทยาที่สังเกตพฤติกรรมของลิงในสวนสัตว์และป่าธรรมชาติพบว่า เมื่อลิงทะเลาะเบาะแว้งกัน จะมีความพยายามคืนดีกันเสมอ หากไม่ "วาน"ตัวกลางให้ช่วยไกล่เกลี่ย คู่กรณีตัวใดตัวหนึ่งก็จะเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าหา งอนง้อ หรือทำดีด้วย ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเคยกราดเกรี้ยวคู่กรณีเพียงใด แต่ในที่สุดก็จะคืนดีด้วยการเกาหลังให้กันและกัน

มนุษย์ไม่ได้มีแต่ความโกรธเกลียดเท่านั้น เรายังมีเมตตา กรุณา และความเข้าใจด้วย ความสามารถในการให้อภัยจึงอยู่ในใจของเราทุกคน จะว่าไปการให้อภัยเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการปกป้องตนเอง มิใช่ปกป้องจากศัตรูภายนอก แต่ปกป้องจากศัตรูภายใน ได้แก่ความโกรธเกลียดและอาฆาตพยาบาทนั่นเอง หากความโกรธเกลียดและอาฆาตพยาบาทคือมีดกรีดใจ การให้อภัยก็คือยาสมานใจนั่นเอง ใจที่ไร้ยาสมานย่อมมีแผลเรื้อรัง ชีวิตที่ให้อภัยไม่เป็นย่อมหาความสุขได้ยาก

เราจะสุขหรือทุกข์มิใช่เพราะมีใครมาทำให้ หากอยู่ที่ใจของเราเอง ไม่มีใครทำลายศักดิ์ศรีของเราได้นอกจากตัวเราเอง ถึงที่สุดแล้วเราต้องเลือกว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ระหว่างการหล่อเลี้ยงความโกรธเกลียดเอาไว้ หรือการบ่มเพาะเมตตาและกรุณา ผู้คนเป็นอันมากเลือกอย่างแรกจึงจมปลักอยู่ในความทุกข์ ส่วนผู้มีปัญญาเลือกอย่างหลังจึงเป็นสุขอยู่เสมอ

ความอาฆาตพยาบาทนั้นมีความทรงจำเป็นตัวหล่อเลี้ยง แต่ก็มิได้หมายความว่าเราต้องลืมก่อนถึงจะให้อภัยได้ การให้อภัยมิได้เกิดจากการหลงลืมแต่เกิดจากความตระหนักรู้ถึงโทษของความโกรธ ที่สำคัญก็คือเกิดจากความเข้าใจในคู่กรณี โดยเฉพาะเมื่อเห็นถึงความเป็นมนุษย์ของเขาซึ่งไม่ต่างจากเรา อีกทั้งเห็นถึงความทุกข์ของเขาด้วย เราสามารถจะให้อภัยโดยไม่ลืมได้

คิม ฟุค ถูกไฟจากระเบิดนาปาล์มของอเมริกาเผาลวกทั้งตัวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด อีกทั้งยังสูญเสียลูกพี่ลูกน้อง ๒ คนจากเหตูการณ์ แม้แผลจะหายหลังจากผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้ง แต่ความแค้นฝังใจเธอร่วม ๒๐ ปี แต่ในที่สุดเธอก็ให้อภัยทหารอเมริกันเมื่อเธอประจักษ์แก่ใจว่า "การบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้" เธอพบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง

อาซิม กามิซา สูญเสียทาริก ลูกชายคนเดียววัย ๑๔ ปีเพราะความคิดชั่วแล่นของวัยรุ่นอีกคนหนึ่งที่ต้องการอวดความเก่งกล้า สามารถของตนให้เพื่อนร่วมแก๊งได้เห็น แม้จะเจ็บปวดแต่เขาก็ให้อภัยวัยรุ่นคนนั้น เพราะเห็นว่า "การแก้แค้นไม่อาจช่วยอะไรได้ เอาชีวิตทาริคกลับมาได้ไหม การแก้แค้นมีแต่จะทำให้ความรุนแรงที่คร่าชีวิตทาริคยืดยาวต่อไป" เขาพบว่าตัวการที่ฆ่าลูกเขาไม่ใช่ใครอื่น หากคือวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงในหมู่วัยรุ่นต่างหาก เขาจึงต้องต่อสู้กับความรุนแรงนี้ด้วยการตั้งมูลนิธิในนามลูกของตนเพื่อส่ง เสริมให้คนหนุ่มสาวเห็นโทษของความรุนแรงในการแก้ปัญหา

ในทำนองเดียวกันเมื่อแม่ของสิบเอกสามารถ กาบกลางดอน ต้องสูญเสียลูกชายในเหตุการณ์นองเลือดที่ปัตตานี (ซึ่งโยงกับกรณีกรือเซะ)เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ แทนที่จะเรียกร้องการล้างแค้น เธอกลับให้อภัยฝ่ายตรงข้าม เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นต้องเจ็บปวดเช่นเดียวกับเธอ "ฉันไม่อยากเห็นสิ่งอย่างนี้เกิดขึ้นอีกต่อไป ไม่ว่ากับใครอีกเราควรจะหยุดฆ่ากันได้แล้ว นี่เป็นความสูญเสียของทุกฝ่าย ฉันก็เสียลูกชายเหมือนแม่คนอื่น ๆ อีกหลายคน"

"เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร" นี้มิใช่เป็นแค่คำสอนทางพุทธศาสนา หากเป็นความจริงที่อยู่เหนือกาลเวลาและเป็นสากล การแก้แค้นไม่เคยชำระปัญหาให้จบสิ้น อีกทั้งไม่สามารถนำความสุขมาสู่ชีวิต การให้อภัยต่างหากที่ทำให้ปัญหายุติได้ ต่อเมื่อชำระใจให้ปลอดจากความแค้น เมื่อนั้นชีวิตจึงจะพบความสงบเย็นอย่างแท้จริง

โดย... พระไพศาล วิสาโล

journey

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงสาวคนหนึ่งผิดหวังในรักเนื่องจากคนรักของตนได้มาทิ้งไปจึงกำลังจะฆ่าตัวตาย

ขณะนั้นเองมีพระธุดงส์รูปหนึ่งผ่านมาพบเข้าจึงได้กล่าวให้สติกับสีกา ว่า
"โยมจะทำอะไรรึ"

หญิงสาวตอบ
"อิชั้นจะฆ่าตัวตายเพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม มีแฟนๆ ก็มาทิ้งไปเจ้าค่ะ"

พระธุดงส์จึงได้เทศนาให้หญิงสาวฟังว่า
"เหตุใดโยมจึงต้องเสียใจเล่าในเมื่อคนที่ควรจะเสียใจควรจะเป็นแฟนของโยมสิ"

หญิงสาวหยุดคิดและถามกลับไปด้วยความสงสัยว่า
"ทำไมล่ะเจ้าคะ"

พระธุดงส์ตอบว่า
"ในเมื่อโยมมิได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญไปเลยน่ะสิ"

หญิงสาวตั้งใจฟังพระธุดงส์แล้วก็ตอบกลับไปว่า
"ไม่จริงหรอกค่ะดิชั้นสูญเสียแฟนอันเป็นที่รักยิ่งไปนะเจ้าค่ะ"


พระธุดงส์ตอบ
" โยมได้สูญเสียคนที่มิได้รักและห่วงใยโยมซึ่งจะมีค่าอันใด แต่แฟนโยมซิที่สูญเสียคนที่รักและห่วงใยเค้าเช่นโยม ใครควรจะเสียใจกว่ากันล่ะโยม"




  :) :) :)




journey

วิกฤติกับโอกาส

โจทย์การออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ยากโจทย์หนึ่งคือเมื่อที่ตั้งของโครงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ไม่น่าดู

นักออกแบบบางคนก่อกำแพงสูงเพื่อปิดบังทัศนียภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเสีย บางครั้งการออกแบบนั้นๆ กลับทำให้สภาพแวดล้อมโดยรวมดูแย่กว่าเดิม

ในบางกรณี ปัญหาอาจไม่สามารถแก้ได้ด้วยการก่อกำแพงสูง เช่น มลพิษทางเสียง มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในย่านจอแจ

ทว่าทุกปัญหาล้วนมีทางแก้อย่างสร้างสรรค์เสมอ

อาคารบางหลังซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่มีเสียงรถราดังมาก สามารถแก้ปัญหาด้วยการออกแบบน้ำตกให้เป็นส่วนหนึ่งของอาคาร เสียงน้ำไหลเป็นจังหวะทำให้คนที่เดินผ่านรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ จิตใจสงบลง ขณะเดียวกันเสียงน้ำตกก็กลบเสียงรถราข้างนอกด้วย เมื่อรวมกับต้นไม้สีเขียว ก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันอยู่กลางป่าคอนกรีต

เสียงเหมือนกัน ดังเหมือนกัน แต่ให้ผลต่างกัน

ความคิดสร้างสรรค์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนวิกฤติให้ เป็นโอกาสได้เสมอ หลายคนโยนเสื้อผ้าที่เลอะสีดำเป็นหย่อมๆ ดูน่าเกลียด ทั้งที่มันยังไม่ขาด แต่บางคนก็ย้อมผ้าเลอะนั้นให้เป็นสีดำทั้งตัวไปเสียเลย งามไปอีกแบบ

เคยไหมที่เมื่อคุณวาดรูปเพลินจนสีเลอะเทอะ กลายเป็นสีเน่า แต่เมื่อพลิกแพลง ใช้สีเน่านั้นเป็นพื้น วาดลายเส้นสดใสทับลงไป ก็ได้ภาพใหม่ที่สวยไปอีกแบบ

คุณสามารถทำเรื่องแย่เป็นเรื่องเยี่ยมได้เสมอ หากยอมเปิดใจกว้าง และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา



เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของ โอ. เฮ็นรี ปรมาจารย์นักเขียนเรื่องสั้นแนวหักมุมจบ เป็นเรื่องของเซลส์แมนหนุ่มที่ถูกส่งไปขายรองเท้าแก่คนพื้นเมืองในเกาะแห่ง หนึ่ง ห่างไกลจากความเจริญ เมื่อลงจากเรือ เซลส์แมนหนุ่มเห็นชาวพื้นเมืองเดินเท้าเปล่าทุกคน ก็โทรเลขไปรายงานสำนักงานใหญ่ว่า ขายรองเท้าที่นี่ไม่ได้แน่นอน เพราะคนที่นี่ไม่มีพฤติกรรมสวมรองเท้า

บริษัทส่งเซลส์แมนคนใหม่ไปดูสำรวจตลาด เขาโทรเลขกลับไปที่สำนักงานใหญ่ทันทีว่า "ส่งรองเท้ามาทันที เพราะที่นี่ไม่มีใครเคยสวมรองเท้า"

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมอง

มองให้ดีก็เห็นโอกาส

ปราชญ์เดโมสเธนีสแห่งกรีกโบราณจึงกล่าวว่า "โอกาสเล็กๆ มักเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการใหญ่" เช่นเดียวกับ เซอร์ ฟรานซิส เบคอน ที่ว่า "คนฉลาดสร้างโอกาสมากกว่าที่จะแสวงหามัน"

คำว่า 'วิกฤติ' ในภาษาจีนออกเสียงว่า เหวย จี อักษรแรกหมายถึงอันตราย อักษรหลังหมายถึงโอกาส

ในทุกๆ อันตรายมีโอกาส

ทุกๆ ปัญหาไม่ว่าใหญ่เพียงไร มีทางแก้อย่างสร้างสรรค์เสมอ ถ้าเปิดใจมอง


บทความโดย... วินทร์ เลียววารินทร์
:) :) :)

[email protected]

เจ๋งคับ ชอบอ่าน แต่ไม่ค่อยอ่าน