อะไรคือ สิ่งที่มีความหมายในชีวิตของคุณ.... (journey)

เริ่มโดย journey, 12 กรกฎาคม 2007, 00:17:43

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

เดี๋ยวจะบอกว่าชื่ออะไร

สาธุ

คุณ journey  เป็นพระรึเปล่าครับเนี่ย เห็นมีบทความแบบนี้เพียบเลย
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,17065.0.html]เศรษฐีผู้รวยด้วยหนูตายหนึ่งตัว[/direct][direct=http://xn--82ca6ayaze0a4a4hsa2lj6l.blogspot.com/]บริการรีวิว เพิ่มคำวิจารณ์ 5 ดาวแฟนเพจ[/direct][direct=http://xn--12cbpr2dl9a3a2f5cd0a8me2dvco.blogspot.com/]ขายชิบ ไพ่เท็กซัส[/direct]
เกิดในที่...ที่ดี...นั้นดีแน่ 
เกิดในที่...ที่แย่...ก็ดีได้  
เกิดที่ดี...แล้วแย่...มีถมไป  
เกิดที่ไหน...ก็ดีได้ถ้าใฝ่ดี

Threst

Wish Everyone Goodluck in your life

~สายลม~

กว่าจะจบ อ่านก่อนนอนซะด้วย ... บทความดีมากๆครับ :)
[direct=http://www.one.in.th]ขายรายชื่ออีเมล์[/direct]รายชื่ออีเมล์คนไทย คุณภาพ ใช้งานได้จริง จากฐานข้อมูลการสมัครสมาชิกเว็บไซต์และบริการ ไม่ได้ใช้โปรแกรมดูด
เคสกันน้ำ Samsung Galaxy note 4 เคสกันน้ำ note 4 [direct=http://www.case2sea.com/note-4-waterproof]เคสกันน้ำ note 4[/direct]
[direct=http://www.lifeproofthai.com]lifeproof[/direct] เคสกันน้ำ lifeproof

journey

ฉลาดทำใจ : ทำงานล้มเหลว

* * *

งานล้มเหลว ไม่ได้แปลว่า ตัวคุณล้มเหลว

งานเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของคุณ

อย่าให้ความล้มเหลวของงานมาบั่นทอนคุณค่าของตัวคุณ หรือความเคารพตนเอง

เพราะคุณยังมีอีกหลายด้านหลายฐานะ ที่คุณอาจทำได้ดี เช่น

เป็นลูกที่ดี เป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี หรือเป็นคนดี เหล่านี้ล้วนมีค่าที่ควรแก่ความภาคภูมิใจ

* * *

อย่ามองความล้มเหลวว่าเป็นเรื่องไม่ดีไปเสียหมด ลองมองหาส่วนดีหรือประโยชน์จากความล้มเหลว

อย่างหนึ่งที่คุณน่าจะได้คือ ความรู้ว่าอะไรไม่ควรทำ อะไรที่ควรหลีกเลี่ยง

ความรู้หรือบทเรียนดังกล่าว ไม่ควรปล่อยทิ้งไปเปล่าๆ แต่ควรเอามาใช้ประโยชน์สำหรับการงานในปัจจุบันและอนาคต อย่างน้อยก็ช่วยหลีกเลี่ยงความผิดพลาดซ้ำรอยเดิมได้

* * *

ใช่หรือไม่ว่าคนเราเรียนรู้จากความล้มเหลว ได้มากกว่า ความสำเร็จ

เด็กเล็กเดินเป็นได้ ก็เพราะผ่านการล้มนับครั้งไม่ถ้วน

การล้มแต่ละครั้งเพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่เด็กจนเดินได้คล่องแคล่วในที่สุด

ความล้มเหลวที่ไม่ช่วยให้เราฉลาดขึ้น หรือเข้มแข็งขึ้นแม้เล็กน้อย ถือว่า "ขาดทุน"

* * *

ควรมองความล้มเหลวว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จไปทุกเรื่องและทุกครั้ง

เช่นเดียวกับนักกีฬาที่ต้องผ่านทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้

ดังนั้นจึงอย่ากลัวความล้มเหลว และอย่าให้ความล้มเหลวที่รออยู่ข้างหน้า มาทำให้คุณลังเลใจในการทำสิ่งที่ดีงามหรือถูกต้อง

ทั้งๆ ที่รู้ว่าล้มเหลวแน่ แต่หากเป็นสิ่งถูกต้อง ชอบธรรม ก็สมควรทำ เพราะถึงอย่างไรยังดีกว่าชัยชนะจากการทำสิ่งเลวร้าย

* * *

ประการสุดท้ายที่พึงตระหนักก็คือ ความสำเร็จและความล้มเหลวนั้น ไม่อยู่ในอำนาจของคุณหรือของใครคนใดคนหนึ่ง จึงไม่อาจควบคุมให้เป็นไปตามใจคุณได้ หากขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยมากมายที่อยู่นอกตัวคุณ

บางครั้งแม้คุณจะทำดีที่สุด แต่เหตุปัจจัยอื่นๆ ไม่อำนวย ก็ล้มเหลวได้

ดังนั้นจึงไม่ควรเป็นทุกข์ หรือโทษตัวเองเมื่อประสบความล้มเหลว

จะให้ดี หากรู้เช่นนี้แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็ควรปล่อยละวางจากความคาดหวังในเรื่องความสำเร็จ และพร้อมทำใจยอมรับความล้มเหลว เมื่อวางใจได้เช่นนี้แล้ว ความล้มเหลวก็ไม่อาจทำอะไรคุณได้

- - - - - - -

คัดลอกจากหนังสือ "ฉลาดทำใจ"
โดย พระไพศาล วิสาโล


janistar

^
^
เมื่อเช้าเพิ่งดูจากในทีวีเหมือนกันค่ะ ว่าจะไปซื้อมาอ่าน อยากอ่านมากเลย
บันทึกชีวิตในนอร์เวย์, ภาษานอร์วีเจียน
Norway Norge Norsk บันทึกชีวิตในนอร์เวย์แบบคน introvert
บันทึกการเดินทางของคนขี้ลืม

https://norwayz.blogspot.com/

jonu2528

[direct=http://riwwee.com/view-4501.html]รีวิว cloud mining คือ อะไร? ขุด bitcoin ทำกันยังไง step by Step[/direct]

Luru

ทำใจ. . .สาวๆ ชอบ ช๊อปปิ้ง [direct=http://www.somoremore.com/]ชุดเดรส[/direct] ชอบ [direct=http://www.somoremore.com/]ชุดเดรสน่ารัก[/direct]  + [direct=http://www.somoremore.com/]ชุดเดรสสวยๆ[/direct] [direct=http://www.somoremore.com/]เดรส[/direct] อ่ะนะ

journey

    หลวงพ่อตอบปัญหา
         
    โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)
    เรียบเรียง จาก รายการหลวงพ่อตอบปัญหา ทาง DMC
     
    Q1: เราควรจะใช้หลักธรรมข้อใดในการพิจารณาเพื่อรับพนักงาน?
    Q2: ถ้าเราจำเป็นจะต้องคัดบุคคลที่ไม่มีคุณภาพออก เราจะมีหลักในการตัดสินใจอย่างไร?
    Q3: ถ้าเราจะเลื่อนตำแหน่งลูกน้องขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน บุคคลผู้นั้นควรจะมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?
     
    คำถาม:กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ด้วยความเคารพครับ ลูกและเพื่อนๆต่างก็เปิดบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจ ในการนี้ต้องรับพนักงานเข้าทำงาน เราควรจะใช้หลักธรรมข้อใดในการพิจารณาเพื่อรับพนักงานครับ
     
    ตอบ:เจริญ พร...โดยทั่วไปในการคัดคนเข้ามาทำงาน จะเป็นในระดับไหนก็ตาม ส่วนมากในยุคนี้ เขาก็มักจะมองว่า มีวุฒิอย่างไร จบอันโน้น จบอันนี้ ปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก...กันบ้าง พิจารณาจากประสบการณ์ในการทำงาน...บ้าง พิจารณาจากบุคลิกลักษณะ...บ้าง อะไรทำนองนี้ บางทีก็ไล่ไปจนกระทั่งชาติตระกูลก็มี สอบสาวเข้าไป เจ็ดชั่วโคตรเลย บางทีก็สอบไปถึงการเงินการทอง ประวัติของตระกูลในอดีต
     
    แต่ว่าจะใช้หลักอะไรก็ใช้ไป นั่นถือว่า เป็นแค่องค์ประกอบ แต่เรื่องหลักจริงๆแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เราคัดคนดีเข้ามาอยู่ร่วมกับเรา ในการคัดคนดีก็มีวิธีมองว่า ใครเป็นคนดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะเอาคนมาทำงาน ถือหลักง่ายๆ คนที่จะทำงานได้ดี คือ คนอย่างไร...คำตอบ คือ คนที่มีความรับผิดชอบ พูดง่ายๆ...คนดี ดีกันด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่ดีเพราะมีปริญญา ไม่ใช่ดีเพราะหุ่นดี เสียงดี ชื่อดี หรือ ตระกูลดี...ไม่ใช่ เมื่อจะเอาคนมาทำงาน เพราะฉะนั้นคนจะดี ต้องดีด้วยความรับผิดชอบ
     

    ความรับผิดชอบ มีดังนี้
     
    ประการที่1.รับผิดชอบตนเอง
     
    ที่เรียกว่า...รับผิดชอบต่อตนเองเป็นอย่างไร เอาขั้นต้นก็แล้วกัน ในทางศาสนา รับผิดชอบต่อตนเอง คือ รับผิดชอบต่อความเป็นมนุษย์ของตัวเอง วัดด้วยอะไร...ก็วัดด้วยศีลห้าของเขา เขาอาจจะมีความรู้ความสามารถเยอะ แต่ถ้าศีลไม่มี ถือว่าเขาไม่รับผิดชอบต่อความเป็นมนุษย์ของเขา เอาเข้ามาใกล้ตัวอันตราย จะฆ่าเราตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จะหักหลังเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
    
    ประการที่2.รับผิดชอบต่อครอบครัว
พ่อแม่ พี่น้อง วงศ์วาน ว่านเครือ รับผิดชอบหมด
     
    มี ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ดูง่ายๆ ตั้งแต่เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่หรือไม่ ถ้ามีครอบครัวแล้ว เลี้ยงลูก เลี้ยงภรรยาหรือไม่ เลี้ยงสามีหรือไม่ ถ้าเขายังปล่อยปละละเลยในสิ่งเหล่านี้...อย่าเอามาเลย
     
    ประการที่3.รับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ อาจจะฟังยากสักหน่อย
     
    รับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ หมายถึง ไม่ไปแตะต้องอบายมุขนั่นเอง สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ไม่เกี่ยวข้อง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ ถมไม่รู้จักเต็ม
     
    สุรา ยาเสพติด...รู้จักกันอยู่แล้วว่าไม่ดีอย่างไร
    นารี...ก็เจ้าพวกที่เที่ยวกลางคืน
    พาชี...ไม่ใช่ไปแทงม้าที่สนามม้า แต่ว่าไอ้พวกนี้คือขี่ม้ากินลม ขี่รถกินลม พูดง่ายๆ ไอ้ขี้เกียจ อย่าไปเอามา
    ประการสุดท้าย กีฬาบัตร...คือการพนันทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเล่นไพ่หรือว่าพนันมวย พนันบอล การพนันทุกชนิด
     
    ไปแตะต้องกับอบายมุขทุกชนิด ได้ชื่อว่าไม่รับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ เพราะ อย่างนั้น ใครแตะต้องสิ่งเหล่านี้ อย่าไปเอามาเลย คนพวกนี้ในใจไม่มีคิดดี คนในวงไพ่คิดอย่างเดียว จะให้ทุกคนที่เล่นไปด้วยฉิบหาย เพราะถ้าเขาไม่ฉิบหาย เราก็ไม่รวย...แล้วทั้งวงมีกี่คน...มันก็คิดแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นวงพวกนี้จึงเรียกว่า "วงฉิบหาย" เพราะฉะนั้นเอาพวกนี้มาร่วมด้วยไม่ได้
     
    ประการที่4.รับผิดชอบต่อสังคม ตรงนี้เราคุ้น แต่ถ้าถามว่า "มันเป็นอย่างไร รับผิดชอบสังคม" เราอาจจะตอบกันไม่ได้
     
    รับผิดชอบต่อสังคม คือ ไม่มีความลำเอียง คนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน...คนพวกนี้จะเกลียดนักเกลียดหนาคือ ความอยุติธรรม ความลำเอียง ถ้าเอาคนมาใช้งาน แล้วมีความลำเอียงอยู่ในใจ เอามาใช้ไม่ได้ จำไว้ก็แล้วกัน คุณต้องสอบจนแน่ใจได้ว่า เขาไม่มีความลำเอียง คุณเอามาเถอะ
     
    ประการที่5.รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
     
    รับ ผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พูดง่ายๆ เราอยู่ในโลกนี้ ถ้าไม่ช่วยกันถนอมโลก ไม่ว่าแผ่นดินในโลกนี้ อากาศในโลกนี้ น้ำในโลกนี้ ต้นไม้ ต้นไร่ในโลกนี้ แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ถ้าเขามีสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมดีละก็ อย่างนั้น สมบัติทุกชิ้นที่เรามี ที่เราต้องไปเกี่ยวข้อง คนแบบนี้เขาจะช่วยเรารักษา
     
    ทั้งห้าประการนี้ เป็นเรื่องหลัก ซึ่งแสดงถึงความรับผิดชอบ หรือเป็นตัวบ่งบอกให้เรารู้ล่วงหน้าว่า "ฝึกเขาเข้าไปเถอะ จะช้าจะเร็ว เขาจะมีความรับผิดชอบต่องานที่เราต้องการให้เขาทำ" นี่เป็นหลัก
     
    เมื่อ ได้คนที่มีคุณสมบัติทั้ง 5ประการนี้ล่ะก็ เราจะฝึกขึ้น ถ้าไม่อย่างนั้นฝึกไม่ขึ้นหรอกคุณ ทีนี้เมื่อเราได้มาแล้ว ยังไม่พอนะ คุณจะต้องฝึกให้เป็นด้วย แต่เอาเถอะ...หลวงพ่อเชื่อว่า ในความสามารถของคุณ ตั้งเนื้อตั้งตัวกันมาขนาดนี้แล้ว ฝึกตัวเองมาขนาดนี้ คุณสามารถฝึกเขาได้ ยกเว้นไม่ได้ทุ่มเทในการฝึก ถ้าอย่างนั้นแม้ได้คนดีมา ก็เอามาทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ตรงนี้ต้องโทษคุณนั่นแหละ อย่าไปโทษเขานะ
     
    คำถาม:กราบหลวงพ่อด้วยความเคารพครับ ในอีกด้านหนึ่งครับ ถ้าเราจำเป็นจะต้องคัดบุคคลที่ไม่มีคุณภาพออก เราจะมีหลักในการตัดสินใจอย่างไรบ้างครับ
    
    ตอบ:
คุณโยม...ความจริงเมื่อตอนเอาเขาเข้ามา เราก็ว่าเราคัดแล้วล่ะนะ...ตรงนี้ ครั้งใดที่คัดคนออก ต้องโทษว่า เป็นความผิดของเราเป็นประการแรก คือ ดูคนพลาด หรือดูคนไม่เป็น ไม่ใช่ความผิดของเขาเพียงลำพัง...เอาล่ะ...เราพบว่าเขาไม่ดี แต่ขอให้รู้ด้วยว่า นั่นเป็นความผิดของเราด้วย เพราะว่า เราว่าเราคัดแล้ว แล้วเราคัดอย่างไร เขาถึงได้หลุดหูหลุดตาเรามาได้
     
    อีก ประการหนึ่ง ต้องดูด้วย เราอาจจะคัดเขามาดี ดูแล้วดูอีกก็ดีจริง แต่ว่าเมื่อมาถึงเราแล้ว เราฝึกเขาไม่ถึงขั้น แม้อย่างนี้ก็เป็นความผิดของเรา
     
    ที นี้...เมื่อดูว่า จำเป็นต้องคัดเขาออกเสียแล้ว ผลปรากฏว่า ขณะนี้...เขาไม่ค่อยดีเท่าที่เราหวัง หรือไม่ใช่เขาไม่ค่อยดี แต่แย่เอามากๆเลย ตรงนี้ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าทำด้วยความเคียดแค้น เพราะถ้าเราจะคัดใครออกสักคน จำไว้...หากเราทำผิดพลาดนิดเดียว มีโอกาสถึงตายเชียวล่ะคุณ คุณจำไว้ คัดคนเข้าว่ายากแล้ว คัดคนออกยิ่งแสนยากหนักเข้าไปอีก
     
    เมื่อเป็นอย่างนี้ จะคัดคนออกแต่ละครั้ง คิดแล้วคิดอีกให้ดี ไล่ความหนักหนาสาหัสไปตามลำดับว่า ควรจะกรณีอย่างไหน เอาออกก่อน-หลัง
     
    ขั้นต้นเลย... ในการจะเอาคนออก ที่จะประจักษ์กับคนทั้งหลายว่า เขาไม่เหมาะสมที่จะอยู่ต่อไป แล้วคนอื่นก็สามารถเห็นได้ด้วย ตัวเขาก็ยอมรับด้วยว่า เขามันไม่ค่อยจะเข้าท่า
   
    บุคคลประเภทแรก
ที่พอจะคัดออกได้ง่ายหน่อย แล้วใครก็ติเราไม่ได้ คือ ผู้ที่เขาก็ไม่ค่อยจะมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน พูดง่ายๆ เช้าชามเย็นชาม พวกทำงานอย่างนี้ เช้าช้อนเย็นช้อน พวกอย่างนี้...ออกไปได้ก็ดี พรรคพวกก็อยากให้ออกอยู่แล้ว อย่างนี้อันตรายไม่เกิดกับเรา เอาออกไปเถอะ
     
    บุคคลประเภทที่สอง
คือ ผู้ที่ไม่รับผิดชอบต่อศีลธรรม กล่าว คือ เขาอาจจะรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน แต่ว่าศีลธรรมที่จะพึงมีกับหมู่คณะมันไม่ค่อยจะมี เช่น แอบไปกินเหล้าบ้าง หรือยืมเงินเพื่อนแล้วไม่คืนบ้าง อะไรทำนองนี้ คนพวกนี้เอาไว้ไม่ได้ จัดเป็นพวกไม่รับผิดชอบต่อศีลธรรม อย่าเอาไว้ หาทางคัดออกไปเถอะ เพราะฝึกก็ยาก
     
    บุคคลประเภทที่สาม
คือ ผู้ที่ไม่เคารพต่อกฎระเบียบ ฝีมือ อาจจะดี ความรับผิดชอบการงานใช้ได้ แต่ว่า...ทำงานอยู่กับหมู่กับคณะ แล้วมักไม่เคารพกฎระเบียบ มีกฎมีระเบียบขั้นตอนอย่างนั้น...อย่างนี้ เขาก็มักข้ามขั้นตอนอยู่บ่อยๆ ทำให้หมู่คณะกระทบกระทั่ง...ตรงนี้คัดออก แต่ต้องระวังนะ มีโอกาสเดือดร้อนได้ เพราะว่าคนส่วนมากในองค์กร อาจจะไม่ทราบในความไม่เหมาะไม่ควรในสิ่งเหล่านี้ ต้องระมัดระวังให้ดี คนประเภทนี้ควร "เชิญออก" หรือ "แนะนำให้ออก" ไม่ใช่ "ไล่ออก" ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวเดือดร้อน
     
    บุคคลประเภทที่สี่
ประเภทนี้อันตรายแล้วเอาออกยากมากๆด้วย คือ ผู้ที่ชักนำ ไปชักชวน เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานไปในทางที่ผิด ตัวอย่าง เช่น ชักชวนกันไปยกพวกตีกันกับคนอื่น ชักชวนไปเที่ยวในที่ไม่ควรเที่ยว ไม่ว่าที่ไหนก็ตามที ถ้ามีแววชักชวนในทางนี้บ่อยๆล่ะก็ คนประเภทนี้ ถ้าหาทางเชิญเขาออกมาได้แต่ต้นมือจะดี แต่ว่าขอเตือนไว้นะ...ยากมาก แล้ว ถ้าปล่อยเอาไว้ คนประเภทอย่างนี้จะชักชวนกันเดินขบวน ชักชวนสไตร์ท ทีแรกก็ไปเดินขบวนให้กับที่อื่น ไปๆมาๆ เดี๋ยวเถอะเดินขบวนในที่ของคุณเองนั่นแหละ บุคคลประเภทนี้เป็นบุคคลที่ต้องพึงระมัดระวัง เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ดูให้ดีตั้งแต่ต้น จะมาเสียหายตรงนี้
     
    ตรง นี้ฟ้องว่าอะไร...ฟ้องว่าจริงๆแล้ว เขาไม่ค่อยจะรับผิดชอบทั้งตัวเอง และครอบครัวของเขาเท่าที่ควรจะเป็น คนที่รับผิดชอบต่อครอบครัวดีจริงแล้ว จะไม่ทำแน่นอน ในเรื่องของชักชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงร่วมงานในทางที่ผิด เขาจะไม่ทำ ถ้ามีอย่างนี้เมื่อไหร่ แสดงว่า คุณแย่มากเลย ไม่ได้เช็คถึงความรับผิดชอบในครอบครัวของเขาตั้งแต่ต้น
     
    บุคคลประเภทที่ห้า
ประเภทนี้ยิ่งยากต่อการที่จะคัดออก แต่จริงๆเอาไว้ไม่ได้ เป็นอย่างไร...ก็คือ ผู้ที่ใครๆก็เตือนไม่ได้ ถาม ว่า มีฝีมือดีหรือไม่...ดี แต่ถือตัวว่าเจ๋งมาก เพราะอย่างนั้นใครๆก็เตือนไม่ได้ เตือนก็โกรธ พวกนี้ถึงคราวจะต้องเอาออกก็ยาก...คุณแทบจะต้องกราบให้เขาออกเลย เตือนไว้ อย่าเอาออกด้วยวิธีการง่ายๆ ไม่งั้นอันตราย
     
    เพราะ ฉะนั้น ดีที่สุด คือ คุณต้องคัดคนให้สุดฝีมือ แล้วก็ทดลองงานให้นานพอสมควร แล้วหาวิธีค้นให้ได้ว่า เขาเป็นมนุษย์ที่ใครเตือนไม่ได้หรือไม่ หรือถ้ามีแววว่า ทีแรกค้นอย่างไรก็ไม่เจอ ต่อมามีแววว่าจะเตือนไม่ได้ ใครเตือนไม่ได้ เหลือแต่เราคนเดียวล่ะก็...ตรงนี้หาทางยักย้ายถ่ายเทให้ดี ให้ไปอยู่ในตำแหน่งหรือในงานที่พร้อมจะยุบล่ะก็...บางทีจะรอดตัว...ถ้าไม่ อย่างนั้นจะยาก
     
    บุคคลประเภทที่หก
ที่คุณจะต้องกำจัดออก คือ ผู้ที่ชอบก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่น... คนพวกนี้ จะมีความสามารถในการที่จะรายงานเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของคนอื่นทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า "เออ...คนนี้เป็นหูเป็นตาเราดี" ที่ไหนได้ คนแบบนี้ชอบแต่ยุ่งเรื่องของคนอื่น คุณเองก็ระวังเอาก็แล้วกัน ถ้าคุณไม่ระวังในสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ต้น แล้วคุณต้องมาคัดออกตอนท้าย องค์กรของคุณจะป่วนหมดนะ แล้วคุณก็มีสิทธิ์ตายได้อีกด้วย
     
    คำถาม:หลวงพ่อครับ ถ้าเราจะเลื่อนตำแหน่งลูกน้อง ขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน บุคคลผู้นั้นควรจะมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างครับ
     

    ตอบ:คุณโยม...ถ้าพูดโดยหลักการ การจะเลือกใครขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน นั้นไม่ยาก...ลองฟังหลักการก่อน หลักการมีอยู่ 2ประการ คือ
     
    ประการแรก บุคคลนั้นต้อง ไม่ลำเอียง เพราะถึงเขาจะเก่งงานขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าเขาลำเอียงเสียแล้ว เมื่อเขาขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน เดี๋ยวเขาก็ทำหน่วยงานนั้นพังหมด คนเก่งแต่ลำเอียง ฝีมือดี เก่งขนาดไหนก็ทำให้หน่วยงานพังซะจนได้ เพราะฉะนั้นอย่าเอาขึ้นไปเป็นหัวหน้า
     
    ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน ที่ว่าไม่ลำเอียงเป็นอย่างไร...คือ ผู้ที่ไม่มีความลำเอียง ดังต่อไปนี้
     
    1.ลำเอียงเพราะรัก คือ ประเภทที่ชอบเล่นพวกเล่นพ้อง พูด ง่ายๆ เอาคนชอบเล่นพวกเล่นพ้องมาเป็นหัวหน้าหน่วยงาน เดี๋ยวก็ทำงานพัง ดูเผินๆ คนพวกนี้มีมนุษยสัมพันธ์ แต่จริงๆไม่ใช่ ถ้าหันหน้าหน่วยงานเล่นพวกแล้ว งานก็จะพัง คือ จะมีคนประจบสอพลอ หรือคนคุณภาพไม่ถึง มาอยู่เต็มไปหมด แล้วคุณจะพัง
     
    2.ลำเอียงเพราะชัง คือ ประเภทที่ตัวเองฝีมือดี แต่ว่า...ถ้าได้โกรธใครล่ะก็...ผูกอาฆาตเลย ใครไม่ถูกใจ...จะจงเกลียดจงชัง ขังลืมเอาไว้ในใจ ใครทำให้ไม่ถูกใจสักหน่อย...คนคนนั้น ชาตินี้ทำอะไรก็ไม่ถูกตลอด อย่างนี้ก็ให้ไปเป็นหัวหน้าคนไม่ได้
     
    3.ลำเอียงเพราะกลัว คือ ประเภทที่กลัวเส้นก๋วยเตี๋ยว กลัวเส้นกวยจั๊บ พูดง่ายๆ คนพวกนี้ พอมีลูกน้องที่หัวแข็งสักหน่อย ไม่กล้าว่า ไม่กล้าเตือน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ถือว่าลำเอียงเพราะกลัว เราได้คนอย่างนี้ขึ้นมา หน่วยงานก็รวน
     
    4.ลำเอียงเพราะโง่ ตรงนี้ยากหน่อย การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะไม่ลำเอียงเพราะโง่นี่...ตรงนี้ยากนะลูกนะ...เพราะอะไร...เพราะทุกคนในโลกไม่ได้เป็นสัพพัญญู คือ รู้ไม่หมดทุกอย่าง โอกาสที่จะลำเอียงเพราะโง่จึงมีมาก
     

    สรุป การเลือกคนที่จะไม่ลำเอียง เพื่อมาขึ้นเป็นหัวหน้า หลักง่ายๆก็คือ
    1.ดูว่า เขาไม่เล่นพรรคเล่นพวก
    2.ดูว่า เขาไม่ใช่เป็นคนที่อาฆาตคน
    3.ดูว่า เขากล้าเตือนคน กล้าเตือนลูกน้อง
    4.ดูว่า เขาเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน รักการค้นคว้า รักความก้าวหน้า และใครก็สามารถจะเตือนเขาได้

     
    คนอย่างนี้ คือ เป็นคนที่มีแววว่าจะไม่ลำเอียง พร้อมที่จะเป็นหัวหน้า
     
    ประการที่สอง
บุคคลที่จะขึ้นเป็นหัวหน้างานได้ ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่ คุณต้องระมัดระวังไว้ พวกที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีนั้น ส่วนมากฝีมืองาน หรือความทุ่มเทในงาน มักจะหย่อน ในขณะที่ผู้ที่ทุ่มเทกับงานอย่างชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มนุษยสัมพันธ์มักจะหย่อน พูดง่ายๆ ถ้าดีในเรื่องงานล่ะก็ มนุษยสัมพันธ์จะหย่อน ถ้ามนุษยสัมพันธ์ดีล่ะก็ งานจะหย่อน ตรง นี้เราต้องชั่งใจให้ดี ถ้าชั่งใจไม่ดี เดี๋ยวมันพลาดไป แน่นอนเราอยากได้ทั้งมนุษยสัมพันธ์ก็ดี การทุ่มเทกับงานก็ดี ถ้าได้อย่างนี้มันก็วิเศษ แต่...มันไม่ง่ายหรอกนะ...อันนี้เตือนไว้ก่อน
     
    ดูความมีมนุษยสัมพันธ์ของเขาให้ดี คือ คุณจะเอาใครขึ้นมา คุณก็คงจะมองว่า เขามีความสามารถในงาน ถ้าไม่มีความสามารถในงาน คุณก็คงไม่คิดจะเอาเขาขึ้นไปเป็นหัวหน้า ตรง นี้อีกเหมือนกัน ระวังก็แล้วกัน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น...มีความสามารถในงาน แต่มักจะขาดมนุษยสัมพันธ์ อีกพวกหนึ่ง มีความสามารถในมนุษยสัมพันธ์ แต่ว่างานมักจะหย่อน
     
    ตรงนี้คุณดูนะ...ในพวกมีความสามารถในงาน แต่มนุษยสัมพันธ์หย่อน คุณต้องเข้าไปประกบ แล้วค่อยๆสอนให้เขา ตั้งแต่...
     
    1.ให้เขารู้จักเป็นคนให้ทาน หรือว่าโอบอ้อมอารีต่อลูกน้อง
    2.ให้เขาพูดเพราะๆให้เป็น ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวกระทบกระทั่งกันตาย
    3.คอยสอนเขาว่า...อย่าหวงความรู้ อบรมลูกน้องให้เป็น
    4. ให้เขาเป็นคนประเภทที่เสมอต้นเสมอปลาย ได้ดีไม่เหลิง ไม่ยกตนข่มท่าน ตกต่ำทำผิดทำพลาดไม่ใช่เศร้าสร้อยหงอยเหงา คุณต้องไปประกบตรงนี้ให้ดี
     

    พุทธองค์ทรงให้หลักเอาไว้ คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีนั้น คือ
    1.มีทาน คือ รู้จักปัน
    2.มีปิยวาจา คือ พูดเพราะ พูดให้กำลังใจคนเป็น
    3.มีอัตถจริยา คือ พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยให้ความรู้เป็นทาน
   4.มีความเสมอต้นเสมอปลาย ได้ดีก็ไม่ยโสโอหัง ไม่ใช่พอได้รับการ Promote ขึ้น ไปเป็นหัวหน้าเลยดูถูกคนทั้งแผนก คุณดูให้ดีว่า เขาเสมอต้นเสมอปลายได้ อย่างนี้ก็ถือว่าเขามีมนุษยสัมพันธ์ ถ้ายังมีไม่พอคุณก็เติมให้เต็ม
     
    ส่วนพวกที่มนุษยสัมพันธ์ดี แต่ว่างานหย่อน ก็ฝึกงาน เคี่ยวงานให้หนักหน่อย ก่อนจะไป Promote หรือถ้าจำเป็นต้อง Promote คุณก็ต้องประกบให้ดี ไม่อย่างนั้นงานของคุณจะแย่
     
    ก็มีหลักง่ายๆสองประการ ดังที่ได้กล่าวมานี้ ทั้งไม่ลำเอียง ทั้งมีมนุษยสัมพันธ์ดี อย่างนี้งานของคุณจะเดิน เพราะเขาเหมาะจะเป็นหัวหน้างาน
:) :)
::) ::)

deepsnows


tinnoi

[direct=https://trainee.naruthee.com]หาที่ฝึกงาน[/direct] ,
[direct=http://www.piyamitrgroup.com]รับรื้อถอน[/direct] ,
[direct=https://fastvisa2024.weebly.com/]รับทำวีซ่า[/direct] ,
[direct=https://business.10thai.com]10thai[/direct]

journey

คนจนห้ามท้องเสีย


ผู้ใหญ่ที่ผมรู้จักท่านหนึ่งกินอาหารเป็นพิษ ท้องเสียอย่างหนักจนต้องผ่านสองราตรีที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากอาการท้องเสียหายดีแล้ว อาการหัวใจวายก็กำเริบ เนื่องจากใบเสร็จค่ารักษาเป็นเงินสี่หมื่นกว่าบาท

ไม่น่าเชื่อว่าค่ารักษาอาการท้องเสียใน พ.ศ. นี้จะสูงได้สาหัสสากรรจ์เช่นนี้!

ประหลาดใจหรือ? ไม่เชิง! ผมเคยเป็นไข้หวัดธรรมดา แวะโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งนานครึ่งชั่วโมง เสียค่ารักษาหวัดห้าพันกว่าบาท หมอบอกว่าราคายาปฏิชีวนะหลายพันบาทเพราะเป็นของนอก มียี่ห้อ

อืม! แม้แต่เชื้อโรคก็นิยมตายด้วยสินค้าแบรนด์เนม!

นโยบายการทำให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในโลก ที่เรียกโก้ๆ ว่า เมดิคัล หับ (Medical Hub) กำลังหับกินชาวบ้านทั้งเป็น ทำให้หลายคนไม่กล้าหาหมอทั้งที่หายใจพะงาบๆ จวนตาย เพราะไม่มีปัญญาจ่ายค่ารักษาแพงๆ ซึ่งเป็นราคาสำหรับชาวต่างชาติ นี่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า '30 บาทรักษาทุกโรค' เป็นนโยบายที่มหัศจรรย์ที่สุดของโลก

ทุกๆ วัน โรงพยาบาลรัฐจึงคลาคล่ำไปด้วยคนไข้ แน่นขนัดราวมีงานวัด หรือห้างสรรพสินค้าที่จัดรายการเซลส์ลดกระหน่ำ 80% ผู้ที่ถือปรัชญา 'เสียเงินดีกว่าเสียเวลา' จึงต้องกัดฟันจ่ายค่ารักษาสูงๆ ที่โรงพยาบาลเอกชน แล้วรีบกลับไปทำงานหาเงินมาจ่ายค่ารักษา และภาวนาว่าจะไม่ป่วยอีก

สรุปสั้นๆ คือ ห้ามท้องเสียโดยไม่ได้รับอนุญาต

ความฝันสูงสุดของหลายคนคืออยากให้โรงพยาบาลทุกแห่งติดป้ายราคาค่ารักษาเหมือนร้านอาหารที่ปากซอย เช่น

เป็นหวัด 650 บาท
ไอ 270 บาท
เจ็บคอ 150 บาท
เจ็บหัวแม่ตีน 220 บาท
เบื่อรัฐบาล 10,000 บาท
แพ้หน้านายกฯ 20,000 บาท
ฯลฯ

ไม่เฉพาะแต่วงการแพทย์ที่ตกอยู่ในวงโคจรของ 'กำไรสูงสุด' วงการอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้

สมัยผมยังเป็นเด็ก หาดใหญ่บ้านเกิดของผมเริ่มกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียขึ้นรถบัสคันใหญ่มาเที่ยวราตรีที่หาดใหญ่ทุกวัน ค่าอาหารการกินในเมืองสูงพรวดขึ้นตามกลไกอุปสงค์อุปทานธรรมดา

จะโทษพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ได้ เพราะใครๆ ก็อยากขายสินค้าได้กำไรมากๆ ในเมื่อขายสินค้าให้นักท่องเที่ยวได้เงินมากกว่า ทำไมจะโง่ไม่ทำ

เมืองสวยงามหลายแห่งกลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว แต่อาจไม่ใช่สวรรค์ของคนพื้นเมือง

นโยบายเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวเป็นดาบสองคม มันนำเงินตราเข้าประเทศปีละมากๆ ก็จริง แต่ก็ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นเร็วกว่าเดิม นอกเหนือไปจากผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น คนขับแท็กซี่แถวบ้านผมไม่ยอมรับผู้โดยสารคนไทย แต่จับฝรั่งแทน ชาวประมงจำนวนมากเลิกจับปลา หันไปรับนักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมเกาะแก่ง งานง่าย เงินดี นานวันระบบเศรษฐกิจที่ตั้งบนฐานของหลากหลายอาชีพก็รวน เช่นเดียวกับผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพคน ยกตัวอย่างเช่น เซ็กส์ทัวร์ทำเงินเข้าประเทศมากก็จริง แต่ก็ลดการใช้คนอย่างเต็มศักยภาพ นั่นคือแทนที่จะพัฒนาคนให้มีคุณภาพและทักษะในการผลิตสินค้า ก็กลับต้องมาฝึกฝนการให้บริการทางเพศ เมื่อสรีระเสื่อมลง ก็ทำอย่างอื่นไม่เป็น กลายเป็นภาระของสังคมอีก บวกลบคูณหารแล้ว ก็อาจเข้าข่าย 'ได้ระยะสั้น เสียระยะยาว'

บางครั้งเราก็ลืมไปว่า รากฐานของสังคมไทยคือเกษตรกรรม และเป็นจุดเด่นของเราที่อีกหลายๆ ชาติไม่มี

ทว่ามุมมองของผู้กำหนดทิศทางของประเทศมักจำกัดอยู่ที่วงแคบๆ ของตัวเลขและเม็ดเงินมากกว่าคุณภาพชีวิตของประชาชนเจ้าของประเทศ

กี่ปีๆ นโยบายแทบทั้งหมดของเราตั้งบนคำว่า 'เม็ดเงิน' เศรษฐกิจของเราปีนี้โต x เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าปีก่อน xx เปอร์เซ็นต์ เงินเข้าประเทศปีนี้ xxx หมื่นล้าน ฯลฯ ฟังดูดี และแสดงว่ารัฐบาลทำงานสำเร็จบรรลุเป้าหมายสวยงาม

สื่อลงข่าวราคาหุ้นทุกวัน แต่ไม่เสนออีกด้านหนึ่งของสังคมเงินตรา ไม่มีสื่อใดที่ลงข่าวว่าปีนี้คนไทยมีความสุขกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีนโยบายรัฐบาลใดที่ตั้งเป้าว่าประชาราษฎร์จะมีความสุขเพิ่มขึ้นกี่ เปอร์เซ็นต์

นักการเมืองชอบสัญญาชาวบ้านว่า "เลือกข้าพเจ้าแล้ว ท่านจะอยู่ดีกินดี" ไม่เคยมีใครสัญญาว่า "เลือกข้าพเจ้าแล้ว ท่านจะมีความสุขกว่าเดิม" เพราะสังคมถูกครอบงำด้วยความคิดที่ว่า 'มีเงินก็คือมีความสุข'

นี่อาจเป็นการมองด้านเดียว เพราะ 'รายได้สูง' ไม่ได้แปลว่า 'คุณภาพชีวิตสูง' เสมอไป



หน่วยย่อยของสังคมแต่ละหน่วยเกี่ยวพันกันหมด ทั้งชีวิตต่อชีวิต และชีวิตต่อสังคม ถ้าเกี่ยวพันอย่างเหมาะสม ประโยชน์สุขก็ตกอยู่กับคนทั้งประเทศ

ชีวิตต่อชีวิตคือความอาทรต่อกัน ไม่เอาเปรียบกัน ไม่เอาแต่ได้ ไม่กำไรเกินควร

ชีวิตต่อสังคมคือการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

นี่ก็คือคุณภาพชีวิตที่ดี

การวิ่งตามหลังเงินตราอย่างเดียวจนลืมทุกอย่างมีแต่เหนื่อยกับเหนื่อย เพราะเมื่อใช้เงินตราเป็นโจทย์ หาเท่าไรก็ไม่พอ

เราอยู่บนแผ่นดินทองที่อุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง หากเราไม่โลภ ไม่เกลียดกัน เราจะเป็นประเทศที่ผู้คนมีความสุขที่สุดในโลกได้ไม่ยาก

อาจเป็นโลกที่ไม่รวยแบบ 'โคตรโคตร' แต่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาท้องเสียครั้งละสี่หมื่นบาทแน่ๆ


บทความโดย...วินทร์ เลียววาริณ

journey

คาด(ไม่ได้ดัง)หวัง

ความคาดหวัง เป็นเรื่องของการคิดถึงว่าอนาคตจะออกมาเป็นเช่นไร หลายครั้งเราคิดมาก
เป็นห่วงมากถึงอนาคตและส่วนใหญ่เป็นการคิดในทางลบ!!


ถ้าจะคิดหรือคาดหวัง ขอให้เป็นการคาดหวังแบบบวก แน่ละมันอาจจะไม่เป็นดังใจหวัง!!
แต่อย่างน้อย ขณะที่เรากำลังคิดถึงมันอยู่ ณเวลานี้ ถ้าคิดเรื่องดีๆ มันก็ช่วยให้เรามีความสุขได้...


ความทุกข์ของเรา มาจาก" ความผิดหวัง" ที่เกิดมาจาก " ความคาดหวัง ที่ไม่สามารถเป็นจริงได้( unrealistic)"
ชีวิตให้เราไม่ได้ เราคาดหวังให้สามีเราเป็นสามีที่พิเศษกว่าสามีคนอื่น เราคาดหวังให้ลูกของเราเป็นเด็กที่พิเศษ กว่าเด็กอื่น
เราคาดหวังว่าชีวิตเราต้องดีกว่าคนอื่น!!!


เรากดดันคนรอบข้าง ด้วยคำว่า "ควรจะ" (should) "ลูกควรจะขยันมากกว่านี้นะ" "คุณควรจะกลับบ้านเร็วกว่านี้ "
"ฉันควรจำต้องทำได้ดีกว่านี้"ฯลฯ ความคาดหวัง กลายเป็นกดดัน ยิ่งผลักดัน นอกจากเขาจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว
ยังเป็นการเพิ่มความทุกข์ ให้ทั้งเขาและเรา



พุทธองค์ ตรัสว่า "สิ่งที่เราคาดหวังให้เป็น มันมักจะเป็นตรงกันข้าม " ท่านจึงบอกว่า แทนที่เราจะคาดหวัง( expect)
แต่ให้เรา มองลึกวิเคราะห์ ( inspect) ลงในปัญหา และดูว่าจริงๆ แล้วคนของเรา
เป็นแบบไหน และเรามีอะไรอยู่ในมือของเราบ้าง


ลูกเราชอบศิลปะ แต่เราให้เขาเป็นหมอ สามีเราก็เหมือนกับผู้ชายทั่วๆไป
แต่เราหวังให้เขาเป็นสามีสมบูรณ์แบบ ถ้าได้ วิเคราะห์ อย่างลึกซึ้ง( inspect ) เราจะนึกได้ว่า
แทนที่เราจะ คาดหวัง(expect) เราควรจะเปลี่ยนมาเป็น นับถือ (respect) ยอมรับในความเป็นตัวตนของเขา ในแบบที่เขาเป็น!!!


เมื่อไรที่คิดได้แบบนี้ ชีวิตเราจะทุกข์น้อยลง !! เพราะว่าเราอยู่กับความจริงของโลกและชีวิต
ชีวิตที่แท้จริงก็คือ " ไม่เป็นดั่งใจ "
พุทธเจ้าบอกว่า สิ่งที่เราคาดหวังได้ ก็คือ เกิด แก่ เจ็บ และตาย!! เราจะต้องเจอแน่นอน!!!นอกนั้นไม่แน่!!


ยอมรับในสิ่งที่เรามี เราเป็น คือหัวใจของการมีความสุขในชีวิต..ไม่ใช่การที่มี ลูก ,สามี,
ตัวเอง, เจ้านาย , ญาติพี่น้อง ฯลฯที่"สมบูรณ์แบบ" ต่อให้เราใช้เวลาทั้งชีวิต เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้แม้แต่ตัวเราเอง !!


เพราะทุกคนเกิดมา ล้วนมีต้นทุน และ "กรรมเก่า" ติดตัวมา เราไม่ได้เริ่มต้นชีวิตจากศูนย์
และทุกคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน มองดูซิ !! ทำไมบางคนเกิดมาเป็นอัจฉริยะ!!
บางคนปัญญาอ่อน!! บางคนรวยล้นฟ้า!! บางคนยากจนเข็ญใจ....


บางคนเกิดมา 5ขวบแต่งเพลงได้แล้ว!! คงไม่ใช่สิ่งที่เด็ก5ขวบ จะเรียนรู้วิธีแต่งเพลงได้ภายใน5ปีแรกของชีวิตหรอกนะ
แต่มันคือ" ความสามารถเก่าที่ติดตัวเขามาต่างหาก!!"


ขอให้เรามีความรักต่อกัน ไม่คาดหวัง(เกินไป) และยอมรับในแบบที่เขาเป็น ในศักยภาพที่เขามี .. และไม่ว่า อนาคต
สิ่งที่เราคาดหวังจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะยินดีกับมันเสมอ...เพราะนี้แหละชีวิตของการเกิดเป็นคน...
"ไม่ต้องดีที่ สุด" แต่"ขอแค่เป็นสุข"ก็พอแล้ว


แปลบางตอนจากเรื่อง no expectation ทาง hxxp://www.bswa.org.com
โดย....ย่าชอบเล่า

journey

วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด

         รู้ ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆ ตื่นๆ อยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว) คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า ''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด'' คนเราไม่ควรพร่าเวลา อันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ  ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ  กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร  หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า  ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
   
         คนทุกคนนั้น ต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง  ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา   จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้ เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่าง ไร้ค่า บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น   เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก  เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว  มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง  ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า วิธีที่แนะนำ ทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง'' กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน'' แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด   สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น
   
       วิธีที่ดีที่ สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่กับเราทุกขณะ หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจากสภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์ ปราชญ์จีนบอกว่า    ''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา แต่จงย้ายตัวเอง'' ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก?

     
ที่มา :  +http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=16259

Himalayan

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ ทำให้นึกถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า "เปลี่ยนคนอื่นเปลี่ยนยาก เปลี่ยนตัวเราเองดีกว่า" แต่ก็ทำยากเหมือนกัน กว่าจะมาคิดได้อย่างนี้ก็เมื่อสติเกิด แต่ตอนยังไม่เกิดนี้ซิดับไม่ได้เพราะไม่รู้ตัวเลย.. มัวแต่ป้องกันอัตตาของตน จนลืมหลักสำคัญไปเลย คงต้องฝึกฝนกันอีกนานเลย... :-X
เล่นเกมส์เห่อะ [direct=http://www.xn--12c8b3af2bzi5a4d.com/]เกม[/direct]มันๆ อัพเดทเรื่อยๆ [direct=http://www.xn--12c8b3af2bzi5a4d.com/cat-3/เกมส์ปลูกผัก/]เกมปลูกผัก[/direct] [direct=http://www.xn--12c8b3af2bzi5a4d.com/cat-1/เกมส์ทําอาหาร/]เกมทําอาหาร[/direct] และ  [direct=http://www.xn--12c8b3af2bzi5a4d.com/cat-2/เกมส์แต่งตัว/]เกมแต่งตัว[/direct] มากมาย

Finish

🚨 อย่ารอให้ข้อมูลหาย... แล้วค่อยเริ่ม Backup! 🚨
🚀 ป้องกัน Ransomware อัตโนมัติด้วย Easy Auto Backup
(ตั้งครั้งเดียวทำงานเอง / ทดลองฟรี)

💻 คอมพัง จอฟ้า เปิดไม่ติด? เรียก ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ใกล้ฉัน

📍 บริการถึงบ้าน/ออนไลน์: สายไหม บางเขน ดอนเมือง ลำลูกกา

บอท!

วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด มีวิธีง่าย ๆ คือไม่ต้องอยู่กับคนที่เกลียด
เปลี่ยนความเกลียดเป็นความเห็นใจ ความเข้าใจดีกว่าไหม

ผมใช้คำนี้เสมอ
เพียงเราเข้าใจในธรรมชาติ

ธรรมชาติของ...

อย่างอันดับในgoogle ก็เป็น ธรรมชาติของgoogle

เพียงเราเข้าใจในธรรมชาติของgoogle  :o
/*SEO ทำอย่างไร สอนผมบ้างนะครับ*/
Original King is King of all King.
King who come to be Legend.
//all roads lead to rome
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,12238.0.html/]สารบัญ (Search Engine Optimization) [/direct]
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,130993.20.htm]--= 10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ seo ----dr.k-------[/direct]
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,11787.0.html]ไม่มีอะไรจ๊ะ[/direct]

หมวยแว๊น

มี่อยู่ได้ เพราะมี่ไม่เกลียดใคร เย้ เย

ส่วนใครจะเกลียดมี่ นั่นเรื่องของเค้า ไม่เกี่ยวกับมี่

ถ้าเกลียดมี่จนทนไม่ได้ก็ปล่อยให้ชักแหงกๆๆ ตายไปเลย อิอิ


journey

โอวาทวันมงคลสมรส
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ธรรมกถา  แสดงเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๖


          วันนี้ เป็นวันมงคลสมรสของคุณโสภณ  และคุณวิมลวรรณ   คุณพ่อคุณแม่  ท่านผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ   และท่านผู้ปรารถนาดีทั้งหลายได้พร้อมใจกันจัดพิธีนี้ขึ้น   ทั้งนี้ก็โดยหวังให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของคู่บ่าวสาวทั้งสอง


เริ่มต้นดี  มงคลก็เกิดขึ้นทันที

          ประการ แรกก็ได้ให้ท่านทั้งสองมาอยู่ใกล้ชิดพระรัตนตรัยซึ่งในพิธีนี้ได้มีพระพุทธ รูปเป็นตัวแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   และพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์   ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้ากล่าวคือพระธรรม   และองค์พระภิกษุซึ่งมาเจริญพระพุทธมนต์ในที่นี้ก็เป็นตัวแทนของพระสงฆ์   นับว่ามีตัวแทนพระรัตนตรัยมาพร้อมมูลในที่นี้

          พระรัตนตรัย นั้นเป็นที่เคารพบูชาสูงสุดของพุทธศาสนิกชน   แม้ในพิธีอันสำคัญนี้เราก็มาอยู่กันในที่พร้อมหน้าของพระรัตนตรัยเพื่อเป็น เครื่องบำรุงน้ำใจให้มีจิตใจผ่องใส   เป็นการยกระดับจิตใจไว้ในที่สูง   จึงให้เกิดความเป็นสิริมงคลและเป็นนิมิตที่ดี   คือให้เป็นการเริ่มต้นที่ดีงาม   ในเวลาเดียวกันนั้นก็เป็นการให้ความสำคัญแก่เหตุการณ์ในชีวิตของบุคคลทั้ง สอง   แต่ที่เป็นพื้นฐานสำคัญก็คือความรัก  ความปรารถนาดี  ความมีเมตตาธรรมของท่านผู้ใหญ่และญาติมิตรทั้งหลายนั้น   ซึ่งช่วยบันดาลให้จัดพิธีนี้ขึ้น   และมาร่วมในพิธีนี้เพื่ออวยชัยให้พร

          ประการ สำคัญในอันดับต่อไปที่จะให้เกิดความเป็นสิริมงคลพร้อมกันก็คือ   ทางฝ่ายของคู่บ่าวสาวนั้นเองที่จะเปิดใจรับเอาความเป็นสิริมงคลและความ ปรารถนาดีของท่านผู้ใหญ่ที่นับถือ

          ถ้าหากได้พร้อมกันทุก ฝ่ายอย่างนี้  คือ  มีพระรัตนตรัยเป็นประธาน  มีความรักความปรารถนาดีและเมตตาธรรมของผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานนี้  และมีความพร้อมใจ  การเปิดใจรับ  ความผ่องใสในกายและใจของคู่บ่าวสาวแล้ว   ก็จะเป็นสิริมงคลโดยสมบูรณ์เพราะความเป็นสิริมงคลนี้ต้องเริ่มต้นที่จิตใจ ก่อน   จิตใจที่เบิกบานผ่องใสนั้นเองจะแสดงออกมาในชีวิตและกิจการงาน   ในเมื่อโอกาสนี้เป็นโอกาสของความเป็นสิริมงคล   อาตมาก็จะขอกล่าวเรื่องมงคลสักเล็กน้อย  เพื่อเสริมความเป็นมงคลนี้ให้ยิ่งขึ้นไป


มงคลแท้ไม่จบแค่พิธี

          ถ้า กล่าวตามหลักพระศาสนาแล้วพูดได้ว่า   มงคลนั้นจัดเป็น ๒ อย่าง  อย่างแรกเรียกว่า  พิธีมงคล  หรือมงคลพิธี  ได้แก่  การจัดเตรียมพิธีการต่าง ๆ   ดังที่ปรากฏขึ้นที่นี้เรียกว่า  พิธีมงคลส่วนอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า  ธรรมมงคล  มงคลคือธรรม  หรือตัวธรรมนั่นเองทำให้เกิดสิริมงคล

          อย่างแรกคือ  พิธีมงคล  มีความหมายว่า  ในเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง   เราก็จัดเป็นพิธีขึ้น   นอกจากจะให้ความสำคัญแก่เหตุการณ์นั้นแล้ว   ก็เป็นโอกาสให้คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดทั้งหลายจะได้มาร่วมกัน  พร้อมกัน  มีความสามัคคีในพิธีนั้น   และจะได้อวยชัยให้พรตลอดจนมีความสนุกสนานรื่นเริงต่างๆ อีกทั้งจะได้เป็นที่ระลึกในกาลสืบไปภายหน้า   เมื่อวันเวลาได้ล่วงไปแล้ววันหลังย้อนมาหวนรำลึกถึงจะได้เป็นเครื่องเตือนใจ ที่ดีงาม   ทั้งในด้านที่เป็นความคิดและด้านที่เป็นความสัมพันธ์ต่อกัน   ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจของบุคคล   ดังนั้น  มงคลพิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง

          แต่ว่ามงคลพิธี อย่างเดียวยังไม่พอ   ความเป็นสิริมงคลจะพร้อมสมบูรณ์ต่อเมื่อมีมงคลที่สองด้วย  คือธรรมมงคล   มงคลคือธรรมะ  ธรรมะคืออะไร  ธรรมะคือความจริง  ความถูกต้องดีงาม   ความดีงามที่มีในบัดนี้อย่างที่กล่าวแล้วก็คือ   ความมีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศล  และนึกถึงสิ่งที่ดีงาม  ทำจิตใจของเราให้ผ่องใส   พร้อมทั้งความมีเมตตาธรรมของท่านที่มาร่วมพิธี   ดังนั้น  ในเวลาใดความดีงามมีอยู่พร้อมในจิตใจของแต่ละคนแล้ว   ก็เกิดเป็นธรรมมงคลขึ้นเสริมให้มงคลพิธีเป็นพิธีที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง

เป็นมงคลตลอดชีวิต
เมื่อครองเรือนด้วยหลักธรรม ๔

          อย่าง ไรก็ตาม  ควรจะได้กล่าวถึงธรรมที่เหมาะเฉพาะในโอกาสแห่งพิธีนั้น ๆ ไว้ด้วย   เพราะธรรมคือคุณธรรมความดีงามเหล่านี้เป็นธรรมมงคลคู่ชีวิต   ที่มีไว้สำหรับประพฤติปฏิบัติกันตลอดเรื่อยไปและทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล ระยะยาวตลอดชีวิต   เพราะฉะนั้นอาตมาจึงจะได้กล่าวถึงธรรมะที่เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าบาง ประการ   ซึ่งจะนำให้เกิดคุณงามความดีนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับโอกาสนี้   จะของแสดงเป็นหมวดหมู่

          ธรรมะหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เหมาะสมกับโอกาสพิธีนี้  คือ  ฆราวาสธรรม ๔ ประการ   ฆราวาสธรรมแปลว่า  ธรรมสำหรับการครองเรือน   มีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน  คือ  หนึ่ง  สัจจะ  แปลว่าความจริง   สอง  ทมะ  แปลว่า  การฝึกฝนปรับปรุงตน   สาม  ขันติ  ความอดทน   สี่  จาคะ  ความเสียสละ  ความเอื้อเฟื้อ  ความมีน้ำใจ   จะขอกล่าวถึงธรรม ๔ ประการนี้โดยสังเขป

          สัจจะ

          ประการ ที่ ๑ สัจจะ  ความจริง  อาจแบ่งแยกได้ ๓ ด้าน   ความจริงขั้นที่หนึ่ง  คือ  ความจริงใจ  ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด   และเป็นรากฐานที่มั่นคงของความสัมพันธ์ที่ดีงาม   ความจริงใจแสดงออกเป็นความซื่อสัตย์ต่อกัน   จากนั้นก็จริงวาจา  คือพูดจริง   ขั้นที่ ๓  จริงการกระทำ  คือการทำจริงตามที่ใจคิดไว้  ตามที่วาจาพูดไว้   ตลอดจนกระทั่งว่าการดำเนินชีวิต  ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ก็ตั้งใจทำจริงดังที่ตั้งความมุ่งมาดปรารถนาไว้   แต่ทั้งหมดนี้ก็มีความจริงใจนั่นเองเป็นรากฐาน   ความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ความสัมพันธ์มั่นคงยั่งยืน

          ทมะ
          ประการที่ ๒   ทมะ  แปลว่า  การฝึกฝนปรับปรุงตน  ทมะนี้เป็นข้อสำคัญในการที่จะให้เกิดความเจริญก้าวหน้า

          ประการ แรกที่สุดที่จะเห็นได้ง่ายในความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันก็คือ   บุคคลที่มาอยู่ร่วมสัมพันธ์กันนั้น   ย่อมมีพื้นเพต่าง ๆ กัน  มีอุปนิสัยใจคอและสั่งสมประสบการณ์มาไม่เหมือนกัน   แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้วก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเข้าหากัน

          ใน เมื่อมีพื้นเพต่างกันสั่งสมมาคนละอย่าง   ก็อาจมีการแสดงออกที่ขัดแย้งกัน  หรือไม่สอดคล้องกันได้บ้าง   การที่จะทำให้เกิดความราบรื่นเป็นไปด้วยดี   ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเข้าหากัน   รู้จักที่จะข่มใจไว้  แล้วรู้จักที่จะสังเกต   ใช้สติปัญญาพิจารณาสิ่งที่ผิดแปลกไปจากความคิดนึกตามความหวังความปรารถนาของ ตน   เมื่อไม่วู่วาม  ข่มใจไว้ก่อน  และใช้สติปัญญาพิจารณา  ก็หาทางที่จะปรับตัวเข้าหากันด้วยวิธีที่เป็นความสงบ   และเป็นทางที่จะรักษาน้ำใจกันไว้ได้   มีความปรองดองสามัคคี  อันนี้ก็เป็นการปรับตัวอย่างหนึ่ง

          นอกจากนั้น  ในการอยู่ร่วมกับบุคคลภายนอกหรือในกิจการงานและสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย   เราก็ต้องรู้จักปรับตัวเข้ากับบุคคล  การงาน  และสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น  และรู้จักปรับปรุงฝึกฝนตัวให้ดียิ่งขึ้น   ด้วยการขวนขวายหาความรู้ให้เท่าทันสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ  เป็นต้น  ชีวิตจึงจะเจริญก้าวหน้าได้

          ทมะนี้ต้องมีปัญญาเป็นแกนนำสำคัญ  เพราะต้องรู้จักคิดพิจารณา   และมีความรู้ความเข้าใจ  จึงจะปรับตัวและฝึกฝนปรับปรุงตนได้

          ขันติ

          ประการที่ ๓  คือ  ขันติ  ความอดทน  ความอดทนเป็นเรื่องของพลัง  ความเข้มแข็ง  ความทนทาน

          คน เมื่ออยู่ร่วมกัน  ท่านว่าเหมือนลิ้นกับฟัน   ย่อมมีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกัน  จึงต้องมีความหนักแน่น  ความเข้มแข็งในใจที่จะอดทนไว้ก่อน  เรียกว่า  อดทนต่อสิ่งกระทบใจ   นอกจากนั้นก็อดทนต่อความเจ็บปวดเมื่อยล้าทางกาย  และอดทนต่อความลำบากตรากตรำในการทำการงาน  เป็นต้น  ซึ่งจะทำให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคลุล่วงไปได้

          ถ้าหากว่า บุคคลสองคนหรือหลายคนมาอยู่ร่วมกันแล้วเอาความเข้มแข็งที่มีอยู่ของแต่ละคน มารวมกันเข้า   ก็จะเพิ่มกำลังความเข้มแข็งให้มากขึ้น   จะสามารถร่วมฝ่าฟันอุปสรรคและเพียรสร้างสรรค์รุดหน้าไปสู่ความสำเร็จ   อันนี้เป็นเรื่องของขันติ  ความอดทนที่จะช่วยเสริมให้มีความก้าวหน้า  เจริญมั่นคง  และพรั่งพร้อมด้วยความสำเร็จ

          จาคะ

          ประการ ที่ ๔  จาคะ  แปลว่า  ความเสียสละ  เริ่มแต่ความมีน้ำใจ  คือความพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวให้แก่ผู้อื่น   โดยเฉพาะผู้อยู่ร่วมกันก็จะต้องมีความเสียสละต่อกัน  เช่น  เวลาฝ่ายหนึ่งไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วย   อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเสียสละความสุขของตนเองเพื่อช่วยรักษาพยาบาล   อย่างน้อยก็มีน้ำใจที่จะระลึกถึงเมื่อจะทำอะไรก็ตามก็คำนึงถึงความสุขของอีก ฝ่ายหนึ่ง   อย่างนี้ก็เรียกว่ามีจาคะ

          จาคะก็พึงเผื่อแผ่ ไปยังญาติมิตร  บิดามารดา  หรือผู้อยู่ใกล้ชิด   ตลอดจนกระทั่งถึงเพื่อนมนุษย์โดยทั่วไป   ถ้าหากว่ามีกำลังพอ  ก็สละทรัพย์สินสิ่งที่ตนมีอยู่นี้ในการอนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่น

          จาคะนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของกันและกัน   และของคนทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่ไว้ได้

          นี่ คือหลักธรรม ๔ ประการ  ซึ่งมีความสำคัญในการครองเรือนโดยสรุปก็คือ  สัจจะ  ความจริง  เป็นรากฐานให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน   ประการที่ ๒  ทมะ  การฝึกฝนปรับปรุงตน  เป็นเครื่องนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและการงาน   ประการที่ ๓  ขันติ  ความอดทน   เป็นเครื่องช่วยให้ความเจริญก้าวหน้านั้นเป็นไปได้สำเร็จเพราะมีความเข้ม แข็ง  มีพลังที่จะช่วยเสริม   และประการที่ ๔  จาคะ  ความเสียสละ  มีน้ำใจ  เป็นเครื่องบำรุงหล่อเลี้ยงมนุษย์ช่วยให้เกิดความชุ่มฉ่ำสดชื่น

บำรุงต้นไม้แห่งชีวิตสมรสให้แข็งแรงงอกงาม

          ธรรมะ ๔ ประการนี้เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในชีวิต   เหมือนกับต้นไม้จะเจริญงอกงามต้องมีรากฐานที่มั่นคง   คือสัจจะ  มีความเจริญเติบโต  คือทมะ   มีความแข็งแรงของกิ่งก้านสาขาตลอดจนลำต้น  นั่นคือขันติ   ซึ่งจะทนต่อดินฟ้าอากาศ  ทนต่อสัตว์ทั้งหลายที่จะมาเบียดเบียน   และมีเครื่องบำรุงหล่อเลี้ยง  เช่น  น้ำและอากาศ  เป็นต้น   ซึ่งช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นสดชื่น  กล่าวคือ  จาคะ  ความมีน้ำใจ

          เมื่อต้นไม้นั้นมีทุนในตัว  เช่น  มีน้ำมีอาหารหล่อเลี้ยงดี  มีกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไป   ต้นไม้นั้นเองก็กลับให้ความร่มเย็นแก่พื้นดินและแก่พืชสัตว์ที่มาอาศัยร่ม เงา   ตลอดจนช่วยรักษาน้ำในพื้นดินนี้ไว้ด้วย   เช่นเดียวกับคนเรานั้นเมื่อได้สร้างเนื้อสร้างตัวโดยกำลังและเครื่องหล่อ เลี้ยงขึ้นแล้ว   ก็ไม่ได้มีกำลังแต่เพียงตัวเองเท่านั้น   แต่กลับเอากำลังและสิ่งที่บำรุงเลี้ยงนั้นออกมาช่วยเหลือส่งเสริมผู้อื่นและ สิ่งนี้ก็กลับมาเป็นผลดีแก่ตัวเอง   ด้วยอำนาจของจาคะนั้น

          ธรรมะ ๔ ประการนี้แหละจะเป็นเครื่องทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ   พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้   สำหรับคฤหัสถ์  คือผู้ครองเรือนทั่วไปให้ดำเนินชีวิตตามหลักธรรม ๔ ประการนี้  จึงเรียกว่า  ฆราวาสธรรม   เมื่อดำเนินชีวิตได้ดังนี้ก็นับว่าได้ประสบสิริมงคลอย่างแท้จริง   ธรรมะดังกล่าวมานี้จึงกล่าวได้ว่าเป็นธรรมมงคล   เพราะเป็นหลักความดีงามที่จะทำให้เกิดความสุขความเจริญก้าวหน้า

          ใน โอกาสนี้   ญาติมิตร  ท่านผู้ใหญ่  มีคุณพ่อคุณแม่เป็นต้น   ตลอดจนท่านผู้หวังดีที่เคารพนับถือทั้งหลาย  ได้มาประชุมพร้อมกันในที่นี้  ต่างก็ตั้งใจมาเป็นอันเดียวกันคือ  มาให้ความสำคัญแก่เหตุการณ์ในชีวิตของบุคคลทั้งสอง   ตั้งใจมาอวยชัยให้พรเพื่อความสุขความเจริญแก่ทั้งสอง   ฉะนั้น  ก็ขอจงได้ทำจิตใจของตนให้เบิกบานแจ่มใส   เปิดใจออกรับความรักความปรารถนาดีเหล่านี้เพื่อความเป็นสิริมงคลทั้งในบัด นี้   และตั้งใจที่จะนำเอาหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นหลักในการ ประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดเป็นธรรมมงคลในระยะยาวอันยั่งยืนต่อไป

          ใน โอกาสนี้  พระสงฆ์จะได้เจริญชัยมงคลคาถา   และบัดนี้ทุกคนก็อยู่ในที่พร้อมหน้าพระรัตนตรัย  คือ  พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  จึงขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยอวยชัยให้พร   คุณโสภณและคุณวิมลวรรณ   จงประสบจตุรพิธพรชัย  พรั่งพร้อมด้วยอายุ  วรรณะ  สุขะ  พละ  พร้อมทั้งปฏิภาณ  ธนสารสมบัติทุกประการ  จงมีความเจริญก้าวหน้าในการดำเนินชีวิตและในการประกอบกิจการงาน   ได้สำเร็จสัมฤทธิผลในสิ่งที่อันพึงปรารถนาโดยชอบธรรมและดลให้เกิดความเป็น สิริมงคลในทางธรรม   อันเป็นมงคลที่ตั้งอยู่ในตนเอง   และอำนวยผลแก่ญาติมิตรตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องโดยทั่วไป  ตลอดกาลนานเทอญ

จากหนังสือ  "รักนั้นดีแน่  แต่รักแท้ดีกว่า"  หน้า 133 – 143