ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ThaiSEOBoard.comอื่นๆCafeอะไรคือ สิ่งที่มีความหมายในชีวิตของคุณ.... (journey)
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อะไรคือ สิ่งที่มีความหมายในชีวิตของคุณ.... (journey)  (อ่าน 40909 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #240 เมื่อ: 07 เมษายน 2009, 20:23:42 »

จงสู้ๆอย่าท้อ

ไม่มีใครในโลกนี้ที่เกิดมาแล้ว
ไม่เคยประสบพบเจอแต่ความล้มเหลว
แต่ถ้าหาก เรายังจมปลัก อยู่กับความล้มเหลวโดยไม่คิดที่จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่
ชีวิตนี้ของเราก็จะพ่ายแพ้และล้มเหลวตลอดไป

เมื่อใดก็ตามที่เราประสบความล้มเหลว
เราก็จะได้รับบทเรียนให้กับชีวิต
การค้นหาข้อผิดพลาด และข้อบกพร่อง
จะทำให้เราได้ประสบการณ์ และสามารถลุกขึ้นสู้
จนท้ายที่สุดก็จะพบกับชัยชนะ จากการต่อสู้นั้นๆ

หากเราคิดในทางสร้างสรรค์
ความล้มเหลวยังทำให้เรามีสติปัญญาคิดไตร่ตรองมากยิ่งขึ้น
มีกำลังใจที่เข็มแข็ง มีความเชื่อมั่น เข้าใจในความทุกข์
และมีความอุตสาหะมากยิ่งขึ้นด้วย
ถ้าเราคิดได้ดังนี้เราจะมีแรงฮึด
ลุกขึ้นมาสู้ได้อีกอย่างแน่นอน

การรู้จัก ที่จะมีความอดทน ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค
เป็นสิ่งสำคัณอย่างยิ่งกับความเจริญก้าวหน้า
คนที่ไม่รู้จักอดทนต่อสู้ มักจะมีชีวิตที่แห้งเฉา
อยู่อย่างซังกะตายไปวันๆ
ชีวิตไม่มีความหมายกับคนพวกนี้เลย
ผู้ที่ไม่อดทนต่อสู้กับอุปสรรค
จะไม่มีทางประสบความสำเร็จในชีวิตนี้ได้
เพราะเขาจะไม่มีพลังใดๆ มาต่อสู้กับปัญหาได้เลย
เขาจึงต้องพบกับความผิดหวัง และความล้มเหลวอยู่เป็นประจำนั่นเอง

นอกจากนี้การต่อสู้ ที่งดงาม
ก็มิใช่การต่อสู่ที่เหยียบย่ำผู้อื่น
จนทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จแต่เพียงผู้เดียว

เมื่อใดก็ตามที่เราลงมือต่อสู้
เราก็จะพบว่า...
เราก็มีความสามารถและมีพรสวรรค์
ที่กำลังก่อตัวอยู่ในตัวเราอย่างไม่น่าเชื่อ
ชึ่งนี้นี่เองคือผลพลอยได้ อย่างหนี่ง
ของการได้ลงมือต่อสู้ นั่นเอง
 Smiley Smiley Smiley

คุณ [email protected] เข้ามาอ่านอยู่เสมอ  Embarrassed Embarrassed
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #241 เมื่อ: 07 เมษายน 2009, 20:29:20 »

ความมั่นคงที่แท้จริง


            ทุกวันนี้เรามักจะได้ยินคนบ่นดังๆ ว่า เมื่อไรจะมีเงินมากๆ จะได้มีชีวิตอย่างมีความสุข ความจริงก็คือ เราไม่จำเป็นต้องมีเงินมากๆ เพื่อจะมีความสุข และมีเงินมากๆ ไม่ได้เป็นเครื่องรับรองว่าชีวิตจะมีความสุข หลายคนจะรีบสวนว่า นั่นแหละขอมีเงินก่อนก็แล้วกัน

           ที่จริงแล้ว เราเลือกที่จะมีความสุขได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะสิ่งที่ทำให้หัวใจยิ้มได้ไม่ต้องใช้เงินซื้อ การที่เราพัฒนาจิตใจให้มีความสุขที่ไม่ต้องใช้เงิน จะทำให้ใจเราสงบประณีตมั่นคง ความสุขในชีวิตคน เกิดจากสิ่งที่เราทำ เห็น เป็น ไม่ใช่เงินที่เรามี การที่คนคนหนึ่งทำงาน ทำทุกอย่างในชีวิตอย่างรู้คุณค่า เห็นประโยชน์ต่อโลก ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อการขัดเกลาจิตวิญญาณของตัวเอง เขาจะมีความสุขกับทุกขณะในชีวิต ได้เรียนรู้จากความสุข ความทุกข์ ความสำเร็จ ความล้มเหลว มีภูมิคุ้มกันป้องกันใจตัวเอง เมื่อทำทุกอย่างเต็มที่ด้วยสติปัญญา เพราะเห็นคุณค่า ผลตอบแทนเป็นเงินที่ดีตามมา ก็นำไปช่วยผู้อื่น ได้ความปิติอิ่มใจ เพราะประโยชน์ต่อผู้อื่นมากกว่าการจับจ่ายใช้สอยของตัวเอง ใจจะยิ่งมั่นคง พึ่งพาเงินน้อยลง

            ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเข้าใจผิด คิดว่าเงินเป็นเป้าหมาย เราจะยอมให้การหาเงินทำลาย กีดขวาง ความรัก ความอบอุ่น เวลาของครอบครัว ความนับถือตัวเอง ความรักโลก รักเพื่อนมนุษย์ ใจจะแห้งแล้วหดหู่ ไม่สามารถมีความสุขได้ จากความรัก ความปรารถนาดี ความดีงามรอบตัว ต้องแสวงหาความสุขจากการใช้เงินซื้อวัตถุสิ่งของ เมื่อใจหมดความสามารถที่จะมีความสุขที่ประณีต เงินก็เป็นแหล่งเดียวที่ให้ความสุขได้ ถึงมีเงินก็ต้องหาเงินมากขึ้น เพราะกลัวเงินหมด เงินหมดไปก็ทุกข์เดือนร้อนกว่าคนอื่นหลายเท่า เพราะไม่มีความสุขทางอื่น มีความทุกข์เดือดร้อนตลอดทั้งวงจร ตั้งแต่อยากมีเงิน หาเงิน ใช้เงิน กลัวเงินหมด ตกเป็นทาสของเงิน ถูกเงินครอบงำ

           ชีวิตแอบเฉลยคำตอบให้เราเสมอว่า เราต้องฝึกตัวเองให้สามารถมีความสุขจากภายในที่เป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งต่างๆ ภายนอก เพราะทุกอย่างไว้วางใจไม่ได้ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ควบคุมให้เป็นอย่างใจเราไม่ได้ ทรัพย์สมบัติภายนอกเปลี่ยนแปลงรูปร่างอยู่ตลอดเวลา แต่สมบัติภายในใครก็แย่งไปไม่ได้ การที่คนคนหนึ่งพยายามฝึกฝนขัดเกลาตัวเอง เรียนรู้ทั้งจากการทำถูกทำผิด มีศรัทธาในเหตุและผลของการกระทำ ศึกษากลับเข้ามาภายใน จนมีปัญญาเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆ รวมถึงจิตใจตัวเอง ใจที่มีความมั่นคง กล้าหาญ รู้ว่าควรทำสิ่งต่างๆ อย่างไร เมื่อประสบผลดี ก็ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ไม่หลงมัวเมาในความสำเร็จ พัฒนาจิตใจตัวเองยิ่งๆ ขึ้นไป มีความสุขความมั่นคงตลอดทั้งวงจร

            ชีวิตเราเหมือนยืนอยู่บนปากเหว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป เราควบคุมสิ่งต่างๆ ให้เป็นอย่างใจเราไม่ได้ แต่เราฝึกอบรมใจ ให้เป็นที่พึ่งที่แท้จริง เป็นทรัพย์สมบัติที่ให้ความอบอุ่น มั่นคงกับเราได้ตลอดไป


เรื่อง ฐิตินาถ ณ พัทลุง
นิตยสาร Health & Cuisine พฤษภาคม 2551
บันทึกการเข้า

kingkong0749
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 282



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #242 เมื่อ: 07 เมษายน 2009, 21:03:37 »

กระทู้ดีมาสาระ  ขอเอาข้อมูลไปลง blog ด้วยได้มั้ยครับชอบๆๆ
บันทึกการเข้า
journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #243 เมื่อ: 07 เมษายน 2009, 21:39:54 »

กระทู้ดีมาสาระ  ขอเอาข้อมูลไปลง blog ด้วยได้มั้ยครับชอบๆๆ

ดีใจที่ชอบ เพราะว่าไม่เสียเวลาเปล่า ไม่เมื่อยมือเปล่า  Embarrassed Embarrassed
เชิญตามสบายเลย  Smiley Smiley ที่ไหนหนอ อยากจะตามไปเยี่ยม Embarrassed Embarrassed
บันทึกการเข้า

k_malee
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 14
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 343



ดูรายละเอียด
« ตอบ #244 เมื่อ: 07 เมษายน 2009, 22:23:04 »

ขอบคุณครับ  Grin
บันทึกการเข้า

chaivat
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 52
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 241



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #245 เมื่อ: 07 เมษายน 2009, 22:33:58 »

เยี่ยมครับ กำลังใจ
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #246 เมื่อ: 25 เมษายน 2009, 20:57:27 »

แม่จ๋าอย่าตีหนู
การลงโทษที่พ่อแม่มักจะทำกับเด็กเมื่อเด็กทำผิด จริงๆแล้วในการสร้างวินัยให้เด็ก พ่อแม่ควรจะคิดในแง่ของการอบรมสั่งสอน มากกว่าการมุ่งลงโทษ หรือทำร้ายร่างกายเด็ก เพราะพ่อแม่ คือผู้ที่จะคอยปรับพฤติกรรมของลูกให้ค่อยๆ เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ พ่อแม่ไม่ควรมีบทบาทเป็นผู้คุม ที่จะใช้อำนาจทำร้ายร่างกายหรือจิตใจลูก เพราะลูกไม่ใช่นักโทษ
เด็กหรือมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครสามารถงอกงามเติบโตในบรรยากาศของการทำร้าย ลงโทษ หรือสาปแช่ง ที่เขาได้รับจากผู้ที่เลี้ยงดูเขา แต่เขาจะเจริญงอกงาม ในบรรยากาศของการส่งเสริม สนับสนุนและให้กำลังใจกันเท่านั้น
ทำไมพ่อแม่ถึงนิยมที่จะตีหรือลงโทษลูก หลายคนอาจจะตอบ ว่าเพื่อให้ลูกหยุดพฤติกรรมที่คุณไม่อยากเห็นเขาทำ เช่นแกล้งน้อง ไม่ทำการบ้าน หรือถ้าเป็นเด็กวัยรุ่น ก็อาจเป็นเรื่อง หนีเที่ยว สูบบุหรี่ กินเหล้า
การลงโทษ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ได้ผลจริงหรือ
จริงหรือที่น้องเต้นหยุดรังแกน้องตุ๊ก
จริงหรือที่น้องเก๋หยุดเล่นวีดีโอเกม และหันมาทำการบ้านทุกวัน
จริงหรือที่ธงชัยไม่แอบสูบบุหรี่อีก
คำตอบคือ ไม่จริง
เขาอาจจะหยุดในช่วงที่เขาถูกทำโทษ แต่มันจะทำให้เขากลายเป็น เด็กดี ตามที่คุณต้องการตลอดไปในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้า เปล่าเลย
เขาไม่ได้กลายเป็นเด็กดีขึ้น ไม่ได้ร่วมมือกับคุณมากขึ้น มิหนำซ้ำเขาอาจจะยิ่งมีอาการ หนักข้อ กับคุณยิ่งขึ้น ทำให้คุณต้องเพิ่ม ดีกรี แห่งการลงโทษของคุณให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก ผลก็คือ คุณจะเหนื่อยมากขึ้นทั้งกายและใจ
เด็กเขาก็จะมีความเจ็บปวด เสียใจ และเกลียดชัง ความรู้สึกด้านลบที่ไม่อาจจะถูกลบเลือนไป ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปนานสักเท่าใด
พ่อแม่บางคนอาจคิดว่าการตีหรือลงโทษจะทำให้เด็กหลาบจำ แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กๆ คิดคนละอย่างกับผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง สมมติว่า คุณเคยห้ามไม่ให้น้องโอ เล่นวีดีโดเกม ก่อนทำการบ้านเสร็จ ถ้าคุณอยู่บ้าน น้องโอจะไม่กล้าเล่น แต่เมื่อคุณไม่อยู่ น้องโอจะเล่นอย่างสนุกสนาน ในความคิดของน้องโอ เธอจะคิดว่า "ขอให้สนุกไว้ก่อนละกัน เรื่องถูกลงโทษเอาไว้แก้กันทีหลัง"
เมื่อคุณกลับบ้านและเจอน้องโอเล่นวีดีโอ คุณก็ลงโทษน้องโอ การลงโทษของคุณกลายเป็นสิ่งที่น้องโอคาดไว้ก่อน เป็นการชดใช้ กับความสนุกสนานที่เธอได้รับ น้องโอไม่ต้องรู้สึกผิดเพราะได้ชดใช้กรรมนั้นกับคุณไปแล้ว ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเธอ และเมื่อการชดใช้ได้สิ้นสุดลง เธอก็จะรู้สึกอิสระ และทำผิดได้ ในขณะที่คุณกลับรู้สึกงงว่าทำไมลูกไม่รู้จักหลาบจำ
การลงโทษของคุณจึงไม่ได้ทำให้ลูกมีพฤติกรรมดีขึ้น ตรงข้าม เด็กๆ กลับจะเรียนรู้ว่าถ้าเขาพร้อมที่จะเสี่ยงต่อการลงโทษละก็ เขาจะผิดอย่างไร แค่ไหนก็ได้
เด็กๆที่มาจากบ้านที่มีการลงไม้ลงมือ กันแรงๆ ทุกครั้งที่เด็กทำผิด เราจะพบว่า เด็กๆมีวิธีการคิดดังนี้คือ “ไหนๆ เราก็ต้องโดนอยู่แล้ว ก็ทำมันลงไปซะเลย”
เด็กที่มีนิสัยเกเร หรือเป็นอันธพาลก้าวร้าว ที่เรียกว่า "เหลือขอ" เหล่านี้ มักจะมาจากบ้านที่เขาถูกทำร้ายร่างกาย และได้รับฟังคำพูดที่รุนแรงจากพ่อแม่ของเขาเสมอ และแน่นอนว่า เด็กๆแทบจะไม่เคยได้ยินพ่อแม่ของพวกเขา ใช้คำพูดที่ให้กำลังใจ หรือชมเชยพวกเขาเลย บ้านประเภทนี้เองจะผลิตเด็กที่เป็นเหยื่อของการใช้กำลังและในอนาคต เด็กจากบ้านทำนองนี้ ก็จะสร้างปัญหาทำให้ผู้อื่นในสังคม ต้องตกเป็นเหยื่อ ของพวกเขาด้วยเช่นกัน

จากหนังสือ ก่อนจะถึงวันนั้น ของ รศ. ดร. นวลศิริ เปาโรหิตย์  Smiley Smiley
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #247 เมื่อ: 25 เมษายน 2009, 21:05:00 »

สอนให้ลูกรับผิดชอบ ทำยังไงดี?

การ สอนให้เด็กๆ ให้มีความรับผิดชอบตั้งแต่เล็ก เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรทำ เพื่อให้ลูกของคุณได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบทั้งกับตัวเอง และสังคมที่เขาอยู่

ซึ่งเด็กบางคนก็ดูจะสอนยากสอนเย็นเหลือเกิน คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมานั่งปากเปียกปากแฉะ คอยบอก...คอยสอนเค้าอยู่ร่ำไป แต่เจ้าเด็กน้อยทั้งหลายก็ดูจะไม่ใส่ใจจำซักเท่าไร่ ...มันทำให้ต้องปวดหัวอยู่เป็นประจำ

1.คุณต้องทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็น จำไว้เสมอว่าธรรมชาติของเด็กๆ จะมี การเรียนรู้โดยการสังเกตจากผู้ใหญ่.. มากกว่าทำตามคำบอกเล่าของคุณ อย่างเช่น....ถ้าคุณสั่งเขาว่า ถอดรองเท้าแล้ว ให้วางเก็บเขาที่ให้เรียบร้อย แต่คุณเอง พอกลับถึงบ้าน คุณกลับถอดรองเท้าวางเกลื่อนไปทั่ว เด็กๆ ก็จะเรียนรู้โดยการวางรองเท้าเกลื่อนไปเช่นเดียวกับคุณ

เด็กๆ จะไม่ทำตามที่คุณสอน แต่เขาจะทำตามพฤติกรรมที่เขาเห็นพ่อแม่ทำอยู่ทุกวัน ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น จำไว้ว่าคุณเป็นต้นแบบของลูกๆ คุณควรแสดงพฤติกรรมของความรับผิดชอบให้เขาเห็น ซึ่งเขาจะเลียนแบบพฤติกรรมนี้เข้าไปทีละเล็กละน้อย

2. หากต้องการให้เด็กมีพฤติกรรมรับผิดชอบอะไร ควรสอนเขาทีละขั้นตอน พฤติกรรมบางอย่างอาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และเป็นการเรียนทีละขั้นตอน จะง่ายกว่าการคาดหมายให้เด็กทำได้หมดในคราวเดียวกัน

ซึ่งคุณควรสอนเขาอย่างชัดเจน ถ้าคุณไม่อยากหงุดหงิดกับการที่ลูกทำแล้วไม่ได้อย่างใจคุณ

เช่น ต้องการบอกให้ลูกทำความสะอาดห้อง คุณควรจะแสดงให้เขารู้ว่า การทำความสะอาดนั้นมีวิธีการทำอย่างไร และอย่างไหนเรียกว่า "สะอาด" หรือ "ไม่สะอาด"

แต่อย่างเพิ่งคาดหวังว่าลูกๆ จะต้องทำได้อย่างที่คุณคาดเอาไว้ ค่อยเป็นค่อยไปแล้วกัน

3. ให้ลูกมีโอกาสรับผิดชอบงานในบ้านบ้าง
พ่อ แม่บางท่านคอยพะเน้าพะนอทำโน่นทำนี่ให้ลูกทุกอย่าง...เจ้าลูกๆก็เลยไม่ต้อง รับผิดชอบอะไรเลย การทำแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับลูกของคุณเลยนะคะ ตรงกันข้าม..กลับทำให้เด็กเติบโตอย่างขาดความรับผิดชอบ ไม่เข้าใจชีวิต และโลกแห่งความเป็นจริง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมรับผิดชอบต่ออะไรเลย

ดังนั้น ถ้าคุณรักลูก โปรดให้เขาได้มีโอกาสรับผิดชอบในเรื่องที่เด็กในวัยของเขา สามารถรับผิดชอบได้ทีละเล็กละน้อย

ยกตัวอย่างน้องแทน ตอนนี้เค้าอายุ 3 ขวบกว่าๆ.. เค้าเริ่มชงนมกินเองได้ (แต่เราต้องคอยดู) ถึงแม้ตอนแรกจะทำเลอะไปหมดเลย แต่เค้าจะทำได้ดีขึ้น สะอาดขึ้นถ้าเราคอยบอกเค้า ....ไม่อดตายแล้วลูก

4. ตรวจสอบความเข้าใจในสิ่งที่คุณให้เขารับผิดชอบ
คุณอาจจะนั่งพูดคุย หรือเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่า คุณอยากให้เขาทำสิ่งใด ทำอย่างไร ทำเมื่อไร เพื่อจะได้ไม่ต้องมาโต้แย้งกับเขาว่า คำสั่งของคุณไม่ชัดเจน

เมื่อ เขาทำสิ่งที่คุณต้องการได้ดี คุณอาจมีรางวัลบางอย่างให้เขา รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง ของขวัญราคาแพง แต่อาจเป็นการอนุญาตให้เขานอนดึกได้ในบางคืน ดูรายการโทรทัศน์ ที่เขาชอบได้นานขึ้น ไปเที่ยวกับเพื่อนได้ หรือสิ่งอื่นใดก็ได้แล้วแต่ที่เด็กวัยเขาต้องการ

แต่ถ้าเขาไม่ทำพฤติกรรมที่รับผิดชอบ คุณก็ต้องตกลงกับเขาก่อนว่า โทษของเขาควรเป็นอย่างไร เช่น อาจถูกตัดค่าขนม ไม่ได้ไปเที่ยว หรือถ้าเขาทำสิ่งของเสียหาย คุณอาจสอนให้เขารับผิดชอบ โดยการหักเงินเขาหรือให้เขาซื้อของใหม่มาแทนสิ่งที่เขาทำเสีย ในกรณีที่เขาทำบ้านสกปรก เขาอาจจะต้องมาทำความสะอาดบ้านด้วยตนเองจนสะอาด เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม เด็กจะต้องรู้ก่อนเสมอว่า ถ้าเขาทำพฤติกรรมที่รับผิดชอบผล จะเป็นเช่นไร และถ้าไม่รับผิดชอบผลเสียคืออะไร และเมื่อเขาตัดสินใจทำลงไปคุณต้องทำ (ให้รางวัลหรือลงโทษ) ตามที่ได้ตกลงกับเขาไว้เสมอ

5. เมื่อคุณสั่งให้เขาทำสิ่งใด แล้วเขาไม่ทำ แม้ว่าคุณจะโกรธก็อย่าใช้อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรงกับเขา บอกให้เขารู้ว่าเขายังไม่ได้ทำสิ่งนั้นๆ และขอให้เขาทำในทันที
การขึ้นเสียง หรือใช้อารมณ์กับลูกๆ นั้น นอกจากจะไม่ เป็นผลดีใดๆ กับภาพพจน์ของตัวคุณแล้ว ยังแสดงให้ลูกรู้อีกด้วยว่า คุณเป็นคนที่ระงับอารมณ์ไม่อยู่ และเขาก็คงจะเลียนแบบการขึ้นเสียง เอากับคุณบ้างในโอกาสต่อไป

6. เมื่อเขาเริ่มมีพฤติกรรมที่รับผิดชอบมากขึ้น ให้พูดหรือแสดงออกให้เขารู้ว่าคุณชื่นชม
และปลื้มใจในตัวเขา พ่อแม่บางคนชอบที่จะดุว่าลูก เมื่อลูกทำผิด แต่ไม่เคยชื่นชมหรือแสดงความรู้สึกที่ดีกับลูก เมื่อเขามีพฤติกรรมดีเลย การกระทำเช่นนั้นไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งสำหรับเด็ก

โปรดระลึกเสมอว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ จะชอบคำชื่นชมมากกว่าตำหนิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กๆ เมื่อเขาได้รับคำชมจากผู้ที่เขารักก็จะแสดงพฤติกรรมนั้นบ่อยครั้งขึ้น ดังนั้น พ่อแม่ทุกคนจึงไม่ควรลืมที่จะสังเกตลูก เมื่อเขาทำสิ่งใดที่น่าชื่นชมยินดี โปรดบอกให้เขารู้ อย่าชื่นชมในใจ เพราะเขาอ่านใจคุณไม่ออก

พฤติกรรม การรับผิดชอบก็เช่นเดียวกับพฤติกรรมอื่นๆ จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจ เวลา และความอดทนของพ่อแม่ ในการค่อยๆ ดัดและปรับการแสดงออกของเด็ก


พ่อแม่ทุกคนควรถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะอบรมสั่งสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบกับชีวิตตั้งแต่เด็ก เพราะมันจะเป็นดังเมล็ดพันธุ์ที่ค่อยๆ เจริญงอกงามในจิตใจ และกลายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่ง ของบุคลิกภาพในอนาคตของเขา

 :Smiley :Smiley :Smiley
ข้อมูล : หนังสือก่อนจะถึงวันนั้น โดย รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์
บันทึกการเข้า

คุณป้าขา
เจ้าแม่ปราบเกรียน
Administrator
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*

พลังน้ำใจ: 68
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,679



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #248 เมื่อ: 25 เมษายน 2009, 21:28:17 »

คิดถึง จขกท.   Embarrassed
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #249 เมื่อ: 25 เมษายน 2009, 21:51:03 »

คิดถึง จขกท.   Embarrassed

คิดถึงแฟนๆ เช่นกัน  Embarrassed Embarrassed
กลับมาจากญี่ปุ่นแล้วหรือจ๊ะ  Smiley
จะว่าไปเห็นบางมุมคุณป้าขา ก็คล้ายๆน้องการ์ตูนที่เป็นแฟนโดม เหมือนกันนะ
บันทึกการเข้า

khanom
Administrator
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*****

พลังน้ำใจ: 143
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,897



ดูรายละเอียด
« ตอบ #250 เมื่อ: 26 เมษายน 2009, 07:35:30 »

ขอบคุณสำหรับ บทความดีๆคะ ชอบๆ เดี๋ยวขอเอาไปลงบล็ิิอกบ้างนะคะ  Cheesy Cheesy

ว่าแต่หายไปไหนมาไม่ค่อยเห็นโพสเลยพักนี้
บันทึกการเข้า

ไทยเสียวเป็นสถานที่แบ่งปันความรู้ แบ่งปันเทคนิค การหาเงินบนเน็ท มิใช่เป็นเวทีมวยลุมพินี ไม่ใช่ตลาดคลองเตย ไม่ใช่ร้านเกม รณรงค์ใช้คำสุภาพในบอร์ด งดดราม่า อย่าแสดงกริยาไม่เหมาะสม แสดงออกว่ากำลังควบคุมสติไม่อยู่ จงไปสงบสติอารมณ์ก่อนตั้งกระทู้ หรือโพส ถึงบอร์ดจะเงียบเพราะดราม่าลด หรือคาเฟ่หาย มีกระทู้สาระขึ้นมา1กระทู้/อาทิตย์ หรือเดือน หรือปี ก็ดีกว่้า กระทู้ดราม่า/คาเฟ่ 10กระทู้/วัน
อุ้ม
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 13
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 283



ดูรายละเอียด
« ตอบ #251 เมื่อ: 26 เมษายน 2009, 12:30:47 »

เยอะแยะ

อ่านไม่หมดเรยอ่า  Smiley

ขอบคุณค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ  Kiss
บันทึกการเข้า
Normaderm
Verified Seller
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*

พลังน้ำใจ: 181
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,985



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #252 เมื่อ: 26 เมษายน 2009, 12:35:18 »

หากเราคิดในทางสร้างสรรค์
ความล้มเหลวยังทำให้เรามีสติปัญญาคิดไตร่ตรองมากยิ่งขึ้น
มีกำลังใจที่เข็มแข็ง มีความเชื่อมั่น เข้าใจในความทุกข์
และมีความอุตสาหะมากยิ่งขึ้นด้วย
ถ้าเราคิดได้ดังนี้เราจะมีแรงฮึด
ลุกขึ้นมาสู้ได้อีกอย่างแน่นอน


 Cry

บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #253 เมื่อ: 26 เมษายน 2009, 23:17:35 »

ขอบคุณสำหรับ บทความดีๆคะ ชอบๆ เดี๋ยวขอเอาไปลงบล็ิิอกบ้างนะคะ  Cheesy Cheesy

ว่าแต่หายไปไหนมาไม่ค่อยเห็นโพสเลยพักนี้

ก็ไม่ได้หายไปไหนจ๊ะ ส่วนมากจะไม่ได้ล็อกอินเข้ามา  Embarrassed Embarrassed แต่ก็เข้ามาดูผ่านๆ อยู่เรื่อยๆ
โดยส่วนใหญ่ก็จะไปทำบุญจ้า..  Smiley Smiley Smiley
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #254 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2009, 16:13:32 »

มาราธอน

ลูกชายของ เพื่อนรักคนหนึ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แม่เห็นเด็กแอบไปร้องไห้เงียบๆ คนเดียว ผมเชื่อว่าเขาไม่ใช่เด็กคนเดียวในประเทศนี้หรือในโลกนี้ที่ร้องไห้เงียบๆ เมื่อพลาดหวัง ในโลกที่คำว่า 'ความสำเร็จ' วัดกันที่ผลการสอบแข่งขันชิงพื้นที่เรียน ย่อมมีคนร้องไห้เสมอ

ผู้ที่สอบผ่านเข้าสถาบันที่ตนเลือก หรือสถานที่เรียนที่มีชื่อเสียงอาจยินดีปรีดา แต่นี่ไม่ใช่การแข่งขันครั้งสุดท้าย

ความสามารถกับการเตรียมพร้อมรับมือการสอบเป็นเรื่องหนึ่ง ความเครียดกับความวิตกกังวลต่อผลที่อาจเกิดขึ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และสองเรื่องนี้มักมาคู่กัน เด็กที่ต้องเข้าห้องสอบในเกมที่อาจตัดสินอนาคตเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าจะ เครียดที่สุดในจักรวาล จึงไม่ประหลาดใจที่มีคนจำนวนมากในโลกที่เกลียดระบบการแข่งขันแบบนี้

ผมนึกถึงตัวเอง ตลอดชีวิตผ่านการสอบในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเป็นโรคเกลียดกลัวการสอบแข่งขัน ความกลัวนี้ฝังลึกในจิตใต้สำนึก ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่คนเดียวในโลกนี้ที่ฝันร้ายว่ากำลังสอบอยู่และทำข้อสอบไม่ ได้

ทว่าความจริงชีวิตในโลกที่มีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ เราต้องแข่งขันตั้งแต่วินาทีแรกของการปฏิสนธิ แต่ละชีวิตที่เกิดมาในโลกล้วนสอบผ่านด่านแรกซึ่งประกอบด้วยผู้แข่งหลายล้าน ตัวโดยมีเส้นชัยอยู่ที่รังไข่ เมื่อโตขึ้นมาก็แข่งกันหาที่เรียน เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องการโรงเรียนที่ดีที่สุดให้ลูก จากโรงเรียนอนุบาลสู่โรงเรียนประถม จากโรงเรียนประถมสู่โรงเรียนมัธยม จากโรงเรียนมัธยมสู่มหาวิทยาลัย และจากมหาวิทยาลัยสู่โลกของการทำงานแบบผู้ใหญ่ แข่งขันแย่งลูกค้ากัน

เราหนีไม่พ้นการแข่งขัน! แข่งขันกันทั้งชีวิต!

แล้วจะทำอย่างไรในโลกของการสอบการแข่งแบบนี้?

ในเมื่อเรายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบการคัดเด็กเข้าโรงเรียนและ มหาวิทยาลัย ยังไม่อาจเปลี่ยนค่านิยมของการมุ่งเข้าเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง อย่างน้อยที่สุดเราก็ควรปลูกฝังค่านิยมและความเข้าใจแก่เด็กว่า :

หนึ่ง ความล้มเหลวในชีวิตไม่ได้มาจากการสอบเข้าสถาบันศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไม่ได้

สอง ความสำเร็จในชีวิตมาจากการแข่งขันกับตัวเอง ไม่ใช่กับคนอื่น

การพลาดหวังจากการสอบเข้าสถาบันศึกษาใดๆ จะเป็นความผิดพลาดก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถเรียนรู้เหตุผลของความผิดพลาดนั้นและแก้ไขมันเสีย

ความผิดพลาดก็มีประโยชน์ของมัน หากรู้จักใช้ มันจะเป็นฐานที่แข็งแรงในการก้าวเดินต่อไป

ชีวิตก็เหมือนการวิ่งมาราธอน 'ความสำเร็จ' ในชีวิตนั้นไม่ได้วัดกันที่สองสามก้าวแรก ไม่ได้วัดกันว่าใครถึงหนึ่งร้อยเมตรแรกก่อน ใครก้าวถึงสี่ร้อยเมตรแรกแล้ว แต่ดูที่ความอึดของการวิ่ง การไม่ยอมแพ้ทั้งที่เหนื่อยแสนเหนื่อย การไม่หยุดวิ่งทั้งที่คนอื่นคนแล้วคนเล่าวิ่งแซงหน้าเราไป ไปจนถึงการเรียนรู้ที่จะไม่สะดุดล้มแบบเดิมอีก

นี่ก็คือความสำเร็จ และความสำเร็จของการแข่งกับตัวเองนั้นอยู่เหนือความสำเร็จของการแข่งขันกับคนอื่นมากนัก

บทความโดย วินทร์ เลียววาริณ
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #255 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2009, 11:45:18 »

อัจฉริยะ...บนยอดตึก

วันนี้เลยขอเอา forward mail ที่ชอบมาก ๆ อีกเรื่องนึงมาฝาก...เผื่อท่านที่ยังไม่ได้อ่าน!

เรื่องนี้อ่านแล้วได้หลากหลายอารมณ์จริง ๆ ครับ ทั้งขำ ๆ + ความรู้ (ที่ไม่คงไม่ได้นำไปใช้)
แถมด้วยความสะใจเล็ก ๆ (แบบประชดประชัน)

ลองอ่านดูนะ  Smiley

โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้

"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"

บาโรมิเตอร์ คือเครื่องมือวัดความกดอากาศ

(อากาศนั้นมีน้ำหนักหรือมีแรงกด และแรงกดของอากาศนั้น
เมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)

นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า

"เอาเชือกยาวๆ ผูกกับบาโรมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก
แล้วก็เอาความยาวเชือก บวกความสูงบาโรมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"

อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก!!

นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า คำตอบของเขา
ควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และคำตอบของเขา
ก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้
และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน
แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทางคณะกรรมการ
จึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า
โดยให้เวลาเพียง 6 นาที เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม
เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์

หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่
กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร

นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์
แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี

และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้

ให้เอาบาโรมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา
จับเวลาจนถึงพื้นความสูงของตึกหาได้จาก
สูตร H=0.5g*t กำลัง 2

หรือถ้าแดดแรงพอ ให้วัดความสูงบาโรมิเตอร์
แล้วก็วางบาโรมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น แล้ววัดความยาวของ
เงาบาโรมิเตอร์์ จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก
แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึก
โดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ

หรือถ้าอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้
ก็เอาเชือกเส้นสั้น ๆ มาผูกกะบาโรมิเตอร์
แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน
แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้าความสูงของตึก
จะหาได้จากความแตกต่างของคาบการแกว่ง
เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล
คำนวณจาก
T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g

หรือถ้าตึกมีบันไดหนีไฟ
ก็ง่าย ๆ ก็เดินขึ้นไปเอาบาโรมิเตอร์ทาบ
แล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อย ๆ จนถึงยอดตึกนับไว้
คูณด้วยความสูงของบาโรมิเตอร์ก็จะได้ความสูงตึก

แต่...ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก
ก็เอาบาโรมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก
คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง

ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมา
ก็คือ ไปเคาะประตูห้องคนดูแลตึก
แล้วถามว่า อยากได้บาโรมิเตอร์สวย ๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม?
ช่วยบอกความสูงของตึกให้ที...แล้วจะยกให้

.....

นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์
ในปีค.ศ.1922
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #256 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2009, 13:15:02 »


ปุจฉา
ถูกชมคือธรรมดา ถูกด่าก็ไม่เลว


วิสัชนา

ถูกชมคือธรรมดา ถูกด่าก็ไม่เลว

ว.วชิรเมธี  Smiley Smiley Smiley  :Smiley

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าว “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” กันมาบ้างแล้ว คำกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจิต หรืออีกนัยหนึ่งของความคิดได้เป็นอย่างดีว่า จิตกำหนดวัตถุ หรือกายเป็นไปตามอำนาจของจิต

ผู้รู้ท่านหนึ่งเคยกล่าวถึงความสำคัญของจิต หรือความคิดไว้ว่า

“เธอจงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นการกระทำ

เธอจงระวังการกระทำ เพราะการกระทำจะกลายเป็นนิสัย

เธอจงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นบุคลิก

เธอจงระวังบุคลิก เพราะบุคลิกจะกำหนดชะตากรรมของเธอ”

ชีวิต ของเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า เรามีความคิดหรือวิธีคิดอย่างไร ในทางพุทธศาสนานั้น ท่านให้ความสำคัญกับวิธีคิดเป็นอันมาก พระนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้ประมวลวิธีคิดในพุทธศาสนาไว้ว่ามีมากกว่า ๑๐ วิธี

วิธีคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราควรนำมาปรับใช้ในชีวิตก็คือ วิธีคิดเชิงบวก

วิธีคิดเชิงบวก หมายถึง การรู้จักเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ซึ่งโดยมากมักแสดงตัวให้เราได้สัมผัสในแง่ลบ แต่ พอเราพลิกมุมมองใหม่ เราจะได้อะไรดีๆ จากเรื่องลบๆ เหล่านั้น เช่น ในชีวิตจริงของผู้เขียนซึ่งทำงานกับคนหมู่มาก มักจะพบกับคำชมและคำด่าอยู่เสมอ ๆ เมื่อแรกเผชิญกับคำชม ผู้เขียนก็ฟู ครั้นพบกับคำด่าก็แฟบ แต่เมื่อเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อคำชมและคำด่า ก็รู้สึกว่า ได้คุณค่าจากคำด่าคำชมเป็นอันมาก

คำชมนั้น สำหรับคนที่ไม่คิดอะไรมาก ดูเหมือนว่า ไม่ลำบากใจเลยที่จะน้อมรับ แต่ สำหรับผู้เขียนแล้ว คำชมนั่นแหละคืออันตรายยิ่งกว่าคำด่า เพราะหากเรารู้ไม่ทัน คำชมจะทำให้เราหลงตัวเองและมีโอกาสลืมตัวสูง ส่วนคำด่า ถ้าพิจารณาไม่ดีก็ทำให้เราเสียศูนย์ได้ง่ายๆ แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งด้วยวิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี บางทีคำด่ากลับมีค่ามากกว่าคำชม

คำด่ามีค่ามากอย่างไร ?

(๑) คำด่า คือ กระจกเงาสะท้อนความบกพร่องของงานที่เราทำ

(๒) คำด่า มักแฝงคำแนะนำมาด้วยเสมอ

(๓) คำด่า บอกเราว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้นหากมีคนที่คิดไม่เหมือนเราเขามองดูอยู่ เขาเห็นอะไรในสิ่งที่เรามองไม่เห็นบ้าง

(๔) คำด่า คือ กระดาษทรายอย่างดี ที่คอยขัดสีฉวีวรรณให้เรามีความกลมกล่อมลงตัวเหมือนพระประธานที่ต้องถูกกระดาษทรายขัดสีฉวีวรรณจนผุดผ่อง

(๕) คำด่า ทำให้เราไม่ประมาทผลีผลามทำอะไรด้วยความเชื่อมั่นมากเกินไป

(๖) คำด่า ทำให้รู้ว่า มีคนรักหรือเกลียดเรามากน้อยแค่ไหน

(๗) คำ ด่า ทำให้รู้ว่า อย่างน้อยก็มีคนสนใจในสิ่งที่เราทำ หรืออย่างน้อย สิ่งที่เราทำมันกำลังส่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงมีคนอุทิศตนมาสนใจและด่าอย่างเป็นงานเป็นการ

(๘) คำด่า จะทำให้เราได้หันกลับมาดูภูมิธรรมของตนเองว่า เข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน เมื่อทุกข์กระทบแล้วธรรมกระเทือน หรือกิเลสกระเทือน ถ้าธรรมกระเทือนแสดงว่าเราฝึกตนเองมาดี แต่ถ้ากิเลสกระเทือนแสดงว่า ต้องกลับไปฝึกจิตตัวเองใหม่ให้เข้มแข็งกว่านี้

(๙) คำด่า ทำให้เราได้รู้ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครหนีโลกธรรม ๘ ได้ (ได้ลาภ เสื่อมลาภ,ได้ยศ เสื่อมยศ,สรรเสริญ นินทา,สุข ทุกข์)

(๑๐) คำ ด่า คือ บทเรียนเรื่องการปล่อยวางตัวกูหรืออัตตาที่ดีที่สุด เพราะหากเรายังปล่อยวางตัวกูไม่ได้ เราก็จะต้องหาวิธีด่าคืนอยู่ไม่สิ้นสุด แต่เมื่อเราปล่อยวางตัวกูได้แล้ว คำด่านั่นเองคือบททดสอบที่ดีที่สุด

เพราะคำด่ามีคุณค่ามากกว่าคำชมดังกล่าวมานี้เอง ทุกครั้งที่ถูกด่า ผู้เขียนก็บอกตัวเองว่า ไม่เลวเหมือนกัน ได้พบอาจารย์ใหญ่ที่เข้มงวดอีกแล้ว เวลาเจอคำชม ผู้เขียนจะบอกตัวเองว่า ระวังเอาไว้หน่อย โบราณท่านเตือนว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ถ้าเราไม่หวั่นเกรงต่อคำด่า ไม่เสียท่าต่อคำชม ชีวิตก็สบายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ในทุกวันที่เราต้องทำงานกันตัวเป็นเกลียว เชื่อเหลือเกินว่า เราแต่ละคน คงจาริกอยู่ท่ามกลางคำด่าและคำชมกันทั้งนั้น หลังอ่านบทความนี้จบแล้ว ลองเปลี่ยนมุมมองต่อคำชมคำด่าดู แล้วเราจะพบว่า สิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์อย่างคำด่านั้น จริงๆ แล้ว แฝงเพชรนิลจินดาแห่งสติปัญญาเอาไว้อย่างแวววาวพราวพรายไม่น้อยเลยทีเดียว
บันทึกการเข้า

aseptic
หัวหน้าแก๊งเสียว
*

พลังน้ำใจ: 79
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,811



ดูรายละเอียด
« ตอบ #257 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2009, 20:45:45 »

 Smiley


ดีมากๆ ค่ะ
บันทึกการเข้า

-
-
Hikki
หัวหน้าแก๊งเสียว
*

พลังน้ำใจ: 37
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,242



ดูรายละเอียด
« ตอบ #258 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2009, 21:28:49 »

เข้ากับสถานการณ์  Cheesy
บันทึกการเข้า
journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #259 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2009, 18:03:41 »

เข้ากับสถานการณ์  Cheesy

แน่ะ รู้ทัน  Embarrassed Embarrassed
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15   ขึ้นบน
พิมพ์