ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ThaiSEOBoard.comอื่นๆCafeอะไรคือ สิ่งที่มีความหมายในชีวิตของคุณ.... (journey)
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 15   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อะไรคือ สิ่งที่มีความหมายในชีวิตของคุณ.... (journey)  (อ่าน 40926 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2007, 21:26:28 »

อันนี้น่าจะซึ้งกว่าของ คุณ thaipays แน่นอน  Cheesy Cheesy


6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ...

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน

แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ
ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้
แล้วพูด"ผมขโมยเองครับ"


ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน "ของคนในบ้านแกเอง
แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ
ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ"

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร
ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"


พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน
เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
"ต้องให้น้องได้เรียนต่อ
ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

แต่ในขณะเดียวกัน
ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด

น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียง ไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ

"พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ...
ผมจะไปหางานทำ
แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า
...
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี


ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน


รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหาม
ที่ไซท์ก่อสร้าง ...
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ
อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ Huh?
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ...
ฉันถามเขาว่า"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ
สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้
ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"

ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
"พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า
"ผมเห็นสาวๆ
ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี
...
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก
น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผล บนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม

"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค
แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง


หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน
... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อออกไปแล้ว
ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม


น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป

เขาบอกกับฉันว่า
"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ
ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"


สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท

แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก
จึงตวาดน้องไปว่า

"ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการหา!!!
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้
ดูตัวเองซิเจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ...
ฉันบอกกับน้องว่า"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี
...
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
"ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ...
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.
เพื่อเดินไปเรียนและเดินกลับบ้าน
วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง
ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้
คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุดคือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ
น้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม...

คัดมาจาก วัดยานนาวา

บันทึกการเข้า

Warrez
หัวหน้าแก๊งเสียว
*

พลังน้ำใจ: 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,153



ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2007, 01:08:05 »

 Cry Cry Cry
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 11 สิงหาคม 2007, 00:15:56 »

พุทธวิธีคิดให้ คลายความเหงา ความเครียด ในยามอกหัก
วิธีคิดให้หายทุกข์ใจยามอกหัก
"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น" สุภาษิตยอดฮิตสำหรับคนที่ำพบกับความผิดหวังในความรัก
แต่ถ้าอกหักบ่อยๆ มันก็ไม่ไหวเหมือนกัน เำพราะมันช่างเจ็บช้ำระกำทรวง  ยิ่งคนหนุ่มสาวยุคไอที
พบกันง่าย ชอบกันง่าย เบื่อกันง่าย จะทำอย่างไรกันดี  บางคนอกหักวันละสามเวลาหลังอาหาร
เพราะเที่ยวรักคนนั้นคนนี้ไปทั่ว บางคนอกหักอย่างเบา ๆ เพราะรักเขาข้างเดียว
แต่บางคนอกหักอย่างช้ำชอก เพราะถูกคนรักทอดทิ้งไม่ใยดี บางคนรักกันมานานแต่
ภายหลังจำต้องเลิกรา เพราะไปด้วยกันไม่ได้ อันนี้็ก็้เจ็บตัวทั้งคู่ สรุปแล้วอกหักไม่ดีเลย
ดังนั้นบทความในวันนี้จึงขอเสนอเทคนิคทางใจ ยามประสบกับความผิดหวังในความรัก
เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนหนุ่มสาวในยุคไอที ที่พบรักกันง่ายๆ บนออนไลน์ ด้วยความเร็วเท่าแสง
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิธีคิดทั้ง ๔ วิธีนี้ คงจะได้ช่วยรักษาใจ ให้ท่านมีกำลังใจ
เรียนรู้ชีวิตกันต่อไป จนกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตตามปรารถนาของทุกๆ คน
ต่อไปนี้ของเชิญติดตามได้เลย
 
๑. เข้าใจธรรมชาติของความรัก
ความรักแบบหนุ่่มสาว เป็นความรักที่มีรสหอมหวาน ใครๆก็ใคร่ปรารถนา
แต่ธรรมชาติของความรักแบบนี้ มันมาพร้อมกับพิษสงด้วย  คือหากไม่สมปรารถนาเมื่อใด
มันก็จะแสดงความเจ็บปวดออกมาทันที เจ็บมาก เจ็บน้อย แล้วแต่ว่าเรายึดมั่นทุ่มเท
ในความรักแค่ไหน ยึดน้อยก็เจ็บน้อย ยึดมากก็เจ็บมาก ดังนั้นในยามใดอกหัก
ให้เราบอกกับตัวเองว่า นี่เป็นธรรมชาติของชีวิตมันแสดงอาการตามธรรมชาติของมันเอง
ถ้าเราไม่คิดฟุ้งซ่านกับมัน  เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ ทุเลาเบาบางไปเอง

๒.มีความเมตตากรุณาต่อตัวเอง
เมื่อใดต้องพบกับความเจ็บปวดจากความผิดหวังในความรัก ให้คิดเมตตากรุณาต่อตัวเอง
ไม่คิดลงโทษตัวเอง หรือคิดทำร้ายจิตใจของตัวเองซ้ำเป็นดาบสองลงไปอีก แต่ให้มองไปที่
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในจิตใจด้วยความกรุณา เหมือนกับว่าเรากำลังรู้สึกเมตตาสงสารใครสักคน
ปลอบใจตัวเองเหมือนกับที่เรากำลังปลอบเพื่อนด้วยความรักความเข้าใจ

ยกตัวอย่าง
"ทำใจสบายๆ นะ มันเจ็บไม่นานหรอก คราวหน้าเราจะระวังให้มากกว่านี้
ขอโทษทีนะเพื่อนนะ ที่ทำให้นายเจ็บ ฯลฯ"
คือมองที่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นด้วยความเห็นใจว่านี่เป็นผลพวงที่เกิืดขึ้น
จากความรักแบบหนุ่มสาว (ดูข้อที่๑)

๓. มองโลกในแง่ดี

ให้คิดว่าตัวเองเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดในโลก ดีแล้วที่อกหัก เพราะคนที่เรารักคนนี้
อาจจะไม่ใช่เนื้อคู่ของเราก็ได้ หรือให้คิดดีใจว่า อกหักคราวนี้ดีจัง
เพราะเราได้ความรู้ใหม่ๆ ที่เราสามารถนำมาปรับปรุงชีวิตของเราให้พัฒนา
ขึ้นไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว เอ้.. อย่างนี้คงต้องขอบคุณคนที่หักอกเราแล้วสิ...
ไม่งั้นเราคงต้องเซ่อไำปอีกนาน หรือ คิืดว่า เออ..โชคเรายังดีนะ ที่ผิดหวังเสียก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าหากถลาลึกลงไปมากกว่านี้เราก็คงจะเจ็บสาหัสกว่านี้เป็นแน่

การคิดในแง่ดีเช่นนี้ สารพัดที่จะคิดไปได้หลายรูปแบบ ใครที่คิดอย่างนี้ได้
ถือว่าเป็นคนฉลาดคิด เพราะสามารถเอาปัญหามาสร้างเป็นปัญญา
เอาความทุกข์มาแปรให้กลายเป็นความสุขที่เป็นกุศล มองโลกในแง่ดีมากๆ
เช่นนี้ทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีตลอดชีวิต

๔.ฝันเพิ่งตื่น

สำหรับคู่รักที่รักกันมานาน หวานชื่นกันมาโดยตลอด
แต่ต่อมาภายหลังมีอันต้องพลัดพรากจากกัน เพราะไปด้วยกันไม่ได้ หรือ
ขัดแย้งไม่เข้าใจกัน หรือ อีกฝ่ายไม่ซื่อสัตย์ทำให้มีอันต้องแยกทางกัน หรือ
ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี ปัญหาเหล่านี้ล้วนสร้างความทุกข์อย่างแสนสาหัส
ให้แก่จิตใจจนยากจะรับไว้ได้ ดังนั้น จึงมีบางคนถึงกับคิดสั้น
ทำลายชีวิตของตนเองไปเลยก็มี

ในกรณีนี้ หากใช้ ๓ วิธีข้างต้นดังที่แนะนำไปแล้ว ยังเอาไม่อยู่่ คือยังมีความร่าไรรำพัน
อาลัยอาวรณ์อยููเช่นเดิม ขอแนะนำให้ใช้วิธีคิดแบบ "ตัดใจ" อย่างเด็ดขาดไปเลย
นั่นคือ ทุกครั้งที่มีความคิดหวนอาลัยเกิดขึ้นเมื่อใด ให้บอกกับตัวเองทันทีว่า
วันชื่นคืนสุขเก่าๆ นั่นมันเป็นแค่เพียงเราฝันไป ตอนนี้เราตื่นขึ้นมาวันใหม่แล้ว
ไม่ต้องไปหวนอาลัยมันอีกต่อไป "ความฝันคือมายา ปัจจุบันคือความจริง"
ให้มีความร่าเริงในชีวิตใหม่ สำหรับความรับผิดชอบต่างๆ ที่ตามมา
บอกกับตัวเองไปเลยว่า  "เราทำได้สบายมาก" การอยู่เดียวถ้าหากชีวิตมันดีงาม
มันมีความสุขมากขึ้น เราก็น่าจะดีใจ บางทีไม่แน่ ในอนาคตเราอาจจะพบกับคนดีที่
ไปด้วยกันกับเราได้ ก็อาจจะเป็นได้ เป็นต้น

ขอสรุปย้ำอีกครั้งว่า ทุกครั้งที่มีความคิดอาลัยวันวานยังหวานชื่น ให้เราต้องบอกกับตัวเอง
่ทันทีว่า "นั่นมันความฝันเมื่อคืนนี้ ตอนนี้เราตื่นแล้ว เบิกบานแล้ว ใจสว่างแล้ว"
ทำจิตใจให้ร่าเริง ได้เช่นนี้ เราก็ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
บันทึกการเข้า

sealinda
Moderator
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*****

พลังน้ำใจ: 65
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,872



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 11 สิงหาคม 2007, 04:48:04 »

6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ...

เรื่องนี้อ่านแล้วอินอย่างแรงอ่ะ  Cry Cry Cry
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 27 กันยายน 2007, 22:25:36 »

โครงการแก้ไขปัญหาสายตาแก่ผู้ด้อยโอกาส
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://pr.egat.co.th/eyeglasses/images/eyeglasses.html

สถานที่รับบริจาค

หลายวิธีที่คุณสามารถหยิบยื่นแสงสว่างแก่พวกเขา
   คุณสามารถหยิบน้ำใจแก่พวกเขาผ่านทางวิธีใดก็ได้ที่สะดวกดังต่อไปนี้

                   • บริจาคเงิน 180 บาท สำหรับเลนส์ 1 คู่
                   • บริจาคเงิน 250 บาท สำหรับเลนส์พร้อมแว่นตา
                   • บริจาคเงินตามศรัทธา
                   • บริจาคแว่นตาหรือเลนส์ที่ไม่ใช้แล้ว

                   โดยบริจาคได้ที่กล่องรับบริจาคของ “โครงการแว่นแก้ว” ที่
    ตัวแทนยูบีซีทั่วประเทศ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ทุกสาขา ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ
    ทุกแห่ง และสำนักงาน กฟผ. ทั่วประเทศ

                   • โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารใดธนาคารหนึ่งดังต่อไปนี้
              1. ฝาก ณ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อย กฟผ.
                         บางกรวย เลขที่ 143-1-09768-3
              2. ฝาก ณ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางกรวย
                         เลขที่ 208-0-48188-6
              3. ฝาก ณ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกรวย
                          เลขที่ 277-2-33365-2
              4. ฝาก ณ ธนาคารไทยพานิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อย กฟผ.
                          บางกรวย เลขที่ 118-2-05944-2
                   
                   และขอความกรุณาส่งใบโอนเงินมายังหมายเลขโทรสาร
                                    0-2436-4894

                   • สั่งจ่ายเช็คในนาม “โครงการแว่นแก้ว”

   แค่น้ำใจเล็กน้อย…คุณก็ให้แสงสว่างแก่ชีวิตผู้ยากไร้และด้อยโอกาสได้แล้ว

              สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
             • ธนาคารแว่นตา โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)
                 52 หมู่ 2 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม 73210
                 โทร. (034) 325-456-69, 321-983 ต่อ 2101-2
                 E-mail : [email protected]

             • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 53 หมู่ 2
                 ถ.จรัญสนิทวงศ์ อ.บางกรวย นนทบุรี 11130
                 โทร. 0 2436 0000 กด 6
                 E-mail : [email protected] www.egat.or.th

              • กลุ่มบริษัทยูบีซี 118/1 อาคารทิปโก้ ถ.พระราม 6
                 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
                 โทร. 0 2615 9559 โทรสาร 0 2615 9119
                  www.ubctv.com

ขออนุโมทนาบุญครั้งนี้ด้วย  Kiss
บันทึกการเข้า

ColdMoney
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*

พลังน้ำใจ: 200
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12,622



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 27 กันยายน 2007, 23:04:23 »

ขอบคุณครับ  Cry
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2007, 13:50:02 »

ขุด ๆๆ  Smiley
บันทึกการเข้า

jane
หัวหน้าแก๊งเสียว
*

พลังน้ำใจ: 25
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,265



ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2007, 14:18:22 »



                   • โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารใดธนาคารหนึ่งดังต่อไปนี้
              1. ฝาก ณ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อย กฟผ.
                         บางกรวย เลขที่ 143-1-09768-3
              2. ฝาก ณ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางกรวย
                         เลขที่ 208-0-48188-6
              3. ฝาก ณ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกรวย
                          เลขที่ 277-2-33365-2
              4. ฝาก ณ ธนาคารไทยพานิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อย กฟผ.
                          บางกรวย เลขที่ 118-2-05944-2
                   
                   และขอความกรุณาส่งใบโอนเงินมายังหมายเลขโทรสาร
                                    0-2436-4894

แล้ว...ชื่อบัญชีอะไรคะ  Huh?
บันทึกการเข้า

jane
หัวหน้าแก๊งเสียว
*

พลังน้ำใจ: 25
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,265



ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2007, 14:31:32 »

โทรสอบถามมาแล้วนะคะที่หมายเลข 02-436-4864

ชื่อบัญชี "โครงการแว่นแก้ว" ค่ะ

เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเมื่อโอนแล้ว กรุณา fax ใบ pay in ไปให้ด้วยที่หมายเลข 02-436-4894

เค้าจะจัดส่งใบเสร็จรับเงินมาให้ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ค่ะ  Smiley
บันทึกการเข้า

คุณป้าขา
เจ้าแม่ปราบเกรียน
Administrator
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*

พลังน้ำใจ: 68
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,679



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2007, 16:52:59 »

ช่วยขุดจ้า  Kiss

ป้าก็เป็งหนึ่งแฟนคลับคุณ  journey  มีอะไรดีๆมาให้เสมอ  :Smiley
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #30 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2007, 21:41:44 »

บทลงโทษด้วยความรัก

วันหนึ่งเมื่อยังเด็ก
แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น
ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม
ขณะที่ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคา แพงของพ่อ
แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ

เมื่อพ่อเดินเข้ามาในห้อง
แอนดี้ก็ก้มหน้างุดและทำท่ากระสับกระส่าย
เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิด
แม้จากระยะไกล
ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้าหนังสือของพ่อ
และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองพ่อตาโตด้วยความ
หวาดหวั่นรอคอยที่จะถูกทำโทษ

พ่อหยิบหนังสือขึ้นมามอง
แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรสักคำ

หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก
หนังสือคือความรู้
และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคาแพง
แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก

สิ่งที่พ่อทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้นยอดเยี่ยมมาก
แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุแอนดี้
หรือแม้แต่ตำหนิความซุกซน
พ่อกลับนั่งลง
หยิบปากกาในมือแอนดี้ขึ้นมาถือไว้
แล้วก็เขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าหนังสือสะสมราคาแพงนั่นเสียเอง

พ่อเขียนที่ข้างๆ ลายเส้นที่แอนดี้ขีดว่า

"ภาษาของแอนดี้ เมื่ออายุสองขวบ"

ต่อไปนี้
ไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิด
พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ
ที่น่ารักและดวงตาที่สดใสของลูก
และจะขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเด็กน้อยคนนี้
มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ
ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมาย
เหมือนกับที่พี่ๆของลูกนำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อ
เหมือนกัน

ว้าว... ฉันคิด นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ?
นานๆครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้มาให้ลูกหลานของฉันขีดเขียนเล่น
ทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิกเหล่านั้น
ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น
พ่อได้สอนให้ฉันรู้ว่า…
อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง
ซึ่งนั่นก็คือ คนที่เรารัก ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ


ลองมองย้อนดูตัวคุณเอง ในแต่ละวัน
เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้อยู่เสมอ
เช่นคุณนั่งกินข้าวกับภรรยาอยู่ที่ร้านอาหาร
เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณ
แต่มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ
และคุณก็ทำสีหน้าที่ตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า
เดี๋ยว ผมเทเองก็ได้

นอกจากคำขอโทษที่เธอพร่ำบอก
น้ำตาใสๆก็เริ่มเอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน
และอาหารมื้อนั้นไม่มีรสชาติสำหรับเธอเสียแล้ว

แต่ถ้าคุณบอกกับเธอว่า ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก
เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้นมาใช้ครั้งใด
ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไป
ที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณ
และได้คิดถึงทุกครั้งว่าภรรยารักและเอาใจใส่ผมมาก เท่าใด
อยากปรนนิบัติเอาใจ (จนเทซอสหกใส่ผม)
แต่ว่าคราวหน้าออกมาทานข้าว
ผมจะเป็นคนเทซอสให้คุณมั้งล่ะ (ทีนี้ตาผมมั่ง)

รอยยิ้มจากหัวใจของเธอได้เริ่มโบยบินแล้ว
แค่นี้คุณก็ลงโทษเธอให้ระวังมากขึ้นแล้ว

สิ่งที่มีค่าต่อชีวิตคนเรานั้นไม่ใช่ นาฬิกาเรือนละแสน
หรือเนคไทเส้นละหลายๆพัน
แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจ
ที่คุณรู้ว่ามีใครคนหนึ่ง เฝ้ารัก
เฝ้าถนอมความรู้สึกคุณอยู่ตลอดเวลาต่างหาก
แล้วคุณล่ะ เคยลงโทษใครด้วยความรักหรือเปล่า

ได้อ่านบทความนี้แล้ว มีรู้สึกดี ๆ เลยนำมาให้อ่านกัน
หากใครเคยอ่านแล้วก็ไม่เป็นไรนะ

หากครั้งนี้ลองอ่านดูอีกครั้งแล้วพินิจด้วยใจ
บางครั้ง....เราอาจเคยตั้งคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่า
มนุษย์เรา ...เกิดมาเพื่ออะไร
บทความนี้อาจเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณ...ก็เป็นได้
ขอมอบบทความนี้ให้กับผู้มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ทุกท่าน
บันทึกการเข้า

*~เก้าคุง~*
สายตรวจเสียวบอร์ด
Moderator
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*****

พลังน้ำใจ: 136
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,097



ดูรายละเอียด
« ตอบ #31 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2007, 21:48:40 »

ชอบบทความของคุณ journey มากเลยครับ ดีมากเลย ผมชอบแบบที่เป็นนิทานอ่ะครับ เอามาลงเยอะๆ ีอกเลยครับ ชอบมาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 ตุลาคม 2007, 21:59:19 โดย *~เก้าคุง~* » บันทึกการเข้า
Sylar
ทีมงานแสงอุษา
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*

พลังน้ำใจ: 95
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,004



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #32 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2007, 21:51:04 »

ซึ้งมากมาย  Embarrassed
บันทึกการเข้า

jane
หัวหน้าแก๊งเสียว
*

พลังน้ำใจ: 25
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,265



ดูรายละเอียด
« ตอบ #33 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2007, 22:13:02 »

 Kiss Kiss Kiss
บันทึกการเข้า

sealinda
Moderator
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*****

พลังน้ำใจ: 65
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,872



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2007, 05:25:14 »

ซึ้งมั่กๆ อ่ะ  Cry Cry

คิดถึงพ่อเลย  Embarrassed
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #35 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2007, 21:41:28 »

คำพูดเปรียบดั่งยาพิษ


วาจาที่เป็นยาพิษ คนฟังมีสิทธิ์ฆ่าตัวตายได้
คำพูดมีอิทธิพลต่อคนเราอย่างมาก สามารถสร้างมิตรก็ได้ สร้างศัตรูก็ได้
หรือพูดแล้วทำให้คนฟัง รู้สึกดีมีความหวัง
หรือรู้สึกเจ็บปวดก็ได้อีกเช่นกัน บางครั้งอาจเจ็บลึกกว่าด้วยซ้ำ
เพราะเจ็บที่ใจย่อมลืมเลือนได้ยาก
และในความเป็นจริงแผลใจก็มักจะหายช้ากว่าแผลกาย
กว่าจะทำใจหรือลบเลือนออกไปได้ บางคนอาจให้เวลายาวนาน
ดังนั้น จะพูดจาอะไรก็ควรระมัดระวัง โดยเฉพาะกับคนที่อ่อนไหว
มีจิตใจเปราะบาง
คำพูดของคุณมีโอกาสที่จะทำร้ายความรู้สึกของเขาได้มากจนคุณอาจจะนึกไม่ถึงทีเดียว

อย่างคนที่มีประวัติเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้ว
จิตใจของเขาจะหวั่นไหวง่าย คำพูดที่ไม่ควรพูด
กับคนเหล่านี้อย่างเด็ดขาด คือ คำพูดในเชิงเย้ยหยันทำนองว่า
"ไหนเก่งจริงก็ต้องทำ (ฆ่าตัวตาย) ให้สำเร็จสิ"
ซึ่งเท่ากับเป็นการยั่วยุให้อีกฝ่ายลงมือฆ่าตัวตายซ้ำ

กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อมีคนพูดออกมาอย่างไม่คิดว่า
"ที่เคยฆ่าตัวตายไม่เห็นจะตายจริงเลย" อีกฝ่ายก็โต้กลับทันควันว่า
"เดี๋ยวจะทำให้ดู" จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งห้อยขาอยู่บนระเบียงตึกสูง ๆ
เป็นที่น่าหวาดเสียวของผู้พบเห็น
โชคดีที่มีคนช่วยเกลี้ยกล่อมให้เลิกล้มความคิดที่จะกระโดลงมาก
ไม่อย่างนั้นก็คงกลายเป็นโศกนาฏกรรมอีกราย

วาจาที่เป็นยาพิษอีกแบบหนึ่ง คือ การพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
ไม่เป็นที่ต้องการของใคร ๆ เช่น แม่ที่พูดกับลูกด้วยอารมณ์โกรธว่า
"อยู่ลำบากนักก็ไปตายเสีย" หรือ "อยู่ไปก็รังแต่จะทำให้
คนอื่นเดือดเนื้อร้อนใจ"

กรณีดังกล่าวมีจริง ๆ มีเด็กคนหนึ่งกินยาเพื่อฆ่าตัวตาย
หลังจากช่วยชีวิตไว้ได้แล้ว จิตแพทย์ได้เข้ามาพูดคุย และพบว่า
ทุกครั้งที่แม่ของเด็กคนนั้นโกรธขึ้นมา
แม่ก็จะพูดประชดให้ลูกไปกินยาตายเสีย และปรากฏว่าลูกก็ทำจริง ๆ

เป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าพลั้งเผลอพูดอะไรออกไปโดยไม่ยั้งคิด
แล้วทำให้อีกฝ่ายถึงกับคิดสั้น
เพราะตัวผู้พูดเองก็คงหนีไม่พ้นความรู้สึกผิดที่จะติดฝังอยู่ในในนานเท่านาน
ดีไม่ดี อาจทำให้สุขภาพจิตเสียไปอีก

ดังนั้นต่อจากนี้ไป ขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันระมัดระวังคำพูดให้มาก ๆ
โดยเฉพาะวาจาทั้งสองแบบข้างต้น
ซึ่งจัดเป็นคำพูดอันตรายที่สามารถผลักดันให้คนลงมือฆ่าตัวตายได้

และเมื่อใดก็ตาม ที่มีการพยายามฆ่าตัวตายเกิดขึ้น โปรดอย่ามองว่าเขาทำ
เพื่อเรียกร้องความสนใจเลย เพราะการที่ใครสักคนพยายามทำร้ายตัวเอง
นั่นหมายถึง เขาส่งสัญญาณร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากในขณะนั้น
เขากำลังมีความทุกข์ใจแสนสาหัส จนไม่สามารถช่วยตัวเองได้
เขากำลังอยู่ในความสับสนระหว่างความรู้สึกอยากตายและอยากที่จะมีชีวิตอยู่
เสมือนกับคนที่ กำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง
ถ้ามีใครสามารถช่วยทำให้เขามีความหวังเกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งได้
เขาก็พร้อมจะเลือกการมีชีวิตอยู่ต่อไป
บันทึกการเข้า

journey
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 33
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 253



ดูรายละเอียด
« ตอบ #36 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2007, 22:32:03 »

เข็มฉีดยา ผู้น่าสงสาร (นิทานเด็ก)
หมายเหตุ เอาไว้เล่าให้ลูกๆ ฟัังตอนจะพาไปฉีดยาละกัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นในห้องเก็บยาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

“เข็ม...เธอเป็นอะไรไป ทำไมมานั่งเข็มคดเข็มงออยู่ที่นี่ล่ะ” ยาน้ำเชื่อมเอ่ยถามเข็มฉีดยาที่ทำเข็มงอๆงอนๆก้านสูบเคลื่อนที่ขึ้นลงในหลอดแสดงอาการกระฟัดกระเฟียด

“ฮึ...ก็ฉันเนี่ยน้อยใจมากเลย ว่าทำไมเด็กๆถึงจงเกลียดจงชังฉันเหลือเกิน” เข็มฉีดยาตอบแล้วงอนเข็มต่อ

“โถ...อย่าคิดมากเลย เราทำตัวเป็นประโยชน์ต่อพวกเด็กๆนะ” ยาน้ำเชื่อมปลอบใจต่อ

“แหม...ก็เราไม่ได้หวานอร่อยลิ้นเหมือนเธอนี่ เด็กๆเขาถึงจะชอบ จะได้ไม่ต้องคิดมาก”

“ไม่ใช่อย่างนั้น เราหมายถึงว่า เธอน่ะมีความสำคัญต่อพวกเขามากจริงๆ ถ้าคุณหมอไม่เอาแม่วัคซีนที่แสนจะโด่งดัง ใส่เข้าไปในตัวเธอก่อน พวกวัคซีนก็ไม่มีทางเข้าไปในสายเลือดของเด็กๆได้หรอก” ยาน้ำเชื่อมนี้หวานทั้งรส หวานทั้งคำพูดเชียว

“คิดๆไปก็น่าแปลกนะ เมื่อก่อนพวกยาน้ำอย่างเธอน่ะ ทั้งขมทั้งเหม็น ไม่มีเด็กคนไหนอยากเข้าใกล้ เดี๋ยวนี้ กลับทั้งหอมทั้งหวาน สีสันก็สดใสล่อใจพวกเด็กๆจนต้องอ้าปากรอเชียว

แต่ตัวฉันสิ เคยเป็นปีศาจร้ายมาเนิ่นนาน มาถึงวันนี้ ก็ยังเป็นที่น่ารังเกียจอยู่ตลอดไป”

ว่าแล้ว เข็มฉีดยาก็ทำหน้าย่นต่อ ตัวเลขและขีดบอกระดับบนหลอดก็ยับย่นตามไปด้วยมองเห็นเป็นเส้นเบี้ยวๆลายพร้อยไปทั่วตัว

วัคซีนโปลิโอโผล่เข้ามาทำหน้าล้อเลียน

“ว่าไงจ๊ะ พ่อเข็มสังคมรังเกียจ อย่างนายน่ะไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวฉันหรอก คุณหมอน่ะเขาใช้หยอดฉันทางปากให้เด็กกินแล้ว ดูสิ ฉันไม่ทำให้เด็กๆต้องเจ็บตัว แล้วยังช่วยป้องกันโรคร้ายอีกด้วย ฮิ...ฮิ”

เมื่อถูกแหย่ซ้ำเติม เข็มฉีดยาก็ก้มเข็มลงงุดๆ ก้านสูบเลื่อนขึ้นลงส่งเสียงฟืดฟาด แสดงการกระฟัดกระเฟียด ในใจยิ่งกลัดกลุ้ม และอึดอัดเข้าไปใหญ่

บรรดาวัคซีนทั้งหลาย ทั้งวัคซีนป้องกันวัณโรค ตับอักเสบบี คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และวัคซีนยอดนิยมอีกหลายตัวต่างก็รุมกรีดกรายมองเข็มฉีดยาด้วยสายตาเย้ยหยัน พวกเธอเห็นเข็มฉีดยาเป็นเหมือนทางผ่าน จึงพูดเยาะเย้ยเข็มฉีดยากันใหญ่

“เธอมันก็แค่ทางผ่านของพวกฉันเท่านั้น เมื่อเด็กๆได้รับพวกฉันเข้าไปแล้ว พวกเขาก็จะมีภูมิคุ้มกัน ทำให้พวกฉันได้รับการยกย่องว่าทำให้เด็กๆมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนเธอน่ะเหรอ ส่วนที่เป็นเข็มก็ต้องถูกโยนทิ้ง กลายเป็นวัตถุอันตราย ยิ่งเดี๋ยวนี้มีเรื่องโรคเอดส์ระบาดอีกด้วย ก็เพราะเธอนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนติดเชื้อเอดส์กัน ไม่ไหวเลยเนี่ย เธอไปให้ไกลๆพวกเราเถอะ เดี๋ยวจะพาเอาเชื้อโรคมาแพร่อีก ยี้...ไป...ไป....ไป”

พวกยาเม็ดพลอยผสมโรงอีกด้วย เพราะอยู่ในกลุ่มยาที่เด็กๆไม่ได้เกลียด ไม่ได้กลัว เหมือนที่เห็นเข็มฉีดยา จะมีแต่ยาน้ำเชื่อมผู้อ่อนหวานเท่านั้นที่เห็นใจเข็มฉีดยาจริงๆ

คราวนี้ เข็มฉีดยาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาทางท่อปลายเข็มด้วยความอัดอั้นตันใจ

เสียงโห่ไล่ยังดังขึ้นรอบๆจากพวกที่ถือว่าเป็นดารายอดนิยมที่คุณหมอทั่วโลกต้องใช้กับเด็กๆ และเป็นดาวค้างฟ้าเสียด้วยสิ

เข็มฉีดยากระบอกเล็กหันไปหาเข็มฉีดยากระบอกโตผู้เป็นพ่อที่ยังหนักแน่น ไม่หวั่นไหว กับเสียงโห่ฮา เขายังคงยืนหยัดตั้งเข็มและกระบอกตรงด้วยความมั่นคง

“พ่อครับ...พ่อได้ยินทั้งหมดแล้วใช่มั้ยครับ ทำไมเรื่องอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นกับพวกเรานะ ดูสิ พอเด็กๆรู้ว่าจะถูกฉีดยา ก็จะร้องไห้ราวกับว่าโลกจะแตก พวกเขาเกลียดกลัวพวกเรามาก ทั้งๆที่ปลายเข็มเล็กนิดเดียว แค่เจ็บเหมือนมดกัด พวกเขาก็มีภูมิคุ้มกันไปตั้งนาน ทำให้ไม่ต้องมีโรคภัยไข้เจ็บมาคุกคาม ซึ่งอาจจะเจ็บปวดและทรมานมากกว่าหลายเท่านัก แล้วดูสิครับ เราได้อะไรเป็นการตอบแทนบ้าง มีแต่จะถูกดูหมิ่น และว่าร้ายมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

“เข็มเล็กลูกรัก...เราถูกสร้างขึ้นมาเป็นเข็มฉีดยา เราก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองต่อไป ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พวกวัคซีนต่างหากที่จะต้องมีสำนึกว่า ถ้าไม่มีเรา พวกเขาก็เหมือนกับของเหลวที่ไม่มีประโยชน์อะไร”

เข็มฉีดยากระบอกโตพูดต่อว่า

“พ่ออยากให้ลูกภูมิใจในหน้าที่ของเรามากกว่า ว่าถึงแม้เราเป็นแค่ทางผ่านของพวกวัคซีน เราก็ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆมานานหลายร้อยปีแล้ว เราห้ามเด็กๆไม่ให้รู้สึกเจ็บจี๊ดไม่ได้ และพวกเขาก็ยังไม่รู้คุณค่าของเรา เพราะพ่อแม่พามาฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว เขาจึงไม่เป็นโรค

แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งที่พวกเขาไม่ได้ถูกฉีดยา และถูกโรคร้ายรังแก พวกเขาจึงจะรู้ว่าการมีโรคภัยไข้เจ็บนั้น ต้องใช้เวลารักษาที่นาน และยุ่งยากกว่า และเขาก็จะเจ็บปวดและทรมานมากกว่าการที่ยอมเจ็บเพียงจิ๊ดเดียว

และที่สำคัญ เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และมีลูกมีเต้าบ้าง เขาก็จะรู้ว่าการฉีดวัคซีนเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเด็กๆ พ่อแม่ยอมให้ลูกร้องไห้เพราะถูกฉีดยาแป๊บเดียว ดีกว่าพ่อแม่จะต้องร้องไห้เสียใจ และสงสารลูกที่ไม่สบายทีหลังเพราะไม่ได้รับวัคซีน”

เข็มฉีดยากระบอกเล็กผงกเข็มแสดงว่าเข้าใจ ในใจคิดว่า
“อยากให้เด็กๆเข้าใจเราอย่างนี้จังเลย ว่าการเกลียดกลัวเรานั้น ไม่เป็นผลดีต่อพวกเขาเลย แล้วเราก็ไม่ควรจะน้อยใจอีกต่อไป”

คิดได้อย่างนั้นแล้ว เข็มฉีดยากระบอกเล็กก็หันไปเต้นระบำกับยาน้ำเชื่อมอย่างสบายใจ
บันทึกการเข้า

seven
Verified Seller
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 44
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 407



ดูรายละเอียด
« ตอบ #37 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2007, 22:55:56 »

ซึ้งกินใจมาก ๆ ค่ะ เสียน้ำตาไปหลายแหมะ เป็นกำลังใจที่ดี สู้ ๆ ต่อไป ขอบคุณค่ะ Sad
บันทึกการเข้า

sealinda
Moderator
เจ้าพ่อบอร์ดเสียว
*****

พลังน้ำใจ: 65
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,872



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #38 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2007, 12:10:45 »

คำพูดเปรียบดั่งยาพิษ


ขอบคุณค่ะ

หลายคน ก่อนพูดอะไรก้อไม่ค่อยได้คิดจริงๆ และลืมคิดว่า คำพูดเพียงนิดเดียว มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ขนาดไหน
เอเองก้อเคยพูดไม่คิด จนผลเสียร้ายแรง มันเกินกว่าที่เราจะรับผิดชอบไหว   Cry  จนตอนนี้ไม่เอาแล้วอ่ะ ก่อนพูดต้องคิดแล้วคิดอีก
บันทึกการเข้า

beginner
ก๊วนเสียว
*

พลังน้ำใจ: 16
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 457



ดูรายละเอียด
« ตอบ #39 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2007, 15:49:02 »

 Kiss ทำความดี หมั่นปฏิบัติธรรม(บ้าง)
ทำสมาธิ เพื่อให้จิตใจสงบ

ขอบคุณที่เอาสิ่งดี มาให้อ่านจ่ะ
บันทึกการเข้า

<- - - - - - - - - - - - - >
เขา มีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
Visit My Blog!
ขายดี
usa
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 15   ขึ้นบน
พิมพ์