อะไรคือ สิ่งที่มีความหมายในชีวิตของคุณ.... (journey)

เริ่มโดย journey, 12 กรกฎาคม 2007, 00:17:43

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

แอร๊ยยยๆๆๆ

บทลงโทษด้วยความรัก<<<<<<< อ่านแล้วซึ้งมากๆ  :'(

journey

ไม่ยุติธรรมเลย


...พี่น้องสองคน คนพี่แต่งงานแล้ว คนน้องเป็นโสด
ทั้งสองร่วมกันเป็นเจ้าของที่นามรดกร่วมกัน ผลิตข้าวได้ปีละมากๆ
พี่น้องก็แบ่งกันคนละครึ่ง

ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีทุกปี
จนในกลางดึกของคืนหนึ่งพี่ชายคนที่แต่งงานแล้ว
สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกันฉุกคิดว่า "ไม่ยุติธรรมเลยน้องข้ายังไม่ได้แต่งงาน
แต่เขาได้ข้าวครึ่งหนึ่ง ส่วนข้ามีภรรยาและลูกอีกตั้งห้าคน
เวลาแก่ตัวข้าก็จะมีลูกคอยดูแล แต่ใครจะดูแลน้องชายข้าตอนที่เขาแก่ล่ะ
เขาควรจะได้ส่วนแบ่งมากกว่า เพื่อจะได้มีเงินเก็บไว้ใช้ยามแก่ชรามากขึ้น"

คิดดังนั้นแล้วพี่ชายก็บรรทุกข้าวของตนใส่เกวียนจนเต็มเพื่อแอบเอาไปเทใส่ยุ้งของน้องชาย

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฝ่ายน้องชายก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเช่นกัน และรำพึงกับตนเองว่า
"มันไม่ยุติธรรมเลย พี่ชายของข้ามีภรรยาและลูกอีกตั้งห้าคนแต่เขากลับได้ส่วนแบ่งแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ควรหรือที่ข้าจะได้รับผลผลิตเท่ากันกับเขา ในเมื่อข้ามันก็ปากเดียวท้องเดียว ไม่มีใครที่ข้าจะต้องดูแล"

เขาจึงลุกขึ้นจากเตียง ขนข้าวใส่เกวียนจนเต็ม เพื่อมุ่งไปยังยุ้งฉางของพี่ชาย

เกวียนของทั้งสองคน มาพบกันกลางทางพอดี!

ความมีน้ำใจงามของทั้งสองฝ่ายเป็นที่กล่าวขานไปในหมู่ชาวบ้าน
ภายหลังเมื่อจะมีการสร้างวัดขึ้นในหมู่บ้านนั้น
ชาวบ้านทั้งหลายต่างมีมติให้สร้างวัด ณ จุดที่พี่น้องคู่นั้นมาพบกันพอดี
เพื่อระลึกถึงความดีของทั้งคู่  :)

journey

หย่าร้างอย่างไรไม่ให้กระทบใจลูก
ปัจจุบันการหย่าร้างเป็นปรากฏการณ์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ที่มีอยู่มากในสังคมทั้งการหย่าร้างกันอย่างเป็นทางการที่ถูกต้องตามกฎหมาย
และหย่าร้างในทางพฤตินัยกล่าวคือ

ทั้งคู่สามีภรรยาแม้ยังมิได้จดทะเบียนหย่ากันอย่างเป็นทางการแต่แยกกันอยู่อย่างเด็ดขาดหรือบางคู่ยังอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
แต่ต่างคนต่างอยู่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์และไม่ดูแลเอาใจใส่กันเลยก็พบอยู่ในสังคมไม่น้อยการมีคู่ครองที่สามารถปรับตัวอยู่ด้วยกัน
ด้วยความรักความเข้าใจเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ครอบครัวมีความอบอุ่นแต่คู่ครองบางคู่ไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ พยายามเท่าไหร่แล้วก็ยังไม่ดีขึ้นจึงตัดสินใจหย่าร้างกัน

บทความที่เขียนในครั้งนี้ไม่ได้ประเมินว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เพราะเหตุปัจจัยของการครองคู่หรือการหย่าร้างนั้นมักมีสาเหตุหลายประการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว ปัญหาด้านบุคลิกภาพของคู่ครอง การทำร้ายซึ่งกันและกัน ปัญหาเรื่องเพศไม่สมดุลกัน ปัญหาจากสิ่งเสพติดเช่น สามีดื่มสุราจัด ปัญหาการพนัน

ปัญหาการปรับตัวเข้ากันไม่ได้กับญาติของคู่ครอง บางรายก็มีปัญหาหลายอย่างผสมผสานกันแต่ไม่ว่าท่านจะหย่าร้างกันด้วยสาเหตุใดก็ตามขอฝากข้อคิดแก่คู่ครองที่หย่าร้างกันไว้ 5 ประการ เพื่อจะได้ช่วยลดผลกระทบด้านจิตใจของลูกให้เป็นสุข ดังต่อไปนี้

1. รักษาความเป็นเพื่อน เมื่อตัดสินใจหย่าร้างกันแล้วทั้งสองฝ่ายควรพยายาม มองข้อดีของกันและกันให้ได้ว่าแต่ละฝ่ายยังมีคุณงามความดีอะไรบ้างที่จะสามารถดำรงความเป็นกัลญาณมิตรต่อกันได้ อาจทำได้ยากในช่วงแรกแต่เมื่อพยายามมองด้านดีเรื่อยๆ จะสามารถทำได้ในที่สุด เพราะเมื่อดำรงความเป็นเพื่อนต่อกันได้ก็อาจสามารถจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ตามอัตภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอื้ออำนวยต่อการร่วมดูแลลูกสำหรับคู่หย่าร้างที่มีบุตรด้วยกัน

2. ลูกไม่ใช่ลูกบอล กล่าวคือ คู่หย่าร้างที่มีบุตรด้วยกันจำนวนไม่น้อยเมื่อหย่าร้างกันแล้วมักจะแย่งลูกกัน ทั้งการฟ้องร้อง กีดกัน กักกันเหมือนเด็กเป็นฟุตบอล ความรู้สึกของลูกส่วนใหญ่ต้องการอยู่กันพร้อมหน้าทั้งพ่อแม่ลูก เมื่อมีการแย่งชิงกันเกิดขึ้นด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่มักจะทำให้ลูกรู้สึกร้าวรานใจกับการแย่งชิง

ดังนั้นทางที่ดีทั้งพ่อและแม่ควรทำให้ลูกรู้สึกว่าทั้งพ่อและแม่ยังรักและห่วงใยลูกสามารถจะไปมาหาสู่
หรืออยู่กับพ่อหรือแม่เมื่อไหร่ก็ได้แม้ชีวิตส่วนใหญ่ลูกอาจต้องอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตามโปรดอย่าลืมว่า
ลูกไม่ใช่ลูกบอลที่ทั้งพ่อและแม่ต่างคนต่างโยนหรือแย่งกันอุตลุดเพื่อเป็นเครื่องมือในเกมส์หย่าร้างของคุณ

3. ลูกของเรา ไม่ใช่ลูกฉันลูกเธอ คู่หย่าร้างบางคู่มักใช้ลูกเป็นเครื่องมือต่อรองหรือแบ่งลูกกันเลี้ยง เช่น มีลูกสองคนคนโตอยู่กับพ่อคนเล็กอยู่กับแม่ทั้งๆที่ลูกไม่พึงพอใจและไม่สบายใจเลย ไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เพราะลูกไม่ใช่ขนมเค้กที่จะตัดแบ่งกันโดยไร้ความรู้สึกโอกาสอยู่ด้วยทั้งพ่อทั้งแม่นั่นแหละ

อยากอยู่กับใครก็อยู่ได้สบายใจไม่ว่าจะอยู่กับพ่อหรือแม่ก็ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขายังได้รับความรักความอบอุ่นจาก
ทั้งพ่อและแม่เช่นเคยเพราะการหย่าร้างเป็นคู่กรณีของคู่สามีภรรยาไม่ใช่อย่าร้างจากความเป็นพ่อแม่ลูก

4. ลูกไม่ใช่เครื่องมือสื่อสารความเลวร้ายของพ่อแม่ คู่หย่าร้างบางคู่เมื่อหย่าร้างกันแล้วมักใช้ลูกเป็นเครื่องมือสื่อสารความเลวร้ายของทั้งสองฝ่ายกล่าวคือเมื่ออยู่กับพ่อ พ่อ ก็จะพูดถึงความเลวร้ายของแม่ให้ลูกฟัง
เมื่อลูกอยู่กับแม่ แม่ก็พูดแต่ความเลวร้ายของพ่อให้ลูกฟังต่างคนต่างพูดเอาความ ดีใส่ตัวเองหวังจะให้ลูกรักและชื่นชม แต่ผล ลัพธ์ที่จะได้คือลูกจะไม่ชื่นชมทั้งพ่อและแม่นั่นแหละ เพราะฟังแต่เรื่องเลวๆ ของทั้งสองฝ่าย
อาจส่งผลให้ลูกไม่อยากอยู่ด้วยทั้งพ่อและแม่เลยก็ได้ และอาจทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาอีกมาก ดังนั้นเมื่อหย่าร้างกันทั้งพ่อและแม่ควรพูดถึงแต่ความดีของแต่ละฝ่ายให้ลูกฟังเพราะเด็กทุกคนต้องการรู้เห็นพ่อแม่ในเรื่องที่ดีและชื่นชม เสมอ

5. โอกาสสำคัญของลูกควรกลับมาร่วมกิจกรรม ลูกเปรียบเสมือนกาวใจของพ่อแม่และลูกปกติทุกคนรักทั้งพ่อและแม่และต้องการเห็นทั้งพ่อและแม่อยู่ด้วยในโอกาสสำคัญของเขา เช่น วันคล้ายวันเกิด วันสำเร็จการศึกษา วันบวช วันแต่งงานหรืออื่นๆอีกมากมาย เพราะโอกาสสำคัญที่แต่ละครอบครัวให้
ความหมายและความสำคัญนั้นต่างกัน

การมาร่วมงานในโอกาสสำคัญของลูกนอกจากจะช่วยให้ลูกมีความ ภูมิใจแล้ว ยังแสดงถึงความมีสัมมาทิษฐิที่มีอยู่ในหัวใจของคู่หย่าร้างที่เป็นพ่อแม่ทั้งคู่ได้เป็นอย่างดีข้อเสนอแนะทั้ง 5 ประการ ดังกล่าวอันประกอบด้วยเมื่อต้องการหย่าร้างควรพยายามรักษาความเป็นเพื่อนต่อกันไว้ ไม่แบ่งแย่งลูกกันไม่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือต่อรองแบ่งกันว่าลูกฉันลูกเธอไม่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือสื่อสารความเลวร้ายของกันและกัน
และเมื่อถึงโอกาสสำคัญของลูกทั้งพ่อและแม่ควรกลับมาร่วมงานของลูกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นต่อ
สุขภาพจิตครอบครัวโดยเฉพาะลูก

แม้เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายนักแต่ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะการปฏิบัติทั้ง 5 ประการดังกล่าวเป็นหลักการสำคัญเบื้องต้นที่จะช่วยลดผลกระทบทางด้านจิตใจของลูกได้ในที่สุด.


journey

กาแฟ หรือ ถ้วยกาแฟ?
วันหนึ่ง ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งน็อตเทรอะดามกลุ่มหนึ่งกลับไปเยี่ยมสถาบัน
ไม่ช้าวงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียดในเรื่องการทำงานและปัญหาชีวิต

แล้วอาจารย์ก็เสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า
อาจารย์เดินเข้าไปในครัวและออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟแบบต่างๆ
บ้างเป็นถ้วยกระเบื้อง บ้างเป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว
โดยบางใบเป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบสวยวิจิตรสูงค่า

อาจารย์บอกให้ลูกศิษย์แต่ละคนจัดการการดื่มกาแฟร้อนๆ กันเอาเอง
และเมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคนแล้ว
อาจารย์ก็กล่าวว่า.....
ลองสังเกตุดูกันหรือเปล่าว่า ถ้วยสวยๆ แพงๆ ถูกเลือกไปหมด
เหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก เป็นเรื่องปกตินะที่พวกเราต่างก็มักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง
ซึ่งนี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายแหล่ในชีวิต

ในขณะที่สิ่งที่พวกเราต้องการแท้จริงแล้วคือกาแฟไม่ใช่ถ้วยกาแฟ
แต่จิตสำนึกกลับนำพาเราไปเลือกที่ถ้วยและมิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย

หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคมก็คือถ้วยใส่กาแฟ
มันเป็นเพียงเครื่องมืออุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา
มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิตเปลี่ยนไป

บางครั้ง.........การมัวไปเพ่งเล็งที่ถ้วยใส่กาแฟก็ทำให้เราลืมที่จะใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ

เมื่อเช้านี้ถ้วยกาแฟ เอ๊ะ ไม่ใช่สิ กาแฟของคุณรสชาติเป็นยังไง?

journey

ปรัชญาพุทธกับคนรัก(ที่ไม่รักเรา)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

มีหญิงสาวคนหนึ่งผิดหวังในรักเนื่องจากคนรักของตนได้มาทิ้งไป

จึงกำลังจะฆ่าตัวตาย

ขณะนั้นเองมีพระธุดงส์รูปหนึ่งผ่านมาพบเข้า

จึงได้กล่าวให้สติกับสีกา ว่า "โยมจะทำอะไรรึ"

หญิงสาว "อิชั้นจะฆ่าตัวตายเพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม มีแฟนๆ
ก็มาทิ้งไปเจ้าค่ะ"

หญิงสาวตอบ พระธุดงส์จึงได้เทศนาให้หญิงสาวฟังว่า

"เหตุใดโยมจึงต้องเสียใจเล่าในเมื่อคนที่ควรจะเสียใจควรจะเป็นแฟนของโยมสิ"

หญิงสาวหยุดคิดและถามกลับไปด้วยความสงสัยว่า"ทำไมล่ะเจ้าคะ"

พระธุดงส์ตอบว่า"ในเมื่อโยมมิได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญไปเลยน่ะสิ"

หญิงสาวตั้งใจฟังพระธุดงส์แล้วก็ตอบกลับไปว่า

"ไม่จริงหรอกค่ะดิชั้นสูญเสียแฟนอันเป็นที่รักยิ่งไปนะเจ้าค่ะ"

พระธุดงส์ตอบ"โยมได้สูญเสียคนที่มิได้รักและห่วงใยโยมซึ่งจะมีค่าอันใด

แต่แฟนโยมซิที่สูญเสียคนที่รักและห่วงใยเค้าเช่นโยม

ใครควรจะเสียใจกว่ากันล่ะโยม"



journey

อย่ามองข้าม เรื่องเล็กๆ


"อย่าปล่อยให้ความรู้สึกไม่พอใจ ไม่สบายใจค้างคาอยู่ในใจข้ามวันข้ามคืน
ไม่ว่าจะเป็นสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนร่วมงาน เพื่อนใจหรือเพื่อนคู่ชีวิต"

"ในแต่ละวันเราอาจไม่รู้ตัวเวลาทำให้คนอื่นระคายเคืองใจ การทักทาย
ชักชวนพูดคุยอย่างที่นักให้การปรึกษาเรียกว่า small talk
หรือการร่ำลาและพูดแสดงน้ำใจก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
ก็จะช่วยเคลียร์ใจของทุกฝ่าย ให้พร้อมที่จะมาร่วมงานกันในวันรุ่งขึ้น"

หลายปีมาแล้ว มีเพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามา
เธอเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี ให้ความร่วมมือและพร้อมที่จะเรียนรู้
อยู่ต่อมาก็สังเกตว่า เมื่อถึงเวลาเลิกงานเธอจะเข้าไปหาเพื่อนๆ
และพี่ๆ ที่ทำงานร่วมกัน แล้วถามว่ามีงานด่วนอะไรให้ช่วยทำบ้างไหม
ถ้าไม่มีเธอก็จะสวัสดี และบอกว่าพรุ่งนี้พบกันใหม่
เป็นกิจวัตรที่เธอทำอยู่ทุกวัน

เคยถามเธอว่าทำไมต้องบอกสวัสดีกันทุกเย็น
เธอตอบว่าในแต่ละวันที่เราทำงานร่วมกับคนอื่นๆ
อาจมีบางเวลาที่เราทำให้ใครบางคนระคายเคืองใจโดยไม่รู้ตัว
เช่น พูดของเราอาจทำให้ใครสักคนรู้สึกไม่สบายใจ
หรือท่าทีของเราอาจไปกระทบกระเทือนความรู้สึกของใครบางคน
ดังนั้น ก่อนกลับบ้านเราควรพูดคุยทักทายกับคนที่เราทำงานด้วย
เพื่อเป็นการเคลียร์ใจและเท่ากับเป็นการทำให้เขารู้สึกว่า
เราไม่มีอะไรคลางแคลงใจหรือกินใจต่อกัน

ถ้าจะมีอะไรติดค้างอยู่ ท่าทีและคำพูดดีๆ ของเราที่แสดงต่อเขา
ก็จะช่วยชำระล้างตะกอนให้หมดไปจากใจได้บ้างไม่มากก็น้อย

ฟังแล้วเป็นเหตุผลที่เข้าที และตรงกับหลักการรักษาสัมพันธภาพที่บอกว่า
อย่าปล่อยให้ความรู้สึกไม่พอใจ ไม่สบายใจค้างคาอยู่ในใจข้ามวันข้ามคืน
ไม่ว่าจะเป็นสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนร่วมงาน เพื่อนใจหรือเพื่อนคู่ชีวิตก็ตาม
เพราะถ้าปล่อยให้ความรู้สึกที่ไม่ดีติดคาใจนานๆ
ก็เปรียบเสมือนเวลาเราเช็ดถูบ้านแล้วไม่เคยเช็ดถูพื้นใต้โต๊ะหรือใต้ตู้เลย
แต่ปล่อยให้เศษผงฝุ่นละอองกองทับถมเป็นเดือนเป็นปี
พอยกโต๊ะยกตู้ขึ้นพื้นก็เต็มไปด้วยฝุ่นผงดำสกปรกอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถ้าทำความสะอาดบ่อยๆ ฝุ่นก็จะไม่จับ
เหมือนใจที่ได้รับการเคลียร์ให้ปลอดโปร่งอยู่เสมอ

โดยทั่วไป เราทุกคนจะรู้ซึ้งอยู่ในใจถ้ามีใครทำให้ไม่สบายใจ
แต่เราอาจไม่รู้ตัวเวลาทำให้คนอื่นระคายเคืองใจ
หลายครั้งที่มีคนมาปรึกษาถึงความรู้สึกเจ็บปวดจากท่าทีของเพื่อนร่วมงาน
ซึ่งเท่ากับย้ำให้เห็นว่าเราควรย้อนกลับมาดูตัวเองให้มากว่า
ในแต่ละวันเราทำให้ใครรู้สึกกระทบกระเทือนใจบ้าง
และน่าจะลองใช้วิธีการเคลียร์ใจก่อนกลับบ้าน

อย่างน้อยถ้าคิดไม่ออกจริงๆ หรือแต่ละวันมันยุ่งนัก
จนลืมไปหมดแล้วว่าวันนี้เราทำอะไร พูดอะไรไปบ้าง
การทักทาย ชักชวนพูดคุยอย่างที่นักให้การปรึกษาเรียกว่า small talk
หรือการร่ำลาและพูดแสดงน้ำใจก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
ก็จะช่วยเคลียร์ใจของทุกฝ่าย เป็นการเตรียมใจให้พร้อม
ที่จะมาร่วมงานกันในวันรุ่งขึ้นอย่างกระจ่างใสและปลอดโปร่งใจ

journey

พ่อค้ากับเจ้าลาน้อย

ชายหนุ่มคนหนึ่งคิดว่าจะหันมาทำอาชีพค้าขาย ดังนั้นเขาจึงไปซื้อลามาตัวหนึ่ง เพื่อใช้บรรทุกสินค้า แต่เพราะทุนน้อย เขาจึงได้ลาตัวไม่โตนัก เมื่อได้ลามาแล้วชายหนุ่มจึงขี่ลาออกเดินทางไปหาซื้อสินค้ายังอีกเมืองหนึ่ง เพื่อมา ขายที่หมู่บ้านของตัวเอง ที่เมืองนั้นมีสินค้าหลายชนิด และยังมีราคาถูกด้วย ชายหนุ่มเดินเลือกหาสินค้ามากมาย เจ้าของร้านค้าบอกว่าหากซื้อจำนวนมากๆก็จะลดราคาให้อีกด้วย ชายหนุ่มจึงคิดว่า

"ถ้าเราซื้อสินค้าพวกนี้ไปมากๆ เราก็จะยิ่งได้ราคาถูก แล้วเราก็จะขายได้กำไร งาม แถมยังไม่ต้องเสียเวลามาซื้อบ่อยๆอีกด้วย"

เมื่อเขาคิดคำนวณเงินที่มีอยู่แล้ว เห็นว่าเงินที่มีอยู่น้อยนั้น จะสามารถจะซื้อสินค้าได้มากทีเดียว เขาจึงตัดสินใจใช้เงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ ซื้อสินค้าหลายชนิด จำนวนมาก

ชายหนุ่มขนสินค้าทั้งหมดบรรทุกบนหลังลาตัวน้อย แล้วออกเดินทางกลับมา ยังหมู่บ้านของตนด้วยความร่าเริง พลางก็คิดถึงเรื่องกำไรที่ตัวเองจะได้ไปตลอดทาง เขาจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถขี่ลากลับได้ แล้ว เพราะบนหลังลาเต็มไปด้วยสินค้า

เดินมาได้สักพักใหญ่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเจ้าลาตัวน้อยเดินช้าลงกว่าเดิม เขาจึงเอาไม้เฆี่ยนตีให้มันเดินเร็วขึ้น เพราะกลัวว่าจะถึงช้าและเสียเวลาค้าขาย

เจ้าลาน้อยเดินเร็วขึ้นได้ไม่นาน ก็กลับช้าลงเหมือนเดิม ชายหนุ่มก็เอาไม้มาเฆี่ยนตีอีก พร้อมกับดุด่าไปตลอดทาง แม้ว่าจะเดินมาได้ครึ่งวันแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมหยุดพักเลย ฝ่ายลาน้อยแม้จะโดนเฆี่ยนตี แต่มันก็ไม่สามารถจะเดินได้เร็วดังที่นายของมันต้องการ ตรงกันข้ามมันกลับยิ่งเดินช้าลงๆๆๆเรื่อยๆ เพราะน้ำหนักที่มันแบกรับไว้นั้นมากเกินไป

ในที่สุดเจ้าลาน้อยก็หยุดเดิน ขาของมันค่อยๆทรุดลงจนกระทั่งมันล้มกลิ้งลง จากเนินเขาไปสู่เหวเบื้องล่างพร้อมกับสินค้ามากมายบนหลังของมัน พ่อค้าหนุ่มตกตะลึง ไม่สามารถช่วยลาของตนได้ เขายืนมองลากับสินค้าที่ลอยละลิ่วลงไปอย่าง รวดเร็ว

......
โบราณว่าไว้ "โลภมากมักลาภหาย" เพราะคนโลภมักจะเต็มไปด้วยกิเลส อยากได้อยากมีมากๆ โดยไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนอย่างไร แต่ผลที่สุดตนเอง นั่นแหละที่จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย


(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 84 พ.ย 50 โดยนิรา)

journey

ลายแทงมหาสมบัติ......
ใกล้จะสิ้นปี แล้ว
ลองทิ้งเรื่องวุ่นวายรอบๆตัวเราไว้ก่อน
แล้วอ่านเรื่องต่อไปนี้
เหมือนเป็นลายแทงไปค้นหาความสุข ความสำเร็จ
ให้ตัวเราได้ ไม่เลวเลย

ความสุข..ความสำเร็จ

เรื่องมีอยู่ว่า อาจารย์ท่านหนึ่งลากเส้นตรงขึ้นมาเส้นหนึ่ง
แล้วบอกให้นักเรียนลองทำให้เส้นตรงเส้นนี้สั้นลงโดยไม่ต้องลบ
นักเรียนต่างหาวิธีทำให้เส้นตรงนั้นสั้นลงไม่ได้
เพราะทุกคนติดอยู่กับภาพลักษณ์
ของการลบเส้นเดิมทิ้งไปเพื่อให้เส้นเดิมสั้นลงไป

อาจารย์ท่านนั้นจึงขอให้นักเรียนรายหนึ่ง
เขียนเส้นตรงเส้นใหม่ที่ยาวกว่าเส้นเดิม
ภายหลังจากที่นักเรียนลากเส้นตรงเส้นใหม่ที่ยาวกว่าเดิมแล้ว
อาจารย์ท่านนั้นอธิบายให้นักเรียนฟังว่า

การที่มีคนลากเส้นตรงขึ้นมาเส้นหนึ่ง
ไม่ว่าเส้นตรงที่ลากมาจะยาวแค่ไหน
เราสามารถทำให้เส้นตรงนั้นสั้นลงไปได้
โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปลบเส้นของคนอื่นให้สั้นลง
แต่เราสามารถทำให้เส้นของคนอื่นสั้นลง
โดยที่เราลากเส้นของเราให้ยาวขึ้น

ยิ่งเราลากเส้นยาวออกไปมากเท่าไหร่
เส้นเดิมที่ลากไว้ก็จะสั้นลงไปทุกที
เปรียบเหมือนการที่ใครซักคน
ทำในสิ่งหนึ่งที่ดีอยู่ประสบความสำเร็จอยู่

เราไม่ควรให้ความอิจฉาริษามาก่อให้จิตของเรารุ่มร้อน
และหาทางกลั่นแกล้งคนๆนั้นด้วยการหาทางทำลาย
เหมือนกับการพยายามลบเส้นของคนอื่นให้สั้นลง

ตรงกันข้ามควรจะยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น
เหมือนกับที่เรามองความยาวของเส้นตรงที่คนอื่นลากไว้
แต่เราหาทางพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
เหมือนกับการพยายามลากเส้นตรงเส้นใหม่
ให้ยาวขึ้นเรื่อยๆโดยไม่ไปลบเส้นของคนอื่น
เส้นตรงที่เราลากก็จะยาวขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่เส้นเดิมที่คนอื่นลากไว้ก็จะสั้นลงไปเรื่อยๆ
โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปลบออกให้สั้นลง"

การคิดในเชิงสร้างสรรค์แบบนี้ทำให้จิตใจของเราโปร่งสบาย ไม่รุ่มร้อน
เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้แข่งกับใคร
แต่เราแข่งกับตัวของเราเองอยู่ตลอดเวลา
และเราไม่ได้ไปสร้างศัตรูหรือไปก่อเวรกับคนอื่น

ตรงกันข้ามการแข่งขันระหว่างกันเป็นไปในทางเกื้อกูลกัน
ทำให้ระบบโดยรวมมีการเติบโตอยู่ตลอดเวลาไปในทางที่เป็นบวก
คงไม่สำคัญว่าคุณต้องชนะคนทั้งหมด

สิ่งสำคัญคงอยู่ที่คุณพยายามชนะตัวของคุณเองอยู่ตลอดเวลาต่างหาก
เพียงแต่เมื่อใดคุณสามารถชนะตัวของคุณเองได้
ชัยชนะที่ได้ก็จะมีความหมายและทำให้คุณเกิดความภูมิใจ
และถ้าคุณยังไม่หยุดพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะชนะตัวคุณไปเรื่อยๆ
เมื่อคุณมองย้อนกลับมาเมื่อไหร่คุณก็จะมีแต่ความภูมิใจในชัยชนะที่ขาวสะอาด
ชัยชนะที่เป็นแรงขับดันให้คุณพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

การประสพความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคนมีอยู่หลายวิธี
บางครั้งผู้คนต่างพยายามเลียนแบบเส้นทางประสพความสำเร็จของผู้อื่น
แต่เมื่อเดินตามเส้นทางนั้นกลับพบว่าไม่ประสพความสำเร็จนัก

ความสำเร็จในชีวิตของผู้คนคงไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบอย่างเดียวกันเสมอไป
และเส้นทางไปสู่ความสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางเดียวกันเสมอไป
สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่ความสุขใจที่ได้เลือกเส้นทางที่เหมาะกับตนเองมากที่สุดมากกว่า

จงอย่าพยายามเลียนแบบเส้นทางไปสู่ความสุขของผู้อื่น
เพราะนิยามความสุขของผู้คนต่างกัน
ความสุขที่เราเห็นผู้คนอื่นมีความสุขกันอยู่
ถ้าเราไปอยู่ในสถานะนั้นเราอาจจะไม่มีความสุขอย่างที่เราเข้าใจก็ได้
สุขและทุกข์แท้จริงอยู่ที่ใจของเรากำหนดต่างหาก
ลองมองทุกอย่าง อย่างเป็นกลางๆ
ไม่เอาความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง อคติ มาครอบงำ
แล้ววันหนึ่งเราอาจจะค้นพบความหมาย
ของคำว่าความสุขที่แท้จริงของตัวเราเอง

journey

แค่ โบว์เส้นเล็กๆ ที่กำลังจะทิ้ง...
ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา
หลายๆ คนคงจะได้ของขวัญ กระเช้า กันนะครับ
ของขวัญ กระเช้า บางชิ้น มี โบว์ผ้า สวยๆ อยู่ด้วย
ทีแรก ผมก็กำลังจะทิ้งครับ
แต่ดัน นึกถึง ร้าน ไอติม แห่งหนึ่ง ที่ บริกร ในร้าน ผูกโบว์แดงๆ เหมือนๆ กัน

ผมเลย แกะโบว์ นั้น รีดให้เป็นเส้นตรงๆ
แล้ว เอาไปให้ หลานสาวตัวเล็กๆ ของ ยามที่ เฝ้าตึกที่ผม ทำงานอยู่

รู้สึกดี มากเลยครับ ที หนูน้อยคนนั้น ชอบโบว์มาก
และเอาโบว์สวยๆ นั่นไปผูกผม แทน ยางวง ที่ แกผูกอยู่เดิม

อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยนะครับ
แต่ถ้าใครเห็นภาพเด็กคนนั้นยิ้ม อาจจะรู้สึกดีเหมือนผม

ดังนั้น ผมจึงขออนุญาต ตั้งกระทู้นี้
เผื่อว่า ใครกำลังจะทิ้ง โบว์ ปีใหม่สวยๆ
ผมอยากจะให้ มันลองทำหน้าที่สุดท้าย ก่อนลงขยะนะครับ
หน้าที่ สร้างรอยยิ้ม ให้เด็กเล็กๆ ที่น่ารัก บางคน

ของที่ดูเหมือนจะไร้แล้ว บางที อาจจะยังมีค่า
ขนาด โกโก้ ก้นแก้วที่น้ำแข็งละลายจนหมดแล้ว
ผมยังเคย รินน้ำใสๆ ออก แล้ว เอา เศษข้นๆ รินให้หมากินเลย

(เรื่องน่ารักๆ จากเว็บลานธรรม) :)

win

อ่านเรื่องโบว์แล้ว น่าประทับใจมากครับ  :)

คุณป้าขา

น่ารักจัง  :)

ปล.คิดถึงคุณ journey มากมาย ว่าจะตั้งกระทู้ถึงนานแล้ว  ดีใจที่ได้เห็นอีกค่ะ  ::)
[direct=https://www.ladyissue.com]แต่งหน้า[/direct]
[direct=https://woman.today]ชี้เป้าโปรโมชั่น[/direct]

journey

อ้างถึงจาก: ป้าชลลี่ ใน 09 มกราคม 2008, 21:54:37
น่ารักจัง  :)

ปล.คิดถึงคุณ journey มากมาย ว่าจะตั้งกระทู้ถึงนานแล้ว  ดีใจที่ได้เห็นอีกค่ะ  ::)


ขอบคุณที่คิดถึงกัน :-[ มีงานทำบุญบ่อยๆ ก็เลยยุ่งๆ จ้า... :)

youcanberich

[direct=http://www.iheartpassiveincome.com/]อยากรู้ว่าผมทำเงินวันละ $1000 ได้ยังไง คลิ๊ก![/direct]
[direct=http://www.iheartpassiveincome.com/]ผมจะสอนให้คุณหารายได้แบบยั่งยืนบนโลกออนไลน์ รับประกันคุณทำได้แน่นอน[/direct]
[direct=http://www.iheartpassiveincome.com/]เหนื่อยกับการปั่นเว็บใช่มั้ย อยากทำเงินวันละ $100 และไม่ต้องลุ้นโดนแบนรายวัน ผมมีทางออกให้ คลิ๊กครับ![/direct]

spiceday


barbies55

นึกถึงตอนเด็กๆ ที่จะดีใจเวลาได้เปลือกส้มโอ เอามาครอบหัวเล่นทำหมวก  :-*
รับทำเทมเพลท รับโมเทมเพลทให้เข้ากับสคริปต์ต่างๆ


On the Internet, Never One Know You are a Dog.
ผ้าขี้ริ้วห่อทองย่อมเป็นทองฉันใด เอาทองเปลวมาห่อขี้ก็ยังเป็นขี้ฉันนั้น

journey

อย่าตัดสินเพียงแค่เปลือกนอก
สุภาพสตรีในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายเรียบๆกับสามีของเธอในชุดสูทเนื้อผ้าธรรมดาๆ

ก้าวลงจากรถไฟในชาน ชาลาสถานีเมืองบอสตัน ทั้งคู่ยืนรออย่างสงบอยู่หน้าสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เลขานุการสาวดูออกในแว่บเดียวว่าสามีภรรยาซอมซ่อคู่นี้มาจากบ้านนอกและไม่น่ามีธุระ อะไรในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งนี้ได้ หล่อนขมวดคิ้ว "เราต้องการพบท่านอธิการบดี" สามีกล่าวนุ่มนวล "ท่านติดนัดตลอดทั้งวัน" เลขาฯ สะบัดเสียงเล็กน้อย "งั้นเราจะรอ" ภรรยาตอบ

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เลขานุการทำเป็นไม่สนใจ

โดยประมาณว่าทั้งคู่คงทนไม่ได้และกลับไปเอง แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เลขาฯสาวเริ่มไม่แน่ใจจึงต้องรบกวนเวลาท่านอธิการบดี "พวกเขาคงแค่อยากพบท่านครู่เดียวก็กลับ" หล่อนอธิบาย ท่านอธิการบดีถอนใจด้วยความเบื่อหน่ายแล้วก็พยักหน้าเสียไม่ได้ จริงๆแล้วคนสำคัญระดับท่านอธิการจะมีเวลาพบคนระดับนี้ได้อย่างไร?
แต่นั่นเถอะนะ ท่านคิด ว่าดีกว่าปล่อยให้คู่สามีภรรยาบ้านนอกป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ ให้ใครต่อใครมาเห็น ท่านเชิดหน้า อย่างทรงเกียรติใส่ทั้งคู่ ภรรยากล่าวขึ้น "ลูกชายของ เราเคยเรียนในฮาร์ วาร์ด 1 ปี เขารักฮาร์วาร์ดมากและเขาก็มีความสุขที่นี่อย่างยิ่ง แต่เมื่อปีที่แล้วเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตสามี และดิฉันก็เลยอยากทำอะไรสักอย่างไว้เป็นที่ระลึกถึงเขาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้"

ท่านอธิการไม่รู้สึกร่วมแต่อย่างใด เพียงแต่ช็อคเล็กน้อย

"คุณผู้หญิงเราไม่สามารถสร้างรูปปั้นให้กับทุกคนที่เคยเรียนฮาร์วาร์ดแล้วก็ตายหรอกนะ ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นที่นี่คงดูไม่ต่างไปจากสุสานแน่" "โอ...ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ท่านอธิการบดี" ภรรยารีบอธิบาย "เราไม่ได้ต้องการจะสร้างรูปปั้น เราคิดว่าเราจะสร้างตึกให้ฮาร์วาร์ดต่างหาก"

ท่านอธิการกรอกตาไปมา เขามองไปที่ชุดผ้าฝ้ายกับสูทบ้านนอก

"สร้างตึก!พวกคุณรู้ไหมว่าใช้เงินเท่าไรในการสร้างตึกสักหลังหนึ่งเราใช้เงินไปมากกว่า 7.5ล้านดอลลาร์แค่ตอนเริ่มก่อตั้งฮาร์วาร์ดนี่"เป็นครู่ที่สุภาพสตรีเงียบกริบ ท่านอธิการรู้สึกโล่งอก ในที่สุดสามีภรรยาคู่นี้ก็ถูกกำจัดไปได้เสียที แล้ว
ภรรยาก็หันมาพูดกับสามีเบาๆว่า "ใช้เงินแค่นั้นเองน่ะหรือในการสร้างมหาวิทยาลัย?แล้วทำไมเราไม่สร้างของเราเองสักแห่งหนึ่งล่ะ?" สามีผงกศีรษะ

สีหน้าท่านอธิการเต็มไปด้วยความงงงวยสุดขีด

แล้วนายและนาง ลีแลนด์ สแตนฟอร์ด ก็เดินทางไปยังพาโลอัลโตในแคลิฟอร์เนีย
ที่ๆพวกเขาก่อตั้งมหาวิทยาลัยภายใต้นามสกุลของครอบครัว เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ลูกชายที่ฮาร์วาร์ดไม่เคยเห็นคุณค่า เรื่องนี้ดีมากเลย มันเป็นเรื่องประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย Standfordในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังคู่แข่งกับมหาวิทยาลัย Harvard แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของคนที่ชอบตัดสินคนอื่น
จากเปลือกนอก และอเมริกา ประเทศที่เราอยากจะเอาตามอย่างเขาเหลือเกิน

จากเว็บไซต์วัดยานนาวา

journey

คิดถึงที่ซู้ด...แต่พูดไม่ได้

------------------------------------------

หญิงคนนี้พบสิงโตในป่าและมันกำลังจะตาย เธอจึงนำมันไปรักษาจนกระทั่งมันมีสุขภาพดี เธอจึงเตรียมการนำมันไปให้สวนสัตว์ที่เป็นบ้านหลังใหม่ วีดีโอนี้ได้ถ่ายขณะที่เธอได้ไปเยี่ยมมันที่สวนสัตว์ ดูว่ามันมีปฎิกิริยาอย่างไร เมื่อเห็นเธอ

http://seedang.com/stories/17682

jonu2528

สุดยอดเลยครับ ซึ้งๆมีความรู้ทั้งนั้นเลย
[direct=http://riwwee.com/view-4501.html]รีวิว cloud mining คือ อะไร? ขุด bitcoin ทำกันยังไง step by Step[/direct]

Dream2000

ขอบคุณมากครับ...ให้ข้อคิดดีๆ ทั้งนั้นเลย
:-*

คุณป้าขา

[direct=https://www.ladyissue.com]แต่งหน้า[/direct]
[direct=https://woman.today]ชี้เป้าโปรโมชั่น[/direct]