ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเพราะอะไร? (เอาจาก Pantip.com มาฝากครับ)

เริ่มโดย win, 17 กรกฎาคม 2007, 21:52:16

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

win

เห็นว่าเป็นประโยชน์ดีครับ
เลยเอามาฝากให้อ่านๆ กัน  :D :D

อ้างถึง

เขียนโดยคุณ : m_ple   pantip.com

สวัสดีครับพี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน หลังจากเงียบหายไปพักใหญ่ ตอนนี้ค่าเงินกลับมาเป็นประเด็น Hot issue อีกครั้งหนึ่งแล้ว วิธีดูก้อง่ายๆ เลย กระทู้ค่าเงินในพันทิปเราจะเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกต

หลังจากที่เริ่มทรงๆ ตัว หลังจากที่ ธปท เล่นยาแรงเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทก็ทรงๆ เรื่อยมา แล้วอยู่ๆ กลับมาแข็งพรวดพราดมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะอะไร

กระทู้นี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ความจริงเหตุผลมันง่ายมากเลยครับ อย่างที่ทุกๆ ท่านทราบกันดี เพราะหุ้นขึ้น แค่นั้นเอง

แต่กระทู้นี้ จะเอาหลักฐานที่เป็นตัวเลขมาให้ดูกันครับ

ซึ่งคราวนี้มันก้อเหมือนๆ กับข่าวที่ออกมาอ่ะละ ^^"

อ้าว แล้วจะเอามาให้ดูทำแมวอะไรมิทราบ

ก้อเพราะอยากให้ทุกๆ ท่าน อย่าเพิ่งตกใจกับข่าวแย่ๆ ต่างๆ หันมาดูตัวเลขกันก่อน แล้วค่อยประเมินสถานการณ์ว่า มันแย่จริงไหม แย่มากแย่น้อย และเราควรจะทำอย่างไร

ไม่อยากให้เราๆ ท่านๆ ฟังใครสักคนมาให้ข่าว แล้วก้อตื่นตระหนกไปกับข่าวนั้นๆ

ยิ่งตระหนกกับข่าวแล้วเทขายออกมา จะยิ่งแย่กันใหญ่ (เพราะในพอร์ทผมยังแดงอยู่เลย ฮา)

อีกอย่าง ต้องการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เอาไว้ในกระทู้เดียว เพราะตามตอบทุกๆ กระทู้ ม่ายหวายย T-T

อ้อ ความดีทั้งหมด ถ้ากระทู้นี้จะมีบ้าง (รวมทั้งเสียงขอบคุณ เสียงด่าไม่เกี่ยวนะครับ ฮา)

ผมขอมอบให้ท่านประธานโร้ดดี้นะครับ

ผมตามอ่านกระทู้พี่ทุกวันเลย ไม่เคยพลาด

แต่ไม่เคยโพสขอบคุณสักครั้ง (เพราะแย่งพี่ปลิงไม่ทัน ฮา)

เพราะฉะนั้น ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ละกันนะครับพี่ ^^"

พล่ามมาเยอะแล้ว งั้นเริ่มกันเลยครับ

**************************

Q: ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมามากน้อยแค่ไหน?

A: ก่อนอื่นอย่างที่ทุกท่านทราบ เพราะมาตรการกันสำรอง 30% (URR) นั้น ทำให้ตลาดเงินบาทของไทยแบ่งออกเป็นสองตลาดชัดเจนคือ ตลาด Onshore (ตลาดซื้อขายเงินตราในประเทศไทย) และ Offshore (ตลาดซื้อขายเงินตรานอกประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น New York, London, แม้แต่เวียงจันทร์ เราก้อเรียกมัน Offshore หมด)

ซึ่งบาท offshore แข็งขึ้นมาตั้งนานแล้ว เพราะอุปทานเงินบาทในตลาดเมืองนอกมันน้อย กล่าวคือ ในตลาดเมืองนอกมีค่อยมีเงินบาทไปขาย (ถ้าเป็นภาษาหุ้นก้อต้องบอกว่า Volume มันแห้ง วางช่องละไม่กี่พันหุ้น ทำให้เวลาที่ใครสักคนต้องการบาท ต้องเคาะทีหลายช่อง (แถมมีกระโดดอีกต่างหาก ฮา) ทำให้บาทแข็งขึ้นไปเรื่อย และผันผวนสูง (เพราะในทางกลับกัน ถ้าคนต้องทิ้งซ้าย ก้อต้องทิ้งหลายช่องเช่นกัน) )

แต่บาท onshore ไม่ใช่แบบนั้น อุปทานเหลือเฟือ (เพราะ ธปท พิมพ์แบงค์ได้เอง อยากได้เท่าไร ว่ามา! )

ถึงเป็นแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาด Ohshore กลับแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ถ้าเราดูตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (ธ.พ.) ที่ผมจะใช้อ้างอิงว่ามันเป็นเรต Onshore นะครับ เราจะพบว่า ภายหลังจากมาตรการ URR บาทมันก้อนิ่งๆ ไปพักใหญ่ๆ ก่อนที่จะมีแนวโน้มแข็งขึ้นต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ถ้าเรานับจากมาตรการ URR โดยใช้เรตวันที่ 19 ธ.ค. 49 ที่ ธปท นับมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้บาทแข็ง (จากการเก็งกำไร) มากไปกว่านี้ เราจะพบว่า บาทแข็งขึ้นมาอีก 6.78 %

(แก้ไขข้อความ: แกน X ในรูป มันต้องเป็น 2549 นะครับ ไม่ใช่ 2548 ผมพิมพ์ผิดเองล่ะ ^^" )
แก้ไขเมื่อ 17 ก.ค. 50 08:55:24




Q: บาทแข็งเพราะอะไร?

A: บาทแข็งงวดนี้ ดูง่ายมาก

นอกจากปัจจัยอื่นๆ ที่เคยพูดไว้แล้ว (เช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด การอ่อนตัวของดอลล่าร์สหรัฐจากกรณี Global Imbalance) ซึ่งก้อยังคงมีผลอยู่ในการแข็งค่าในปัจจุบัน

แต่เหตุผลหนึ่งที่เป็นเหตุผลใหม่ล่าสุด เพิ่มเติมจากเดิมคือ มีเงินทุนจากภายนอกไหลเข้ามาในประเทศมาก

ถ้าถามต่อว่าไหลเข้ามาเพื่ออะไร ก้อคงต้องบอกว่า ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยครับ หลายคนคงรู้อยู่แล้วล่ะ เพราะหุ้นขึ้นอย่างกับอะไรดี แถมต่างชาติซื้อสุทธิแทบจะทุกวัน

เรามาดูตัวเลขกันว่ามันมากมายขนาดไหน

จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ในปี 2550 (นับตั้งแต่ 1 มค 50 ถึงวันที่ 13 กค 50 หรือวันศุกร์ที่แล้ว)  ต่างชาติซื้อสุทธิใน SET (ไม่รวมตลาด MAI) ไปแล้ว 127,804 เฉพาะเดือนกรกฎาคมเดือนเดียว พี่หรั่งก้อกว้านไปแล้วกว่า 30,282 ล้านบาท

เยอะไม่เยอะ อยากให้ลองเทียบกับปี 2549 ปีนั้นทั้งปี พี่หรั่งซื้อสุทธิทั้งสิ้น 84,000 ล้านบาท (รวม MAI)  แต่ปีนี้แค่ 7 เดือนปาไปแล้วถึง 127,000 ล้านบาท ( ไม่รวม MAI นะเนี่ย) หรือเพิ่มขึ้นจากปีทั้งก่อน 50%! แถมทำลายสถิติปี 2005 ที่ทำไว้ 119,000 ล้านบาท

โอเคล่ะ พอสิ้นปี มันอาจจะเหลือซื้อสุทธิแค่ไม่ถึง 10,000 ล้านก้อได้ หรืออาจจะเพิ่มไปถึง 200,000 ล้านก้อได้ ไม่มีใครรู้

แต่ถ้าแค่ปัจจุบัน นับว่าน่าตกใจทีเดียว



Q: ทำไมต่างชาติถึงเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย?

A: คำเตือนนะครับ คห นี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผมคนเดียว (ผิดถูกไม่รู้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ^^" )

ปัจจัยทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ ไม่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเท่าไรเลย ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกๆ เดือน การลงทุนต่างๆ ชะงักงันหมด การเมืองก้อยังไม่นิ่ง ภาคใต้ก้อยิงกันทุกวัน บางวันมีลามมากรุงเทพอีก แล้วอยู่ๆ ต่างชาติที่กลัวเผด็จการหนักหนา จะมาบอกว่า "เฮ้ประเทศยูอนาคตสดในว่ะ น่าลงทุน" เหรอ มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ

หรืออย่างน้อย ถ้าจะลงทุน ก้อน่าจะให้การเมืองชัดเจนกว่านี้ก่อนสิ นี่ขนาดผมคนไทยแท้ๆ ยังไม่ค่อยจะมั่นใจเลยว่าจะมีเลือกตั้งปลายปีนี้ ฝรั่งจะมั่นใจขนาดนั้นเลย

จริงเหรอ?

เพราะฉะนั้น โดยส่วนตัว ผมถึงมองว่า ต่างชาติเข้ามาเก็งกำไร มากกว่าที่จะเข้ามาลงทุน (คำว่าเก็งกำไรในความหมายของผมคือ การเข้าไปถือหลักทรัพย์ตัวหนึ่งๆ เพื่อหวังผลตอบแทนในระยะสั้นๆ พอได้ปุ๊ปก้อออกไป แต่ลงทุนคือการตั้งใจถือหลักทรัพย์หนึ่งๆ ในระยะกลางขึ้นไป ไม่ใช่ระยะสั้น)

กำไรที่ว่านี่ คือ
1. กำไร Capital Gain จากส่วนต่างราคาหุ้น
และ 2. กำไร Capital Gain จากอัตราแลกเปลี่ยน

เพราะตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดเดียวที่ไม่ต้องโดนกันสำรอง 30%

อย่างที่ผมเคยได้พูดไว้เมื่อ กระทู้ก่อนโน้นเรื่อง URR ที่ ธปท ต้องการใช้ URR กับตลาดหุ้นด้วย (ก่อนที่จะมากลับลำในวันรุ่งขึ้น) ด้วยเหตุผลนี้ละครับ เพราะถ้าเว้นตลาดหุ้นไว้ เงินที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน จะไหลเข้ามาผสมโรงในตลาดหุ้นแทน ซึ่งเราไม่รู้ว่า เงินจำนวนนี้มีมากน้อยแค่ไหน

และถ้าวันหนึ่ง เงินก้อนนี้ (ที่ไม่รู้ว่ามากน้อยแค่ไหนเนี่ยละ) ไหลออกไป มันจะส่งผลต่อตลาดหุ้นร้ายแรงแค่ไหน ไม่มีใครรู้

ถ้าเงินจำนวนดังกล่าวมีจำนวนไม่มากนัก ก้อแล้วไป หุ้นคงไม่ตกมากมาย

แต่ถ้า 127,000 ล้านบาทเป็นเงินเก็งกำไรสักครึ่งหนึ่ง ถ้าต่างชาติขายสุทธิแค่ 50,000 ล้าน ผมมองว่า ถ้าดัชนีจะหล่นได้สัก 100 จุด ก้อไม่น่าแปลกใจ

ถ้ารินขาย ดัชนีคงค่อยๆ ซึมลงทุกวัน

แต่ถ้าโยนเลย ดัชนีคงลงเยอะมากกว่าแบบรินขาย เพราะจะมี panic sell ไปผสมโรงด้วย

ซึ่งผมมองว่า คงรินขายล่ะ เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครสักคนไป shock ตลาดเหมือนอย่างวันที่ 19 ธ.ค. 49 อีก

คนซวยก้อแมงเม่าหน่ะสิครับ ที่ต้องไปอยู่ดอย

ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว และจะยินดีมากเลยถ้าผมทายผิด (อย่างน้อยพอร์ทผมจะได้ไม่แดงไปกว่านี้ ฮา)


Q: สมมติว่าถ้าเป็นการเก็งกำไร ต่างชาติจะเทขายทำกำไรเมื่อไร?

A: อันนี้ตอบยาก (ถ้ารู้รวยไปแล้ว จะขายบ้านขายรถไป short TFEX เลย ^^" ) 

เอาเป็นว่า ให้จับตามองประเด็นสำคัญๆ เช่น

1. การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่กองทุนไปทำ Carry Trade เยอะๆ อาทิ ญี่ปุ่น เพราะนั่นจะทำให้ต้นทุนของเงินดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น และอาจจะมีการขายหลักทรัพย์เพื่อไปใช้หนี้คืนก่อนกำหนด หรือ unwind positon

(Carry Trade คือ การกู้ยืมเงินในตลาดที่มีต้นทุน (ดอกเบี้ย) ต่ำ อาทิ ญี่ปุ่น แล้วไปลงทุนในตลาดที่มีผลตอบแทนสูงกว่า)

(unwind position คือ การปิด positon เช่น ถ้าคุณ long futures ไว้ คุณก้อไป short กลับเพื่อปิด position ของคุณนั่นเอง)

2. มาตรการสกัดความร้อนแรงของตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีน ถ้าตลาดเพื่อนบ้านมีใครงัดมาตรการเพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงิน หรือการลดความร้อนแรงของตลาดเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ ทางการไทยเราอาจจะเอาเป็นแบบอย่างบ้าง หรืออย่างน้อยอาจส่งผลให้กองทุนต่างชาติเห็นว่า ผลตอบแทนในภูมิภาคนี้ไม่น่าสนใจอีกต่อไป และเงินเก็งกำไรอาจถูกถอนออกไป


Q: กลับมาเรื่องค่าเงินบาท บาทแข็งไม่ดีอย่างไร?

A: เหตุผลสำคัญที่สุดคือไม่ดีต่อการส่งออกไงครับ

การส่งออกสำคัญต่อประเทศไทยมั่กๆๆๆๆ เพราะ รายได้ของประเทศไทย  70% มาจากการส่งออก

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ตัวเลขจากสภาพัฒน์ GDP ประเทศไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ (หมายถึงรายได้ที่ประชาชนในประเทศเราทั้งหมดทำได้) มีทั้งสิ้น 2.083 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากการส่งออกซะ 1.468 ล้านล้านบาท หรือ 70.84%

เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้าภาคการส่งออกมีปัญหา ประเทศไทยแย่แน่ๆ

ความจริงโครงสร้างประเทศไทยเป็นแบบนี้ มันก้อไม่น่าปลื้มเท่าไรนะครับ ที่เราพึ่งพิงการส่งออกมากเกินไป เพราะพอเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของเรามีปัญหา มันจะทำให้ประเทศเรามีปัญหาไปด้วย และทำให้เศรษฐกิจบ้านเราต้องไปผูกติดกับประเทศอื่นๆ มากเกินไป (ปัญหาเรื่องโครงสร้างนี่ ถ้าจะพูดกันยาว เอาไว้คราวหน้านะครับ)

ถ้าบาทแข็งขึ้น จะทำให้สินค้าของไทยแพงขึ้นในสายตาต่างชาติ (เมื่อก่อนชาวต่างชาติให้เงิน 1 ดอลล่าร์ ซื้อเงินบาทได้ 35 บาท แต่ปัจจุบัน ซื้อได้เพียง 33 บาทเท่านั้น และแทนที่จะได้เงิน 35 ไปชอปสินค้าไทย กลับได้แค่ 33 บาทเท่านั้น)

ด้วยความที่เราพึ่งพิงการส่งออกมากขนาดนี้ ทำให้ทุกๆ ฝ่ายกังวลเกี่ยวกับค่าเงินบาท

ยิ่งถ้าย้อนไปดูรายงานตัวเลขต่างๆ ของ GDP ฝั่งอุปสงค์จะเห็นว่า ที่ปัจจุบัน GDP ยังคงเติบโตอยู่ได้พอสมควร (ร้อยละ 4.3 ในไตรมาสที่ 1) เพราะมีการส่งออกเนี่ยละเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5) ในขณะที่การบริโภคโตเพียง 1.3 เท่านั้นเอง การลงทุนติดลบ

ถ้าเรายังปล่อยให้การส่งออกตายไป เศรษฐกิจไทยคงไม่เหลืออะไรไว้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเลย ภายใต้สภาวการณ์ในปัจจุบัน


Q: ซึ่งบาทแข็งเนี่ย ทำให้การส่งออกเราแย่ลง?

A: ใช่ครับ

แต่อย่างไรก้อตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้ตื่นตะหนกจนเกินไปคือ ไม่ใช่ว่า บาทแข็งขึ้นมา 10% แล้วจะหมายความว่าสินค้าเราจะแพงขึ้น 10%

เพราะการที่บาทแข็งมา มันก้อแข็งตามกับค่าเงินภูมิภาค ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่เจอปัญหานี้เสียเมื่อไร

ซึ่งถ้าเราแข็งขึ้นมา 10% แต่คู่แข่งเราแข็งขึ้นมา 9% นั่นหมายความว่า สินค้าของเราแพงขึ้นจากคู่แข่งเพียงแค่ 1% เท่านั้น

ซึ่งแต่ละธุรกิจ ก้อจะมีคู่แข่งแตกต่างกันออกไป บ้างก้อแข่งกับเวียดนาม (เช่น ข้าว)  บ้างก้ออัดกับจีน (เช่น เครื่องนุ่งห่ม) ซึ่งมันยากในการบอกว่า อุตสาหกรรมไหนได้รับผลกระทบจากบาทแข็งมากกว่ากัน ต้องไปดูถึงไส้ว่า อุตสาหกรรมนี้ใครเป็นคู่แข่งสำคัญ แล้วคู่แข่งนั้น ค่าเงินแข็งขึ้นมากน้อยขนาดไหน เทียบกับเราแล้วเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ดี ถ้าดูจาก NEER (Nominal Effective Exchange Rate : ดัชนีค่าเงินบาท เมื่อคำนวณเทียบกับประเทศคู่ค้าต่างๆในปีฐาน อธิบายจะยาว เอาเป็นว่า ถ้ามันเพิ่มขึ้น แสดงว่าบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ โดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักแล้ว ถ้ามันลดลง แสดงว่าบาทอ่อนลง ง่ายๆ เบๆ ^o^ ) จะพบว่า ค่าเงินของเราแข็งขึ้นมาจริงๆ เมื่อเทียบกับชาวบ้านชาวช่องโดยรวม และมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา

แต่ถ้าเราลองไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ จะพบว่าการส่งออกของเราเติบโตอย่างน่าทึ่งทีเดียว ทั้งที่บาทแข็งโป้กแบบนี้

ตัวเลขล่าสุดของแบงค์ชาติ ชี้ให้เห้นว่า การส่งออกของไทยเติบโตถึง 18.5% ในไตรมาสที่ 1 และล่าสุดพี่แกก้อทะยานไปถึง 19.9% ในเดือนพฤษภาคม

โดยภาคที่ขยายตัวสูงๆ คือ สินค้าอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมพวกนี้ ค่าเงินไม่ค่อยส่งผลกระทบเท่าไรนัก เนื่องจากไม่ได้แข่งขันที่ราคาเป็นสำคัญ แถมมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบค่อนข้างสูง ซึ่งก้อเจ๊ากันไป

(สังเกตง่ายๆ ว่า นักวิแคะเชียร์พวกอิเลคทรอนิกส์กันจัง หุ้นกลุ่มนี้ก้อวิ่งเอาๆ)

ส่วนที่แข่งขันที่ราคาอาทิ พวกสิ่งทอ นั่น มีผลกระทบแน่นอน และรายเล็กๆ สายป่านสั้นๆ อ่ะ ปิดไปหลายโรงแล้ว ก้อตามข่าวนั่นละ (แต่ไอ้โรงใหญ่ๆ ที่เป็นข่าวนั่น ค่าเงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญนะครับ บริษัทเค้ามีปัญหาหลายเรื่อง)

แต่ที่น่าแปลกใจก้อคือ รายใหญ่ๆ กลับลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากออเดอร์ที่ปกติรายเล็กเป็นคนรับ พอเค้าปิดตัว ไม่มีใครทำต่อ รายใหญ่เลยถือเป็นโอกาส

(ข้อมูลจากที่เคยได้พูดคุยกับสมาคมสิ่งทอต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้นะครับ)

เพราะฉะนั้นให้ผมประเมิน ผมก้อว่า สิ่งออกเราเริ่มจะแย่จริง ในบางอุตสาหกรรม แต่ก้อไม่ได้แย่ไปเสียทั้งประเทศ ต้องดูเป็นตัวๆ ไป
แก้ไขเมื่อ 17 ก.ค. 50 09:00:02



Q: แบงค์ชาติไม่ทำอะไรเลยเหรอ?

A: ถ้าดูจากตัวเลขเงินสำรองของประเทศจะเห็นได้ว่า ธปท.แทรกแซงค่าเงินอย่างหนัก โดยเงินสำรองของไทยตั้งแต่ต้นปีนี้เพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 6,172 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (ข้อมูลสิ้นสุดวันที่ 6 ก.ค. 50) หรือเพิ่มขึ้นมาถึงเกือบๆ 10% จะแก้ตัวอย่างอื่นๆ ไม่ได้เลย แทรกแซงชัดๆ

ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมมองว่า การแทรกแซงค่าเงินไม่ใช้การแก้ปัญหาสักเท่าไรนัก มันแค่การบรรเทาปัญหา และยืดเวลาไปอีกสักพักเท่านั้น และพอแบงค์ชาติแทรกแซงแล้วตัวเองก้อต้องไปทำ sterelize เงินบาทกลับมาอีก ซึ่งต้นทุนในการทำไม่ใช่น้อยๆ

(Sterilize คือการที่แบงค์ชาติปล่อยเงินบาทมาในระบบด้วยการซื้อดอลล่าร์ในตลาด และตัวเองก้อไปดูดเงินบาทที่ปล่อยออกไป กลับเข้ามาอีกรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินบาทอยู่ในระบบมากเกินไปจนเกิดปัญหาเงินเฟ้อ)

ถ้าจำได้สักเดือนที่แล้วมีข่าวว่าแบงค์ชาติขอกระทรวงการคลังเพื่อที่จะออกพันธบัตร ก้อเพื่อนำมา sterilize เนี่ยละ

จะเห็นได้ว่า ต้นทุนที่ชัดเจน (มากกว่าคำว่าขาดทุนทางบัญชี ที่อ้างบ่อยๆ) ที่แบงค์ชาติ ต้องจ่าย ก้อคือดอกเบี้ยของพันธบัตรที่ปล่อยออกมานี่ละ

และการแทรกแซงมันทำให้ผู้เล่นในตลาดเงินเก็งกำไรกันได้ง่ายๆ

อย่างเช่น เมื่อสักเดือนก่อน ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารระดับสูงสุดฝ่ายค้าเงินของธนาคารขนาดกลางแห่งหนึ่ง ท่านให้ความเห็นกับผมว่า การที่แบงค์ชาติแทรกแซงค่าเงินแบบนี้ ทำให้ทุกคนรู้ และผมค่าเงินแข็งมาถึงระดับที่ทุกคนคาดว่าเป็นแนวรับที่แบงค์ชาติจะเข้ามาแทรกแซง ทุกคนจะหยุดทำธุรกรรม รอให้มีใครสักคนมากว้านซื้อดอลล่าร์ไปเป็นจำนวนมากๆ แบบไม่มีสาเหตุ (นั่นละแบงค์ชาติแหง๋ๆ) จนบาทอ่อนมาระดับหนึ่ง ถึงค่อยเข้าไปทำธุรกรรมอีกครั้ง

ถ้าลองเป็นอีแบบนี้ แบงค์ชาติก้อซื้อของแพงอยู่คนเดียวดิ

ท่านให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แบงค์ชาติควรจะหยุดแทรกแซงค่าเงิน และปล่อยให้เงินมันแข็งไปตามธรรมชาติ และเอาเวลาไปจัดการและป้องกันไม่ให้พวกเก็งกำไรเข้ามาในตลาดจะดีกว่า

ปล่อยให้ผู้ส่งออกเจ็บเสียบ้าง จะได้ปรับตัว ไปทำ hedging หรืออะไรก้อว่ากันไป ไม่ใช่คอยอุ้มอยู่เรื่อยๆ แบบนี้มันเป็นขนมผสมยาพิษ เพราะถ้าวันหนึ่ง แบงค์ชาติแทรกแซงไม่ไหวขึ้นมา ผู้ส่งออกก้อตายสถานเดียว



Q: ทำไมแบงค์ชาติไม่แก้ปัญหาด้วยการ fix ค่าเงิน?

A: อันนี้เคยตอบไปหลายรอบมากๆ แต่ก้อจะมีคนเสนอมาเรื่อยๆ เหมือนกัน ^^"

ถ้าใครเคยผ่านวิกฤตปี 41 มา จะรู้ดีว่า การ fix ค่าเงิน มาก่อให้เกิดการเก็งกำไรได้มากน้อยขนาดไหน

ที่เราโดน hedge fund ต่างๆ โจมตีค่าเงินจนเศรษฐกิจเจ๊ง ก้อเพราะเรา fix ค่าเงินเนี่ยละครับ

การที่จะ fix ค่าเงินได้ นั่นหมายความว่า ธปท จะต้องสามารถซึมซับ อุปสงค์และอุปทานส่วนเกินได้อย่างเต็มที่
ซึ่งเศรษฐกิจประเทศเราเล็กมากๆๆๆๆ เงินสำรองของเราก้อมีจึ๋งเดียว จะเอาอะไรไปสู้กับกองทุนใหญ่ๆ ภายนอกได้

เพราะฉะนั้น การ fix ค่าเงิน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่ๆ แบงค์ชาติน่าจะเข็ด จนไม่รู้จะเข็ดอย่างไรแล้ว

เคยตอบไว้ยาวมากในกระทู้ก่อน เพราะฉะนั้น คงไม่พูดซ้ำแล้วนะครับ แฮะๆ ^^"


Q: แล้วบาทแข็งเนี่ย ไม่มีข้อดีเลยเหรอ?

A: มีสิครับ ข้อดีในทางกลับกัน ก็คือ เราสามารถนำเข้าได้ถูกลง (เมื่อก่อนเราใช้เงิน 35 บาทในการซื้อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันใช้เงิน 33 บาทเท่านั้น

ขอยกตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ ก้อคือ เรื่องน้ำมัน

ประเทศไทยเรานำเข้าน้ำมันเยอะมาก ปีละหลายตังค์อยู่ พอบาทแข็งทำให้เรานำเข้าน้ำมันได้ถูกลง

ดูตัวอย่างกันชัดๆ จากข้อมูลของ EPPO เราจะพบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ไทยเรานำเข้าน้ำมันดิบแล้วทั้งสิ้น 19,729 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,581 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเราจ่ายเงินไป 267, 874 ล้านบาท (โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 35.88) ซึ่งจะเห็นว่า แม้ราคาน้ำมันดิบจะลดลง 1.4% ใน 5 เดือนแรกนี้ก้อเถอะ (เมื่อเทียบกับห้าเดือนแรกปีก่อน) แต่มูลค่าคิดเป็นเงินบาทกลับลดลงถึง 14.2% ในขณะที่เราบริโภคน้ำมันเกือบๆ จะเท่าเดิม (ลดลงแค่ 1.6%)

สมมติว่า ถ้าปีนี้ทั้งปีเราบริโภคน้ำมันเท่าๆ กับปีก่อน (ที่ 48,125 ล้านลิตร) ต่อให้ราคาโคดแพงเท่าปีที่แล้วด้วยเอ้า (ราคาเฉลี่ยปีที่แล้วอยู่ที่ 65.49 เหรียญต่อบาร์เรล ในขณะห้าเดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 61เหรียญเท่านั้น)

ถ้าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีนี้อยู่ที่ 33 บาท

เราจะประหยัดเงินในการนำเข้าน้ำมันดิบได้ถึง 99,122 ล้านบาท หรือเกือบๆ หนึ่งแสนล้านบาทเลยทีเดียว

ผมเคยคำนวณเล่นๆ ว่า ถ้าเราสมมติว่า ทุกอย่างคงที่นะครับ (ภาษี ค่าการกลั่น ค่าการตลาด บลาๆๆ)

ทุกๆ หนึ่งบาทที่แข็งค่าขึ้น จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศถูกลง 60 สตางค์ต่อลิตร

ในขณะที่น้ำมันแพงขึ้น 1 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันแพงขึ้นประมาณ 30 สตางค์ต่อลิตร

จะเห็นได้ว่า เพราะอานิสงค์จากบาทแข็งเนี่ยละ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศยังไม่ทะลุ high เดิมที่ 30.59 เมื่อกรกฎาคมปี 49 ทั้งที่ราคาน้ำมันเบนซินในตลาดสิงคโปร์ทำ new high เป็นว่าเล่น

แต่ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่จะให้ทุกท่านใช้น้ำมันไม่บันยะบันยังนะครับ

ปีปีหนึ่งเรานำเข้าน้ำมันมหาศาลซึ่ง เสียดายเงินอ่ะ ช่วยๆ กันประหยัดดีกว่าครับ
แก้ไขเมื่อ 17 ก.ค. 50 09:00:29


Q: สรุปแล้ว บาทแข็งเนี่ย มันมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน?

A: ไม่รู้ครับ (ฮา)   

การบริหารประเทศมันไม่ง่ายนักนะครับ โดยเฉพาะในการต้องตัดสินใจว่า จะดำเนินนโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อใคร (และใครเสียประโยชน์)

ถ้าสมมติว่าแบงค์ชาติต้องการจะช่วยผู้ส่งออกด้วยการแทรกแซงค่าเงินบาท ก้อทำได้ครับ ไล่ซื้อดอลล่าร์มันไปเรื่อยๆ เลย แล้วออกพันธบัตรไปดูดซับสภาพคล่องออกจากตลาด

คำถามคือ ดอกเบี้ยที่ต้องเสียจากพันธบัตร ใครจะต้องจ่าย เงินก้อนนี้เอาไปทำอย่างอื่น ที่มีผลดีต่อคนทั้งประเทศดีกว่าไหม

ซึ่งผู้ส่งออกอาจจะบอกได้อีกว่า ถ้าภาคส่งออกเจ๊ง ประเทศไทยจะเจ๊งตาม แล้วทีนี้จะไปพัฒนาอะไรก้อไม่มีผลแล้ว ซึ่งมันก้อจริงของเค้า

โดยส่วนตัวผมยังสนับสนุนว่า ให้ปล่อยค่าเงินมันเป็นไปตามธรรมชาติเถอะ จะแข็งไปยี่สิบ หรือสิบบาท ก้อช่างมัน

ขออย่างเดียว ให้มันแข็งตามพื้นฐานเศรษฐกิจจริงๆ (แข็งเพราะต่างชาติต้องการลงทุนในไทย)


ไม่ได้แข็งเพราะการเก็งกำไร อย่างทุกวันนี้

และควรผ่อนปรนกฏเกณฑ์ในการลงทุนในต่างประเทศ (ซึ่งเข้าใจว่า ทุกฝ่ายกำลังเร่งทำเรื่องนี้อยู่) เพื่อให้มีเงินไหลออกบ้าง

ที่สำคัญแบงค์ชาติควรจะไปมุ่งมั่นในการจัดการกับพวกที่เข้ามาเก็งกำไรมากกว่า

เรื่องอัตราดอกเบี้ย ตอนนี้คงมองภาพได้ในระดับหนึ่งว่า การลดดอกเบี้ย ไม่ได้ช่วยให้เงินบาทอ่อนลงเท่าไรเลย

เพราะยังมีภาคอื่นๆ อีกมาก ที่ทำให้เงินทุนจากภายนอก เข้ามาหากำไรในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ก้อคือตลาดหุ้น

ส่วนรัฐบาลควรออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกในยามบาทแข็งเช่นนี้ พยายามหาตลาดใหม่ๆ เพิ่ม value added ในตัวสินค้า

สำหรับผู้ส่งออกทั้งหลาย ควรจะยอมรับสภาพว่า การค้าขายโดยเอาถูกเข้าว่า หวังว่าบาทมันจะอ่อนท่าเดียว มันกำลังจะใช้ไม่ได้แล้วในโลกยุคปัจจุบัน ถ้าเราไม่ปรับตัว เราคงอยู่รอดได้ยากในอนาคต


อ่านเต็มๆ เกี่ยวกับความคิดเห็นอื่นๆ ได้ที่

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I5613790/I5613790.html

Warrez


myhometown

ยาวมั่ก ๆ  แต่ว่า คอหุ้นมือใหม่ ก็พอจะอ่านได้เข้าใจนะเนี่ยครับ

ขอบคุณครับผม :)

trvoy

... ตั้งใจหาเงิน ...

immortal

ขอบคุณมากครับ ถึงจะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ก็พอเข้าใจบ้างนิดหน่อย อิอิ
[direct][/direct]

aomnaruk


barbies55

แล้วแบบนี้ ถ้าต่างชาติเทขายหุ้นที่เก็งกำไรไว้ จะเกิดอะไรขึ้น......
รับทำเทมเพลท รับโมเทมเพลทให้เข้ากับสคริปต์ต่างๆ


On the Internet, Never One Know You are a Dog.
ผ้าขี้ริ้วห่อทองย่อมเป็นทองฉันใด เอาทองเปลวมาห่อขี้ก็ยังเป็นขี้ฉันนั้น

kazama

อ้างถึงจาก: barbies55 ใน 17 กรกฎาคม 2007, 22:30:49
แล้วแบบนี้ ถ้าต่างชาติเทขายหุ้นที่เก็งกำไรไว้ จะเกิดอะไรขึ้น......
แมงเม่าไทยก็ตายเกือบยกตลาดซิครับ

บาทแข็งเอา ๆ แบบนี้  ส่งออกเดี้ยงไปตาม ๆ กัน  ผู้ส่งออกรายใหญ่เริ่มออกมาบ่นกันแล้ว   รายเล็กไม่ต้องพูดถึง  ขนาดรายใหญ่ที่ทุนหนา  สายป่านยาวยังบ่นกัน   รายย่อยนี่ปิดตัวไปหลายรายแล้ว  อย่างข่าวที่ออกมาที่กลุ่มส่งออกสิ่งทอ  บอกว่าเฉพาะกลุ่มสิ่งทอนี่ปิดตัวไปสองร้อยกว่าโรงงานแล้ว    แล้ววิกฤตมันยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงด้วย   แล้วจะไม่มีผลกระทบได้ยังไงครับ  เหมือนตอนปี 40 ที่เริ่มจากพวก finance ทั้งหลายแหล่  แล้วก็ส่งผลกระทบไปทั้งทุกธุรกิจ  ยิ่งข้อเขียนนี้ก็บอกเองว่า
อ้างถึงการส่งออกสำคัญต่อประเทศไทยมั่กๆๆๆๆ เพราะ รายได้ของประเทศไทย  70% มาจากการส่งออก

แม้ว่าส่งออก จะยังดีอยู่  แต่
อ้างถึงโดยภาคที่ขยายตัวสูงๆ คือ สินค้าอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น
มันกระจุกตัวอยู่ในหมู่พวกนี้  ซึ่งส่วนใหญ่ก็นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ  แล้วก็ขายให้บริษัทแม่ในต่างประเทศราคาถูก ๆ  ไม่ได้กำไรอะไรมากมาย  ขายให้บริษัทเดียวกัน  จะได้กำไรเท่าไหร่กันเชียว

มาตรการที่จะควบคุมค่าเงินบาทก็ไม่มี   ทั้งรัฐบาลนี้กับแบงค์ชาติออกมายอมรับว่าปล่อยไปตามยถากรรมแล้ว   ผมล่ะเสียวเศรษฐกิจจะล่มแบบปี 40 อีกจริง ๆ เลย   ยังจำข่าวคนฆ่าตัวตายลงหน้าหนึ่งรายวัน  เพราะรับปัญหาหนี้สินไม่ได้อยู่เลย   :-\
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,335195.0.html]**** link ****[/direct]


[direct=http://wordthai.com]wordpress[/direct]  [direct=http://codex.wordthai.com]คู่มือเวิร์ดเพรส[/direct][direct=http://thaika.com]Thaika[/direct] [direct=http://blog.wordthai.com]รักคนอ่าน[/direct]

แบบนี้ไม่ต้องสืบ

ของในบ้านแพงขึ้นไม่ลด แต่ ค่าเงินบาทลดได้  :P :P

jass

โอ้ ขอบคุณมาก จะเอาไปเล่าให้เพื่อนที่ทำงานฟังดูแล้วดี เค้าเล่นหุน้อ่ะครับ

Santa


Nongkhai_tong

อ่านแล้วก็ get ไปตามที่คิด อันตรายคับ กำการให้เค้าเกงกำไร

joe

ขอบคุณมากครับ
เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ถือว่าได้ความรู้เพิ่มเติมครับ

แต่ถ้าแข็งขึ้นมากๆ คนทำ adsense อย่างเราๆ ไม่ดีแน่ครับ  :P

siamman

 8) เยี่ยมครับ

เศรษฐกิจแบบนี้นี้เกจิในวงการเค้าบอกว่า "ลากขึ้นไปเชือด"


bubbleball

2540 วิกฤติเงินบาทอ่อนตัว  2550 เงินบาทกำลังจะแข็งตัว วิกฤติ ไม่วิกฤติ ก็รอดูกันต่อไป  เขาว่าแข็งขึ้นถึง 5% ถือว่าผู้ว่าการธนาคารสอบตก

ตอนนี้ได้รับผลกระทบไปโรงงานนึง ส่งออกเสื้อ อันดับที่ 34 ด้านการส่งออกมั้ง

ส่วนใหญ่คนที่ได้รับผลกระทบตอนนี้น่าจะเป็นคนที่ทำธุรกิจส่วนตัวก่อนมั้งนะผมว่า คนมีงานประจำคงไม่ค่อยคิดไรมากเท่าไร แต่ถ้าบริษัทดำเนินการต่อไปไม่ไหวแล้วปิดนี่หล่ะ ทีนี้คงพูดไม่ออก  แต่ไงผมว่าคนไทยก็ไม่ค่อยเข็ดหรอก เดี๋ยวมีคนมาแก้วิกฤติได้ ปล่อยไปสักพักเดี๋ยวก็ลืม  ตัวอย่างที่ผ่านมามีให้เห็นกันแล้ว

ก่อนหน้านี้มีคนพูดว่าเรื่องของประเทศเอาใครมาบริหารก็ได้ ขอให้เป็นคนดีมีจริยธรรม ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเราจะยังสามารถพูดคำนี้ได้อีกหรือเปล่า

บ่นมากเดี๋ยวจะกลายเป็นการเมืองไปซะก่อน ผมมีเพื่อนคนนึงเคยใน mlm ออกมาแชร์ประสปการณ์ ทางบ้าน เจอภาวะวิกฤติปี 40 บ้านเขารวยมาก ขับรถหรูเลย แต่เจอปี 40 เข้าไป แม่ต้องตื่นแต่ตีห้า เพื่อออกไปขายน้ำเต้าฮวย พูดไปก็ร้องไห้ไป
คิดแล้วก็เศร้าใจ  :-\

Nongkhai_tong

เงินบาทแข็งตัว เพราะโดน google ล่อให้ตื่น ไม่งั้นนกเขาเงินบาทคงไม่ตื่นแน่ๆ  เราๆ  ก็คงไม่ลำบากน้อ :-X

tony

เงินแข็งๆ แบบนี้ อยากจ่าย ค่าโฮส ทีละหลายๆ เดือน  ว่าแล้ว ไปจ้างฝรั่งทำงานดีกว่า  ::)
ไม่ค่อยว่างมาดูเท่าไร แต่หัวใจยังกิ๊ดตึ๋ง

yesupdate


Nayik

 :'(เพราะนำแข็ง  มั้งค่ะ ;D  ไม่รู้เรื่องการเงิน  อย่าซีเรียส :P