ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเพราะอะไร? (เอาจาก Pantip.com มาฝากครับ)

เริ่มโดย win, 17 กรกฎาคม 2007, 21:52:16

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

Resignation

อ้างถึงจาก: Santa ใน 17 กรกฎาคม 2007, 23:38:20



:-\
ชอบมากเลยครับดูรูปก้อรู้เลยว่าเป็นใคร ขนานคนโดนเตะข้างหลังยังรู้เลยว่าใคร ;D
l'm comeback!!!

win

ทางรัฐยังไม่มีมาตรการระยะสั้นออกมาช่วงสัปดาห์นี้นะครับ

รอกันจนกว่า ครม.จะพิจารณาในวันอังคารที่ 24 ก.ค. นี้  :P


ตอนนี้จะได้ยินแต่ข่าวว่า ไม่มีปัญหา มั่นใจได้ GDP โต 4% แน่นอน  :o

Dr.K

อ้างถึงจาก: bubbleball ใน 18 กรกฎาคม 2007, 00:57:17
2540 วิกฤติเงินบาทอ่อนตัว  2550 เงินบาทกำลังจะแข็งตัว วิกฤติ ไม่วิกฤติ ก็รอดูกันต่อไป  เขาว่าแข็งขึ้นถึง 5% ถือว่าผู้ว่าการธนาคารสอบตก

ตอนนี้ได้รับผลกระทบไปโรงงานนึง ส่งออกเสื้อ อันดับที่ 34 ด้านการส่งออกมั้ง

ส่วนใหญ่คนที่ได้รับผลกระทบตอนนี้น่าจะเป็นคนที่ทำธุรกิจส่วนตัวก่อนมั้งนะผมว่า คนมีงานประจำคงไม่ค่อยคิดไรมากเท่าไร แต่ถ้าบริษัทดำเนินการต่อไปไม่ไหวแล้วปิดนี่หล่ะ ทีนี้คงพูดไม่ออก  แต่ไงผมว่าคนไทยก็ไม่ค่อยเข็ดหรอก เดี๋ยวมีคนมาแก้วิกฤติได้ ปล่อยไปสักพักเดี๋ยวก็ลืม  ตัวอย่างที่ผ่านมามีให้เห็นกันแล้ว

ก่อนหน้านี้มีคนพูดว่าเรื่องของประเทศเอาใครมาบริหารก็ได้ ขอให้เป็นคนดีมีจริยธรรม ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเราจะยังสามารถพูดคำนี้ได้อีกหรือเปล่า

บ่นมากเดี๋ยวจะกลายเป็นการเมืองไปซะก่อน ผมมีเพื่อนคนนึงเคยใน mlm ออกมาแชร์ประสปการณ์ ทางบ้าน เจอภาวะวิกฤติปี 40 บ้านเขารวยมาก ขับรถหรูเลย แต่เจอปี 40 เข้าไป แม่ต้องตื่นแต่ตีห้า เพื่อออกไปขายน้ำเต้าฮวย พูดไปก็ร้องไห้ไป
คิดแล้วก็เศร้าใจ  :-\

คนที่ไม่เดินทางสายกลาง
ไม่มีการเตรียมพร้อมในชีวิต
ไม่มี backup
และไม่พอเพียง
เท่านั้นแหละที่มีปัญหา ผมว่า
ผมว่า วิกฤตปี 40 น่าจะสอนให้เขารู้อะไรๆในชีวิต
ให้ mature ขึ้นนะผมว่า
หลังจากนั้น ไม่ว่าจะวิกฤตอะไรแค่ไหน ไม่น่าจะมีปัญหาอีกนะ

".ไปบ่นไปว่า ความเจ็บป่วยและความตายใย   ในเมื่อคุณเองก็ต้องประสบพบมันอย่างแน่นอน."


จาก คนที่เคยผ่านวิกฤตนั้นเช่นกัน
"ยางหัวมิตก มิรู้สำนึก"
[direct=https://www.thaihealth.net/blog/seo_doctor/]seo blog[/direct]|[direct=https://netplushost.com]netplushost[/direct]
[direct=https://pattayawebmarketing.com/pattaya-seo]pattaya seo[/direct]
[direct=https://dochost.net]seo hosting[/direct]

phong

กระทู้ความรู้ ขอบคุณครับ งั้นเช็คผมเก็บไว้ก่อนดีก่า จะแข็งเกิน 30 ก้อให้มันรู้ปาย  :D

win

เมื่อกี้เพิ่งฟังข่าว
เห็นบอกว่า สาเหตุที่ rate ของ offshore ต่างกับ onshore อย่างมาก

เป็นเพราะ "ผลทางจิตวิทยา"

??? ???

kazama

ยังมีคนไทยมีหลายสิบล้านคนที่เงินเดือน ๆ หนึ่งไม่กี่พันบาท

บางคนทำงานหนักแทบตาย  ทำโอทีวันละหลายชม.  ได้เงินเดือนสี่ห้าพัน  ก็ยังมีอยู่ในสังคมไทยเรา  และเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมของเรา  ถ้าวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นจริง ๆ  แล้วคนเหล่านี้ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเดือดร้อน  จะบอกว่าคนเหล่านี้  ไม่เตรียมพร้อม  ไม่เดินสายกลาง  ไม่พอเพียง 

ผมว่าเราใจร้ายกับเขาเกินไปนะ    บ้านต้องเช่า  ข้าวต้องซื้อกินเหมือนกัน  ค่าเดินทาง  ค่าใช้จ่าย  เขาก็อยู่ในสังคมเดียวกับเราเหมือนกัน
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,335195.0.html]**** link ****[/direct]


[direct=http://wordthai.com]wordpress[/direct]  [direct=http://codex.wordthai.com]คู่มือเวิร์ดเพรส[/direct][direct=http://thaika.com]Thaika[/direct] [direct=http://blog.wordthai.com]รักคนอ่าน[/direct]

win

มีบทวิเคราะห์อีกอันที่อยากให้อ่านกัน
มันนานมาแล้ว มีนาคม ที่ผ่านมา แต่ก็อธิบายความเป็นไปของสถานการณ์ตอนนี้ได้อย่างดีครับ

อ้างถึง
ทำไมเงินบาทถึงแข็งค่าที่สุดในโลก

12 มีนาคม พ.ศ. 2550 16:47:00


กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ถอดความจากบทวิเคราะห์โดย Jonathan Anderson, Chief Economist Asia, UBS Investment Research โดยบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และ ประธานคณะอนุกรรมการประเด็นทางการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเท่าที่ผ่านมาในระยะปีเศษ ๆ ได้แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลปปินส์ มาเลเซีย และเงินจีนตามลำดับ หากนับมาแต่ปี 2003 จะพบว่าเงินบาทแข็งค่ามาจาก 43 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะว่า ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกในการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ และสินค้าหลักที่สำคัญที่มีผลต่อการกินดีอยู่ดีของประชาชนส่วนใหญ่ยังได้แก่สินค้าเกษตร

เราไม่พูดถึงสินค้าอุตสาหกรรมเพราะคนรวยที่ลงทุนในกิจการอุตสาหกรรมย่อมได้รับผลกระทบไม่มาก ส่วนคนจนที่เป็นเกษตรกรจะเป็นผู้รับเคราะห์ทุกครั้งไป

ข่าวในหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์เวียดนามลงวันที่ 1 มีนาคม 2550 คุยว่าการส่งออกข้าวในสามเดือนแรกปีนี้ เติบโตร้อยละ 52 จากปีที่แล้ว หากยังรักษาระดับนี้ได้ถึงสิ้นปี ไทยต้องตกลงมาเป็นอันดับสองของผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกแน่นอน เพราะปีที่แล้วเวียดนามส่งข้าวออก 5 ล้านตัน ส่วนไทยส่งออก 7.5 ล้านตัน

ตลาดข้าวไทยและเวียดนามก็ตลาดเดียวกัน จึงทำนายได้เลยว่า หากบาทยังแข็งเช่นนี้ ไทยส่งออกปีนี้คงไม่มากกว่า 5 ล้านตัน แต่เวียดนามน่าจะส่งออกได้ 7.5 ล้านตัน คือกลับกัน ทั้งนี้ เพราะว่า เงินเวียดนามได้อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ประมาณร้อยละ 5 ในช่วงระยะหนึ่งปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาข้าวในเวียดนามถูกกว่าไทยในรูปของเงินดอลลาร์อยู่กว่าร้อยละ 20

สภาพเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีเหมือนค่าเงินบาท

การบริโภคของคนไทยมีแต่ลดลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา นอกจากนี้ การลงทุนของภาคเอกชนก็เช่นเดียวกัน สูงสุดในปี 2003 และลดลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้นมา การลงทุนและการใช้จ่ายจากภาครัฐก็ลดลงมาเป็นลำดับ โดยเฉพาะปีนี้ มีเหตุการณ์ความไม่สงบ เกิดระเบิดบ่อยครั้ง การเบิกจ่ายงบประมาณก็ล่าช้า การลงทุนชองเอกชนหยุดลง การลงทุนจากต่างประเทศลดลง โดยบีโอไอได้รายงาน การลดลงในอัตรามากกว่าครึ่ง บริษัทผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นได้ระบุว่าค่าเงินบาทเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาไม่ประสงค์ขยายการลงทุนในประเทศไทย

บริษัทผลิตรถยนต์ฟอร์ดก็ให้เหตุผลการไม่ขยายการลงทุนด้วยเหตุผลอันเดียวกัน อีกทั้งสถานะการณ์ทางการเมืองก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุน การท่องเที่ยวเริ่มส่อเค้ามีปัญหาจากคำขู่ระเบิดโดยผู้ก่อการร้าย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ลดลงมาจุดที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยสำรวจกันมา สิ่งเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นว่า สภาวะเศรฐกิจไทยกำลังวิ่งสวนทางกันกับค่าเงินบาทที่มีแต่จะแข็งค่าขึ้นทุก ๆ วัน โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่สามารถหยุดแนวโน้มนี้ได้แต่อย่างใด ความจริงหากพิจารณาเหตุการณ์ทางการเมือง และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เงินบาทควรมีค่าอ่อนกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วยซ้ำ

ที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากเกิดจากเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก ที่เงินเหล่านี้เข้ามาในแต่ละวัน ไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นแน่นอน เพราะว่า ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่เกือบเป็นศูนย์เมื่อลงทุนผ่านไปหนึ่งปี ในขณะที่ หากลงทุนในตลาดหุ้นจีน จะได้กำไรกว่าร้อยละ 70 พิจารณาตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีน รองลงมาได้แก่ อินเดีย และ อินโดนีเซีย ผลตอบแทนกว่าร้อยละ 40 ฟิลิปปินส์กว่าร้อยละ 30 ฯลฯ ดังนั้น หากลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เงินทุนย่อมไหลเข้าในประเทศอื่น ๆ มากกว่า

แต่ประเทศไทยก็มีเงินทุนไหลเข้ามากสังเกตุได้คือเงินทุนสำรองของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วงสามเดือนสุดท้ายในปี 2006 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเดือนละสองพันล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งเงินทุนเหล่านี้มีปริมาณมากว่าในช่วงปี 1990-1996 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 ก่อนที่วิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นในปี 1997 ไทยมีปัญหาเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากระหว่างปี 1991-1996 ขณะนั้นไทยมีปัญหาขาดดุลทางการค้าด้วย เงินทุนสำรองจึงไม่เพิ่มขึ้นมากเหมือนในปัจจุบัน การบริหารเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากเป็นภาระหนักทึ่ตกอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย

เงินทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นจากการเกินดุลการค้าของไทยมีเพียงร้อยละหนึ่งของจีดีพีเท่านั้น แต่เงินทุนไหลเข้ามารวมประมาณร้อยละ 6.2 ของจีดีพี ส่วนต่างมากถึงร้อยละ 5.2 ของจีดีพี จึงเป็นปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเงินทุนไหลเข้าในขณะนี้หากมองที่เงินทุนสำรองที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรับภาระออกพันธบัตรเพื่อเอาเงินบาทมาแลกเป็นดอลลาร์เก็บเป็นเงินทุนสำรองเป็นภาระที่หนัก อันเกิดจากดอกเบี้ยที่ต้องชำระให้กับพันธบัตรเหล่านี้

คำถามที่ตามมาคือเงินทุนไหลเข้ามามากเพราะอะไร? Philip Wyatt จาก UBS Investment Research ให้ความเห็นว่า หากดูอัตราดอกเบี้ยของไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ไทยก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร แม้อัตราดอกเบี้ยของไทยค่อนข้างสูง แต่มีประเทศอื่นที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า แต่ประเทศเหล่านี้กลับไม่มีปัญหาเงินทุนไหลเข้าในลักษณะเดียวกันกับที่ไทยมี อินโดนีเซียมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าไทย ฟิลิปปินส์ก็สูงกว่าไทยเล็กน้อย อินเดียก็สูงกว่า เกาหลีใต้ก็ใกล้เคียง ธนาคารแห่งประเทศไทยมักอ้างว่า ประเทศเหล่านี้ไม่มีปัญหามากเท่าไทยเพราะว่าเขามีเงินมากพอที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านี้ รักษาค่าเงินไว้ได้ แต่ความเป็นจริง ปัญหาของไทยดูจะยิ่งใหญ่กว่ามาก เพราะเงินทุนที่ไหลเข้ามามีมากกว่าที่ไหลเข้าไปประเทศอื่น ๆ มาก

ความจริงปัญหาเกิดจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยของไทยตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ที่ขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ และคงไว้เมื่อสหรัฐคงไว้ ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อในไทยกับในสหรัฐมีความแตกต่างกัน ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อในไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด อัตราดอกเบี้ยก็ไม่ลดลงเร็วพอ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate อันได้แก่อัตราดอกเเบี้ย ลบ อัตราเงินเฟ้อ ) ของไทยจึงค่อนข้างสูงกว่าในประเทศอื่น ๆ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนว่าแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยในไทยมีแต่ลงอย่างเดียว

ลักษณะนี้ เกิดโอกาสของนักลงทุนในตลาดพันธบัตรและตลาดตราสารหนี้ เห็นเป็นโอกาสทำกำไรที่ไม่มีความเสี่ยง เมื่อภาครัฐลดดอกเบี้ย ซึ่งต้องลดแน่นอน ปัญหามีเพียงเมื่อใดเท่านั้น ราคาพันธบัตร หรือตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้จะมีราคาที่มีแต่จะสูงขึ้น ทำกำไรได้แน่นอน

อีกทั้ง เขาเหล่านี้ยังรู้อีกว่า หากนำเงินเข้าประเทศไทยมากพอ คือมากกว่าร้อยละ 4 ของจีดีพีของไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่แทรกแซงค่าเงินบาท จะปล่อยให้แข็งค่าโดยไม่ต่อสู้ (ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนก่อนมีแนวทางนี้มาโดยตลอด ทำให้สุภาษิตที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง จึงถูกนำมาใช้ ทำให้นักลงทุนรู้แน่ว่า ทำเช่นนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่แทรกแซงค่าเงิน) ทำให้นอกจากกำไรจากการลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้แล้วยังได้กำไรจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอีกด้วย

โอกาสการลงทุนนี้เกิดมานานมากกว่าหนึ่งปี แต่ไทยก็ไม่เฉลียวใจปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงกว่าเงินเฟ้ออยู่นานเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สองปีที่ผ่านมา เกิดปรากฎการณืที่เรียกว่า Yen Carry Trade นักลงทุนกู้เงินเยนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 0.5 ขายเงินเยนซื้อเงินดอลลาร์ หรือขายเงินเยนซื้อเงินบาท นำเงินไปลงทุนในที่ต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า รวมทั้งไทย ทำกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เงินจำนวนนี้มีมาก ประมาณกันว่ามากกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไหนเลยไทยจะสู้กับเงินเหล่านี้ได้ แต่ว่าไปแล้ว ประเทศไทยชวนเขามาเอง

อัตราดอกเบี้ยนอกจากไว้ควบคุมภาวะเงินเฟ้อแล้ว การปรับอัตราดอกเบี้ยยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการกำหนดเงินทุนไหลเข้า ไม่ให้มากไปหรือน้อยไป การปรับเปลี่ยนจึงจำเป็นต้องทันต่อเหตุการณ์ ทันต่อสถาณการณ์ที่เปลี่ยนไป เปรียบกันได้กับการปรับน้ำร้อนน้ำเย็นขณะอาบน้ำ ไม่ให้น้ำร้อนไปหรือเย็นไป บางทีการปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป อาจต้องลดลงมากกว่า 0.25 อาจต้องเป็น 0.5 เพื่อให้ใกล้เคียงกับภาวะเงินเฟ้อ สร้างความไม่แน่นอนในทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้นักลงทุนเห็นว่ามีความเสี่ยงในการลงทุนในไทย เงินทุนจึงอาจชะลอการไหลเข้า เงินบาทอาจอ่อนค่าลง

มาตรการปัจจุบันที่ทำให้เกิดอัตราแลกเปลี่ยน onshore และ offshore สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้นักค้าเงินหาทางทำกำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนในสองตลาด หรือที่เรียกกันว่า การทำ arbitrage แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย และคนอื่น ๆ ในวงการ ยืนยันว่าทำไม่ได้ เรื่องแมวจับหนู เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาในโลกมานาน ที่จับได้ก็มี ที่จับไม่ได้ก็ต้องมี

ที่ว่าทำ arbitrageไม่ได้จึงย่อมไม่มี ผลกำไรจำนวนมากย่อมทำให้คนเหล่านี้หาทางทำจนได้ เงินบาทกำลังกลายเป็นสินค้าตัวใหม่ในการทำ arbitrage ซึ่งจะนำไปซึ่งความต้องการเงินบาทมากขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอีก โดยจะไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจชองไทยแต่อย่างใดเลย


Capital Control ที่กำหนดขึ้นมาก็ไม่ได้ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงพอที่จะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงของไทยแต่อย่างใด เพราะว่าตั้งแต่ทำมา เงินบาทก็แข็งค่าจาก 35.90 บาทต่อดอลลาร์ ในวันที่ประกาศใช้ ปัจจุบันแข็งค่าไปอยู่ที่ 35.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา แข็งค่าขึ้นอีกเกือบหนึ่งบาทต่อดอลลาร์ ไม่มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงเลย จึงอาจดูได้ว่า เงินบาทยังจะแข็งค่าไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่การแก้ปัญหายังทำไม่ได้ถูกจุด


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/2007/03/12/WW12_1208_news.php?newsid=58520

kon5518

ถ้าไม่เลือกตั้งใหม่ ภายในเวลาที่กำหนด รับรองครับว่าได้เห็นฟองสบู่แตกรอบสองแน่ๆ... :-\ :-\
:

Warrez

ดูทิศทางแนวโน้ม ยังไงๆก็เหมือนปี 40 เด๊ะ

โดนฝรั่งลากขึ้นไปเชือด

คราวที่แล้วเรียกวิกฤตต้มยำกุ้ง คราวนี้เป็นอะไรดี ต้มข่าไก่ดีมะ  :-\ :-\ :-\

bubbleball

เดินทางสายกลางก็ไม่พอหรอกครับผมว่า ดูอย่างพนักงานโรงงานทอผ้านั่น

จริงๆคนทำ adsense อย่างเราๆ ที่ทำเป็นงานนอกยังบ่นกันเลย  :P

sealinda

อ้างถึงจาก: win ใน 19 กรกฎาคม 2007, 12:45:57
เมื่อกี้เพิ่งฟังข่าว
เห็นบอกว่า สาเหตุที่ rate ของ offshore ต่างกับ onshore อย่างมาก

เป็นเพราะ "ผลทางจิตวิทยา"

??? ???

ข่าวหนอข่าว พูดอะไรวิเคราะห์อะไร ไม่ได้มองให้รอบด้าน ไม่ได้เสนอสาระเล้ยยย  :-X
[direct=http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,95911.msg1197898.html#msg1197898]รับบริจาคของขวัญ สำหรับงานวันเด็ก (ส.ที่ 9 ม.ค. 53 ที่บ้านราชวิถี)[/direct] |[direct=http://www.sealinda.com/]ขายส่งเีครื่องสำอางแบรนด์เนม[/direct] | [direct=http://www.girliza.com/]เทคนิคการแต่งหน้า&บำรุงผิว[/direct]|[direct=http://bookmark.girliza.com]บุ๊คมาร์คแซ่บๆ[/direct]

goldadsense

เห็นภาครัฐ ออกมาสัมภาษก์ว่า
เงินบาทแข็งอาจส่งผลต่อพวกส่งออก
แต่ก็ดี จะได้ปรับตัวมั่ง ที่ผ่นมา รัฐอุ้มมากไป เลยได้ใจ ครั้งนี้ ต้องเจ็บตัวกันมั่งจะได้แข็งแรง


กรรม จริงๆๆ   ส่งออก ค้ำประเทศไทยอยู่ นะครับ รายได้ 70% มาจากส่งออก  หมายถึง คนงานโรงงาน อีก กี่แสนคน
ต้องการแค่สั่งสอนคนเหล่านี้หรือครับ
ต้องการเห็น เราล้ม เพราะ แค่สั่งสอน พวกส่งออก
แล้ว จะไป อุ้มใคร ดีละครับ ท่านผู้มีจริยธรรมสูง
คิดแล้วเศร้า

โรงานปิด คนสองแสนคนตกงาน รัฐต้องจ่ายชดเชย สมุติ คนละ สามหมื่น  สามหมื่นคูณ ด้วย สองแสน เป็นเท่าไรหว่า
แล้ว สองแสนคน นี้ไม่ได้ ทำเงินให้ประเทศไทยอีก รัฐจ๋า จะเอาเงินมาจากใหน จ๊ะ 
ตอบให้ ผู้เสียภาษี ชื่นใจ หน่อย ซิ

:-\
ภาพข้างล่างนี้เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ high payee keyword  ร้อยดอล ต่อวันไม่ยากอย่างที่คิด

barbies55

ทางสายกลาง อยู่อย่างพอเพียง
คนที่จะทำตามแนวทางนี้ได้ ก็ต้องเป็นระดับเจ้าของกิจการ มีธุรกิจส่วนตัว หรือทำการเกษตร
แต่มนุษย์เงินเดือนจะทำได้ยังไงอ่ะ
เศรษฐกิจดีขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำเท่าเดิม เงินเดือนเท่าเดิม
รับทำเทมเพลท รับโมเทมเพลทให้เข้ากับสคริปต์ต่างๆ


On the Internet, Never One Know You are a Dog.
ผ้าขี้ริ้วห่อทองย่อมเป็นทองฉันใด เอาทองเปลวมาห่อขี้ก็ยังเป็นขี้ฉันนั้น

7

อ่านความเห็นใน thaivi มีคนนึงออกความเห็นว่า
บ้านเราไม่มีตลาดเงิน เพื่อถ่วงสมดุลย์ทางการเงิน
บ้านเราจึงมีจุดอ่อนที่ทำยังไงก็แก้ไม่ได้ตลอดกาล