ผมหวังให้บทความนี้จะสามารถช่วยให้คนที่ตั้งใจอยากเขียนหนังสือ หรืออยากขาย E-book
ได้มองเห็นช่องทาง แนวคิด แนวทาง และกำลังใจในการทำงานได้อย่างชัดเจน ว่าอนาคตของ E-book ไทย กำลังจะเติบโต และสดใสอย่างแน่นอน
หลายคนกลัวที่จะเริ่มต้น มันไม่ใช่เรื่องผิดที่คุณกลัว ผมเองก็กลัวเช่นเดียวกันในตอนที่เริ่มต้น แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการลงมือทำอย่างจริงจัง!
สรุปยอดขายรวมทั้งสิ้นยอดขายทั้งหมด 107,578 บาท- Make Money from Thai Affiliate 66,880 บาท
- Rich Online with Writing 40,698 บาท
ต้นทุน- ค่าจดโดเมน $7.99 (ประมาณ 250 บาท)
- ค่าเช้าโฮ้สติ้ง $0 (ใช้โฮ้สนอกรวมกับเว็บอื่นๆ)
- ค่าธีม Wordpress ซื้อจาก Themeforrest.com $59 (ประมาณ 1,888 บาท)
- ค่าโฆษณา 22,620 บาท
- ค่าจ้างทำป้าย Banner 600 บาท
- รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 25,358 บาท
หักต้นทุน กำไรสุทธิ 82,220 บาทสถิติที่น่าสนใจนั่นคือยอดขาย E-Book ของผม ถือว่ามีกำไรโดยไม่หักค่าแรงในการเขียนเท่ากับ 82,220บาท เป็นกำไรกว่า 3เท่า ของต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ลุกค้าของผมทั้งหมด
- จ่ายเงินผ่าน PayPal 57%
- โอนผ่านธนาคาร 28%
- และชำระเงินผ่านบัตรเครดิตอีกประมาณ 10%

ไม่อาจบ่งชี้อะไรเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของคนไทยในอินเตอร์เน็ตได้ แต่อยากให้มองเห็นภาพกว้างว่า เมื่อสินค้าเป็น Digital Product การใช้จ่ายโอนเงินผ่านธนาคารออนไลน์ (PayPal) และบัตรเครดิตก็สามารถทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น จ่ายเงินเสร็จ ดาวน์โหลดไฟล์ได้ทันที สะดวก สบายทั้งผู้ขาย และผู้ซื้อ
แรงบันดาลใจในการเขียน E-Book ขายผมเองเป็นคนธรรมดา เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคุณนั่นแหละ ไม่ได้มีความรู้ระดับด็อกเตอร์อะไรเลย เป็นพนักงานระดับปฏิบัติการ (หมายถึงเอาแรงทำงานา แลกเงิน) บางคนเข้าใจผิดว่าการเขียนบทความ การเขียนหนังสือ หรือเผยแพร่บทความต่างๆนั้น ต้องมีเรียนจบสูง ทำงานในตำแหน่งดีๆ เงินเดือนมากๆ หรือเป็นข้าราชการ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณกำลังคิดว่าเหมาะสมสำหรับการมีผลงานเขียนเผยแพร่สู่สาธารณะคุณอั้มจากบล็อก Asuradech.com เคยบอกผมว่า ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น แบ่งออกเป็น 3ระดับ คือกูไม่รู้ >> Guru >> Guruขั้นเทพ คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้จนถึงขั้นGuruขั้นเทพหรอก จึงจะเขียน E-Book ได้ คุณแค่เขียนความรู้ที่คุณรู้อย่างแท้จริง และมีความเชี่ยวชาญ สามารถนำไปใช้งานได้จริงให้สำหรับคนที่เป็น “กูไม่รู้” ซึ่งมีมากมาย และความรู้เหล่านี้แหละที่มือใหม่ทั้งหลายต้องการผมคงต้องสารภาพตามตรงว่าแรงบันดาลให้เริ่มต้นเขียน E-Book เพื่อขายความรู้นั้น มาจากการอ่าน E-Book เรื่อง “The Freedom Hacker” โดย พอล The CEO Blogger ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับทำงานอย่างไรให้มีอิสระ และสร้างรายได้ที่ดีได้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเป็น Blogger และการเขียน E-Book อยู่บ้าง และนั้นเป็นสิ่งที่ผมอยากทำบ้าง แต่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี จนมาได้อ่านผลงานอีกเล่มของคุณพอล “How to Become an eBook Self Publisher” ที่มีเนื้อหาสำหรับการเป็นนัดเขียน E-Book เพื่อจำหน่ายได้ด้วยตนเอง
เล่มนี้แหละที่เปิดกะโหลกผมเลย หลังจากอ่านเสร็จ ผมลงมือร่างและเขียน E-Book เล่มแรกของผมทันที นั่นคือ “ทำเงินออนไลน์ได้จริงจากไทย Affiliate” และไม่นาน ผลงานเล่มนี้ก็วางจำหน่ายบนเว็บไซต์ที่เปิดมาเพื่อขาย E-Book เล่มนี้โดยเฉพาะเลยผมแปลกใจไม่น้อยว่าทำไมเมืองไทย ไม่มีคนเขียนหนังสือ หรือ E-Book สอนเขียน E-Book ออกมาขายตั้งนานแล้ว เพราะในต่างประเทศนั้นมีหนังสือแนวนี้เยอะมาก รวมถึง E-Book ก็มีจำหน่ายเยอะด้วย อาจจะเป็นเพราะค่านิยม เครื่องมือในการอ่าน E-Book ของคนไทยยังน้อยอยู่รึเปล่า คนไทยก็เลยไม่สนใจอย่างจริงจัง และยังไม่เห็นประโยชน์ของ E-Book ว่า เนื้อหาบางอย่าง ไม่สามารถหาได้จากหนังสือเล่มที่วางขายได้ทั่วไป
ผมเริ่มต้นเขียน E-Book ด้วยความไม่พร้อมหลังจากอ่านอีบุ๊คที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเป็นนักเขียนE-Book ทำให้ผมอยากเขียนขึ้นมาทันที ทันใด แต่ความไม่พร้อมของผม ความรู้ที่มีอยู่น้อยนิด ความกังวลใจว่าจะเขียนได้ไหม จะเขียนอะไร แล้วถ้าเขียนเสร็จจะขายให้ใคร จะมีคนซื้อไหม เป็นสิ่งที่ผมคิดวนเวียนอยู่ในใจหลายวัน และยังไม่ลงมือเขียนซะที จุดเปลี่ยนของผมก็คือการนึกทบทวน ถึงความเป็นอิสระจากงานที่ไม่ได้ชอบมากมายนัก ที่ทำอยู่ก็เพราะมันจำเป็น บรรยากาศที่ทำงานก็ไม่ค่อยดี การต้องตื่นไปทำงานที่เราไม่ชอบทุกๆเช้า เบียดเสียดผู้คนมากมายบนรถไฟฟ้า เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย คุณหลายคนก็คงเป็น “อาการเบื่องานประจำ”
“คุณไม่มีทางได้สิ่งใหม่ จากการทำสิ่งเดิม”(คำพูดใครจำไม่ได้แล้ว แต่ประมาณนี้) ดังนั้น ผมจึงเปลี่ยนไปทำสิ่งใหม่ เพื่อที่จะได้รับสิ่งใหม่ๆ กลับมา ลองคิดเล่นๆว่า หากไม่มีคนซื้อจริงๆ อย่างน้อยเราก็ได้ทำเต็มที่แล้ว อย่างน้อยเราได้ลองทำสิ่งใหม่แล้ว แม้อาจจะไม่ได้ผลตอบรับที่ดี แต่นั้นหมายถึงเราได้พยายามแล้วจริงๆ ลงมือทำทันที หลังจากที่คิดได้ แนวคิดที่ผมคิดได้ในการเขียน E-Book ตอนนั้นคือ “ถ้าไม่ได้เป็นคนแรก ก็ขอให้เป็นคนที่ดีที่สุด” ซึ่งในตอนนั้น ไม่มีใครอยากทำ Affiliate ไทย เพราะทำแล้วไม่รู้จะโดนเบี้ยวหรือเปล่า ร้านค้าไม่มีความน่าเชื่อถือเท่าไหร่ มีความยุ่งยากซับซ้อนในการเบิกจ่ายเงินค่าคอมฯ ทำให้หลายคนค่อนแคะ Affiliate ไทย ว่าเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้แน่นอน แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้น ผมคิดว่าแค่ว่าประเทศไทย มีการหารายได้จากอินเตอร์เน็ตด้วยการเป็นนายหน้าออนไลน์ (Affiliate) แล้วทำไมเราจะไม่ทำ มันง่ายกว่าทำ Affiliate ต่างประเทศเยอะเลยนะ อย่างแรกเลยคือภาษาที่ใช้เป็นภาษาไทย โอ้วว ไม่ทำไม่ได้แล้ว
ผมทดลองทำอยู่หลายเดือนกว่าจะได้ค่าคอมฯงวดแรก และเป็นไปตามที่หลายคนพูดไว้เลยแหละ การเบิกจ่ายเงินค่อนข้างยุ่งยาก และล่าช้ากว่ากำหนดจริง แต่นั่นก็การันตีได้อย่างหนึ่งว่า “Affiliate ไทยจ่ายจริง” ดังนั้น ผมจึงทำต่อไป และได้รับค่าคอมฯมาพอสมควร ความรู้ที่ได้มาจาก Affiliate ต่างประเทศที่ผมเคยทำมานั่นแหละ ทั้ง Amazon, VIglink, Prosperent และอีกหลายเจ้า แค่นำมาปรับปรุงให้เข้าบ้านเราเท่านั้นเอง เมื่อประสบผลลัพธ์ที่น่าพอใจ การเขียนบทความใน E-Book ก็เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟังว่า จะทำอย่างไรให้ได้เงินจาก Affiliate อย่างยั่งยืน นั่นคือ Key Concept สำหรับ E-Book ของผม
คุณลองนึกซิว่า คุณเล่าเรื่องอะไรซักเรื่องให้เพื่อนฟัง เรื่องที่คุณไปทำมา ไปเจอมาด้วยตัวเอง คุณแทบไม่ต้องเรียนรู้ วิธีการเล่าเรื่องจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยใดๆเลย คุณสามารถเล่าเรื่องนั้นได้เลยทันที รายละเอียดทุกอย่าง ที่มี ที่ไป ข้อดี ข้อเสีย ทำแบบนั้นไม่ดี ทำแบบนี้ได้ผลดีกว่า ขายได้เยอะกว่า จะเล่ากลางเรื่อง หรือย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น คุณก็ทำได้อย่างลื่นไหล โดยไม่มีติดขัด
เขียน E-Book มันไม่ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ(ฮา)
คุณไม่มีทางรู้เลยว่าคุณสามารถ หรือชอบที่จะทำอะไรได้ดี นอกจาต้องลงมือทำเสียก่อน ผลตอบรับก็อย่างที่เห็นตามรายงานจากด้านบนนะครับ ได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดี สำหรับผมนะ
โปรดรับข้าน้อยเป็นศิษย์ด้วยเถิด..ผมนึกถึงฉากพระเอกหนังจีนกำลังภายใน ที่ต้องขึ้นเขาไปฝึกวิชา กว่าจะขึ้นได้ก็ใช้เวลานานโข ไหนจะไปขอร้องอาจารย์ให้รับเป็นศิษย์ ต้องคุกเข่าอยู่หน้าสำนัก ตากแดด ตากฝน อยู่หลายวัน เมื่ออาจารย์เห็นความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง จึงยอมรับเป็นศิษย์เพื่อร่ำเรียนวิชา มองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าสมัยนี้เราไม่ได้ลำบากขนาดนั้น เพื่อที่จะรู้วิชา ความรู้ใดๆ หากโรงเรียนไม่มีสอน ก็มีคนที่เป็นมืออาชีพด้านนั้นๆออกมาสอนมากมาย เขียนหนังสือให้ความรู้เรื่องที่คุณอยากรู้ มีสัมมนาสอนอยู่เป็นระยะๆ ความรู้ทุกวันนี้มันได้มาง่ายกว่าหนังจีนกำลังภายในเยอะครับแต่ผมเองก็ยังสงสัยสำหรับบางคนที่บอกว่าไม่รู้ ไม่เชียวชาญ ทำเงินได้น้อย หรือไม่ประสบความสำเร็จ เปรียบเทียบให้เห็นเหมือนในหนังจีนกำลังภายใน อาจารย์แต่ละคนนั้นมีลูกศิษย์หลายคน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้เป็นศิษย์เอกหรอกนะครับ มีเฉพาะบางคนเท่านั้นที่เป็นคนที่นำวิชา ความรู้นั้นไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ และเห็นผลอย่างชัดเจน ทั้งๆที่อาจารย์ก็สอนเรื่องเดียวกัน เหมือนกันทุกคน
ความรู้มีอยู่มากมายกว่าแต่ก่อนเยอะครับ อยู่ที่คุณแหละว่า พร้อมจะยอมลงทุนไหม ไม่ต้องลงทุนปีนเขาไปเรียน ไม่ต้องนั่งคุกเข่าหน้าสำนัก แค่เดินไปร้านหนังสือ ซื้อหนังสือราคาไม่กี่ร้อยบาทมาอ่าน ไปเข้าคอร์สสัมมนาราคาไม่กี่พันบาท คุณจะได้รับความรู้นั้นมาเต็มๆ นำไปใช้งานได้จริงๆ ไม่ต้องนอนให้หนอนแดกแล้วครับคราวนี้ มีความรู้จากมืออาชีพมาสอนคุณ คุณนำไปปฏิบัติจริง เป็นผลจริง วัดผล และปรับประยุกต์ให้เข้ากับตัวคุณ ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม “การลงทุนกับการศึกษาเป็นหารลงทุนที่คุ้มค่าเสมอ” ต้องมีบอกเลยว่านอกจาก E-Book ของคุณพอลที่ผมอ่านแล้วนั้น ในเมืองไทยไม่มีใครเขียนบทความ เขียนหนังสือ หรือเขียน E-Book เล่มอื่นๆเลย ดังนั้นเมื่อต้องการที่จะทำมันอย่างจริง ผมก็เริ่มเรียนรู้จากฝรั่งเมืองนอกแล้วครับ บอกตามตรงภาษาอังกฤษผมไม่กระดิกเอาเสียเลย แต่เมื่อผมต้องการที่รู้ เพื่อนำมาลงมือทำงาน เพื่อทำเงิน ดังนั้น เมื่อไม่รู้ ก็ต้องเรียนให้มันรู้ ผมเริ่มเข้าไปอ่านบทความจากบล็อกเกอร์จากต่างประเทศ ซื้อ E-Book ภาษาอังกฤษ (ทั้งๆที่อ่อนภาษาก็ยังซื้อ อย่างน้อย ซื้อมาดูรูปเอา) เมื่อความรู้เป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งในการลงมือทำอะไรซักอย่าง ดังนั้นไม่ว่าจะยากลำบาก (ที่จริงก็ไม่ลำบากมากนะ) ผมจะให้ความสำคัญ และลงทุนกับเรื่องนี้ก่อน เมื่อเรารู้แล้ว ความรู้พื้นฐานนั้นสามารถปรับประยุกต์ ต่อยอดได้มากมายเลยครับ จริงๆ
เครื่องมือที่ผมใช้ในการเขียน E-Bookมาว่ากันในเรื่องเครื่องมือการสร้างและเขียน E-Book กันนะ หลายคนอยากรู้แล้วว่า อยากเขียน E-Book ต้องใช้โปรแรกมอะไรในการเขียน เอาตอบแบบสั้นเลยนะ ใช้ Microsoft Word เขียนเสร็จแล้ว กด F12 Save as เป็นนามสกลุ .pdf แค่นี้แหละ หลายๆคนพยายามเค้นเอาความลับจากผมโดยการส่งข้อความมาถามใน Facebook ว่าใช้โปรแกรมอะไรในการเขียน E-Book พอบอกว่าใช้ MS Word ก็ไม่เชื่ออีก หาว่าทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ E-Book ของคุณวัชระ ใช้แค่ MS Word เนี๊ยะนะ
ครับ ทำได้ขนาดนี้แหละครับ - -'
เหตุที่ผมใช้โปรแกรม MS Word ในการเขียน E-Book ก็เพราะ
- เป็นโปรแกรมพื้นฐานในเครื่องคอมพิวเตอร์น่าจะมีกันทุกเครื่อง สำหรับ OS Windows
- ใช้งานง่าย หากคุณทำงาน Office คุณถามการใช้งานโปรแกรมนี้ได้จากเพื่อนที่ทำงานเลยครับ เป็นโปรแกรมพื้นฐานสำหรับสำนักงาน
- หนังสือสอนใช้งานมีเยอะ บางเล่มราคาถูกมากๆยิ่งเป็นเวอร์ชั่นเก่า ยิ่งถูกไปใหญ่ ที่จริงหากจะซื้อคู่มือแกรม MS Word เลือกที่เป็นรุ่นเก่าๆก็ได้ เพราะเราใช้แค่เครื่องมือพื้นฐานเท่านั้น บางเล่มหาซื้อได้ตามกองหนังสือมือสองลดราคาก็มี
- การแปลงเป็น E-Book ในฟอร์แมต .pdf ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเสริมใดๆ ขอแค่เครื่องคอมพิวเตอร์คุณมีโปรแกรมอ่านไฟล์ .pdf ก็กด Save as เลือกฟอร์แมตสำหรับ E-Book ของคุณจากโปรแกรมMS Word ได้เลย
แล้วถามว่าจะจัดหน้าสวยๆ เหมือนหนังสือทำยังไง ผมตอบไว้ตรงนี้เลยว่า ด้วยการที่เราเป็น E-Book Self-Publishing นี่แหละ ผมจึงไม่ลงทุนในการจัดรูปเล่มให้เป็นเหมือนหนังสือ หากจะจ้างคนมาทำการจัดหน้า ทำหน้าปกสวยๆ งานนี้มีขึ้นต่ำ 6หลักนะครับ สำหรับการจัดหน้า ดังนั้นเนื้อหาใน E-Book ต่างหากที่จะเป็นจุดขายของเรา ผมเน้นความง่ายในการอ่าน จัดหน้าให้เป็นระบบ สวยงาม อ่านง่าย อาจจะมีลูกเล่นบ้าง เล็กน้อย ที่ Footer ก็ลองเล่น ลองจัดกันดูครับ ไม่ยากๆ
ผมโปรโมท EBook อย่างไร?----
เดี๋ยวมาต่อ นะ...อิอิ
----