ปฐมแนะ4ขั้นบันไดทอง ดึงโฆษณาออนไลน์ไทยแตะ5พันล้านใน3ปี

เริ่มโดย CyberNet, 28 ตุลาคม 2007, 09:30:00

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

CyberNet

      ปฐม อินทโรดม แม่ทัพเอ.อาร์.ฯผู้จัดงานคอมมาร์ต ชี้เหตุอุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์ไทยไปไม่ถึงดวงดาวว่าเป็นเพราะการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ระบุคนโฆษณามัวแต่เลือกลงแบนเนอร์กับเว็บไซต์ที่มี"ฮิทเรท"หรือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์สูงๆโดยไม่ดูกลุ่มเป้าหมาย ผลที่ออกมาไม่เวิร์กจึงทำให้การตลาดออนไลน์ไทยไม่ขยายตัวเช่นต่างชาติ ฟันธงหากเดินตามบันได 4 ขั้นนี้จะทำให้คนโฆษณาเห็นผลงานเนื้อๆภายใน 3 เดือน เชื่อว่าจะช่วยสร้างการเติบโตให้มูลค่าตลาดโฆษณาออนไลน์ไทยแตะระดับ 5 พันล้านบาทในปี 2010
       
       4ขั้นครบวงจร
       
       นายปฐม อินทโรดม บริษัท เอ.อาร์ อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด ระบุว่าบันได 4 ขั้นนี้จะทำให้การตลาดออนไลน์สามารถนำไปต่อยอดได้แบบครบวงจร โดยเรียกรูปแบบการตลาดนี้ว่า "ออนไลน์ปลายปิด"
       
       บันไดขั้นแรกคือการสร้างกระแสด้วยโลกออนไลน์ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตคือแหล่งที่สามารถสร้างกระแสหรือความเชื่อมั่นในตัวสินค้าให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ขั้นที่สองคือการใช้สื่อดั้งเดิมเข้ามาช่วย เช่นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซึ่งยังมีอิทธิพลกับคนไทยตลอดมา ขั้นต่อไปคือการสร้างสังคมหรือคอมมูนิตี้ระหว่างผู้ใช้กลุ่มเดียวกัน ขั้นสุดท้ายคือการดึงคอมมูนิตี้มาที่ช่องทางจำหน่ายหรือชาแนล
       
       "การดึงมาที่ชาแนลจะทำให้เกิดยอดขาย เกิดการคืนทุนหรือรีเทิร์น ทำให้เจ้าของสินค้าได้พบกับผู้ใช้ ทั้งหมดจะทำให้นายทุนเห็นชัดๆว่าการลงทุนทั้งหมดได้คืน"
       
       นายปฐมระบุว่าการทำตลาดงานคอมมาร์ตที่ผ่านมาใช้กลยุทธ์"ออนไลน์ปลายปิด"มาตลอด เป็นการตลาดที่เอ.อาร์.คิดขึ้นมาเอง โดยที่มาของชื่อปลายปิดหมายถึงการปิดที่ชาแนลหรืองานอีเวนท์ที่จัดขึ้น ต่างจากการทำตลาดออนไลน์ปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นปลายเปิดที่มีแต่การลงแบนเนอร์ไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย
       
       3 เดือนคืนทุน
       
       "ก่อนที่สินค้าจะเข้ามาวางจำหน่าย เราสามารถสร้างกระแสก่อน 2 เดือน ลงโฆษณาสื่อดั้งเดิมอีก 1 เดือน วันที่สินค้าเข้ามาเชื่อว่าคอมมูนิตี้เกิดแล้ว เท่านี้การลงทุนที่เสียไปก็จะเห็นผลภายใน 3 เดือน"
       
       นายปฐมอธิบายว่า ที่ผ่านมาการตลาดออนไลน์ของนายทุนไทยส่วนใหญ่เป็นไปตามตลาดอเมริกัน ที่เลือกลงโฆษณากับเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงเป็นหลัก แต่การสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเมืองไทยที่มีอยู่ 8.5 ล้านคนพบว่าเกือบ 70% เน้นการใช้งานเฉพาะโปรแกรมสนทนาหรือ IM (INSTANT MESSENGER) ส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตในด้านอื่น นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจการโฆษณาออนไลน์ของไทยเติบโตได้ยาก
       
       "ที่ผ่านมาการตลาดออนไลน์ออนไลน์ไทยจะเน้นการลงโฆษณาในเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้ครบวงจร อเมริกาทำได้เพราะคนออนไลน์เค้าเยอะมาก คนอเมริกันกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ออนไลน์ เทียบกับของไทยที่สัดส่วนการออนไลน์ยังมีอยู่น้อยนัก สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราทำแบบเค้าไม่ได้" นายปฐมกล่าว "ปัจจุบันตลาดโฆษณาออนไลน์ไทยมีสัดส่วนเพียงแค่ 1% ของตลาดโฆษณาทั้งหมดเท่านั้น ขณะที่อเมริกา หรือยุโรปมีอัตราส่วนถึง 15-20% บ้านเค้าไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว"
       
       สำหรับปี 2008 เอ.อาร์ฯระบุว่าเตรียมทุ่มเงินสำหรับธุรกิจสื่อออนไลน์กว่า 30 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนโมเดล "ออนไลน์ ปลายปิด" คาดว่ารายได้จากธุรกิจออนไลน์จะมีสัดส่วนสูงขึ้นกว่า 20-25% จากยอดรวมรายได้ของบริษัทเอ.อาร์ฯ ซึ่งเติบโตจากปีนี้ที่มีอยู่ 10%


http://manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9500000127708
ขอบคุณ Google และเพื่อน ๆ ในบอร์ดทุกคน ที่ทำให้ผมมี Vios ขับ
ขอบคุณ Amazon และเพื่อน ๆ ในบอร์ดทุกคน ที่ทำให้ผมมีเงินผ่อน Vios ทุกเดือน

delpiero

ปฐม อินทโรดม แม่ทัพเอ.อาร์.ฯผู้จัดงานคอมมาร์ต ชี้เหตุอุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์ไทยไปไม่ถึงดวงดาวว่าเป็นเพราะการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ระบุคนโฆษณามัวแต่เลือกลงแบนเนอร์กับเว็บไซต์ที่มี"ฮิทเรท"หรือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์สูงๆโดยไม่ดูกลุ่มเป้าหมาย ผลที่ออกมาไม่เวิร์กจึงทำให้การตลาดออนไลน์ไทยไม่ขยายตัวเช่นต่างชาติ ฟันธงหากเดินตามบันได 4 ขั้นนี้จะทำให้คนโฆษณาเห็นผลงานเนื้อๆภายใน 3 เดือน เชื่อว่าจะช่วยสร้างการเติบโตให้มูลค่าตลาดโฆษณาออนไลน์ไทยแตะระดับ 5 พันล้านบาทในปี 2010
       
       4ขั้นครบวงจร
       
       นายปฐม อินทโรดม บริษัท เอ.อาร์ อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด ระบุว่าบันได 4 ขั้นนี้จะทำให้การตลาดออนไลน์สามารถนำไปต่อยอดได้แบบครบวงจร โดยเรียกรูปแบบการตลาดนี้ว่า "ออนไลน์ปลายปิด"
       
       บันไดขั้นแรกคือการสร้างกระแสด้วยโลกออนไลน์ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตคือแหล่งที่สามารถสร้างกระแสหรือความเชื่อมั่นในตัวสินค้าให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ขั้นที่สองคือการใช้สื่อดั้งเดิมเข้ามาช่วย เช่นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซึ่งยังมีอิทธิพลกับคนไทยตลอดมา ขั้นต่อไปคือการสร้างสังคมหรือคอมมูนิตี้ระหว่างผู้ใช้กลุ่มเดียวกัน ขั้นสุดท้ายคือการดึงคอมมูนิตี้มาที่ช่องทางจำหน่ายหรือชาแนล
       
       "การดึงมาที่ชาแนลจะทำให้เกิดยอดขาย เกิดการคืนทุนหรือรีเทิร์น ทำให้เจ้าของสินค้าได้พบกับผู้ใช้ ทั้งหมดจะทำให้นายทุนเห็นชัดๆว่าการลงทุนทั้งหมดได้คืน"
       
       นายปฐมระบุว่าการทำตลาดงานคอมมาร์ตที่ผ่านมาใช้กลยุทธ์"ออนไลน์ปลายปิด"มาตลอด เป็นการตลาดที่เอ.อาร์.คิดขึ้นมาเอง โดยที่มาของชื่อปลายปิดหมายถึงการปิดที่ชาแนลหรืองานอีเวนท์ที่จัดขึ้น ต่างจากการทำตลาดออนไลน์ปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นปลายเปิดที่มีแต่การลงแบนเนอร์ไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย
       
       3 เดือนคืนทุน
       
      "ก่อนที่สินค้าจะเข้ามาวางจำหน่าย เราสามารถสร้างกระแสก่อน 2 เดือน ลงโฆษณาสื่อดั้งเดิมอีก 1 เดือน วันที่สินค้าเข้ามาเชื่อว่าคอมมูนิตี้เกิดแล้ว เท่านี้การลงทุนที่เสียไปก็จะเห็นผลภายใน 3 เดือน"
       
       นายปฐมอธิบายว่า ที่ผ่านมาการตลาดออนไลน์ของนายทุนไทยส่วนใหญ่เป็นไปตามตลาดอเมริกัน ที่เลือกลงโฆษณากับเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงเป็นหลัก แต่การสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเมืองไทยที่มีอยู่ 8.5 ล้านคนพบว่าเกือบ 70% เน้นการใช้งานเฉพาะโปรแกรมสนทนาหรือ IM (INSTANT MESSENGER) ส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตในด้านอื่น นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจการโฆษณาออนไลน์ของไทยเติบโตได้ยาก
       
       "ที่ผ่านมาการตลาดออนไลน์ออนไลน์ไทยจะเน้นการลงโฆษณาในเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้ครบวงจร อเมริกาทำได้เพราะคนออนไลน์เค้าเยอะมาก คนอเมริกันกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ออนไลน์ เทียบกับของไทยที่สัดส่วนการออนไลน์ยังมีอยู่น้อยนัก สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราทำแบบเค้าไม่ได้" นายปฐมกล่าว "ปัจจุบันตลาดโฆษณาออนไลน์ไทยมีสัดส่วนเพียงแค่ 1% ของตลาดโฆษณาทั้งหมดเท่านั้น ขณะที่อเมริกา หรือยุโรปมีอัตราส่วนถึง 15-20% บ้านเค้าไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว"
       
      สำหรับปี 2008 เอ.อาร์ฯระบุว่าเตรียมทุ่มเงินสำหรับธุรกิจสื่อออนไลน์กว่า 30 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนโมเดล "ออนไลน์ ปลายปิด" คาดว่ารายได้จากธุรกิจออนไลน์จะมีสัดส่วนสูงขึ้นกว่า 20-25% จากยอดรวมรายได้ของบริษัทเอ.อาร์ฯ ซึ่งเติบโตจากปีนี้ที่มีอยู่ 10%

ที่มา......
http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9500000127708


Spam Board Killer