ผมคนพิดโลก รู้สึกภูมิใจในจังหวัดตัวเอง ผมเชื่อว่า คนเชียงใหม่ หรือ คนสงขลา ก็ภูมิใจในจังหวัดเค๊าเหมือนกัน เลิกเหอะกับความคิดว่า ภาคของฉันดีกว่า ภาคนั้น ภาคนี้ เหมือนพวกแบ่งแยกเผ่าพันธ์ สีผิว เชื้อชาติยังไงก็ไม่รู้
อันนี้ผมเห็นด้วยครับ ฉะนั้นนี่เป็นอีกเหตุหนึ่งทำให้ผมไม่พูดถึงคนภาคอื่น ด้วยเหตุผลนี้แหล่ะครับ เพิ่มเติมอีกนิด ความแตกแยกที่ว่ามาทั้งหมดนั้นเกิดจากความเชื่อ
การขจัดความแตกแยกลักษณะนี้ได้คือการที่ทำให้คนส่วนใหญ่รับรู้ความจริงที่ตรงกัน เมื่อทุกคนรู้ความจริงที่ตรงกันปัญญาก็เกิด ความแตกแยกก็จะหายไป แต่ว่าจะ
ทำให้คนรู้ความจริงนี่ยาก ที่ยากเพราะคนส่วนใหญ่บอกให้เชื่อโดยให้เชื่อก่อนพิสูจน์ทีหลัง แต่ผมบอกให้พิสูจน์สิ่งที่ผมบอกก่อนแล้วความเชื่อตามมาเองตามผลที่เกิด
ขึ้นกับแต่ละคน
คุณครับ นี้คุณยังไม่เข้าอีกหรอครับ ว่าประโยคที่คุณพูดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่
"ภาคใต้ มีแต่คนที่มีการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ครับ คนใต้จะเป็นคนที่มีเหตุผล ยากที่จะให้ใครครอบงำได้"มันเป็นการดูถูกภาคอื่น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้พูดถึงภาคอื่นเลย แต่มันทำให้คนภาคอื่นที่อ่านได้เข้าใจว่า ภาคอื่นๆ อีสาน กลาง เหนือ ตะวันออก ตก เป็นคนที่ไม่มีเหตุผล ถูกครอบงำได้ง่าย มีแต่การศึกษาต่ำๆกันทั้งนั้น เลยทำให้โง่ ทำให้ถูกครอบงำ
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าในห้องเรียน ผมบอกว่า ผมเป็นคนฉลาดที่สุดในห้อง แล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ เพื่อนๆเขาก็เข้าใจเองล่ะครับ ว่าผมบอกว่า คนอื่นๆในห้องฉลาดน้อย(โง่)กว่าผม โดยที่ผมไม่ต้องพูดว่าคนอื่นโง่ แต่ถ้าจะบอกว่า ผมไม่ได้พูดอ้างอิงถึง ใครอยากรับก็รับไป คุณคิดว่าความคิดแบบนี้ดีหรือไม่
"
ผมพิมพ์เท่าที่พิมพ์ พิมพ์อะไรก็สื่อไปเท่านั้น ถ้าผมจะสื่อผมก็บอกต่อไปแล้วสิ เช่น บอกไปเลยคนภาค ก. โง่ถูกครอบงำได้ง่าย
แต่นี่มันมีเท่านั้นก็เท่านั้น ถ้ามีมันมีไปแล้ว แต่ย้อนกลับไปดู ผมยังไม่ได้พูดถึงคนภาคอื่นเลยแม้แต่น้อย ที่เหลือคิดกันไปเอง
กระทู้นี้พูดถึงคนใต้ก็ต้องคนใต้เท่านั้นภาคอื่นไม่เกี่ยว แล้วถ้าให้ผมพูดผมก็พูดตรง ๆ โผงผางไม่ถนอมน้ำใจใคร เห็นว่าเป็นอย่าง
ไรก็เท่านั้นแหล่ะ ผมพูดหรือพิมพ์อะไรออกไปแค่ไหนก็แค่นั้นแหล่ะไม่มีมากกว่านั้น"
ผมไม่ได้อยู่สีไหนน่ะ
ผมเข้าใจครับ แต่นี่มันสะท้อนว่า การที่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักคำสอนในพุทธศาสนามันทำให้เกิดทุกข์อย่างไร
การพูดหรือการกระทำใด ๆ เจตนาอยู่ที่ผู้พูด เราไม่อาจควบคุมคนฟังให้รู้สึกเหมือนเราได้ นี่คือคำตอบที่ว่า
ทำไมคนไม่กล้าแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา เพราะต้องแคร์ความรู้สึกของคนอื่น
ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วความสุขหรือทุกข์นั้นอยู่ที่ใจตน คนรับไปถ้าคิดให้มันทุกข์หรือมีเจตนารับแล้วนำไปก่อทุกข์ให้กับตน
นั่นมันอยุ่ที่คนรับ ส่วนคนส่งหรือคนพูดถ้าหากมีเจตนาที่จะพูดแล้วก่อทุกข์ให้ผู้ฟัง ตนเองก็ทุกข์ ความทุกข์ที่เกิดขึ้น
ได้แก่ คนอื่นจะรู้มั้ยว่าเราคิดอย่างไร หรือหลายต่อหลายตนไม่กล้าแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา เพราะกลัวว่า
คนอื่นจะตีความเป็นอย่างอื่นได้ คนที่มีอคติในแง่บวกกับคำพูดของผมก็ตีความเข้าข้างผม คนที่มีอคติในแง่ลบก็ตี
ความในแง่ลบ ทั้งบวกและลบถือว่าเป็นอคติทั้งสิ้น เพราะความจริงออกจากผมเท่านั้น คนเราจะคิดจะพูดหรือจะทำ
อะไรลงไปนั้น ย่อมรู้อยู่แก่ใจ
ถ้าเข้าใจไม่ตรงตามนี้ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบได้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้คนเห็นด้วยกับเราทุก
อย่าง คนที่คิดว่าผมดูถูกเขาก็คิดไป คนที่คิดว่าผมแสดงความเห็นอย่างมีเหตุผลก็คิดไป คำถามจึงต้องมาตกอยู่ที่ว่า
ผมมีเจตนาที่จะดูถูกหรือไม่ ถ้ามีผมก็ต้องยอมรับบาปกรรมเป็นวิบากกรรมไป แต่ถ้าไม่มีผมก็เฉย ๆ มันก็เท่านั้น