เมนู

แสดงโพสต์

ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)

เมนู แสดงโพสต์

หัวข้อ - stjames

#91

Google จับมือกับ Neverware ร่วมกันเปิดโครงการใหม่ CloudReady OS เพื่อนำระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า Chromium OS มาดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งานในโรงเรียน เพื่อลงให้กับโรงเรียนต่างๆ ที่ไม่มีงบประมาณมากพอในการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะลงระบบปฏิบัติการ CloudReady เพื่อให้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆ ทำงานได้เหมือน Chromebook รุ่นใหม่ และสามารถใช้งานระบบการเรียนการสอนรุ่นใหม่ทั้ง G Suite for Education และ Google Classroom ได้


ซึ่งหลังจากการเปลี่ยนมาใช้ CloudReady OS แล้ว พบว่านักเรียนมีอัตราการใช้งานคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น โดยจากสถิติของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในปีการศึกษาที่ผ่านมาอุปกรณ์ถูกจองแค่ 4 ครั้ง แต่ปีนี้ นักเรียนจองใช้งานเยอะขึ้นถึง 21 ครั้งต่อสัปดาห์ จากการเรียนทั้งหมด 25 ครั้งต่อสัปดาห์

โดยนอกจาก Google และ Neverware แล้ว ในโครงการนี้ก็ยังมี London Grid for Learning ที่เป็นหน่วยงานไม่หวังผลกำไรที่ทำเรื่องการศึกษาในลอนดอนมาเข้าร่วมโครงการด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าโครงการนี้จะไปที่โรงเรียนใดบ้างนอกจากที่ลอนดอน


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-chromium-os-in-london/
#92

Google ประกาศปิดตัว Google+ แพลทฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Google อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่ง Google ยอมรับในที่สุดว่า Google+ ไม่เคยได้รับการยอมรับหรือมีส่วนร่วมกับผู้ใช้อย่างกว้างขวางเท่าที่ควร โดย 90% ของเซสชันผู้ใช้ Google+ มีผู้ใช้งานยังไม่ถึงห้าวินาทีเลย

อีกสาเหตุใหญ่ๆ ก็มาจากการที่ Google+ นั้นมีส่วนทำให้ผู้ใช้งานเกือบ 5 แสนบัญชีถูกมือดีแฮคเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้จากช่องโหว่ของ API ซึ่งมันทำให้มีบุคคลภายนอกซึ่งไม่ประสงค์ดี สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน Google+ ได้ โดยการแฮคดังกล่าวเป็นการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งาน โดยประกอบไปด้วยฟิลด์ข้อมูลอย่าง ชื่อ อีเมล อาชีพ เพศ และอายุ แต่ได้มีการแก้ปัญหาไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และยังไม่พบการนำข้อมูลนี้ไปใช้งานอย่างแบบผิดๆ แต่อย่างใด


ทั้งนี้ Google+ จะปิดให้บริการอย่างถาวรในเดือนสิงหาคม 2019 ให้เวลาผู้ใช้งานได้ทำการย้ายข้อมูลของตนเองออกไปยังบริการอื่นๆ โดยจะปิดเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปเท่านั้น ส่วนลูกค้าองค์กรจะยังคงเปิดให้บริการต่อไปตามเดิม (มันมีคนใช้ด้วยเหรอเนี่ย) ส่วนสำหรับคนที่ทำทางด้าน SEO ขอให้มั่นใจได้ว่าปุ่ม Google+ และ +1 จะไม่มีผลต่อการจัดอันดับในอนาคต ในกรณีที่ปิดตัวแล้ว


เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/google-plus-close/
#93

เมื่อ 20 ปีก่อน ใครที่เคยทำงานเว็บส่งอาจารย์ในสมัยนั้นน่าจะรู้จักกันดี "GeoCities" เพราะตอนนั้นที่ผู้เขียนสมัครอีเมล์ @yahoo.com นี่ก็เพราะจะใช้พื้นที่ฟรีของ GeoCities นี่แหละในการฝึกเขียนเว็บ ซึ่งภายหลังได้ถูกปิดตัวไปก็คงเหลือแต่เพียง GeoCities ในฝั่งญี่ปุ่น


เรียกว่าเป็นการปิดตำนาน Web 1.0 ของจริงแบบสมบูรณ์แล้ว สำหรับบริการเว็บโฮสติ้ง GeoCities ที่เหลืออยู่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่สุดท้ายของโลกได้ประกาศปิดให้บริการแล้ว โดยเว็บโฮสติ้ง GeoCities ในญี่ปุ่นนั้นเป็นบริษัทลูกของ Yahoo! หลังจากที่อเมริกาได้ทำการซื้อกิจการไปเมื่อปี 1999 ในราคา 2.89 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงยุคดอทคอมกำลังรุ่งเรือง แต่หลังจากนั้นทางอเมริกาได้ปิดตัวไปแล้ว เหลือแต่เพียงที่ญี่ปุ่น ซึ่งด้วยความที่ GeoCities ของญี่ปุ่นมีการจัดการแบบอิสระแยกจากอเมริกา และชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังนิยมในการทำเว็บไซต์แบบดั้งเดิมอยู่จึงทำให้บริการ GeoCities ในญี่ปุ่นยังอยู่ต่อมาได้เป็นสิบปี

แต่สาเหตุที่ต้องปิดตัวนั้นก็เนื่องจากมีปัญหาการทำกำไรทางธุรกิจ และปัญหาทางด้านเทคนิคในการดูแลระบบที่ยากขึ้น อีกทั้งระบบต่างๆ เริ่มไม่รองรับแล้ว จึงทำให้ต้องตัดสินใจปิดบริการ GeoCities ลง ถึงแม้ว่าจะยังมีผู้ใช้งานอยู่พอสมควรก็ตาม โดยการปิดตัวลงในครั้งนี้จะมีผลตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2019 เป็นต้นไป


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/yahoo-japan-geocities/
#94

ต้องบอกว่าเป็นฟีเจอร์ที่ชาว ios ตั้งตารอกันอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับ Google Maps เวอร์ชั่นที่รองรับ Apple CarPlay ซึ่งตอนนี้ Google ก็ได้เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการได้แล้ว โดยมีคุณสมบัติหลักเหมือนใน Google Maps ทั้งหมด ทั้งข้อมูลเส้นทางจราจร แผนที่การนำทาง และการค้นหาอื่นๆ อีกมากมาย

ผู้ใช้งาน iPhone สามารถใช้คุณสมบัตินี้ได้ โดยระบุตำแหน่งที่ต้องการเดินทาง และสามารถดูการนำทางบนจอภาพที่ติดตั้งในรถยนต์ที่มี Apple CarPlay ได้โดยตรง และผู้ใช้ยังสามารถพิมพ์ข้อความเพื่อค้นหาตำแหน่งที่ตั้งได้บนจอภาพและดูแผนที่เป็นรูปแบบดาวน์เทียมได้อีกด้วย

เรียกว่าเป็นการเพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ใช้ จากที่เคยใช้แต่ Apple Maps เท่านั้น และสำหรับใครที่มีรถยนต์ที่รองรับการใช้งาน Apple CarPlay ก็สามารถไปลองใช้งานกันได้เลย แต่คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า iPhone ของคุณใช้ iOS 12 และอัพเดตเป็นเวอร์ชัน 5.0 เสียก่อนนะจ๊ะ



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-maps-apple-carplay/
#95

Marc Benioff ผู้ก่อตั้ง Salesforce ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของนิตยสารชื่อดังระดับโลกอย่าง TIME ด้วยเงิน 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Meredith Corporation คาดว่าดีลนี้จะเสร็จสิ้นภายใน 30 วัน โดยนิตยสาร Time เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ ก่อตั้งมานานกว่า 90 ปี และมีผลงานเด่นที่สร้างความสนใจและผลกระทบทุกปีเช่นการคัดเลือก Person of the Year หรือการจัดอันดับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลก

ซึ่งในการซื้อกิจการในครั้งนี้ ซื้อแค่ในส่วนแค่นิตยสาร TIME ในเครือของ TIME Inc. เท่านั้น แต่นิตยสารด้านข่าวและกีฬาในเครือ TIME Inc. อย่าง Fortune, Money และ Sports Illustrated ยังไม่ถูกขายกิจการแต่อย่างใด โดยการซื้อกิจการครั้งนี้เป็นการซื้อในนามส่วนตัวของ Marc Benioff และภรรยาของเค้าเท่านั้น และในการดำเนินการทางธุรกิจหลังจากนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Salesforce.com แต่อย่างใด และทางด้านครอบครัว Benioffs เองก็จะยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานระบบปฏิบัติการของนิตยสาร จะยังคงปล่อยให้กรรมการบริหารนิคยสารชุดเดิมทำงานอยู่เหมือนเดิม

โดยเหตุผลก็คือ Benioff บอกว่าเขาต้องการลงทุนในนามครอบครัว กับบริษัทที่มีความสามารถสร้างผลกระทบในระดับโลกได้ และ Time ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ในธุรกิจสื่อด้านนี้ และหลังครอบครองกิจการ เขาจะปล่อยให้ Time ทำงานอย่างเป็นอิสระต่อไป


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/marc-benioff-time/
#96

หลังจาก google ได้เปลี่ยนการแสดงผลรูปภาพแบบใหม่ ก็มีกระแสตอบรับมาเลยว่าไม่คุ้น ไม่ชิน นี่มันคืออะไร? ก๊อป pinterest มาหรือเปล่า? ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนกลับมาเป็นแบบเดิมแล้ว ^^ แบบที่เราคุ้นเคย

ตอนนี้การแสดงผลรูปภาพบน Google กลับมาปกติแล้วนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ Google ได้เปลี่ยนการแสดงผลรูปภาพใหม่ ตามที่ searchengineland.com ได้วิเคราะห์เอาไว้ว่ามันอาจเป็นการทดสอบ ซึ่งมันก็เป็นจริงตามนั้น

โดยก่อนหน้านี้ Google image รูปแบบใหม่จะแสดงรูปภาพบนพื้นสีขาวที่มีคำอธิบายเพียงสั้นๆ ด้านล่างคล้ายๆ pinterest สั้นๆ ยาวๆ ไม่มีความเป็นระเบียบ และอีกอย่างเมื่อตอนคลิ๊กรูปขึ้นมาดู มันจะมีพื้นหลังสีขาวทะลุเห็นด้านหลังทำให้มันลายตา เหมือนเว็บแกลลอรี่ราคาถูกๆ ก็อย่างว่าแหละครับ Google เป็น Search Engine ระดับโลก ถ้าจะทำออกมาแล้วไม่ดีก็ต้องกลับไปคิดกันใหม่

การแสดงผลของ Google Image แบบใหม่


ตอนนี้กลับมาเหมือนเดิมแล้ว




เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/google-images-search-back/
#97

Programmers' Day / วันโปรแกรมเมอร์สากล

13 กันยายนของทุกปี ถือได้ว่าเป็นวันโปรแกรมเมอร์สากล กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติแก่โปรแกรมเมอร์ทั่วโลก ซึ่งวันนี้ก็จะถูกเฉลิมฉลองในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะในรัสเซีย

ในปี 2009 ประธานาธิบดี Dmitry Medvedev แห่งรัฐเซีย ได้ลงนามประกาศให้มี "วันโปรแกรมเมอร์" โดยกำหนดให้เป็นวันที่ 13 กันยายนของทุกๆ ปี โดยเหตุที่เลือกวันนี้เพราะมันตรงกับวันที่ 256 ของปี คือวันที่ 12 ก.ย. หรือ 13 ก.ย. ในปีอธิกสุรทินเช่นในปี 2561 นี้ เหตุที่เลือกวันนี้เพราะมันแทนที่ด้วย 8 บิต เมื่อนำเลข 2 ยกกำลัง 8 ก็จะได้ 256 วัน ซึ่งตรงกับวันที่ 13 กันยายน


เพราะอารมย์แห่งบทกวี เข้ามาดลจิตดลใจข้าพเจ้า........


.....................วันโปรแกรมเมอร์.....................

สิบสามกันยายนวันสำคัญ..............นับเป็นวันสร้างสรรค์แก่โลกหนา

คือวันโปรแกรมเมอร์ผู้ศรัทธา.............ผลงานมาเทคโนโลยีไกล

แต่อยากฝากเอาไว้ให้สักนิด................ใช้ความคิดความอ่านให้ดีไหม

หยุดนำสร้างไวรัสทำลายใจ................ล้วนต่างให้โทษทัณฑ์มากกว่าคุณ

หยุดนำสร้างแฮกเกอร์ทะลวงกิจ...............มุ่งหมายปิดเอาผลประโยชน์หนุน

มุ่งแต่สร้างผลงานให้ค้ำจุน....................เพื่อโลกรุนหมดอาชญากรรม

หากบุคคลเหล่านี้คิดสักนิด....................ก่อนลงกิจลงมืออุปถัมภ์

ควรสรรค์สร้างผลงานไร้ซึ่งกรรม..............การกระทำส่งผลหมดเรื่องทราม

โปรแกรมเมอร์ที่ดีควรรู้คิด...................ให้ตั้งจิตแน่วแน่อย่างล้นหลาม

สร้างแต่ผลงานดีและงดงาม..................เพื่อติดตามเปลี่ยนโลกไปตามกาล......


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/13-programmer-day/
#98

ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา "โดนัลด์ ทรัมป์" ได้โพสต์ทวิตเตอร์กล่าวหาว่า Google นั้นเสนอข่าวลำเอียง ไม่ยอมแสดงผลการค้นหาในด้านที่ดีเกี่ยวกับตน แต่เน้นไปแสดงเนื้อหาที่เป็นด้านลบเกี่ยวกับตนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อค้นหาข่าวที่เกี่ยวกับทรัมป์ใน Google ระบบจะแสดงแต่ข่าวจากแหล่งข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับตัวเขา และมันเป็น "ข่าวปลอม" โดยเฉพาะสำนักข่าว CNN ซึ่งทรัมป์บอกว่ามันเป็นความร่วมมือของ Google และฝ่ายตรงข้ามที่ไม่แสดงผลการค้นหาในด้านดีของตนให้ผู้คนอื่นๆ ได้รับรู้

โดย ทรัมป์ ยังบอกอีกด้วยว่าตนจะจัดการเรื่องนี้ แต่ไม่ได้ระบุว่าจะจัดการอย่างไร ในขณะที่ทางด้าน Google ก็ได้ออกมาปฏิเสธถึงข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยระบุว่า "ผลการค้นหาของ Google มิได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง เราไม่เคยมีอคติต่อแนวคิดทางการเมืองใด และฝักฝ่ายฝ่ายใด"

ซึ่งการโจมตี Google ในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ถ้าหากใครลองไปค้นหาคำว่า "Trump News" บน Google จะเจอแหล่งข่าว Fox News ที่เป็นสำนักข่าวออกไปทางบวกกับทรัมป์เพียงแค่สำนักเดียวเท่านั้น เพราะที่เหลือหรือส่วนใหญ่ก็จะเป็นข่าวจากสำนัก CNN ไม่ก็ The Guardians ที่เป็นด้านลบแทบหมดเลย



credit http://www.atimedesign.com/webdesign/trump-fake-news-google-search/
#99

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน Google ได้มีการประกาศระบบการแสดงผลในส่วนของ Analytics แบบใหม่ โดยปกติที่รวมกันทั้งหมดในการแสดงข้อมูลการค้นหาของกูเกิ้ล ก็จะให้ความสำคัญในการแสดงสถิติของรูปภาพมาเพิ่มเติมด้วย


โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะมีผลในส่วนของที่มาจากการค้นหา (Referral) ซึ่งทาง Google ได้บอกว่าการปรับการแสดงผลแบบใหม่นี้จะทำให้ผู้ใช้นั้นให้ความสำคัญกับการอัพโหลดรูปภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่อ file รูปที่มี keyword หรือแม้แต่การใส่แท็ก ALT ในรูปภาพมากขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ผลการค้นหาของเว็บไซต์คุณนั้นดีขึ้นด้วย




ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-analytics-images/
#100

เริ่มมีสัญญาณบางอย่างที่ App Store กับ Play Store ต้องเริ่มตื่นตัวกันได้แล้ว เพราะจากการที่มีแอพบางเจ้าอย่าง Fortnite เกมสุดฮิตในตอนนี้ได้ออกมาประกาศแล้วว่าต่อไปนี้จะไม่มีให้โหลดผ่าน Play Store อีกแล้ว ต้องดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์ Fortnite มาติดตั้งกันเอง รวมถึง Netflix เองก็กำลังทดสอบระบบจ่ายเงินที่จะไม่ต้องผ่าน iTunes อีกต่อไป และยังมี Spotify ที่ยกเลิกการจ่ายเงินผ่าน iTunes ไปแล้วด้วย


โดยเหตุผลก็น่าจะมาจากการที่ทั้ง App Store และ Play Store มีการเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัทที่มาลงขายแอพบนแพลตฟอร์มของตนเอง โดยเฉพาะ App Store นี่ตัวดีเลย เก็บแพง และยังเก็บทุกปีอีกด้วย ซึ่ง Play Store จ่ายครั้งเดียวได้ตลอดชีพ อีกทั้ง App Store และ Play Store ก็ยังผลิตแอพของตัวเองมาแข่งกับนักพัฒนารายอื่นๆ อีก จึงทำให้บริษัทที่มาลงขายแอพเริ่มจะหาช่องทางเป็นของตัวเอง ดีกว่าต้องมายอมเสียเงินให้กับพวก Store ไปเรื่อยๆแบบนี้ ซึ่งปฏิกิริยาต่อต้านร้านค้าแอพแบบนี้ก็มีมานานแล้ว แต่ว่าไม่มีใครที่กล้าพอ

ซึ่งจากการที่ Fortnite, Netflix และ Spotify ไม่ต้องมีธุรกรรมร่วมกับร้านค้าแอพแล้ว เปรียบเสมือนเป็นการนำร่องเลยก็ว่าได้ เพราะในปัจจุบันนี้ในยุคที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงแอพกันได้อย่างง่าย ไม่ต้องพึ่งพาร้านค้าแอพก็ได้ ก็คาดว่าจะมีบริษัทผลิตแอพต่างๆ คงจะต้องเริ่มคิดกันได้แล้วว่าจะอยู่หรือจะไป (หมายถึงไปโปรโมทแอพในช่องทางของตัวเอง)



credit http://www.atimedesign.com/webdesign/apple-google-app-developer/
#101


หลังจาก google ได้เปลี่ยนการแสดงหน้ารูปภาพใหม่ ก็มีกระแสตอบรับมาเลยว่าไม่คุ้น ไม่ชิน นี่มันคืออะไร สั้นๆ ยาวๆ เหมือน pinterest เลย! ขอแบบเดิมกลับมาได้มั๊ย..!!

ก็คงจะต้องทำความคุ้นชินกันสักหน่อยนะครับ เพราะปกติก่อนหน้านี้ Google จะแสดงผล "Google Image Search" ขึ้นมาเป็นรูปภาพเพียงอย่างเดียวบนพื้นสีเทาเข้มเพื่อให้เน้นภาพที่กำลังโฟกัสอยู่ในขณะนั้น และก็มีรูปอื่นๆ ให้เลือกดูได้อย่างง่ายๆ แต่ตอนนี้การค้นหาแบบรูปภาพได้เปลี่ยนไป เพราะ google ได้ปรับหน้าตาการแสดงผลแบบใหม่ โดยแสดงรูปภาพบนพื้นสีขาวที่มีคำอธิบายเพียงสั้นๆด้านล่างคล้าวย pinterest โดยทาง searchengineland.com ได้บอกว่านี่อาจเป็นการทดสอบของกูเกิ้ลในการแสดงผลภาพแบบใหม่ที่อาจจะเอามาใช้งานจริงเลยก็ได้ -_-!

ซึ่งทางด้าน Google ก็ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในการออกแบบครั้งนี้ โดยทาง searchengineland ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่านี่เป็นสิ่งที่ Google กำลังวางแผนที่จะเปิดตัวจริงๆ หรือว่าทำการทดสอบอยู่ในบางประเทศ ทำให้หลายคนแชร์ภาพหน้าจอของการออกแบบนี้ในสื่อสังคมออนไลน์มากพอสมควรสำหรับสิ่งที่ตนเองเจอ

แทนที่จะแสดงรูปภาพบนพื้นสีเทาเข้มใต้ภาพ : ภาพหน้าจอจาก @thibaultadda บน Twitter

ความแตกต่างจากเมื่อก่อน

โดยส่วนตัวของผู้เขียนอยากจะบอกว่ารูปแบบใหม่ในการแสดงรูปภาพของ google ตอนหลังจากค้นหาแล้ว ไม่มีความเป็นระเบียบ สั้นๆ ยาวๆ เหมือน pinteres มาก และอีกอย่างเมื่อตอนคลิ๊กรูปขึ้นมาดู มันจะมีพื้นหลังสีขาวทะลุเห็นด้านหลังทำให้มันลายตา (หนักกว่า pinteres อีก) เหมือนเว็บแกลลอรี่ราคาถูกๆ แต่อย่าลืมนะครับว่า Google เป็น Search Engine ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ที่จะต้องเจอรูปอะไรมากมายมหาศาล แต่ของ Pinteres เขามีจุดยืนอยู่แล้วว่ารูปแต่ละรูปที่จะขึ้นมาจะต้องสวยและต้องดูดีงามไปหมด

การแสดงผลแบบ Pinterest


การแสดงผลของ Google Image Search แบบใหม่ (ในไทย)


popup ก็คล้าย twitter เหมือนกันนะ



ปล. แล้วเพื่อนๆล่ะ คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ถ้า google image search จะปล่อยฟีเจอร์นี้แบบถาวร



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-images-search-change/
#102

เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว สำหรับโครงการนำ AI มาช่วยแนะนำการจัดการพลังงานใน Data Center เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลง

จากการที่ Google ได้ร่วมมือกับ DeepMind บริษัทในเครือของ Google เอง ที่ได้มีการเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว โดยในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาระบบให้ใช้งานได้ดีกว่าเดิม ได้มีการนำ AI มาใช้ควบคุมอุณหภูมิของศูนย์ข้อมูลได้โดยตรงเลย

จากในปี 2016 ที่ใช้ AI เพียงแค่ช่วยแนะนำ ช่วยสอนให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแล Data Center เรียนรู้วิธีการควบคุมอุณหภูมิห้องแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อน แต่การใช้คนคอยปรับเปลี่ยนตลอดเวลานั้นสิ้นเปลืองทรัพยากรมากเกินไป จึงมีข้อเสนอให้ AI สั่งการตรงได้เลย และในปัจจุบัน AI ได้ปรับปรุงการลดพลังงานได้ลงถึง 30% แล้ว จากเดิมอยู่ที่ 10-15% เท่านั้น


โดยระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ในปีนี้ AI จะเข้าไปสั่งการระบบควบคุมอุณหภูมิโดยตรง จะดึงข้อมูลจากระบบทำความเย็นมาทุกๆ 5 นาที เพื่อวิเคราะห์ว่าควรปรับเปลี่ยนค่าความเย็นอย่างไรให้ประหยัดพลังงานสูงสุด จากนั้นจะส่งคำสั่งไปยังระบบควบคุม โดยมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าดูเท่านั้น


นอกจากนี้ยังมีระบบที่ใช้ควบคุมการทำงานของ Data Center เพื่อเป็น Backup ในกรณีที่ต้องการยกเลิกการใช้ AI ในการควบคุม Data Center และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบ Data Center สามารถเข้าควบคุมระบบและทำงานแทน AI ได้ตลอดเวลา ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้ AI หรือหากมีความผิดพลาดทางเทคนิคอะไรเกิดขึ้น



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-ai-control-data-center/
#103
ฝากวิจารณ์เว็บไซต์ด้วยนะครับ

https://www.knowhowbake.com สถาบันสอนศิลปะการทำเบเกอร์รี่และขนมอบ โนว์ฮาวเบค สำหรับผู้สนใจการทำเบเกอร์รี่และขนมอบ ทุกเพศ ทุกวัย

ขอบคุณมากครับ



#104

เขียนบล็อกไปทำไมถ้าไม่มีคนอ่าน อันนี้ผมพูดถูกไหมครับ!

เทรนด์ของการเขียนบล็อก ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปปีกี่ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่เสมอ โดย Brafton ได้สรุปแนวทางการเขียนบล็อกให้ประสบความสำเร็จ ออกมาในรูปแบบ infographic เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

ซึ่งจาก infographic มุ่งเน้นเรื่องสำคัญไปที่ความต้องการของผู้อ่าน ดังนั้นเนื้อหาต้องเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จมากขึ้น และหากว่าคุณรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณมากเท่าใด โพสต์ของคุณก็จะดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น

งานเขียน Content ลงข่าว หรือ Blog ทุกวันนั้นจะทำให้คุณคิด และสามารถที่จะพูดคุยกับคนอื่นได้ในสิ่งที่เราทำ นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณกลายเป็นคนที่รู้จักไตร่ตรองความคิดต่างๆ ของตัวเอง หลังจากที่เขียนมันทุกวัน คุณจะรู้สึกว่าตัวเองต้องพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ และมีไอเดียใหม่ๆ ที่อยากบอกคนอื่นๆ ทั้งเรื่องในชีวิตประจำวัน และเรื่องที่คุณทำอยู่

infographic by Brafton



ที่มา https://wp.me/p44hcJ-43L
#105

คลิปที่ลองทำดู https://www.youtube.com/watch?v=C1Nqg10j7Z0

อยากตัดต่อวีดีโอ หรือไวรัลเป็นของตัวเอง ควรเริ่มจากอะไรดี?

จะตัดต่อคลิป หรือวิดิโอทั้งทีมันก็ต้องให้ดูดี ไม่ใช่ว่าอยู่ที่ฝีมืออย่างเดียว โปรแกรมดีก็ช่วยให้ผลงานเราออกมาดีด้วย วันนี้ก็อยากมาแนะนำโปรแกรมสำหรับตัดต่อวีดีโอที่แบบว่าฟรี และก็มีเครื่องมือให้ใช้งานหลายอย่าง นั่นก็คือ Sony Vegas เป็นโปรแกรมที่มีทั้งเครื่องมือการตัดวิดีโอ มีแยกเสียง เอฟเฟกต์ และนำคลิปอื่นมาผสมผสานได้ด้วย

เจ้า Sony Vegas เป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนามาเพื่อต่อต่อวิดีโอ ที่สามารถเรนเดอร์มาเป็นคลิปคุณภาพสูง เช่น วิดีโอระดับ Full HD และเสียงคุณภาพระดับโรงหนัง อีกทั้งยังรองรับรูปแบบไฟล์อย่างหลากหลาย เช่น JPG, PSD, AVI, MOV และอื่นๆ อีกมากมาย ใครสนใจก็ไปหาดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้นะจ๊ะ



ปล. เพื่อนๆ อาจจะทำได้ดีกว่าผม เพราะเพิ่งหัดเล่นเหมือนกันครับ
#106

ต้องบอกเลยว่าในทุกวันนี้ปัญหาแอพฯ ปลอมเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่จัดการไม่หายพอๆ กับปัญหาข่าวปลอมเลย ประกอบกับว่าในปัจจุบันนี้มีแอพฯ จำนวนมากให้เราเลือกดาวน์โหลดมาใช้งานกันอย่างง่ายๆ

ซึ่งแอพฯ ปลอมเหล่านี้จะมาพร้อมกับจุดประสงค์ร้ายตามความตั้งใจของแฮคเกอร์ที่พัฒนามันขึ้นมา บางแอพฯ เมื่อลงแล้วจะส่งโฆษณามาให้เราดูรัวๆ เพื่อให้เงินเข้ากระเป๋าคนทำแอพฯ บางแอพฯ ก็แฝงมัลแวร์จับตาดูทุกกิจกรรมที่เราทำผ่านมือถือ บางแอพฯ ก็แอบขโมยข้อมูลส่วนตัว และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วเราจะระวังแอพฯ เหล่านี้ได้ยังไง วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้เราดาวน์โหลดแอพฯ ที่ต้องการได้ถูกต้อง ไม่ผิดเป้าหมายมาฝาก จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

1. ดาวน์โหลดแอพฯ จากเจ้าของระบบเท่านั้น
แหล่งดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการของ iOS คือ App Store ส่วน Android จะเป็น Google Play เราควรดาวน์โหลดแอพฯ จาก 2 แหล่งนี้เท่านั้น การติดตั้งแอพฯ จากแหล่งอื่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม หมายถึงความเสี่ยงที่เราต้องแลกมา อาจจะได้ไฟล์แอพฯ ปลอมมา หรือไฟล์แอพฯ ของจริง แต่มีการแก้ไขแอบใส่โทรจันซ่อนเอาไว้ก็เป็นได้

2. ลองเช็คผลการค้นหาดูก่อน
หลายคนเวลาที่อยากจะโหลดแอพฯ ที่ต้องการก็มักจะใช้วิธีพิมพ์ชื่อในช่องค้นหา เมื่อผลลัพธ์ออกมาแล้ว ถ้ามีไอคอนเหมือนกันตั้งแต่ 2 แอพฯ หรือมากกว่า แสดงว่าต้องมีแอพฯ ใดเป็นของปลอมแน่นอน ลองเสียเวลาตรวจสอบสักนิดให้มั่นใจก่อนกดดาวน์โหลดจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของแอพฯ ปลอมเหล่านี้

3. อ่านคำบรรยายแอพฯ
การเช็คคำบรรยายสรรพคุณแอพฯ เป็นสิ่งที่ช่วยได้เยอะเหมือนกัน เพราะบางครั้งแฮคเกอร์จะใช้ Bot ช่วยเขียนขึ้นมา จึงทำให้ภาษาที่ใช้ไม่เหมือนคนจริง มีการใช้คำผิด ก็ให้สันนิษฐานว่าเป็นแอพฯ ปลอมเอาไว้ก่อน ในทางตรงข้ามแอพฯจริงส่วนใหญ่นั้น ทางผู้พัฒนาจะให้ความสำคัญ เพราะมันเป็นช่องทางการสื่อสารเพื่อดึงดูดให้คนโหลดแอพฯ การใช้ภาษาจะถูกต้องและเข้าใจง่าย

4. เช็คชื่อแอพฯ และชื่อนักพัฒนา
ในกรณีที่ไอคอนแอพฯ เหมือนกันทุกอย่างสิ่งต่อไปให้เช็คคือ ชื่อแอพฯ และชื่อนักพัฒนา ดูว่าแอพฯ ที่คุณต้องการโหลดสะกดชื่อถูกหรือเปล่า เช็คให้แน่นอนก่อนกดดาวน์โหลด และถ้าหากชื่อผู้พัฒาแอพฯ ไม่คุ้น ก็ให้เราเช็คแอพฯ อื่นๆ ที่นักพัฒนารายนี้ทำขึ้น ในกรณีที่ใช้งานผ่านหน้าเว็บให้กดที่ชื่อผู้พัฒนาเราก็จะเห็นรายชื่อแอพฯ ทั้งหมดที่เค้าเคยทำออกมา

5. ดูคะแนนการรีวิว
การเข้าไปอ่านรีวิวของแอพฯ เป็นอีกหนึ่งในวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้เราตรวจสอบได้ว่า แอพฯ นี้เป็นของจริงหรือเปล่า เพราะหากเป็นแอพฯ ปลอม มักจะมีคนเข้าไป "ด่า" เพียบเลยแหละ

6. ดูแอพฯ ที่เป็นยอดนิยม มีดาวน์โหลดเยอะ
จำนวนครั้งที่ดาวน์โหลดก็เป็นตัวเลขสำคัญที่บ่งบอกได้ถึงความน่าเชื่อถือ ระหว่างแอพฯ ที่มียอดดาวน์โหลดสูงถึง 1,000,000 ครั้งกับ 100 ครั้ง คุณจะเลือกเชื่อใจแอพฯ ไหนดี แต่วิธีนี้ใช้ได้แค่บน Android เท่านั้น เนื่องจาก Apple ปฏิเสธที่จะแสดงยอดดาวน์โหลด

7. Screenshots ต้องคมชัด
แอพฯ ปลอมส่วนใหญ่ มักจะเอารูปที่ขโมยมาจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในแอพฯ ด้วยตนเอง คุณภาพของภาพประกอบในแอพฯ ปลอมมักจะไม่คมชัดเท่าไหร่ ต่างจากแอพฯ แท้ ที่ส่วนใหญ่จะพยายามทำให้ภาพคมชัด สวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นหากแอพฯ ไหน ภาพดูเบลอๆ พิกเซลไม่ละเอียด ให้สงสัยว่าปลอมไว้ก่อนเลย

8. เข้าไปดูเว็บไซต์ของผู้พัฒนา
หากเราเจอแอพฯ น่าสนใจ แต่มาจากผู้พัฒนาที่เราไม่รู้จัก ลองเอาชื่อผู้พัฒนาไป Google ดู ส่วนใหญ่ก็จะเจอรายละเอียดอยู่แล้ว หรือกดตรงลิงค์เว็บไซต์ผู้พัฒนาที่อยู่ใน App Store/Google Play โดยตรงเลยก็ได้
#107

ปกติเรามักจะเห็น Google ทำโฆษณาหรือวิดีโอแซว Apple เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในครั้งนี้เป็นที่น่าแปลกใจยิ่งนักที่ Google ได้เอา Microsoft มาเล่นด้วย โดยการเผยคลิปโฆษณา Chromebook โน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ของ Google ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ ChromeOS

ซึ่งในโฆษณาเริ่มด้วยการพูดถึงข้อความแจ้งเตือนทั้งหลาย ที่ผู้ใช้ Windows และ macOS คุ้นเคย ไปจนถึงปัญหาแอนตี้ไวรัส และปิดที่ปัญหาจอฟ้าใน Windows ซึ่งกูเกิ้ลต้องการสื่อสารว่า Chromebook นั้นมีความเสถียร และไม่มีปัญหากวนใจบ่อยเหมือนระบบปฏิการ Windows กับ MacOS ที่ชอบขึ้น Error ปัญหาเรื่องไวรัส และการแจ้งเตือนที่น่ารำคาญ

นอกจากนั้นในเนื้อหาโฆษณาก็ไม่ได้มีแค่การโจมตีคู่แข่งเท่านั้น แต่ยังพูดถึงคุณสมบัติการทำงาน Chromebook เพื่อบอกว่าทำอะไรได้มากไม่แพ้ระบบปฏิบัติการอื่น โดยมีทั้ง Lightroom, การจดบันทึกด้วยปากกาสไตลัส, วิดีโอคอลล์, ชมภาพยนตร์ และเล่นเกม จากนั้นจึงปิดท้ายด้วยคุณสมบัติเด่นทั้งหมดที่มี

ดูคลิป https://www.youtube.com/watch?v=2xryaZF1Z4w


เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/google-chromebook-windows-mac-os/
#108

เป็นอีกครั้งที่ Google ได้เผยแพร่ Search Quality Rating Guidelines ฉบับเต็ม (อัพเดทล่าสุด) ที่มีความยาวถึง 164 หน้าในการทำ SEO ออกสู่สาธารณะ

ในสมัยก่อน Google นั้นได้เคยเผยแพร่เอกสาร Search Quality Rating Guidelines ฉบับย่อมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี 2008, 2011, 2012, 2013 และในปี 2015 นั้นมีความยาวมากที่สุดถึง 160 หน้า ที่อธิบายว่าระบบการค้นหาของกูเกิลทำงานอย่างไร แต่มาในปี 2018 นี้ Google ได้มีการอัพเดทเพิ่มเติมเป็น 164 หน้า โดยมีการแก้ไข และปรับปรุงในหน้าอื่นๆ ด้วยนอกจาก 4 หน้าที่เพิ่มขึ้นมา

การทำให้เราติดอันดับในระบบการค้นหาของ Google หรือที่เรียกว่า SEO นั้น ถึงแม้เราจะพอรู้คร่าวๆ ว่าปัจจัยที่มีผลต่ออันดับในหน้าผลการค้นหามีอะไรบ้าง แต่ก็ไม่เคยรู้รายละเอียดของมันมากขนาดนี้ เพราะว่าอัลกอริทึมของ Google นั้นถือว่าเป็นความลับมาโดยตลอด


ดาวน์โหลดเอกสารของ Google ได้ที่นี่ http://static.googleusercontent.com/media/www.google.com/en//insidesearch/howsearchworks/assets/searchqualityevaluatorguidelines.pdf


เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/google-seo-guidelines-2018/
#109

ชาวกราฟฟิคคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับ โปรแกรม Adobe Illustrator เป็นโปรแกรมสำหรับการสร้างงานกราฟิก ที่ใช้ในการวาดภาพ โดยจะสร้างภาพที่มีลักษณะเป็นลายเส้น หรือที่เรียกว่า Vector Graphic จัดเป็นโปรแกรมระดับมืออาชีพที่ใช้กันเป็นมาตรฐานในการออกแบบระดับสากลสามารถทำงานออกแบบต่างๆ ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ เว็บ และภาพเคลื่อนไหวตลอดจนการสร้างภาพเพื่อใช้เป็นภาพประกอบในการทำงานอื่นๆ

แต่ด้วยความที่ โปรแกรม Adobe Illustrator นั้นสามารถใช้งานเฉพาะบนระบบปฏิบัติการ Windows และ Mac เท่านั้น แถมมีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างจะแพงด้วย และถ้าหากคุณที่ทำเป็นงานอดิเรก ไม่ได้ต้องใช้ประจำ ก็คงจะดีไม่น้อยถ้าจะมีโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งวันนี้เรามี 8 เว็บไซต์ที่มีให้บริการคล้ายกับโปรแกรม Adobe Illustrator มาแนะนำ ย้ำว่าเป็นเว็บไซต์ ไม่ต้องลงโปรแกรมใดๆ เลย แต่ก็สามารถทำงานได้เท่ากับโปรแกรม Adobe Illustrator และที่สำคัญเปิดให้ใช้ฟรีอีกด้วย

Gravit Designer https://designer.gravit.io/



Gravit Designer มีจุดเด่นตรงที่ความเร็วในการทำงาน และหน้าตาโปรแกรมที่สวยงาม และมันยังสามารถทำงานแบบออฟไลน์ได้ด้วย โดยมีให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งบน Mac, Windows, Linux และ Chrome OS ที่สำคัญ คือ มันรองรับ Cloud sync ด้วย ทำให้สามารถทำงานต่อจากอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ตัวโปรแกรมมีฟีเจอร์พื้นฐานอย่าง Pen tool (ในโปรแกรมนี้จะใช้คำว่า Path), Pathfinder และวาดเส้นแบบอิสระ (Freehand) ให้ใช้งานด้วย ง่ายต่อการสร้างรูปทรงต่างๆ นอกจากนี้ยังมีฐานข้อมูลการออกแบบสำเร็จรูปให้ใช้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง, ภาพคลิปอาท, ไอคอน, เส้น ฯลฯ เอ้อเกือบลืม โปรแกรมนี้รองรับระบบสี CMYK ด้วยนะ

Vectr https://vectr.com/new



Vectr เป็นอีกหนึ่งเว็บที่มีบริการเครื่องมือออกแบบออนไลน์ และมีเวอร์ชั่นออฟไลน์ให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการ Windows, Linux และ Chrome OS เครื่องมือออกแบบมาให้ใช้สร้าง Vector ได้แบบง่ายๆ ความสามารถมีไม่เยอะเท่ากับ Gravit Designer ก็จริง แต่มันก็ช่วยให้เราเรียนรู้วิธีใช้งานได้ง่ายกว่า Vectr เหมาะสำหรับงานที่ไม่ซับซ้อนมาก เช่น ทำรูปปก Cover ของ Facebook ความน่าสนใจของ Vectr อีกอย่างคือ ทุกภาพที่สร้างจะได้ URL ไว้แชร์ให้คนอื่นดูได้ด้วย ส่วนการเซฟไฟล์ รองรับทั้ง SVG, PNG และ JPEG

Boxy SVG https://boxy-svg.com/app



Boxy SVG เป็นโปรแกรมสำหรับแก้ไขไฟล์ SVG ที่ทำงานอยู่บนพื้นฐานของเบราว์เซอร์ Chromium อย่างเช่น Chrome หรือ Opera แล้วก็มีโปรแกรมให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้บน Windows, Mac และ Chrome OS Boxy ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบกับไฟล์ SVG ทำให้มันสะดวกต่อการนำภาพไปแก้ไขต่อบนโปรแกรมอื่นๆ และทีเด็ดที่น่าสนใจคือ สามารถ Output ภาพออกเป็น HTML code ได้ด้วย เราสามารถนำไปวางบนเว็บเพจได้โดย หรือจะเซฟเป็น JPEG, PNG, WebP และ GIF ก็ได้ ในส่วนของเครื่องมือที่มีให้ใช้ พวกเครื่องมือมีให้ใช้อย่างครบครัน, มีเครื่องมือสร้างรูปทรงให้เลือกเพียบ, ตัว Pen และ Curve ก็มีให้ใช้ และสำหรับงานที่มีความซับซ้อน Boxy รองรับการทำ Clipping masks ด้วยนะ Boxy SVG อาจจะดูใช้งานยากหน่อยในระยะแรก แต่เมื่อชำนาญแล้ว เราคิดว่ามันเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพสูงมากทีเดียว

Canva https://www.canva.com/



Canva เป็นหนึ่งในเครื่องมือออกแบบบนเว็บที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มันมีเทมเพลตสำเร็จรูปให้ใช้งานมากกว่า 50,000 แบบ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้ทุกรูปแบบ เราสามารถที่จะใช้ Canva ออกแบบโลโก้, ปกหนังสือ, โปสเตอร์, ใบปิดโฆษณา ฯลฯ

ข้อเสียคือ มันไม่มีอิสระในการสร้างให้เรามากนัก ทุกอย่างจะเป็นตัวเลือกว่าเราจะสร้างอะไร, แบบไหน แล้วก็ใส่ข้อความ, ใส่กราฟฟิกที่ต้องการ, ใส่ภาพพื้นหลัง เท่านั้นเอง ข้อดี คือ เราจะได้งานสวยๆ ออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก แต่หากอยากออกแบบเองทั้งหมดล่ะก็ Canva คงไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่

Figma https://www.figma.com/



สำหรับเจ้านี้จะค่อนข้างมีความมืออาชีพ และเหมะาสำหรับคนที่ใช้ Illustrator เป็นอยู่แล้ว นอกจากให้บริการฟรีแล้ว ยังมีแบบเสียเงินเป็นค่าสมาชิกเหมือนกับ Adobe แต่ก็มีแบบฟรีให้ใช้งานด้วย โดยสามารถสร้างได้ 3 โปรเจคส์ และมีสมาชิกร่วมทำงานแบบทีมได้สูงสุด 2 คน Figma ค่อนข้างเน้นหนักไปที่การออกแบบ Interface และสนับสนุนไฟล์ที่สร้างจากแอพฯ Sketch อย่างสมบูรณ์แบบ (Sketch เป็นแอพฯ ออกแบบยอดนิยมที่มีให้ใช้งานบน iOS และ Android)การเรียนรู้วิธีใช้อาจจะค่อนข้างยากหน่อย แต่มันก็มีฟีเจอร์เด็ดๆ อยู่เพียบ สามารถใช้ฟอนต์จาก Google Fonts หรือฟอนต์ที่เรา Imported เข้าไปก็ได้ มีเครื่องมือ Pathfinder ให้ใช้ และรองรับ Mask ตัวงานสามารถบันทึกเป็น PNG, JPEG หรือ SVG ก็ได้ หรือจะทำเป็น CSS code ก็มีตัวเลือกให้ใช้งานเช่นกัน

Inkscape https://www.rollapp.com/app/inkscape



Inkscape เป็นโปรแกรมเก่าแก่ที่นิยมใช้แทน Illustrator มานานแล้ว แม้ว่าจะเป็นโปรแกรมบน Desktop แต่เราสามารถใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้ผ่านบริการของ RollApp เราสามารถใช้บริการตัวโปรแกรม Inkscape ได้เหมือนกับว่ามันถูกติดตั้งไว้ในเครื่องแล้ว (แนะนำให้ใช้งานแบบ Full Screen ด้วยการกดปุ่ม f11 บนคีย์บอร์ด) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมฟรีอยู่แล้ว เราแนะนำว่าถ้าจะใช้จริงๆ ก็ดาวน์โหลดมาติดตั้งในเครื่องเลยดีกว่า

Janvas https://www.janvas.com/v6.1/janvas_app_6.1_public/index.html



Janvas มาพร้อมกับเครื่องมือที่ไม่ยืดหยุ่นมากนัก แต่ก๋รองรับการทำ Mask, มี Pen tool และ Text ที่ลูกเล่นเพียบ หรือหากเป็นผู้หัดใช้งาน ก็มีเทมเพลตให้เลือกเพียบ มี ICON และ UI สำเร็จรูปให้ใช้งานด้วย เราสามารถบันทึกไฟล์เป็น SVG, JPEG หรือ PNG ก็ได้ ตัว Interface ของโปรแกรมอาจจะดูงงๆ หน่อย แต่เราสามาถรที่จะปรับแต่งมันได้ อาจจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับมันพอสมควร ถึงจะเจอรูปแบบที่เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม Janvas มีข้อเสียตรงที่ไม่รองรับคีย์บอร์ดชอทคัท มันเหมาะสำหรับใช้ทำงานดีไซน์เล็กๆ ที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก

Vecteezy Editor https://www.vecteezy.com/editor



หากเรามีไฟล์ SVG อยู่แล้ว แต่ต้องการจะแก้ไขมัน Vecteezy จัดเป็นตัวเลือกที่ดีมากเลยล่ะ มันเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างสำเร็จรูป และมีให้เราเพิ่มสิ่งต่างๆ เข้าไปได้ง่ายๆ หรือใส่ข้อความลงไปในงาน สามารถบันทึกเป็นไฟล์ SVG หรือ PNG ก็ได้

#110

นึกว่ามีแค่เมืองไทยที่ยังใช้ Flash บนเว็บไซต์ เพราะหลังจาก Adobe ประกาศหยุดพัฒนา Flash ภายในปี 2020 ก็จะเป็นการอวสานของ Flash อย่างแท้จริงในอีกสองปีข้างหน้า แต่ก็ยังมีเว็บไซต์จำนวนมากในสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังคงใช้งาน Flash อยู่ โดยเฉพาะเว็บไซต์ของหน่วยงานจากภาครัฐ

ซึ่งที่สหรัฐอเมริกา Ron Wyden วุฒิสมาชิก ได้ทำการส่งจดหมายไปยัง NIST, NSA และหน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์หลายแห่ง สอบถามว่าเว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐทำไมยังไม่เลิกใช้ Flash พร้อมทั้งได้เสนอว่าควรออกกฎให้หน่วยงานภาครัฐหยุดการใช้งานด้วย Flash แล้วขอร้องให้นำ Flash ออกจากเว็บไซต์ทั้งหมด รวมถึงให้มีการตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของรัฐรายไหนที่ยังใช้งาน Flash อยู่ให้ทำการแก้ไขด้วย

อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าพบปัญหาการถูกแฮกอย่างรุนแรงสำหรับช่องโหว่ของ Adobe Flash ถ้าหากใครได้ติดตามข่าวของ Flash ที่ผ่านมา อีกทั้งเว็บเบราเซอร์ในปัจจุบันนี้ก็ไม่แสดงผล Flash อีกต่อไป ก็คงต้องเตรียมตัวทำเว็บไซต์กันใหม่แล้วล่ะจ้า




เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/adobe-flash-end-of-support-2020/
#111

หลังจากที่ทางสหภาพยุโรปได้สั่งปรับ Google มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ในข้อหาผูกขาดทางการค้าผ่าน Android ทางด้าน DuckDuckGo ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจินคู่แข่ง ก็ได้ออกมากล่าวหากูเกิ้ลผ่าน Twitter ว่า Google นั้นพยายามผูกขาดการให้บริการที่นอกเหนือจาก Android แล้วยังทำในส่วนขยายของ Chrome ขณะที่มีการอัพเดทอีกด้วย

ซึ่งเรื่องก็ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น DuckDuckGo ยังบอกต่ออีกว่า Google นั้นเป็นเจ้าของ "duck.com" ซึ่งโดเมนนี้จะรีไดเร็คไปหน้าค้นหาของ Google และมันทำให้ผู้ใช้งาน DuckDuckGo เกิดความสับสน แต่จากรายงานขจอง The Independent ได้บอกว่าโดเมน duck.com นี้ได้ถูกจดมาก่อน DuckDuckGo หลายปีแล้ว โดยทาง Google ได้โดเมน duck.com เป็นของแถมตอนที่ซื้่อกิจการมาจาก On2 Technologies

อย่างไรก็ตามทาง google ได้ทำการเปลี่ยนหน้าให้ใหม่ตามคำเรียกร้องของ DuckDuckGo พร้อมมี link ไปแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมถึง duckduckgo.com ด้วย ซึ่งทางซึ่งซีอีโอ DuckDuckGo ก็ได้ทวีตขอบคุณ google และได้บอกกับกูเกิลว่าให้ช่วยพิจารณาขายโดเมนนี้ให้ด้วย

ปล. เหมือนมีเหน็บเล็กๆ เพราะ google ได้ทำลิ๊งค์ไป Wikipedia ให้ไปดูเรื่องราวเกี่ยวกับเป็ดด้วย ^^




เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/google-duckduckgo-redirect/
#112

หลังจากเขียนเกี่ยวกับเรื่องการทำเว็บและการจ้างคนทำเว็บ บทความนี้จะเป็นเรื่องต่อเนื่องจากบทความก่อน หลายๆ คนคิดว่าทำไมต้องจ้างทำเว็บล่ะ? เดี๋ยวนี้มันยุคอะไรแล้ว เปิด page ใน facebook สิ "ฟรี" ด้วย ไปจ้างทำเว็บทำไมแพง!!! มาๆ วันนี้มาดูกันว่า ฟรีที่เราเปิดนั้นมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

คำว่า ฟรี ต้องมีใครจ่ายซักคน!
"โลกนี้ไม่มีของฟรี มีแต่ใครซักคนต้องจ่ายแทนอีกคน อาจจะไม่ใช่ตัวเงินแต่ก็บางสิ่งอยู่ดี"

คุณอาจจะคิดว่าการเปิด page ใน facebook มันฟรี และเราไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่าจ้างทำเว็บไซต์แพงๆ แต่การที่คุณเปิดฟรีๆ นั้นมันไม่ใช่การทำเว็บระยะยาวเหตุผลเพราะอะไรน่ะหรอ ? ความจริงมันไม่ฟรีนะครับ แค่คุณมองไม่เห็นค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เสียไปเท่านั้นเอง แน่นอนเมื่อคุณเปิดเพจ ขายของหรือทำเนื้อหาให้ความรู้ คุณต้องการคนที่เสพสิ่งนั้นๆที่คุณทำแล้วคุณจะหา ลูกค้าคุณได้อย่างไร ? สำหรับบางคนเริ่มด้วยการชวนคนรอบตัวก่อน ซึ่งการชวนคนรอบตัวคุณไม่รู้ว่าเพื่อนของคุณ พี่น้องของคุณ หรือคนที่ทำงานคุณชอบสิ่งที่เพจคุณนำเสนอหรือไม่ สิ่งแรกที่คุณต้องจ่ายคือ ค่าโฆษณา แต่ทาง facebook เตรียมให้คุณแบบถูกๆ แรกเริ่มคุณจ่ายน้อยมากๆ โดยทาง facebook ก็จะเดาสิ่งที่ page คุณนำเสนอและนำโพสของคุณไปแสดงแก่ผู้คนในระบบที่ facebook คิดว่าน่าจะเป็นลูกค้าที่จะมา like page ของคุณครับ

แต่ก่อนอื่นเลย รบกวนกด Like page ผมหน่อยเพื่อให้มีเรื่องราวใหม่ๆจะสามารถแจ้งผ่าน FB ได้เลยครับ และแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับด้านเขียนโปรแกรมที่น่าสนใจครับ

ในวันที่เพจของคุณมี like น้อยๆอยู่มันยังจ่ายไม่เยอะอาจจะ 100 – 500 บาท และคุณอย่าลืมว่าคุณต้องทำภาพสำหรับโพสให้น่าสนใจด้วย ถ้าคุณไม่มีทีมงานก็ต้องทำเอง และถ้าคุณทำเองคุณต้องเสียเวลาเรียนรู้อีกว่าลูกค้าของคุณชอบภาพแบบไหน แล้วเครื่องมือสำหรับทำภาพให้น่าสนใจอีก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณต้องจ่ายไม่ว่าจะเป็นเงินหรือเวลา

และเมื่อคุณเริ่มมี like มากขึ้นค่าโฆษณาจะขึ้นเป็นเงาตามตัวเลยทีเดียว แม้แต่คุณยังคงต้องจ่ายเงินรักษาระดับคนมาเสพสิ่งที่เพจของคุณนำเสนอทำให้คุณต้องจ่ายเงินให้ facebook เรื่อยๆ

เราไม่มีทางปิด Page ของคุณหรอก แต่เราจำกัดคนมาเห็น page คุณ
Facebook ไม่มีทางปิด page ของคุณเพียงแต่จะลดให้ลูกค้าเห็นโพสของ page คุณเปรียบเทียบว่าถ้าคุณเปิด page เหมือนเปิดร้านในตลาด Facebook จะจำกัดทางเดินเข้าร้านของคุณเพราะฉะนั้นคุณต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้เส้นทางนั้นกว้างเพื่อให้คุณเข้ามาร้านของคุณนั่นเอง


ตัวเลขจากภาพด้านบนคือตัวเลขสมมตินะครับ แต่เหตุการณ์คือของจริง ทำให้คุณต้องจ่ายค่าโฆษณาเพื่อให้คนเห็น page ของคุณ และยิ่งนานวันเข้ามีคน like เยอะมากขึ้นเท่าไรและ keyword ของร้านคุณเริ่มมีคู่แข่งเยอะก็ต้องยิ่งจ่ายเงินแข่งกันโดยคนกลางอย่าง Facebook จะเป็นเก็บเงินของทุกคน เพราะถ้าคุณไม่จ่ายก็ไม่มีใครเข้ามาร้านของคุณ

มอง Facebook page เป็นช่องทางไม่ใช่ฐานทัพ
บทความนี้ไม่ได้จะโจมตีเรื่อง facebook page แต่ผมอยากแนะนำอย่างนี้ครับถ้าคุณเปิด facebook page ก็อยากให้มองเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับการเข้าถึงลูกค้าและมองว่าเว็บไซต์เป็นฐานทัพของคุณต่างหากเพราะว่า การที่คุณมีเว็บไซต์คุณสามารถดึงลูกค้าของคุณจากช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะ fan page หรือ youtube หรือ social อื่นๆ เข้ามาที่เว็บและพยายามให้คนที่มาเว็บของคุณจดจำและกลับมาที่เว็บของคุณเรื่อยๆ ไม่ว่าจะให้กรอกอะไรซักอย่างหรือ subscribe email เพื่อรับข่าวสารเมื่อมีการ update ต่างๆจากเว็บ

การมีเว็บทำให้คุณสามารถควบคุณได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเรื่องการ โฆษณาในเว็บของคุณหรือการเก็บค่าต่างๆจากลูกค้าของคุณซึ่งคุณไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้บน facebook fan page คุณสามารถขายของได้หรือการทำการตลาดส่งเสริมการขายแบบอื่นๆได้

Social อื่นๆอาจจะเกิดมาอีกก็ได้
ในอดีตใครจะรู้ว่า Hi5 ที่เคยมี account กันทุกคนจะเลิกเล่นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน เอาจริงๆแล้ววัยรุ่นยุคปัจจุบันก็เริ่มไม่อยากเล่น Facebook แหละผมไม่ได้บอกว่า Facebook จะหายไปแต่อาจจะมีอัตราการเล่นที่คงที่หรือไม่ก็ลดลง และการจะเกิด social เฉพาะทางขึ้นมาใหม่อีกก็ได้ อาจจะไม่ได้ล้ม Facebook แต่ก็อาจจะมีกลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่ที่นั่นก็ได้ ถ้าหากคุณไปสร้างฐานทัพเป็น Facebook fan page คุณก็อาจจะลำบากในการต้องลากคนจาก social อื่นๆมาที่ Facebook page ของคุณ

แต่การที่คุณมีเว็บคนจะมาใช้งานที่เดียว และคุณสามารถต่อยอดเองได้หมดวันนี้คุณอาจจะไม่ได้ขายของ แต่ใครจะรู้ว่าอนาคตคุณอาจจะขายอย่างอื่นก็ได้ ถ้าคุณไปยึดติดกับ facebook fan page ทั้งหมดก็อาจจะต้องคิดแผนการให้รอบคอบมากกว่าเดิม

สรุป
ไม่มีผิดหรือถูกหากคุณจะใช้งาน Facebook fan page ต่อไปโดยไม่ทำเว็บไซต์ แต่ในบทความนี้ผมได้ชี้แจ้งแล้วว่าประโยชน์ของการมีเว็บมันดีกว่าอย่างไร และต่อไปในอนาคตไม่แน่ว่าคุณอาจจะต้องจ่ายเงินมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อให้คนเห็น page ของคุณซึ่งถ้าหากเพจคุณมีกลุ่มผู้ใช้หรือลูกค้าที่ภักดีต่อคุณก็ดีแต่กว่าจะทำได้ขนาดนั้นก็ต้องทำเป็นหลักปี


credit https://wp.me/p44hcJ-3Vl
#113

แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากรวยกันทั้งนั้น แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนักในปัจจุบันนี้ เราก็มักจะเห็นการที่ชาวออฟฟิตหลายๆ คน มีการทำงานเสริม หรืองานพิเศษนอกจากงานประจำที่ทำอยู่แล้ว เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น หรือมีช่องทางการได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม

การรับงานนอก หรือที่ชาวออฟฟิศเรียกว่ารับฝิ่น มันกลายเป็นเทรนด์ที่ทุกคนมองเป็นเรื่องปกติ จนหลายคนเริ่มมีมุมมองกับฝิ่นผิดไป เมื่อตัวเลขเงินที่อยากได้มากขึ้น ฝิ่น ก็เข้ามาเบียดเบียนเวลาทำงานปกติและการพัฒนาศักยภาพมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมเรามาดูกันว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ควร และไม่ควรทำในการทำงานพิเศษโดยไม่ทำให้คุณถูกไล่ออก

กฎข้อที่ 1 : ทำความเข้าใจนโยบายของบริษัท
กฎข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งนโยบายบริษัทนี้จะเป็นตัวชี้ว่าคุณสามารถทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง โดยบริษัทส่วนใหญ่มักจะมีนโยบายที่ค่อนข้างเป็นทางการ เช่น หากคุณทำงานที่นี่แล้ว คุณต้องห้ามรับงานที่คล้ายคลึงกันกับสายงานที่ทำอยู่ หรือการห้ามรับงานแข่งกับบริษัทของคุณ คุณจำเป็นต้องอ่านรายละเอียดในเงื่อนไขการทำงานอย่างถี่ถ้วน

กฎข้อที่ 2 : ห้ามนำข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจไปใช้โดยเด็ดขาด
กฎข้อนี้สำคัญไม่แพ้ข้อแรก ซึ่งสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้เลยโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ซึ่งก็คือการนำข้อมูลทางธุรกิจของบริษัทมาใช้ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น หากคุณได้รับข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น ภาพของผลิตภัณฑ์ที่กำลังเปิดตัวก็ไม่ควรนำข้อมูลนี้ไปใช้ในงานส่วนตัวเด็ดขาด เพราะหากคุณเป็นคนทำให้ความลับรั่วไหล อาจทำให้คุณและบริษัทของคุณถูกฟ้องจากลูกค้าได้

กฎข้อที่ 3 : ไม่ควรทำงานพิเศษในเวลางาน
เรื่องการใช้เวลานี้ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบริษัท บางบริษัทอนุญาตให้ทำงานพิเศษได้หลังจากที่จัดการงานที่ได้รับมอบหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ขณะเดียวกันบางบริษัทก็ไม่อนุญาตให้ทำงานพิเศษในเวลางานเลยเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานหลักลดลง คุณจำเป็นต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบริษัท แต่จะเป็นการดี และดูมืออาชีพกว่าหากคุณเก็บงานพิเศษไว้ทำนอกเวลา

กฎข้อที่ 4 : ไม่ควรใช้ทรัพยากรของบริษัทในงานพิเศษ
ข้อห้ามข้อนี้ครอบคลุมตั้งแต่การห้ามใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทในการทำงานส่วนตัว เพราะหากคุณใช้อุปกรณ์ของบริษัททำงานพิเศษผลงานชิ้นนั้นจะตกเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัททันที, ห้ามใช้ทรัพยากรอื่นๆ ของบริษัท เช่นรูปถ่ายลิขสิทธิ์ หรือ เครื่องมือออนไลน์ที่ทางบริษัทซื้อมาใช้ในงานส่วนตัว นอกจากจะผิดจรรยาบรรณแล้วยังผิดกฎหมายลิขสิทธิ์อีกด้วย

กฎข้อที่ 5 : ห้ามแย่งลูกค้าจากบริษัทของคุณโดยเด็ดขาด
พนักงานบางคนอาจใช้ข้อได้เปรียบโดยการนำข้อมูลของลูกค้ามาใช้ประโยชน์ เช่น บริษัทของคุณพลาดการประมูลงานเพราะคุณแอบส่งผลงานที่ดีกว่าไปขาย กฎข้อนี้นอกจากจะเป็นการเสียมารยาททางธุรกิจและมักจะมีระบุห้ามไว้ในสัญญาว่าจ้างงานอีกด้วย หากบริษัทของคุณรู้เข้าอาจทำให้คุณโดนฟ้องได้

กฎข้อที่ 6 : คุณควรจะเปิดเผยเรื่องงานพิเศษของคุณกับบริษัท
มันจะดีกว่ามากหากคุณสามารถบอกเล่าเรื่องงานพิเศษของคุณให้กับบริษัทตั้งแต่แรก หากพวกเขายอมรับเรื่องนี้ได้ตั้งแต่แรก การทำงานพิเศษของคุณจะไม่มีปัญหาใดๆ เลย ตราบใดที่คุณไม่ได้ทำผิดข้อตกลงที่ให้ไว้ต่อบริษัท ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ต้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรับงานพิเศษคือ กฎ, จรรยาบรรณ และความเหมาะสมของแต่ละบริษัทที่ต้องใข้วิจารณญาณของคุณเองในการตัดสินอีกด้วย

กฎข้อที่ 7 : คุณต้องทุ่มเทกับงานประจำให้เต็มที่ ไม่ให้บกพร่อง
การที่คุณรับนอกนอกได้ แต่คุณก็ต้องทุ่มเทกับงานประจำให้เต็มที่ ไม่ให้บกพร่องด้วย ไม่ให้กระทบกับการทำงานประจำของคุณ ไม่ใช่เอาเวลาไปทำแต่งานอื่น จนงานประจำเสีย จะส่งผลให้คุณดูไม่ได้ดีในสายตาของเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายของคุณเลย อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เขาไม่ชอบคุณ หรือถูกไล่ออกก็ได้

กฎข้อที่ 8 : ห้ามขายความลับให้คู่แข่ง
ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก กับการเอาข้อมูลความลับไปขายให้บริษัทคู่แข่ง ถือเป็นการไม่ให้ความเคารพกับสถานที่และงานที่ทำอยู่อย่างรุนแรง และคุณอาจจะโดนฟ้องอ่วมได้ง่าย ๆ เสียชื่อเสียงไปทั้งวงการเพื่อแลกกับรายได้ชั่วคราว

กฎข้อที่ 9 : ห้ามหักโหมอยากได้เงินมากจนเสียสุขภาพ
แน่นอนว่าคนที่อยากได้เงินเยอะก็ต้องรับงานเยอะๆ ด้วยเช่นกัน แต่แค่เวลาทำงานปกติก็หนักอยู่แล้ว คนที่รับงานนอกหลาย ๆ งาน ยิ่งต้องทำงานมากขึ้นอีกหลายเท่า จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการปั่นเคลียร์งานแบบหามรุ่งหามค่ำ ก็เริ่มพักผ่อนไม่พอ นอนน้อย ไปทำงานสาย สมาธิเสีย ไม่มีเวลาว่างเหลือสำหรับผ่อนคลาย สุดท้ายก็ทำงานหลักพังทลายลงไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรียกว่าพังทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต เพื่อเงินรายได้เสริมจำนวนหนึ่ง

กฎข้อที่ 10 : เอาใจเจ้านายมาใส่ใจเรา
สุดท้ายการเอาใจเขามาใส่ใจเราน่าจะดีที่สุด ลองมองในอีกมุมนึงดูบ้าง วันนี้ในฐานะคนทำงานเราอาจจะคิดว่าการทำฝิ่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ลองจินตนาการดูว่าวันนึงเราเป็นหัวหน้า เป็นเจ้าของบริษัทเราอยากจะเห็นอะไร อยากเห็นลูกน้องในบริษัทเป็นแบบนั้นหรือเปล่า แถมยังใช้เวลาและอุปกรณ์ของงานประจำทำกันอย่างลอยหน้าลอยตา ตอบตัวเองหน่อยว่า ณ วันนั้น ในตำแหน่งจุดยืนตรงนั้น คุณจะคิดจะพูดจะทำอย่างไรกับคนในบริษัทของคุณ


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/how-to-work-part-times/
#114

บทความนี้มาจาก Oxygenyoyo ซึ่งเขาเขียนไว้ได้น่าสนใจมาก และได้มีการขออนุญาตนำมาลงแล้วเพื่อเป็นความรู้ให้กับเพื่อนๆ ครับ

เหตุการณ์สมมติ
client: "อยากได้เว็บแบบ facebook.com พี่มีงบไม่อั้น"
dev: "พี่มีเท่าไร กี่ล้านครับ ?"
client: "เฮ้ย! ทำไมมันแพงขนาดนั้นเลย ทำเว็บคล้ายๆ facebook ก็ได้ แค่นี้เอง"

ตัวอย่างอื่นไหม ?
client: "อยากได้เว็บแบบขายของแนวๆ lazada คิดเท่าไรอ่ะ"
dev: "ประมาณ 50,000 – 100,000 ขึ้นไปครับ ขึ้นอยู่กับพี่อยากได้อะไรแบบไหนด้วยครับ"
client: "เฮ้ย!! วันก่อนพี่เจอไม่ กี่หมื่นเอง ทำเว็บขายของ แค่นี้ ทำไมถึงแพงจัง"

อยากมาเล่าฝั่งของ Dev (ผู้พัฒนาเว็บไซต์) บ้างว่าการทำเว็บทำไมลูกค้าหลายๆคนรวมถึงคนที่ไม่ใช่ฝั่ง IT หรือด้านเทคโนโลยีเลย มองว่ามันไม่น่าจะแพงโดยจะอธิบายคร่าวๆ ว่าเว็บหนึ่งเว็บต้องการอะไรบ้าง โดยจะพยายามไม่ใช้ศัพท์ที่เข้าถึงยากนะครับ หากมีข้อสงสัยสามารถ comment ไว้ได้เลยถ้าหากคำถามผมสามารถตอบได้จะตอบ ถ้าหากเกินความสามารถผมจะไปถามทางผู้รู้ให้อีกทีครับ

ทำไมทำเว็บไซต์ถึงแพง?

ก่อนจะเริ่มสร้างเว็บไซต์
หลายๆคนคิดว่าถ้าหากเราจะเปิดเว็บซัก 1 เว็บเราจะลงทุนถูกมาก อันนี้มีทั้งใช่และไม่ใช่พร้อมๆกันครับ เรามาพูดถึงวิธีที่ถูกก่อนแล้วกัน วิธีที่ใช้ต้นทุนต่ำจะเริ่มได้ 2 แบบมีดังนี้ครับ

1 เปิดเว็บภายใต้เว็บคนอื่น
2 เปิดเว็บโดยใช้เว็บสำเร็จรูป

เปิดเว็บภายใต้เว็บคนอื่น
ดูจากหัวข้ออาจจะงง อะไรฟ่ะ !!? เปิดเว็บภายใต้เว็บคนอื่น มันคือการที่เรามีพื้นที่ใน internet ที่อยู่ภายใต้คนอื่นอีกที ยกตัวอย่างเช่น www.lnwshop.com ถ้าสังเกตุในภาพด้านล่างจะเห็นว่า url เว็บที่ผมเปิดร้านกับทาง lnw นั้นเป็น oxygenyoyo.lnwshop.com ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นของเราเองได้แต่ต้อง จ่ายเงิน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องปกติ


โดยเราสามารถสั่งซื้อ domain_name ([โด-เมน-เนม]: ชื่อเว็บของเราเองเช่นเราอยากได้ www.itshop.com แทน oxygenyoyo.lnwshop.com ) เดี๋ยวพวกศัพท์ต่างๆผมจะสรุปให้ท้ายบทความอีกทีนะครับไม่ต้องกลัวไป โดยราคาจะประมาณนี้แหละครับถ้าหากมันยังไม่มีเจ้าของ ถ้ามีเจ้าของแล้วคุณก็ต้องไปหาชื่ออื่นไม่ก็ซื้อต่อครับ


อันนี้เป็นตัวอย่างแนวขายของ ส่วนเว็บแบบอื่นๆเช่นเขียน บทความหรือทำมาเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆก็ไม่ต่างกันเท่าไรมีเว็บสำหรับแต่ละเรื่องแต่ส่วนใหญ่จะไม่พ้นเรื่องขายของกับเขียนบทความ เว็บสำหรับเขียนบทความ online ก็ตามนี้เลย

www.wordpress.com
www.medium.com

ข้อดี

-ราคาถูกสามารถเริ่มต้นทำได้ทันที
-มีการปรับหน้าตาที่ง่ายขึ้นอยู่กับใช้เว็บไหน
-ง่ายต่อคนที่ไม่เคยใช้พวกเครื่องมือใน internet

ข้อเสีย

-ไม่สามารถปรับหน้าตาเว็บตามใจของเราได้มีให้แค่ไหนแค่นั้น
-ข้อมูลไม่ได้เป็นของเราทั้งหมด การวิเคราะห์ข้อมูลจะลำบาก
-หากเราทำติด google search ก็ไม่ใช่เว็บเราได้ประโยชน์หมด ตัวเว็บหลักก็ได้ด้วยเช่นกัน

เปิดเว็บโดยใช้เว็บสำเร็จรูป

สำหรับการเปิดเว็บอันนี้คือใช้เครื่องมือที่เขาพัฒนามาเพื่อจุดประสงค์ใดๆอย่างหนึ่งเท่านั้น เช่น ทำมาเพื่อให้ทำเว็บเขียนบทความได้ง่ายๆ แบบที่ท่านๆได้อ่านอยู่เว็บของผมก็ใช้เครื่องมือพัฒนาแบบสำเร็จรูป ซึ่งตรงจุดนี้มันจะดีตรงที่ว่าเราจะไม่เสียเวลาไปกับการพัฒนามาก แค่ปรับๆแก้ๆ ก็เสร็จแต่ไม่ได้หมายความว่าคนทั่วๆไปจะปรับได้ ถ้าเปรีบบเทียบมันเหมือนเครื่องมือช่าง ทำให้ช่างทำงานเสร็จได้เร็วแต่คนทั่วๆไปไม่มีความรู้ก็ต้องมาเรียนรู้อยู่ดีครับ

แล้วมันดียังไง ? คือมันมีระบบที่รองรับมาเลยเกี่ยวกับเรื่องๆเดียวทำให้เราสามารถใช้งานมันได้เลย ปกติเวลาเราจะเขียนโปรแกรมหรือเว็บเราต้องออกแบบตั้งแต่หน้าตายันระบบการรับส่งข้อมูล ( ซึ่งจะอธิบายในตอนต่อๆไป ) แต่เว็บสำเร็จรูปมันทำระบบให้เราระดับหนึ่งแล้วที่เหลือเราปรับแก้ก็ใช้งานได้ทันที

แต่อย่างที่บอกคือ มันถูกพัฒนามาเพื่อจุดประสงค์เดียว คนก็พยายามจะปรับให้มันทำได้หลากหลาย ซึ่งการที่ทำงานได้หลากหลายจะมีข้อเสียเลยคือ มันไม่เก่งซักอย่าง ตัวอย่างเช่น wordpress นั้น ทำเว็บเขียน บทความก็ได้ ทำเว็บขายของก็ได้ ทำเว็บให้ข้อมูลก็ได้ นั่นแหละจึงไม่ได้เก่งซักอย่าง ตัวอย่างเว็บที่ใช้ก็


เว็บสวยๆส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้จะรองรับคนเยอะมากๆ ก็สามารถใช้พวก wordpress, joomla , etc. ตอบโจทย์ได้ แต่อย่างที่เน้นย้ำคือ ต้องมีความเชี่ยวชาญระดับหนึ่ง คนทั่วไปเรียนรู้เองได้แต่จะเสียเวลาเรียนรู้เพื่อทำเว็บเองหรือเปล่าค่าเสียโอกาสคุ้มไหม

ข้อดี

-ปรับแต่งหน้าตาได้หรือซื้อเอาจากคนที่ออกแบบได้พูดง่ายๆคือ สวย
-เริ่มต้นด้วยต้นทุนต่ำได้ จ้างคนทำอยู่ในเรตไม่สูงมาก นอกจากคุณอยากได้ลูกเล่นอะไรแปลกๆ
-มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสามารถส่งต่อให้คนต่อไปมาช่วยพัฒนาได้ไม่ยากมาก
-คนใช้งานตัว wordpress ประมาณ 25% ของเว็บทั้งหมดบนโลกนี้
-พัฒนาได้เร็วเพราะมีคนให้คำปรึกษาในเน็ตเยอะและมีชุมชนที่ช่วยเหลือเยอะ

ข้อเสีย

-ต้องใช้คนเฉพาะทางทำให้อยู่ดี
-ไม่รองรับกับเว็บที่เริ่มจะใหญ่ คือถ้ามีระบบสมาชิก หรือนู้นนี่เยอะก็ต้องหาคนทำยากมากตามไปด้วย
-ทำได้หลากหลายแต่ไม่สุดซักทาง ยกเว็บเขียนบทความบนเว็บ

แล้วเว็บแพงล่ะ ?

คราวนี้มาดูกันว่าเว็บที่แพง ทำไมถึงแพงเอาแค่ปัจจัยการเปิดเว็บก่อนแล้วกัน เว็บที่แพงก็จะมีการสร้างที่เป็นแบบสร้างจาก 0 เลยโดยมีการติดต่อจากนักพัฒนาให้ช่วยออกแบบตั้งแต่แรกว่าอยากได้เว็บแบบไหน แล้วมันทำอะไรได้บ้าง นักพัฒนาก็ต้องคิดต่อว่า ผู้ว่าจ้างอยากได้อย่างนี้ต้องไปแปลงเป็นโปรแกรมอย่างไร แล้ว server ที่ใช้ต้องใช้แบบไหนบ้าง หากต้องจ่ายค่า server เองก็จะมีราคาที่แพงขึ้นไปอีก ถ้า server ธรรมดาก็จะรองรับได้ระดับแรกๆ ถ้าหากมีคนเข้าเยอะก็ต้องดูแลระบบอีกแยกไป สมมติผมแจกแจงราคาง่ายๆให้ดูนะครับ เอาเว็บขายของที่ไม่มีโปรโมชั่นแปลกๆนะครับเราจำเป็นต้องมี

-Server แบบง่ายๆก่อนจ่าย 3000 บาทต่อปี
-Domain name 500 บาทต่อปี
-ค่าตัวคนทำเว็บ
   *ใช้เว็บสำเร็จรูปทำให้ 50,000++ บาท ต่ำกว่านี้ก็มีแต่รับความเสี่ยงเอา
   *เขียนเอง 100,000++ บาท ต่ำกว่านี้ก็มีรับความเสี่ยงเอา
-ค่าตัว Design อยู่ประมาณ 20,000 – 50,000 ขึ้นอยู่กับฝืมือและค่าตัว และชิ้นงานยากหรือง่าย

คืออาจจะงง ทำไมค่าตัวนักพัฒนามันแพงจัง เอาจริงๆคือ ถ้าหากทำเว็บกินเวลานานก็ยิ่งไม่คุ้มเพราะถ้านักพัฒนาที่รับจ้างเป็นรายครั้งเขาจะสร้างให้เสร็จเร็วๆมากกว่าทำนานๆ สมมติว่าถ้านักพัฒนาเก่งๆหน่อย รายได้ประจำในบริษัทประมาณ 40,000 – 50,000 บาทอันนี้คือคนแบบใช้ได้นะ ถ้าจะเอาเทพก็ต้องแพงกว่านี้อีก ตำ่กว่านี้ก็มีวัดใจกันไป นั่นแหละคือรายได้ รายเดือนเขาประมาณนี้ถ้าทำนานส่วนใหญ่จะไม่ทำเพราะไม่ต่างจากทำงานประจำ

และเชื่อเถอะว่าเว็บที่อยากได้ แบบเริ่มจาก 0 มันจะมี "หลุมพราง" ที่มองไม่เห็นเยอะมาก ทำให้กินเวลาสร้างไปอีก เช่น ตอนแรกอาจจะคิดว่าเราเชื่อมต่อกับธนาคารไม่น่ายากปรากฎว่าอาจจะยากเพราะการเชื่อมต่อต้องมี เงื่อนไขมากมาย หรือสั่งทำแบบ A แล้วไม่เอาจะเอาแบบ B ก็ยิ่งกินเวลาเข้าไปอีก

ยิ่งตัวอย่างเว็บอย่าง pantip.com ก็ได้ไม่เห็นมีอะไรเลย แค่ตั้งกระทู้แล้วมาตอบๆ ดูแล้วไม่น่าจะยาก ถ้าหากผมบอกว่าให้คุณตีราคา คุณจะตีราคาเท่าไรครับ หมายถึงคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่อ่ะครับ ? ถ้าหากคุณเป็นผู้ว่าจ้างก็คิดว่าคงไม่มีอะไรเยอะ แค่ตั้งกระทู้ถามตอบเอง แต่ในรายละเอียดเช่น ใน 1 วินาทีมีคนเขียนกระทู้พร้อมๆกันเป็นพันคน จะทำให้คอมพิวเตอร์รองรับได้อย่างไร อันนี้คือความยากของทางนักพัฒนา ซึ่งความรู้ตรงนี้ก็ไม่ได้หาง่ายต้องลองผิดลองถูกต้องมี user หลักแสนหลักล้านก่อนถึงจะเจอปัญหาแบบนี้ ไหนจะเทคโนโลยีใหม่ๆในการเก็บข้อมูลอีก สิ่งเหล่านี้มีต้นทุนสูง

ถ้าอยากลดต้นทุนก็ต้องคุยให้นักพัฒนามาร่วมเป็นผู้ก่อตั้งเลย จะช่วยได้แต่เหมือนขายฝันแหละก็ต้องดูว่าเขาเอาด้วยไหมอย่างไร

ข้อดี

-ปรับแต่งได้หมดหน้าตาอยากได้แบบไหนสั่งได้
-อยากได้เว็บระบบแบบไหน ทำได้หมดทุกไอเดีย
-มีความเป็นเจ้าของทุกอย่างตั้งแต่ข้อมูลที่เข้ามาในเว็บและจัดการโฆษณาเองได้

ข้อเสีย

-แพง !! ถึงแพงมาก
-มีความเสี่ยงเจอนักพัฒนามือไม่ถึง
-มีโอกาสไม่เสร็จสูง

ค่าตัวของคนสาย IT
เนื่องจากสายอาชีพนี้เป็นอาชีพเนื้อหอมสุดในยุคนี้ แม้แต่เด็กจบใหม่ค่าตัวยังมีสูงกว่าสายอาชีพอื่นๆ อันนี้ไม่ได้ดูถูกนะครับแต่อาชีพนี้มันสามารถต่อยอดกับอาชีพอื่นๆได้อีกด้วยจึงไม่แปลกว่าค่าตัวจะแพง โดยปกติสมมติว่าคุณจะจ้างทำเว็บเนี้ย ถ้าได้คนทั่วๆไปพื้นๆ แบบคนที่มีประสบการณ์น้อย ( ผมไม่พูดถึงเด็กจบใหม่นะครับ เพราะว่าคนจบใหม่บางคนเก่งกว่าผมอีก ) อาจจะได้ราคาถูกแต่แลกกับสิ่งเหล่านี้ครับ

-ทำงานไม่จบ
-จบแต่ไม่สามารถได้งานได้
-ใช้งานได้แต่ทำต่อไม่ได้
-ทำต่อได้แต่พัฒนาต่อเติมไม่ได้
-ปัญหาเอา code ไปขึ้นระบบจริงๆ
-การโดน hack ต่างๆใน internet

สิ่งที่กล่าวมาถ้าหากพวกมืออาชีพด้านนี้กันแล้วก็จะมีความกังวลแทนคุณผู้ว่าจ้างว่า อันนี้ไม่ปลอดภัยอันนี้ทำให้ช้า แต่ถ้าจ้างคนที่มีประสบการณ์น้อยเป็นแลกเปลี่ยนความเสี่ยง ซึ่งกันและกันคุณได้เว็บแต่คนถูกจ้างได้ทำงานจริงอาจจะมีทดลองอะไรใหม่ๆกับเว็บก็ต้องไปรับความเสี่ยงกันเอง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เราจะจ้างมันไม่แพง อันนี้ก็ต้องดูหลายอย่างครับ

-ดูจากงานที่ทำหากไม่เคยก็ต้องวัดใจกันไป
-ดูจากงานประจำถ้ามีว่าเขาทำอะไร
-ปรึกษาคนใกล้ตัวถ้ามีคนด้านนี้อยู่รอบตัวว่าคนนี้เป็นอย่างไร

ราคาคนเก่งๆมันต้องแพงอยู่แล้วเพราะว่าเขาต้องผ่านอะไรมาเยอะ และค่าเสียโอกาสแพงกว่าคนอื่น ( ค่าเสียโอกาสคืออะไร ? คือถ้าปรกติเขาทำงานให้คนอื่นอาจจะงานล่ะ 50,000 – 100,000 ต่อชิ้นงาน เขาคงไม่รับงานเราที่จ้าง หมื่นสองหมื่น เพราะมันไม่คุ้มเขาไปรับงานที่มีโอกาสทำเงินดีกว่าทำนองนี้ครับ ) เพราะฉะนั้น แค่นี้ ที่คุณเห็นมันแลกมาด้วยประสบการณ์หลายๆอย่างของคนทำด้านนี้ครับ นั่นแหละครับเหตุผลของความแพง

ค่าพัฒนาระบบ
ระบบโปรแกรมต่างๆไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะสร้างออกมาได้เลย ต้องมีการออกแบบตั้งแต่ในความคิดแล้วพัฒนามาให้จับต้องได้ ส่ิงเหล่านี้ก็ไม่ใช่ทุกคนทำได้ และบางระบบเป็นระบบที่พัฒนามานาน การพัฒนาต่อไม่ใช่ว่าคุณจ้างใครมาทำต่อก็ได้ และต่อให้จ้างคนเก่งมาก็ใช่ว่าจะทำต่อได้ง่ายๆ หลายๆระบบมีการ ติดหนี้ทางเทคนิค ( อยากให้ลองอ่านดูสนุกดีครับ https://medium.com/the-way-it-should-be/-efb39c7b7699#.ksh92fwi0 ) ซึ่งสุดท้ายแล้วโปรแกรมของเราจะล้มละลายและไม่สามารถทำอะไรต่อได้เลยเพราะว่า

จะปรับแก้ก็กลัวว่าของเดิมจะทำงานไม่ได้ จะต่อเติมก็กลัวว่ามันจะทำให้ของเก่าพังหรือเปล่า แล้วผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงจุดนี้ การที่เราปล่อยผ่านให้ทำเว็บลวกๆหรือ สร้างแบบลวกๆหรือการตัดสินใจแบบไม่คิดให้รอบครอบทำให้เราจะได้เว็บหรือโปรแกรมที่ใช้งานครั้งเดียวแล้วทิ้งเลย พัฒนาเสร็จยังดี แต่ส่วนใหญ่จะพัฒนาไม่เสร็จเหตุผลเพราะ

-ผู้ว่าจ้างไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรเช่นอยากมีเว็บแต่ไม่รู้ว่ามีเว็บไว้ทำไม
-ผู้ว่าจ้างรู้ว่าต้องการอะไรแต่สิ่งที่ตัวเองอยากได้มีราคาสูง เช่น อยากได้ระบบที่มันเรียนรู้การจ่ายเงินของลูกค้า
-ผู้ว่าจ้างเปลี่ยนใจตลอดเวลา วันนี้ต้องการของ A พรุ่งนี้มาต้องการแบบ B มะรืนต้องการแบบ C

หลักๆประมาณนี้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งมีผลกระทบแน่นอน ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ทุกคนจะสามารถปรับไปมาได้นะครับต้องเรียนให้ทราบไว้อย่างนี้ คุณอาจจะเคยเจอคนที่ยอมรับการเปลี่ยน แต่เอาจริงๆการสร้างเว็บหรือโปรแกรมเขาจะคิดมาเสร็จแล้ว ยกตัวอย่างเหมือนสร้างบ้าน การที่คุณบอกว่าพื้นที่ตรงนี้จะสร้างห้องน้ำนะ แล้วทางนักพัฒนาก็สร้างห้องน้ำ ต้องคิดว่าจะต่อท่อมายังไง ต่อระบบไฟแบบไหน ประตูต้องเปิดได้ยังไง ทำพื้นลาดเอียงแค่ไหน พอผ่านไปซัก 1 อาทิตย์หรือไม่กี่วัน คุณบอกว่าไม่เอาห้องน้ำแล้ว ต้องการเป็นห้องนอนดีกว่า ก็แปลว่าทุกอย่างที่คิดมาเพื่อห้องน้ำต้องกลับไปเริ่มใหม่ เผลอๆบางครั้งเขาสร้างเป็นห้องไปแล้วซักครึ่งหนึ่ง อย่างนี้ก็เสียหาย ซึ่งนักพัฒนาส่วนใหญ่จะ คิดราคาเพื่อตรงจุดนี้ไปด้วย นั่นแปลว่า ราคาถึงได้สูง

แต่ถ้าคุณผู้ว่าจ้างจบงานได้ตรงกับสิ่งที่คุยไว้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับนักพัฒนาแล้วว่าเว็บที่ต้องการสร้างยากง่ายยังไง แต่เชื่อเถอะหาได้ยากจริงๆ จบเรื่องการออกแบบระบบ แล้วเรื่องประสบการณ์การทำงานต่อหรือออกแบบใหม่ก็ต้องใช้ทั้งประสบการณ์ที่สูงและการลองผิดลองถูกที่เยอะจริงๆ ถึงจะพัฒนาออกมาได้ เช่น อยากได้เว็บที่มีการเก็บรูป บางครั้งเรามองแค่เป็นการเก็บรูปแต่การออกแบบให้รองรับการเก็บรูปแบบระดับหลายๆล้านรูปก็มีประสบการณ์ไม่ใช่ upload file เรื่อยๆแล้วจะจบ เอาไปฝาก cloud หรือเปล่าจะเก็บยังไงให้เร็วอีก

สมมติว่าเป็นเว็บขายของเนี้ยก็มีอีกหลายปัจจัยที่ต้องการคิดอีก เพราะจะเอาเว็บสำเร็จรูปหรือว่าทำเอง ถ้าทำเองก็ต้องมีคนเชี่ยวชาญอีกว่าจะทำอย่างไร มีโปรโมชั่นแปลกประหลาดหรือเปล่า ถ้ามีแล้วใช้เว็บสำเร็จรูปรองรับไหวไหม สิ่งเหล่านี้คนที่จะรู้เครื่องมือทุกแบบและตัดสินใจว่าอะไรเหมาะกับเว็บคุณ มีน้อยมากๆจริงๆและค่าตัวก็สูง

ค่าออกแบบ
ว่ากันถึงค่าออกแบบ ยิ่งประเทศเราเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญด้านนี้ด้วย ยิ่งแล้วเลย ( ประชด )  คือการออกแบบด้านเว็บเนี้ย เป็นการออกแบบที่ยุ่งยากมากๆ เพราะอะไร ? เพราะหน้าจอการแสดงผลในปัจจุบันนั้นมีเยอะมากๆ ถ้าหากคุณเลือกว่าจะทำเว็บเองหรือจ้างคนออกแบบเองเนี้ยค่าพัฒนาเว็บจะสูงไปอีกสมมติผมให้โจทย์เอาแค่เว็บ Responsive แค่นี้ก็อ้วกแหละเพราะว่าในปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยออกแบบก็จริงอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่างานออกแบบที่ดีจะมาด้วย ซึ่งการสร้างเว็บให้แสดงผลได้ดี สวย ปัง ในทุกหน้าจอเป็นเรื่องยาก

ประสบการณ์การออกแบบที่ดีหายาก และค่าตัวแพง เพราะการเลือกใช้รูปการจัดวาง แต่ละเนื้อหาของเว็บต้องดูเข้ากับ concept ของเว็บสิ่งเหล่านี้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์การใช้โปรแกรมหลายตัวไม่ใช่มีโปรแกรม Photoshop อันเดียวแล้วเอาอยู่ นี่ยังไม่พูดถึงเรื่อง App นะแต่แค่เว็บก็ต้องคิดเยอะ ซึ่งหากผู้ว่าจ้างอยากได้ของดี ก็ต้องจ่ายราคาสูงไม่งั้นก็จะได้แบบที่คล้ายๆคนอื่นๆเพราะว่านักพัฒนาส่วนใหญ่ไม่ใช่นักออกแบบ จะได้ของที่สำเร็จรูปมาให้ซะส่วนใหญ่ซึ่งก็ไม่ใช่ว่ามันไม่สวยแต่คนก็อยากได้แบบที่ตัวเองคิดไว้ เพราะฉะนั้นนักออกแบบจะเสียไม่ได้จริงๆสำหรับเว็บที่ต้องการ การปรับแต่งตามใจของผู้ว่าจ้าง

แม้โปรแกรมจะถูกลงแต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องเรียนรู้เรื่องเวลาของการเรียนรู้ค่าเสียโอกาสของแต่ละคนไม่เท่ากัน และในสมัยนี้มีเวทีให้นักออกแบบค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น infographic หรือขาย theme , asset ต่างๆใน internet รวมถึงนักออกแบบที่มีความรู้ด้าน code ด้วยก็ยิ่งทำให้ค่าตัวแพงขึ้นไปอีกครับ นี่ก็สาเหตุหนึ่งที่เวลาผู้ว่าจ้างอยากได้เว็บสวยๆ ทำไมถึงมีราคาครับ

โปรดติดตามในตอนต่อไปนะครับยังมีเรื่องน่าสนใจอีกเยอะ


credit https://wp.me/p44hcJ-3Uy
#115

ประเทศเราประกาศเปลี่ยนค่าสีธงชาติไทยใหม่ตั้งแต่เดือน กันยายน พ.ศ.2560 แต่ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานทั่วไปไม่รู้เรื่องนี้เลย โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกำหนดและวัดค่าสีธงชาติไทย ประกาศราชกิจจานุเบกษาเป็นค่าแนะนำของธงชาติไทยในวันที่ 12 ต.ค. 2560 เพื่อให้มีมาตรฐานสีและเป็นมาตรฐานสีตามหน่วยสากล โดยกำหนดในลักษณะของค่าแนะนำทางราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ซึ่งการดำเนินงานมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้ง 9 แห่ง คือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมวิทยา ศาสตร์บริการ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานกฎระเบียบกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการคัดเลือกธงต้นแบบ ที่จะกำหนดสี ด้วยวิธีการวัดสีธงต้นแบบจากธงชาติ 3 แหล่ง แบ่งเป็น 1.ธงชาติจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จากธง 2 ประเภท ได้แก่ ธงชัยเฉลิมพล และ ธงไตรรงค์ 2.ธงชาติจากพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย และ 3.ธงจากราชนาวี


โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ หรือวศ. ได้รับมอบหมายให้พิจารณาคัดเลือกธงจากทั้ง 3 แหล่ง โดยดูจากลักษณะปรากฏ และการวัดค่าสีด้วยเครื่อง Colorimetric spectrophotometer และมีมติเห็นสมควรให้กำหนดค่าแถบสีธงชาติไทยจากธงชาติราชนาวี และใช้ผลของกรมวิทยาศาสตร์บริการ

ผลการทดสอบค่าแถบสีธงชาติไทย สีน้ำเงินแก่ สีขาว และสีแดง ด้วยเครื่อง Colorimetric spectrophotomete มีดังนี้ กำหนดค่า CIELAB D65 สีแดง ค่า L* = 36.4 , a* = 55.47 , b* = 25.42 สีขาว ค่า L* = 96.61 , a* = -0.15 , b* = -1.48 และสีน้ำเงิน ค่า L* = 18.63 , a* = 7.89 , b* = -19.45 โดยได้กำหนดค่า ∆E* (delta E) ไม่เกิน 1.5

ขณะนี้ได้นำเสนอต่อที่ประชุมเพื่อกำหนดค่าสีของธงต้นแบบ ให้เป็นเกณฑ์ลักษณะของค่าแนะนำของธงชาติไทย โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 134 ตอนพิเศษ 245 ง ลงวันที่ 30 ก.ย.2560 ให้เป็นเกณฑ์ลักษณะของค่าแนะนำทางราชการ

ปล.1 อยากได้ค่าสีเป็น RGB แล้วก็ CMYK ด้วยเพื่อไว้ใช้ในงานออกแบบด้วยครับ
ปล.2 ใครจะทำไอคอนธงชาติไทยในเว็บไซต์ต้องดูค่าสีให้ดีๆนะครับ อ้อหน่วยงานรัฐก็ไปเปลี่ยนด้วยนะจ๊ะธงบนเสาน่ะ


credit https://wp.me/p44hcJ-3Tk
#116
เห็นกระทู้นี้ผ่านตามาหลายครั้ง ก็อยากจะบอกว่าปัญหาในการทำงานเป็นเรื่องปกติครับ ผมก็เจอมาหลายเคส เรื่องราคาก็อีกเรื่องนึงซึ่งลูกค้าอาจมีความคาดหวังไว้ก็เข้าใจ

ปัญหาคนทำงานมันก็มีหลายอย่างเช่น

การประสานงาน ในส่วนของลูกค้านั้นตัดสินใจคนเดียวหรือหลายคน เพราะถ้ามากคนก็มากความเป็นเรื่องปกติ แล้วในส่วนของลูกน้องที่ลูกค้าให้ประสานงานอีก ถ้าไม่ทำงานตามที่เราต้องการ ประสานงานบกพร่องแล้ว ก็จะทำให้งานล่าช้า

ระยะเวลาการทำงาน ผู้บริการได้ส่ง demo ไปให้ลูกค้าดูไหมว่าถูกต้องถูกใจหรือเปล่า ก่อนที่จะมาจัดทำต่อ และถ้าเกินระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ก็ค่อยๆ คุยกันว่าสาเหตุคืออะไร ลูกค้า approve ช้า หรือส่งข้อมูลไม่ตามกำหนดอันนี้ก็ต้องดูด้วยครับ หรือถ้าตัวผู้จัดทำเว็บไซต์ช้าเอง ก็ควรจะพูดคุยกับลูกค้าให้เข้าใจครับ


ปล. ควรจะพูดคุยกันดีๆ ครับ ใจเย็นๆ แล้วอีกอย่างถ้างานยังไม่จบไม่ควรไปออนไลน์นะครับท่านทั้งหลาย
#117

วันนี้ผู้เขียนได้เข้าไปคุยงานกับโปรแกรมเมอร์เรื่องระบบแผนที่ Google Map ที่จะทำให้ลูกค้า ประมาณว่าเขียน Google API เพื่อจะนำมาใช้งานกับลูกค้าที่เขาขายที่ดิน (ลากหมุดแล้วส่งค่าได้เลย) แต่ปรากฎว่าพี่กูเขาให้ไปหน้าคิดตังซะงั้น ก็เลยเพิ่งรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงใหม่ของ Google Maps นั่นก็คือ Google Maps Platforms ที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนชื่อมาจาก Google Maps API โดยมีการเก็บเงินเป็นรายเดือนตามการใช้งานจริง ใช้เท่าไรก็จ่ายเท่านั้น

โดย Google Maps Platforms จะนำ API 18 ตัวที่เมื่อก่อนเคยแยกกันอยู่ นำมาจัดให้อยู่ใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือ Maps, Routes และ Places เพื่อให้หา API ได้ง่ายขึ้น และผลิตภัณฑ์หลักเหล่านี้จะช่วยทำการค้นหาและดึงฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้าสู่เว็บไซต์ หรือ application ของเราได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่มีการส่งผลกระทบกับ Code ปัจจุบันที่ใช้งานอยู่ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องแก้ไข Code ใดๆ เลย

ซึ่งการจัดกลุ่มใหม่ของ API ทั้งหมดนั้นแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้
Maps: Javascript Maps, Static Maps, Street View, Embed API
Routes: Directions API, Distance-matrix API, Roads API
Places: Places API, Geocoding API, Geolocation API, Time Zone API, Elevation API


แต่สิ่งที่น่าเซ็งสำหรับชาว developer นั่นก็คือ มีฟีเจอร์การเก็บเงินตามการใช้งานด้วยระบบเก็บเงินของ Maps Platform ใหม่ ใช้ระบบจ่ายเงินแบบ pay-as-you-go ของผลิตภัณฑ์หลัก รวมถึงรูปแบบ standard และ premium เดิมก็ใช้ระบบจ่ายเงินแบบ pay-as-you-go ด้วยเหมือนกัน โดยระบบดังกล่าวเริ่มใช้งานมาตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว (ไอ้เราเพิ่งรู้) โดย Google บอกว่าผู้ใช้ Google Maps Platform จะต้องมี API key ที่ถูกต้องและมีบัญชีเก็บเงินของ Google Cloud Platform เพื่อใช้งานผลิตภัณฑ์หลัก โดย Google จะให้เครดิต 200 ดอลลาร์ต่อเดือนฟรี สำหรับนักพัฒนาเพื่อการใช้งาน ซึ่งหากใช้เกินก็ให้จ่ายตามจริงตามที่ Google กำหนดไว้

เขาบอกว่าด้วยรูปแบบการคิดราคาแบบใหม่นี้จะช่วยลดความสับสนลงไปมาก จะทำให้การใช้งานง่ายยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะใช้งานแบบจ่ายตามการใช้งานจริงในแต่ละเดือนแล้ว ยังไม่มีการบังคับให้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการเริ่มต้นใช้งาน, ค่ายกเลิกสัญญา หรือ มีการจำกัดการใช้งานอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นลูกค้าทุกท่านก็สามารถติดต่อทีมซัพพอร์ตได้ฟรี (หึหึ ติดต่อที่ไหน) โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องซื้อแบบ premium เท่านั้นถึงจะติดต่อได้

ปล. ก็ตามนั้นแหละ พอเริ่มเป็นที่นิยมก็เก็บตังตามระเบียบ


credit https://wp.me/p44hcJ-3Sv
#118
เว็บไซต์ก็เปรียบเสมือนหัวเรือใหญ่ในการสร้างแบรนด์ และเพื่อสร้างความแตกต่างให้เว็บไซต์ คุณต้องแข่งขันอย่างรอบด้าน และด้วยความที่ในปัจจุบันผู้ใช้สามารถเข้ามาค้นหาข้อมูล หรือสินค้าที่ต้องการได้ง่ายดาย ใครๆ ก็สามารถมาเป็นลูกค้าของเราก็ได้ทั้งนั้น แล้วคุณมีวิธีอย่างไรที่จะทำให้ให้เว็บไซต์ของเราถูกใจลูกค้า ถูกใจผู้บริโภค สามารถดึงดูดให้ลูกค้าเปิดอ่านต่อไป มากกว่าที่จะปิดหนี วันนี้เรามี 9 วิธีที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณเป็นพรีเซ็นต์เตอร์ของแบรนด์ได้มาบอกกัน จะมีอะไรบ้างไปดูเลย


1. เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว ไม่รอช้า ต้องใส่ใจกับการพัฒนาให้เว็บไซต์ใช้เวลาในการโหลดที่รวดเร็ว ยิ่งเร็วเท่าไร ยิ่งดี เพราะเมื่อเว็บโหลดช้าจะทำให้ลูกค้าไม่อยากรอและออกไปเว็บอื่นทันที

2. เว็บ Responsive รองรับทุกขนาดหน้าจอ ใส่ใจกับทุกกลุ่มผู้ใช้งาน เพราะสุดท้ายผู้คนจากหลายอุปกรณ์ก็มีความต้องการเดียวกัน

3. เว็บไซต์ดูดี มีสไตล์ ออกแบบเรียบง่าย น่าจดจำ แต่ไม่เชย การเลือกใช้สี รูปแบบตัวอักษร และภาพต่างๆ ทุกอย่างจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำเว็บไซต์ของคุณได้อย่างดี

4. เว็บไซต์ค้นหาข้อมูล หรือสินค้าที่ต้องการได้ง่าย เว็บไซต์ที่ดีควรแสดงถึง ความง่ายของการจัดเรียงข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้โดยง่าย ไม่ซับซ้อน

5. เว็บไซต์เนื้อหาดี ครบถ้วน เนื้อหาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการสร้างเว็บไซต์ เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้คนเกิดความสนใจ และหมั่นติดตามเว็บไซต์เหล่านั้นอยู่เสมอ

6. ระบบเนวิเกชั่น ใช้ง่าย ระบบเนวิเกชั่น เป็นเสมือนป้ายบอกทางเพื่อให้ผู้ใช้งาน ไม่เกิดความสับสนในขณะใช้งานเว็บไซต์ ซึ่งการออกแบบเนวิเกชั่นก็จะต้องเน้นที่ความเรียบง่าย ใช้งานสะดวก และมีความเข้าใจได้ง่าย

7. เว็บไซต์ต้องชัดเจน สิ่งแรกที่ผู้บริโภคจะเห็นก็คือ "โลโก้" ควรวางอยู่บนมุมบนด้านซ้ายของเว็บไซต์ เพราะมันคือจุดแรกที่พวกเขาจะมอง ต้องเด่น และเห็นได้ชัด ถัดมาคือ คำ หรือ ประโยคสั้นๆ ที่ดึงดูดความสนใจ

8. เว็บไซต์มีเป้าหมายชัดเจน เจาะตรงกลุ่ม ไม่แปลกที่จะมีความสนใจหลากหลาย และมีความรู้มากกว่าหนึ่งเรื่อง แต่ทางที่ดีไม่ควรให้เนื้อหาในเว็บไซต์ออกนอกลู่นอกทางจากเป้าหมายที่องค์กรวางไว้จะดีกว่า

9. คุณภาพของเว็บไซต์ เว็บจะดีมีคุณค่านั้น คอนเท้นต์ หรือเนื้อหาบนเว็บต้องมีประโยชน์ด้วย ซึ่งต้องตอบโจทย์ความต้องการ และดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค




ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/make-website/
#119


นานๆ จะมีการเพิ่มลูกเล่นสักที สำหรับแอพพลิเคชั่นแผนที่อย่าง Google Maps ที่มีการเพิ่มลูกเล่นใหม่ โดยสามารถเปลี่ยนสัญลักษณ์ลูกศรนำทางสีฟ้าแบบเดิมๆ มาเป็นไอค่อนรูปรถยนต์ตามความต้องการ ซึ่งมีทั้งรถเก๋ง, รถกระบะ แล้วก็รถยนต์ที่นั่งเอนกประสงค์ เพื่อให้คุณได้รู้สึกว่ามีรถคันใหม่โดยที่คุณไม่ต้องดาวน์ (อันนี้พี่กูเกิ้ลเขาแซว) ^^


ซึ่งหากใครจำได้ จะเห็นได้ว่าลูกเล่นนี้เคยมีการใช้งานมาแล้วในตอนครบรอบวัน Mar10 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่มีการนำมาริโอมาใช้นำทางใน Google Maps แต่ก็มีการเปิดใช้งานเพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งต่างกับไอคอนรูปรถยนต์นี้ เพราะว่าไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาในการเปิดให้ใช้บริการ


สำหรับใครที่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศการใช้งาน Google Maps ก็สามารถลองเล่นดูได้ โดยวิธีการใช้งานนั้นก็ง่ายๆ เพียงแค่แตะที่ลูกศรสีฟ้า ระบบก็จะแสดงแถบไอคอนรถต่างๆ ขึ้นมาให้เลือกเพื่อสร้างสีสันขณะใช้ Google Maps นำทาง แต่ที่น่าเสียดายคือตอนนี้เปิดให้ใช้งานได้เฉพาะระบบ iOS เท่านั้น และทาง Google ก็ยังไม่ได้มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าบนระบบ Android จะใช้งานได้เมื่อไร แต่คาดว่าจะได้ใช้เร็วๆ นี้แน่นอน

:wanwan003:


เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/google-maps-icon/
#120
ในวงการของธุรกิจ การปฎิเสธกับลูกค้าอาจเป็นเรื่องยาก และลำบากใจมาก ด้วยเหตุผลที่กลัวจะเสียลูกค้า กลัวเสียโอกาสในอนาคต กังวลว่าจะส่งผลแง่ลบกับกิจการ อยากให้ลูกค้าประทับใจ และต้องการเป็นคนที่จัดการทุกอย่างได้ และอีกหลายๆ เหตุผล ซึ่งในความเป็นจริงการพูดว่า "ไม่" ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป แต่หากจำเป็นต้องทำ เราจะมีวิธีการใดบ้างที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจทั้งตัวคุณและลูกค้า ซึ่งเทคนิคในการปฏิเสธนั้นมีมากมายหลายแบบ ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี แต่ละคน แต่ละเหตุการณ์ และนี่คือ 7 เคล็ดลับที่ช่วยให้การพูดว่า "ไม่" ของคุณดูซอฟต์ลงไปถนัดตา



1. ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน
ก่อนที่จะกล่าวคำว่า "ไม่" ออกไป คุณต้องแน่ใจก่อนว่าไม่มีหนทางอื่นที่สามารถหลีกเลี่ยงได้แล้ว เพราะหากได้กล่าวออกไปแล้วจะไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้ และอาจต้องใช้เวลานานกล่าวจะเรียกความเชื่อมั่นและความไว้วางใจนั้นกลับคืนมาได้ และแน่นอนต้องเตรียมรับกับผลกระทบที่จะตามมาด้วย

2. พูดกระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น
รับฟังความคิดเห็นของลูกค้าอย่างตั้งใจ และหากต้องปฏิเสธก็จงอธิบายเหตุผลอย่างกระชับและชัดเจน เพราะการอธิบายที่เยิ่นเย้อเกินไปจะทำให้คนฟังรู้สึกว่าเป็นข้อแก้ตัว แล้วต้องอธิบายด้วยข้อเท็จจริงที่ตรงประเด็นอย่างจริงใจกับลูกค้า ไม่ปิดบังข้อมูลหรือยกเหตุผลอื่นมาอ้างเพื่อตัดปัญหา แต่ควรกล่าวถึงขอบเขตของการให้ความช่วยเหลือให้กระจ่าง โดยไม่ใจอ่อนกับคำขอของลูกค้าทุกครั้ง เพราะจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ก่อนจบการสนทนาควรมีการทบทวนข้อตกลงกับลูกค้าอีกครั้ง เพื่อยืนยันและหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด

3. การปฏิเสธโดยไม่ปฏิเสธ
ความแยบยลของวิธีนี้อยู่ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าขาดเหตุผลแล้วถอนข้อเรียกร้องไปเอง วิธีนี้มันใช้ได้ดีในกรณีที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าข้อเรียกร้องและพฤติกรรมของตัวเองผิดจากเหตุผลปกติทั่วไป ซึ่งอาจจะทำให้เขามีสติมากขึ้น รวมทั้งฟื้นฟูความเห็นใจ มโนธรรม และคุณธรรมน้ำมิตร กระทั่งรู้ตัวและถอยไปเอง

4. สร้างทางเลือกอื่นให้กับลูกค้า
บ่อยครั้งที่การพูดว่า "ไม่" อาจส่งผลต่อสัมพันธ์อันดีระหว่างตัวคุณและลูกค้าที่ติดตามแบรนด์ของคุณมาสม่ำเสมอ วิธีการปฏิเสธที่นุ่มนวลและเป็นผลดีมากที่สุดแก่แบรนด์ คือ การเสนอทางเลือกอื่นที่สามารถทำได้ให้กับลูกค้า ขณะเดียวกันก็ตอบปฏิเสธในสิ่งที่ถูกร้องขอ นับเป็นอีกวิธีที่ทำให้บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น อย่างน้อยๆ ก็ได้แสดงให้เห็นว่าคุณได้พยายามช่วยเหลือเขาอย่างเต็มความสามารถที่สุดแล้ว

5. ก็บอกออกไปด้วยเสียงที่นุ่มนวล
ลูกค้าแต่ละคนที่เดินเข้ามา มักมีความคาดหวังในใจเสมอ และมีอารมณ์เมื่อถูกปฏิเสธ ดังนั้น จึงควรเลือกใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล แสดงออกด้วยความสุภาพและจริงใจ เพื่อให้คนฟังสามารถรับรู้ได้ถึงเจตนาดี และเมื่อลูกค้าแสดงอาการไม่พอใจ ควรหลีกเลี่ยงการประชดประชัน การโต้คารม หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อลูกค้า (พูดค่อยๆ ก็ได้ถ้าพูดไม่ได้ก็ไม่ต้องพูด!) ซึ่งจะเป็นเหตุให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก แม้จะไม่สามารถทำตามคำขอได้ ก็ควรขอบคุณลูกค้าทุกครั้ง รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีด้วยการแจ้งข่าวสารในอนาคตอย่างสม่ำเสมอ



6. ลบความรู้สึกสงสารออกไป
ก่อนที่จะตอบตกลงข้อเสนอที่ผู้อื่นหยิบยื่นมาให้เพราะความเกรงใจ ลองคิดทบทวนอีกสักรอบและเปรียบเทียบถึงข้อดีข้อเสียของสิ่งนั้นดูเสียก่อน ส่วนในกรณีที่อีกฝ่ายต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ อาจจะจัดแบ่งเวลาบางส่วนให้กับพวกเขา โดยการแนะนำหรือให้คำปรึกษาเท่าที่จะทำได้ นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ยังทำให้ตัวเองสบายใจขึ้นอีกด้วย

7. เคารพในการตัดสินใจของตัวเอง
เมื่อตัดสินใจปฏิเสธฝ่ายตรงข้ามไปแล้วไม่ควรกลับคำหรือเปลี่ยนใจหลาย ๆ รอบ เพราะอาจทำให้คนอื่นสับสนกับคำตอบ หรือคิดได้ว่าเราไม่ยอมช่วยเหลือ ทั้งที่จริงแล้วสามารถทำได้ นอกจากนี้เป็นการลดความน่าเชื่อถือ และเท่ากับว่าไม่เคารพการตัดสินใจของตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจควรจะคิดและไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน หากปฏิเสธไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสียใจอะไรอีก ยึดความรู้สึกของตัวเองเป็นหลักก็พอ


้howto by http://www.atimedesign.com/webdesign/how-to-say-no/
#121

เมื่อพูดถึงแอพฯ ตกแต่งภาพบนมือถือ ต้องบอกเลยว่าตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะฮิตฮอตไปกว่าแอพฯ Plotagraph ได้อีกแล้ว เป็นแอพฯ ที่ให้เราสามารถนำภาพนิ่งมาแต่งให้กลายเป็น "ภาพนิ่งขยับได้" นั่นเอง ซึ่งตอนนี้แอดมีวิธีทำแบบฟรีๆ มาฝาก เพราะมันมีเวอร์ชั่นที่เปิดให้ทดลองใช้ได้ฟรีบนมือถือ กับเวอร์ชั่นที่โหลดลงมาทำบนคอมได้ซึ่งก็ฟรีเช่นกัน ถ้าพร้อมแล้ว งั้นลองไปทำตามกันได้เลย

ตัวอย่าง https://www.youtube.com/watch?v=8OpJaURVC9k

อันดับแรก ไปโหลดโปรแกรมกันมาก่อนเลยที่ลิ้งค์นี้ http://download.plotagraphapp.com
หรือใครไม่อยากโหลดจะทำในเว็บเลยก็ลิ้งค์นี้ https://plotagraphs.com/

วิธีทำ https://www.youtube.com/watch?v=Yw1pVyjLTb0

โดยเทคนิคในการทำ Animation ให้ออกมาดูสมูธที่สุด พยายามมาร์คจุดให้ชิดกันมากที่สุด แล้วทำให้พื้นที่ที่เราต้องการให้มันอยู่นิ่งๆ ไหลตามไปด้วยและพยายามโยงลูกศรแค่สั้นๆ แต่เน้นปริมาณความถี่ให้เยอะขึ้น จำนวนลูกศรยิ่งเยอะยิ่งไหลดี การดึงลูกศรให้มีความยาวมาก จะทำให้ภาพ Animation ที่ไหล ดูเกินจริง ถ้าใครที่ลองทำตามแล้วได้วีดิโอสวยๆ ก็เอามาโพสแชร์ให้ดูกันได้นะจ๊ะ
#122

ว่าด้วยเรื่องของโลโก้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากของแบรนด์ เพราะโลโก้นั้นเป็นตัวแทนบริษัทหรือสินค้าและบริการของคุณ ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ คนจะจดจำโลโก้และรับรู้แบรนด์ของคุณได้มากเท่านั้น แต่เมื่อเปลี่ยนยุคสมัยไปโลโก้ก็ควรจะเปลี่ยนตามด้วย เพื่อที่จะทำให้โลโก้นั้นทันสมัยตามยุคอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะเห็นได้การปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ของแบรนด์ระดับโลกหลายๆ แบรนด์ที่นิยมทำกัน ลองมาสำรวจดูกันสิว่าโลโก้ของคุณสมควรแก่เวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนแล้วหรือยัง จากเหตุผล 7 ข้อดังต่อไปนี้

1. ไม่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์


สิ่งแรกในการรับรู้ของผู้คน ก็คือ โลโก้ ว่ามันคืออะไร หมายถึงอะไร ต้องการจะสื่อสิ่งใด หากสิ่งที่พวกเขาคิดไม่ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการ นั่นก็แปลได้ว่า โลโก้ของคุณไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ได้บ่งบอกถึงแบนดืของคุณได้อย่างแท้จริง ควรออกแบบโลโก้ให้ง่ายต่อการจดจำ จึงจะช่วยผลักดันให้แบรนด์ของคุณประสบความสำเร็จได้

2. ไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง


ในยุคสมัยปัจจุบันที่มีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงช่องทางการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นจากแพลตฟอร์มต่างๆ เองที่รวมหลากหลายแบรนด์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเราต้องสร้างจุดเด่นให้กับโลโก้ ไปจนถึงโดดเด่นกว่าคู่แข่ง เพื่อให้เป็นที่จดจำแก่ลูกค้าได้

3. โลโก้คล้ายกับแบรนด์อื่น


จะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม ที่ทำให้โลโก้ของคุณบังเอิญไปคล้ายกับแบรนด์อื่น โดยเฉพาะบิ๊กแบรนด์ผู้นำตลาด ทั้งการใช้ชื่อ รูปแบบ หรือโทนสีที่นำมาใช้ เหล่านี้ล้วนไม่ส่งผลดีทั้งนั้น จริงอยู่ในระยะแรกผู้คนอาจจำผิดจำถูก เป็นทางลัดช่วยให้สินค้าหรือบริการได้การตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้บริโภคก็จะแยกแยะได้ ไม่เท่านั้น เผลอๆโลโก้ลักษณะนี้ อาจถูกแบรนด์ใหญ่ต้นตำรับฟ้องร้องดำเนินคดี โทษฐานลอกเลียนเครื่องหมายการค้าเอาได้ง่ายๆ

4. โลโก้ดูโบราณ ไม่ทันสมัย


เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เป็นตัวแปรสำคัญต่อการแข่งขันในทุกธุรกิจ และนับวันความก้าวหน้าบนโลกไซเบอร์ยิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การอัพเดทในเรื่องเหล่านี้จึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง ลองมาเช็คดูกันสิว่าโลโก้ที่เคยออกแบบมานั้น เหมาะสมหรือสามารถใช้บนสื่อสมัยใหม่ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้หรือเปล่า เพราะบางครั้งโลโก้ที่คุณเคยออกแบบมานั้นอาจเหมาะสำหรับหน้าร้าน แต่เมื่อนำมาลองวางบนเว็บไซต์หรือโซเซียลมีเดียต่างๆ ขนาดเดิมอาจเกิดความไม่เหมาะสม อ่านได้ไม่ชัดเจน สีสันไม่สะดุดตา ดึงดูดความสนใจจากลูกค้าไม่ได้

5. ดูไม่เป็นมืออาชีพ


บ่อยครั้งที่โลโก้ของหลายๆ แบรนด์ มักถูกออกแบบหรือคิดขึ้นมาจากเจ้าของกิจการเอง ซึ่งช่วงหนึ่งอาจใช้ได้ผล แต่เมื่อธุรกิจของคุณเติบโตมากขึ้น จนเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมายอาจถึงเวลาที่คุณต้องปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ โดยผ่านการคิดสร้างสรรค์จากมืออาชีพ เหมือนเช่นกับโลโก้ของหลายๆ แบรนด์ที่ดูเรียบง่าย แต่มีความหมายลึกซึ้ง และกลับเป็นที่จดจำของผู้บริโภคทั่วไปได้ดี

6. แบรนด์อยู่ในช่วงการเติบโต


หากบริษัทของคุณกำลังอยู่ในช่วงเฟื่องฟู ทั้งในเรื่องฐานลูกค้า รายรับ ผลกำไร ตลอดจนการขยายสาขาครอบคลุมทุกภูมิภาค ก็นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการปรับเปลี่ยนโลโก้สไตล์ใหม่ให้ไฉไลยิ่งกว่าเดิม เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์อันสดใส เชื่อมโยงเข้ากับจังหวะก้าวครั้งสำคัญในคราวเดียวกัน

7. โลโก้ที่ดูซับซ้อนเกินไป


เดี๋ยวนี้การจะทำให้โลโก้เป็นที่จดจำแก่ลูกค้าได้ นอกจากความโดดเด่นแล้ว โลโก้นั้นจะต้องเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป เพื่อให้สามารถเข้าใจและจำได้ง่ายขึ้น มีคำกล่าวว่าโลโก้ที่มีประสิทธิภาพดีนั้น แม้จะถูกนำมาทำในรูปแบบที่โปร่งแสงก็ยังสามารถเป็นที่จดจำได้ดีอยู่


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/7-reasons-new-logo/
#123

ปัญหาน้ำท่วมของไทยนับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในทุกๆ ปี โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร ที่เจอปัญหานี้อยู่บ่อยๆ ในช่วงหน้าฝน เพราะส่งผลให้การเดินทางไปไหนมาไหนแต่ละทีลำบากมากขึ้น การจราจรบนท้องถนนติดขัดมากกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นหากถนนเส้นไหนน้ำท่วมสูง รถยนต์ก็จะไม่สามารถสัญจรไปมาได้ และปัญหานี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีหน่วยงานไหนที่สามารถแก้ไข หรือกำจัดปัญหานี้ออกไปได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์

ทาง Microsoft จึงได้ทำการเปิดตัวแอพพลิเคชัน "วารี" เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ด้วยการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ของไมโครซอฟท์ ที่เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ในการนำเทคโนโลยี เข้ามาให้ผู้คน องค์กรและภาครัฐได้ใช้ประโยชน์สูงสุด ในการช่วยพัฒนาโซลูชันเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ประเทศและประชาชน ทั้งนี้ การพัฒนาแอพพลิเคชัน "วารี" เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับภาครัฐหลายภาคส่วน


โดยแอพพลิเคชัน "วารี" มีวิธีการใช้งานคล้ายๆ กับแอพพลิเคชั่นแผนที่ทั่วๆไป โดยการกดค้นหาสถานที่ต่างๆ แอพพลิเคชั่นก็จะบอกถึงสถานการณ์น้ำท่วมให้คุณทราบ หากระดับน้ำปกติ หมุดก็จะขึ้นเป็นสีเขียว แต่หากสถานการณ์น้ำไม่ค่อยดี หมุดก็จะขึ้นเป็นสีส้มและสีแดง และแอพพลิเคชันจะคำนวณเส้นทางที่ดีที่สุดให้คุณเอง และสามารถกดดูสถานการณ์น้ำจากกล้อง CCTV ในพื้นที่ต่างๆ ได้อีกด้วย


และที่สำคัญมีฟีเจอร์ในการพูดคุยผ่านการ Chat สำหรับการสอบถามข้อมูล และสถานการณ์แบบโดยตรง บวกกับมีฟีเจอร์ของ Twitter ให้เราสามารถติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านแฮชแทคที่มีคนทวีตได้ด้วย ซึ่งทางไมโครซอฟท์ก็คาดการณ์ว่า แอพพลิเคชันนี้จะสร้างประโยชน์ให้ผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งล้านคนภายใน 2 ปีแน่นอน หากใครที่สนใจ หรืออยากลองเล่นดูก็สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทั้งระบบ IOS และ Android


เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/varee-microsoft-thailand/
#124

เมื่อนกคู่กับท้องฟ้าฉันใด เว็บไซต์ก็ต้องคู่กับธุรกิจฉันนั้น อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการที่ธุรกิจมีเว็บไซต์นั้น จะช่วยในการเพิ่มเสริมศักยภาพของธุรกิจของคุณ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ง่ายมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรของคุณ และเมื่อธุรกิจก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เว็บไซต์เองก็ต้องก้าวตามเสมอ แถมยิ่งโลกพัฒนาไปเร็ว เราก็ยิ่งต้องก้าวตามให้ทัน เพราะว่าถ้าเว็บไซต์ของคุณนั้นดูน่าเบื่อ เมนูหายาก หรือโหลดช้า มันก็สามารถทำให้จำนวนผู้เข้าชมก็หดหายได้รวดเร็วเช่นกัน

วันนี้เราจึงนำ Infographic จาก DesignHill มาบอกถึงแนวโน้มการออกแบบเว็บไซต์ล่าสุด ว่าควรมีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจที่ดึงดูดผู้ชมได้ ขณะเดียวกันข้อมูลจะต้องง่ายต่อการค้นหา เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องโหลดได้รวดเร็วทันใจ เรียกได้ว่าจะต้องพัฒนาเว็บไซต์ที่ไม่เพียงแต่ดูสวยงาม แต่ต้องสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ด้วย



1. Typography จะกลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น
ในยุคปัจบันที่ทุกคนพากันนำเสนอข้อมูลให้กับผู้ใช้ผ่านตัวอักษร คนที่ปรับตัวและทำให้ผู้ใช้อยากเสพข้อมูลผ่านตัวอักษรที่สวยงาม การวางตัวอักษรที่ใหญ่ และหนักแน่นสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นในปี 2018 การใช้แบบอักษรในรูปแบบนี้จะเป็นบรรทัดฐานของนักออกแบบเว็บไซต์ อีกทั้งตัวอักษรที่ใหญ่ และหนักแน่นจะแสดงถึงตัวตนของเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี



2. วิดีโอยังคงครองแชมป์
เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวีดิโอมาแรงจริงๆในงานเว็บดีไซน์ การใช้วิดีโอยังคงเป็นปัจจัยทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง นอกจากวีดีโอจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับการดูรูปนิ่งๆแล้ว วีดีโอก็สามารถช่วยให้มีผู้ใช้งานในหน้าเว็บไซต์เราเพิ่มขึ้นนานขึ้น ขณะที่ความเร็วของอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้มีการใช้วิดีโอในเว็บไซต์ได้อย่างดีอีกด้วย



3. เว็บไซต์แบบ Storytelling
นักออกแบบเว็บไซต์ไม่ใช่จะออกแบบเว็บไซต์สวยอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงการดึงดูดผู้เข้าชมด้วยเนื้อหา การเล่าเรื่องเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ผู้ชมของคุณติดตามเนื้อหา จูงใจให้ผู้เข้าชมอยู่เว็บไซต์ของคุณให้นานที่สุดและเกิดความสนใจในบริการและสินค้าของคุณ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของคุณอย่างใดอย่างหนึ่ง



4. มือถือ มือถือ และมือถือ
ในปัจจุบันเทรนด์การออกแบบเว็บไซต์รองรับผ่านหน้าจอมือถือมีเพิ่มขึ้น การทำเว็บไซต์เพื่อซัพพอร์ทอุปกรณ์มือถือนั้นจึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของแบรนด์ในสมัยนี้ ขนาดที่ Google เองก็ยังหันมาให้ความสำคัญในการจัดอันดับเว็บไซต์ที่ออกแบบสำหรับมือถือมากขึ้นเหมือนกัน ฉะนั้นเราควรจะใส่ใจกับการใช้งานบนมือถือให้มาก เน้นเรื่องคุณภาพของหน้าเว็บสำหรับมือถือ



5. การใช้ภาพประกอบที่ทำขึ้นเอง
การใส่รูปในเว็ปไซต์ทำให้เว็ปไซต์น่าดึงดูดมากขึ้น แต่การที่ใช้รูปที่ซ้ำกับคนอื่นบางทีก็ส่งผลเสียเช่นกัน เพราะฉะนั้นการใช้ภาพประกอบ ควรจะมุ่งเน้นไปที่รูปที่ถ่ายเอง หรือกราฟิกที่ทำขึ้นเอง มันจะทำให้สัมผัสได้ถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำแบบใครในเว็บไซต์ของคุณ การหารูปที่มีเอกลักษณ์นอกจากทำให้เว็ปไซต์น่าดึงดูดมากขึ้น ยังสามารถแสดงถึง mood and tone ของสินค้าเราได้อีกด้วย



6. ทำเว็บไซต์คลีนๆ และไม่โหลดช้า
ถ้าเว็บไซต์ของคุณใช้งานยากมีความซับซ้อน ใช้เวลานานเกินไปในการโหลด เขาก็อาจจะออกจากเว็บไซต์ของคุณทันที เพราะเว็บไซต์ที่โหลดช้าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อเป้าหมาย และการค้าขายของคุณ เพราะโลกเราทุกวันนี้คนไม่ค่อยชอบการรอคอย ฉะนั้นอย่าเสียโอกาส ทำเว็บไซต์ของคุณให้ดูง่ายสะอาดตา อาจใช้รูปภาพและไอคอนแทนตัวหนังสือ และต้องไม่ใหญ่จนทำให้โหลดช้า และตัวอักษรต้องอ่านสบายตาดูไม่อึดอัด



7. การออกแบบแนว Flat Design และภาพเคลื่อนไหว
การออกแบบแนว Flat Design ยังคงเป็นเทรนด์ที่แบรนด์นิยมกันอย่างมาก เพราะมันดูเรียบง่ายสะอาดตา ซึ่งจะเห็นได้จากเว็บไซต์สมัยใหม่ หรือไม่ก็แอพต่างๆ นอกจากนี้การใช้ภาพเคลื่อนไหวในเว็บไซต์นั้นจะช่วยถ่ายทอดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น และเร็วขึ้นกว่ารูปแบบอื่นๆ เช่นวิดีโอและข้อความ แถมยังมีน้ำหนักเบากว่าวีดีโออีกด้วย



8. เพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ในทุกด้าน
การแข่งขันเพื่อจัดอันดับในหน้าผลการค้นหาของ Googel ก็เป็นหนึ่งในข้อกังวลหลักของนักออกแบบเว็บไซต์ เราจึงต้องเน้นการสร้างหน้าเว็บไซต์ให้เป็นมิตรที่สุดสำหรับ Search Engine เพราะนอกจากเว็บไซต์จะสวยแล้ว การ Optimize องค์ประกอบอื่นก็สำคัญ เช่นข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงวีดีโอ


เพราะเว็บไซต์คือช่องทางในการประกาศโฆษณา เป็นตลาดซื้อขายสินค้า และยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรหรือบริษัทอีกด้วย เพราะมันออนไลน์อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันโดยไม่มีวันหยุด เพียงแต่จะทำอย่างไรจึงจะทำให้คนจากทุกมุมโลกเข้าถึงเว็บไซต์ของเราเท่านั้นแหละ


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/design-tips-website-2018/
#125

กลายเป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มวัยรุ่นประเทศจีนไปแล้วในตอนนี้ สำหรับ Pitu แอพเซลฟี่ล่าสุดที่มีฟิลเตอร์มากมาย แต่ที่นิยมมากที่สุดก็คงจะเป็นฟิลเตอร์ "Youth Portraits from My Past Life" ซึ่งจะสวมเสื้อผ้าสไตล์วินเทจของชาวจีนในยุค 1910 และ 1920 โดยภาพที่ถ่ายผ่านฟิลเตอร์นี้จะกลายเป็นภาพย้อนยุค รูปแบบขาวดำและรูป portrait เหมือนภาพวาด นอกจากนั้นยังมีกรอบภาพต่างๆ ให้เลือก และฟิลเตอร์สไตล์วินเทจแบบอื่นๆ ด้วย


โดยฟิลเตอร์ที่ชื่อ "Youth Portraits from My Past Life" ได้จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในสมัยสงครามโลกที่เรียกว่าขบวนการ May Fourth Movement ในปี 1919 ที่นักศึกษาหลายพันคนมาชุมนุมกันที่ปักกิ่งเพื่อประท้วงสนธิสัญญาแวร์ซาย ที่หลายคนต่างรู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจย้ายดินแดนเยอรมันในประเทศจีนไปยังประเทศญี่ปุ่นโดยการตัดสินใจของฝ่ายพันธมิตรฯ

Pitu ได้กลายเป็นแอพที่ถูกดาวน์โหลดมากที่สุดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาใน App Store ของประเทศจีนหลังจากปล่อยฟิลเตอร์นี้ออกไป โดยเหนือกว่าแอพ Douyin App และ PlayerUnknown's Battlegrounds ซึ่งความนิยมอย่างรวดเร็วของแอพนี้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่กลัวแอพอาจนำข้อมูลผู้ใช้ไปทำอย่างอื่น อยางเช่นข้อมูลใบหน้า และตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้แอพนี้ก็เป็นได้


เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/pitu-selfie-china/
#126
ตอนนี้มีไอเดียจะทำสบู่ขาย เพื่อนๆช่วยวิจารณ์แพคเกจจิ้งหน่อยครับว่ามันน่าจะตีตลาดได้ไหม


ตัวผลิตภัณฑ์
#127

ฝากเพื่อนๆ ช่วยวิจารณ์เว็บไซต์ให้ด้วยนะครับ http://www.kokchangsafari.com/
#128
บริษัท "McAfee"เผยแพร่การค้นพบปฏิบัติการเจาะระบบข้ามชาติ "Operation GhostSecret" โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์ชื่อ Hidden Cobra ใช้เซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทยสำหรับแฮ็กข้อมูลทางไซเบอร์พร้อมทั้งโจมตีด้วยมัลแวร์ครั้งใหญ่กว่า 17 ประเทศ ตั้งแต่ประเทศไทย, สหรัฐฯ, เยอรมัน, ญี่ปุ่น, จีน, ออสเตรเลีย และคาดว่าจะคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


การโจมตีดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งภาคอุตสาหกรรมบันเทิง ภาคการเงิน หรือภาคสาธารณสุข โดยตรวจพบได้จากการเจาะธนาคารในตุรกีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา GhostSecret มีการใช้เครื่องมือที่คล้ายกับปฎิบัติการของกลุ่ม Hidden Cobra ที่มีเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง


โดยมีรายงานว่าเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการแฮกครั้งนี้ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในขณะนี้พบว่ามีการติดมัลแวร์ตัวนี้แล้วกว่า 45 ระบบ ซึ่งปฏิบัติการนี้มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก มีการใช้โปรแกรมมากมายฝังบนระบบเหยื่อเพื่อขโมยข้อมูล อีกทั้งยังมีโครงสร้างที่ซับซ้อนเป็นพิเศษสำหรับหลบระบบตรวจจับ หรือแม้แต่หลีกเลี่ยงการทิ้งหลักฐานไม่ให้ตามสืบทีหลังได้ จากการวิเคราะห์มัลแวร์ไล่ไปถึงเซิร์ฟเวอร์ควบคุมสามเครื่องที่อยู่ในวงเน็ตเวิร์ค 203.131.222.0/24 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเซิร์ฟเวอร์ทั้งสามเครื่องควบคุมเซิร์ฟเวอร์อื่นอีกต่อหนึ่งอีกหลายสิบเครื่อง เฉพาะในประเทศไทยเองมากที่สุดเกือบ 50 เครื่อง


ตัวมัลแวร์รับคำสั่งจากเซิร์ฟเวอร์ควบคุม มีความสามารถเช่น ลบไฟล์, อ่านไฟล์, รันมัลแวร์เพิ่มเติม, สำรวจเน็ตเวิร์ค ฯลฯ โดยเครื่องของเหยื่อถูกโจมตีจากอีเมล spear phishing ที่ผู้ร้ายสร้างอีเมลหลอกให้เหยื่อเปิดอ่านไฟล์ เป็นไฟล์ Word ที่มีโค้ดอันตรายอยู่ แต่ตอนนี้ได้มีการเข้ายึดเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกใช้เป็นฐานในการแฮ็กข้ามประเทศ พร้อมส่งมอบให้ทางตำรวจเรียบร้อยแล้ว และกำลังติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งเหตุและให้ความช่วยเหลือต่อไป


แหล่งข่าว http://www.atimedesign.com/webdesign/ghostsecret-hidden-cobra/
#129
บางทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะ มีลูกค้าท่านนึงเขาบอกว่าพี่มีตังพี่ทำการตลาดออนไลน์โดยใช้ Adwords เดือนละเป็นแสน แต่มาจ้างเราทำเว็บไซต์สร้างแบรนด์ในราคาไม่ถึงครึ่งแสน แต่ต่อเอาต่อเอาจัง (ขอของแถมด้วยเอ้า) คือไม่เข้าใจลอจิกจริงๆ ใครรู้ช่วยแชร์กันหน่อยครับ
#130

บริษัทเกมแห่งหนึ่งในประเทศจีน ประกาศรับสมัครงานตำแหน่ง "ผู้กระตุ้นโปรแกรมเมอร์" มีหน้าที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับพนักงานเพศชาย เช่น ซื้ออาหารเช้าและนวด สร้างบรรยากาศสดชื่นด้วยการจัดปาร์ตี้ อีเวนท์เล็กๆ ในออฟฟิศ โดยคุณสมบัติของผู้สมัครนั้นจะต้องเป็นผู้หญิงสาวสวยหน้าตาดี


โดยในขณะนี้มีผู้ที่ทำงานในตำแหน่งนี้แล้ว นั่นก็คือ เฉิน เยว่ (Shen Yue) จบการศึกษาวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยในกรุงปักกิ่งบัณฑิตสาขาวิศวกรโยธาจากมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง อายุ 25 ปี เธอบอกว่างานนี้เป็นส่วนผสมของงานหลายแบบ เช่น เป็นนักจิตวิทยา เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ผู้หญิงถูกจ้างให้มาคุยและผ่อนคลายความเครียดให้กับโปรแกรมเมอร์ชาย เพราะสังคมจีนมองว่าภาพลักษณ์ของโปรแกรมเมอร์เป็นพวกเด็กเนิร์ดไม่ค่อยเข้าสังคม พวกเขาก็แค่ต้องการคนที่พูดคุยด้วยเป็นครั้งคราว และจัดกิจกรรมเพื่อลดแรงกดดันจากการทำงานเท่านั้น

ซึ่งล่าสุดมีบริษัทไอทีอย่างน้อย 7 แห่งที่ต้องการผู้กระตุ้นโปรแกรมเมอร์ แต่หลังจากการประกาศออกไปก็ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ แต่ทางด้าน Xu Jiaolong หนึ่งในโปรแกรมเมอร์หญิงที่ได้รับการนวดผ่อนคลายด้วย บอกว่า มองไม่เห็นปัญหาเรื่องเหยียดเพศจากงานนี้ เธอบอกว่าน่าจะมีผู้ชายมานวดให้ผู้หญิงด้วยซ้ำ งานนี้ทำเอาหนุ่มๆ หลายคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันเลยทีเดียว ขณะที่บางรายดูท่าทางจักกะจี้ นับเป็นความใจดีของเจ้านายบริษัทเกมแห่งนี้จริงๆ


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/chinese-start-ups-coders-stress/
#131

อย่างที่เรารู้กันดีว่า Nvidia มักจะพัฒนาเทคโนโลยี AI ต่างๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายกิจกรรม โดยครั้งนี้ก็ได้มีการเปิดเผยถึง "AI photo reconstruction" หรือ AI เพื่อการแต่งเติมรูปภาพที่ถูกลบพื้นที่ในภาพออกไปบางส่วน จากนั้น AI จะทำการประมวลผลเติมที่ส่วนขาดหายไปในภาพ โดยพิจารณาจากสิ่งแวดล้อมและความน่าจะเป็น

ดูคลิป https://www.youtube.com/watch?v=gg0F5JjKmhA

ซึ่งมีการทดสอบเทคโนโลยีดังกล่าวโดยการสร้างช่องโหว่ในภาพที่แตกต่างกันถึง 55,116 แบบ แต่ใช้ในการทดสอบจริงเพียง 25,000 แบบ ซึ่งเจ้า AI ก็จะลงมือจัดการให้อัติโนมัติ โดยดูจากสภาวะแวดล้อมที่อยู่ในภาพ แล้วเติมแต่งลงไปให้สมบูรณ์


นอกจากนั้น AI ยังสามารถเพิ่มความละเอียดภาพจากการถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการเติมเม็ดพิกเซลลงไปในภาพให้ภาพกลับมาคมชัดได้เป็นอย่างดี



เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/nvidia-ai-photo-reconstruction/
#132
ปัจจุบัน Content กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้แบรนด์สินค้าหรือบริการต่างๆ เป็นที่จดจำและโดดเด่นจากคู่แข่ง การทำคอนเทนต์ดี ๆ ไม่ควรมีเป้าหมายเพื่อสร้างกระแสไวรัลให้คนพูดถึงเพียงอย่างเดียว แต่คอนเทนต์ต้องสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือ สร้างความไว้วางใจได้อีกด้วย เนื่องจากพลังของคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียช่วยให้ผู้คนเข้าถึง หรือมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ธุรกิจได้มากขึ้น และคอนเทนต์ยังมีอิทธิฤทธิ์อีกมาก แถมยังมีพละกำลังช่วยธุรกิจคุณได้มากกว่าที่คิด วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับการเขียนคอนเทนต์อย่างไร ให้เป๊ะ ปัง โดนใจ ยอดขายพุ่งกระฉูด! มาฝาก โดยสรุปออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้


1. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย


การมีคอนเทนท์ที่ดีต้องทราบก่อนว่า จะสื่อสารกับใคร ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายว่าบทความที่เราเขียนต้องการสื่อไปถึงใคร เช่น กลุ่มนักวิชาการ ,พนักงานออฟฟิส ,ชาวบ้าน เป็นต้น คนแต่ละกลุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ หรือต้องการอยากรู้อะไร ชอบข้อความหรือสื่อประเภทแบบไหน มีอุปสรรคและปัญหาอะไรที่สินค้าหรือบริการจะเข้าไปช่วยแก้ผ่านคอนเทนท์ได้บ้าง ซึ่งเมื่อทราบทั้งหมดก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาพบเจอกับสิ่งที่ต้องการนำเสนอ และช่วยให้เข้าถึงแบรนด์สินค้า หรือบริการได้ง่ายขึ้น


2. สร้างความแตกต่าง


หนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการผลิตคอนเทนต์นั้นต้องหาความแตกต่างเพื่อที่จะดึงดูดใจจากผู้อ่าน หรือไม่ก็ดึงสิ่งที่เป็นตัวเราออกมาให้มากที่สุด ในการทำคอนเทนต์ให้โดนใจไม่ใช่เพียงแต่เป็นเขียนเพียงอย่างเดียว ลองเปลี่ยนรูปแบบในการนำเสนอคอนเทนต์ให้แตกต่างจากคนอื่น สอดแทรกเนื้อหาผ่านการใช้ภาษาที่มีความแปลกใหม่ เร้าอารมณ์ เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้คอนเทนท์ดูมีความน่าสนใจมากขึ้น การใช้ภาพ วีดีโอ หรืออินโฟกราฟิกในการนำเสนอเพื่อช่วยดึงดูดให้คนอ่านไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อ


3. หมั่นทำให้ต่อเนื่อง


การทำคอนเทนต์ที่ดีควรมีความเสมอต้นเสมอปลาย เนื้อหามีความสดใหม่ น่าอ่าน กระชับ ชัดเจน มีประโยชน์ และมีระยะเวลาในการปล่อยคอนเทนต์ที่สม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการแข่งขันกันสูงในร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ในหมวดสินค้าตัวเดียวกัน ดังนั้นในการขายเราจะต้องมีกลยุทธ์ในการเรียกลูกค้า เทคนิคเหล่านี้ก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบกว่าร้านค้าออนไลน์อื่นๆ อย่างมากในการตัดสินใจเลือกช็อปสินค้าเรา


4. กำหนด key message แค่เรื่องเดียว


ในหนึ่งคอนเทนต์ เราควรกำหนด key message หรือใจความสำคัญ ที่เราต้องการจะสื่อให้คนอ่านรู้ ต้องการจะสื่่ออะไร เพียงแค่หนึ่งเรื่องเท่านั้น จะได้ไม่ก่อให้เกิดความสับสนว่าสรุปแล้วคนอ่านกำลังอ่านเรื่องอะไรกันแน่ และ key message เปรียบเสมือนเป็นหัวใจสำคัญของคอนเทนท์ที่ต้องการจะนำเสนอ เนื่องจาก ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด และเป็นส่วนที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมองว่าแต่ละโพสต์ เรื่องราว บทความ หรือโฆษณาเกี่ยวกับอะไร


5. การปูเรื่อง สร้าง Story


คอนเทนต์ส่วนใหญ่จะมีการปูเรื่อง สร้าง Story บอกที่มาที่ไปของการเขียนว่าเราเขียนทำไม ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรเขียนให้เยิ่นเย้อ ควรเน้นกระชับ เอาแค่พอเป็นน้ำจิ้มก็พอ และควรระวังเรื่องการเขียนคำซ้ำบ่อยเกินไปในหนึ่งย่อหน้า เช่น ที่, ซึ่ง, อัน หรือคำเชื่อม คำสร้อยต่างๆ เพราะหากเยิ่นเย้อ หรือมากเกินไปจะทำให้ผู้อ่านเกิดความน่าเบื่อได้


6. เน้นการทำ SEO


การทำ SEO เป็นการโปรโมทเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ในการค้นหาด้วยการใช้ keyword เมื่อติดอันดับต้น ๆ แล้ว คนก็จะคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรามากขึ้น โอกาสที่เว็บไซต์จะเป็นที่รู้จักก็มีมาก ทำให้โอการที่สินค้าเราจะขายได้ก็มีมากเช่นกัน ดังนั้นแล้วหากเราสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกหรือติดอันดับต้นๆ บนผลการค้นหาได้แล้ว เราจะสามารถเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น


7. รอ timing ที่เหมาะสม


ช่วงเวลาในการปล่อยคอนเทนต์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เราต้องรอเวลาที่เหมาะสมในการปล่อยคอนเทนต์ นอกจากเรื่องของการทำเนื้อหาให้โดนใจแล้ว เราก็ต้องไม่ลืมว่าคอนเทนต์ที่เราทำนั้น มันต้องไปโผล่ให้ถูกที่ถูกเวลาสำหรับกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย เพราะหากเราโพสต์ในช่วงเวลาที่เป็นจุดบอด ก็อาจจะทำให้เนื้อหาที่โพสต์ในคราวนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์เลย แต่เราต้องไปศึกษาด้วยว่าแพลตฟอร์มใดควรโพสต์เวลาใด รวมถึงการ Repeat เวลาเดิม อัพคอนเทนท์ช่วงเวลาเดียวกันสม่ำเสมอในทุกวัน ก็เป็นการสร้างฐาน Follower ที่ดีด้วย


8. ใช้ Social ให้คุ้มค่า


สังคมออนไลน์อย่าง facebook, twitter หรือ Instragram ที่รู้จักในเวลานี้ นับว่าเป็นช่องทางทำการตลาดทำให้คนรู้จักกันอย่างกว้างขวางและเป็นการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการบอกต่อได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้นหลังจากเขียนคอนเทนต์เสร็จ เป็นไปได้ให้แชร์บทความของเรา ไปตามช่องทางต่างๆให้มากที่สุด ทำคอนเทนต์ดีๆ ออกมาแล้วก็ต้องแชร์เพื่อเพิ่มเอ็นเกจเมนต์ และยอดแชร์ในสื่อโซเชี่ยลของเรา


9. สื่อสารในหัวข้อที่หลากหลาย


การเขียนคอนเทนต์ให้สนุก สื่อสารในหัวข้อที่หลากหลาย อย่าให้ผู้รับสารรู้สึกเบื่อกับเรื่องซ้ำๆ ใช้ความจริงใจ แสดงถึงเป็นตัวของตัวเอง ด้วยคาเรคเตอร์ที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณได้ง่าย แต่ต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ด้วย ไม่ดูไร้สาระเกินไป หรือถ้าเรื่องที่ต้องการถ่ายทอดเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ก้ให้เขียนแยกเป็นข้อ ๆ หรือแยกเป็น bullet และหลีกเลี่ยงการเขียนด้วยภาษาที่มีศัพท์เฉพาะในวงการ ระมัดระวังเรื่องการสะกดคำ อย่าให้มีคำผิด เพราะมันจะทำให้ลดความน่าเชื่อถือลงได้


10. ใส่แหล่งอ้างอิงของข้อมูล


การใส่แหล่งอ้างอิงของข้อมูล จะช่วยทำให้บทความมีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ เพราะในการสร้างคอนเทนท์บางครั้งจำเป็นต้องมีการอ้างอิงจากแหล่งที่มาหรือการค้นจากแหล่งที่มาที่หลากหลาย อย่างพวกตัวเลขหรือข้อเท็จจริงทุกอย่างที่อ้างอิงในคอนเทนต์ ต้องมาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพราะนอกจากข้อมูลที่ถูกต้องนั้นจะทำให้คอนเทนต์ของเรามีคุณภาพแล้ว การกล่าวถึงข้อมูลผิดๆ อาจสร้างความเสียหายให้กับผู้อ่าน หรือมีปัญหาในทางกฎหมายได้


11. คอนเทนต์ตามกระแส


เมื่อเกิดกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้นรายวันถือเป็นอีกโอกาสสำคัญด้านหนึ่งที่แบรนด์จะสามารถนำมาต่อยอดทำเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจได้ คอนเทนต์ที่นำเทรนด์ ตามกระแสนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยเรียก Traffic ได้ดี แต่สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงความเกี่ยวข้องของกระแสกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากเป็นไปในทิศทางเดียวกันก็จะนำมาซึ่งการพูดถึงและการบอกต่อได้


12. ยอด Reach ไม่ได้เป็นตัวชี้วัด


ตัวชี้วัดของคอนเทนต์นั้นไม่ควรจะเป็นแค่จำนวนคนที่เห็น หรือยอด Reach คอนเทนต์นั้นๆ แต่ตัวชี้วัดควรจะเป็นจำนวนที่คนมาปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ ยอด Engagement เช่นพวกคอมเมนต์, แชร์ หรือการพูดถึงแบรนด์ในแง่บวกมากกว่า แต่ถ้าจะให้ดี สิ่งที่คุณควรจะวัดคือค่า Conversion เช่นวัดว่าหลังจากที่คนเสพคอนเทนต์นั้นๆ แล้ว คุณได้ลูกค้าที่มาจากคอนเทนต์นั้นๆ เท่าไหร่ ซึ่งการที่จะทำให้เกิด Conversion ได้นั้น สิ่งทีคุณต้องใส่เอาไว้ในคอนเทนต์ของคุณทุกคอนเทนต์ก็คือ "Call to action" หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า "สิ่งที่คุณอยากจะให้คนเสพคอนเทนต์ของคุณทำต่อไป" มากกว่า



credit http://www.atimedesign.com/webdesign/how-to-make-content/
#133

ต้องบอกว่า AdBlock นั้นมีข้อดีอยู่ไม่น้อยในการปิดกั้นโฆษณาที่รกหูรกตา ที่ทำให้ผู้ท่องเว็บไซต์ เข้าโซเชียลหรือดู Youtube นั้นเกิดความรำคาญ แต่ก็อย่าลืมว่ามันก็เป็นปฏิปักษ์กับผู้ที่ต้องการลงโฆษณาเช่นกัน และตอนนี้มันอาจจะไม่บล็อคแค่โฆษณาอีกต่อไป

เรื่องนี้มาจากประสบการณ์ของผู้เขียนนะครับที่อยากเอามาแชร์ให้เพื่อนๆ ฟัง คือเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ใช้งานบริการเว็บไซต์อยู่เว็บหนึ่งปรากฏว่าคลิ๊กพวกเมนูต่างๆ ไปไหนไม่ได้เลยทั้งที่ผ่านมาก็ใช้งานได้ปกติ ก็หัวร้อนอยู่สักพักก็ส่งอีเมล์ไปแจ้งปัญหาให้เขารับทราบว่ามี error ตรงจุดไหนบ้างให้เขาช่วยตรวจสอบให้

ในวันเดียวกันเหตุการณ์ที่สอง คือ plugin ที่เป็น facebook embed และ Social Share ที่ blog ของผมหายไป (ผมใช้ wordpress) ก็งงเลยครับคราวนี้เพราะไม่ได้ไปแก้ไขอะไรเลย ใช้เขียนแต่บทความอย่างเดียว เริ่มรู้สึกแปลกๆและ ก็เลยลองเอาไปเปิดในโหมดไม่ระบุตัวตนของ chrome ดูปรากฏว่าเป็นปกติ นึกในใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

นึกยังไงไม่รู้ลองปิด AdBlock ดู ปรากฏว่าทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาใช้ได้ปกติเหมือนเดิม ก็เลยรู้ว่าอ๋อไอ้เจ้านี่นี่เองที่ทำให้เราใช้งานเว็บไซต์ไม่ได้

AdBlock เดี๋ยวนี้เริ่มบล็อคเยอะเกินไปยันสคริป หรือ javascript บางตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับโฆษณาแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าเพื่อนๆ คนไหนเจอแบบผมนี่คือวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นครับ เผื่อลูกค้าของคุณหัวร้อนว่าเว็บไซต์ของคุณทำไมไอ้โน่นไอ้นี่ไม่ขึ้น ปุ่มใช้งานไม่ได้ ทั้งที่เราทดสอบแล้วไม่มีปัญหา
#134

ในทุกๆ วันชาวอเมริกันมีการใช้งานในโซเชียลมีเดีย หรือบริการทางด้านเทคโนโลยีกับบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาได้ แต่จากการสำรวจของโพลล์ในสหรัฐล่าสุดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะคะแนนของบริษัทที่น่าเชื่อถือน้อยที่สุดในการรักษาข้อมูลส่วนตัวนั่นก็คือเฟสบุ๊ค

โดย 56% จากผลสำรวจของชาวอเมริกันในเรื่องความไม่ไว้วางใจนั้นก็คือ Facebook ลองลงมานั้นก็คือ Google, Uber, Twitter, Snap, Apple, Amazon, Microsoft และอื่นๆ ตามลำดับ (ดูจากกราฟ) นั่นก็แสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวอเมริกันนั้นไม่พึงพอใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับข้อมูลลั่วไหลในกรณี Cambridge Analytica บริษัทที่ทำแคมเปญหาเสียงที่ช่วยให้ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิปดีนั่นเอง


ผลสำรวจระหว่างวันที่ 8-9 เมษายน จากจำนวน 2,772 ผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/facebook-trust/
#135

เมื่อนึกถึง Digital Marketing สิ่งที่หลาย ๆ คนนึกเป็นสิ่งแรกคือการทำการตลาดใน Facebook และทุกคนจะมุ่งและทุ่มพลังงานไปกับการทำ Facebook ให้เกิดอย่างมาก แต่เอาเข้าจริงๆ นักการตลาดและนักโฆษณาที่ดีย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าการตลาดบน Facebook ทุกวันนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เปลี่ยนแปลงไปได้ทุกวัน และยิ่งมีการปรับลดรีชลงก็ยิ่งมีผลกระทบมากขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เราไม่ควรเปิดร้านขายของบน facebook ดังรูป


จากเหตุผลข้างต้นแล้ว เราก็ไม่ควรที่จะฝากความหวังทั้งหมดไว้บน facebook อย่างเดียว เพราะความที่เขาเปลี่ยนแปลงบ่อยเราต้องคอยตามอยู่สม่ำเสมอ และมีข้อเสียอื่นๆ อีกจำนวนมาก ประกอบกับการทำ Digital Marketing นั้นไม่ใช่ว่าจะมีเพียงแต่ Facebook เท่านั้น ยังมีหนทางอื่นๆ อีกมากมายในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างเช่นการมีเว็บไซต์ เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือนบ้านอันแสนอบอุ่น ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหน หรือถูกปรับอะไรก็แล้วแต่ แต่เว็บไซต์ก็ยังคงอยู่กับเราไม่เปลี่ยนแปลง

การสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะทำการค้าอะไรก็ไม่ต้องกลัวเพราะว่ามันจะไม่มีผลกระทบกับการลดรีช หรือปรับอัลกอริทึ่มใดๆ ของแพล็ทฟอร์ม เว็บไซต์จะสร้างความมั่นคงให้กับแบรนด์ได้ เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ บนเว็บของเราได้ด้วยตัวเราเอง แต่ที่สำคัญคือ เราต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ออกมาด้วย เพราะตรงนี้เองที่จะชี้วัดด้วยว่าคอนเทนต์ของคุณจะไปต่อได้หรือไม่ได้ ก็อยู่ที่ไอเดียเป็นสำคัญ และมันจะกลายเป็นความยั่งยืนให้กับแบรนด์ของคุณได้มากกว่าสิ่งที่อยู่บนโซเชียลมีเดีย

ปล. อยากให้มองโซเชียลมีเดียเป็นเพียงแค่ช่องทางหนึ่งในการโฆษณา แต่สิ่งที่จะสร้างตัวตนให้กับแบรนด์ได้ดีที่สุดคือเว็บไซต์นั่นเอง



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/facebook-marketing/