เมนู

แสดงโพสต์

ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)

เมนู แสดงโพสต์

หัวข้อ - stjames

#46

Apple และ Google ได้ทำการลบแอพหาคู่ของนักพัฒนา Wildec ซึ่งมีทั้งหมดสามตัวออกจาก Store นั่นก็คือ FastMeet, Meet24 และ Meet4U หลังจากจากที่ FTC พบว่ารายชื่อที่ใช้บริการบนแอพมีผู้ใช้อายุต่ำกว่า 13 ปี ซึ่งเป็นการละเมิดกฎของ COPPA และ FTC

FTC กล่าวว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับคดีทางอาญาในการติดต่อกับเด็กๆ ผ่านแอพเหล่านี้ ซึ่งจากคำเตือนนี้ทำให้ Wildec ทำการลบข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กออกโดยทันที เพื่อให้มีการแก้ไขเป็นไปตามระเบียบของ COPPA และ FTC เป็นที่เรียบร้อยเสียก่อนที่จะนำกลับมาขึ้นใน Store อีกครั้ง



ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่านาย Wildec จะปฏิบัติตามหรือไม่ เพราะนี่เป็นการเตือนให้ผู้พัฒนาแอพได้ทราบว่ามันเป็นปัญหาเกี่ยวกับผู้ใช้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่ควรได้รับการแก้ไข (แต่ถ้าหากไม่แก้ก็คงอดขึ้น Store อะนะ)

จะว่าไปขนาดแอพหาคู่เจ้าใหญ่ๆ อย่าง Tinder และ Grindr ทั้งสองแอพนี้มีการกรอง และระบบป้องกันผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเข้ามาใช้งาน แต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นหลายครั้งเหมือนกัน เพราะว่าเด็กส่วนใหญ่จะพยายามหลบเลี่ยงที่จะไม่ใส่อายุจริงในแอพหาคู่ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกติกาการใช้งานที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

FTC (Federal Trade Commission) คือ หน่วยงานหลักที่บริหารควบคุมกิจกรรมต่างๆ ในพาณิชย์อิเลคโทรนิกส์ของสหรัฐฯ
COPPA (Children's Online Privacy Protection Act) คือ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทางอินเทอร์เน็ตของเด็ก



credit https://wp.me/p44hcJ-5vZ
#47

ภายในงาน Google I/O 2019 งานประชุมนักพัฒนาประจำปี Google ได้มีการเปิดตัวทั้งอุปกรณ์ใหม่ของ Google และฟีเจอร์ใหม่ที่เรากำลังจะได้เห็นเร็วๆ นี้

ซึ่งฟีเจอร์ที่ดูว้าว และน่าสนใจมากที่สุดอันนึงก็คือ การแสดงผลลัพธ์ Google Search แบบใหม่ในรูปแบบของ AR เพราะต่อไปนี้ Google จะไม่ได้แค่ค้นหาข่าว รูปภาพ และวีดีโอได้เพียงเท่านั้นแล้ว แต่ยังสามารถค้นหาวัตถุ 3D แบบ AR ได้ด้วย โดยการแสดงผลจะออกมาในรูปแบบ AR ที่แสดงผลเป็นภาพสามมิติบนหน้าจอ และกดให้แสดงวัตถุในโลกความเป็นจริงได้

โดยวัตถุที่เราค้นหาออกมาได้นั้นมันสามารถหมุนได้โดยรอบจากโมเดล 3 มิติที่ทำเตรียมเอาไว้ และมันให้ความรู้สึกของขนาดและรายละเอียดสมจริง ตัวอย่างเช่นค้นหาปลาฉลามขาวที่มีความยาว 18 ฟุต เราก็จะเห็นปลาฉลามตัวใหญ่ๆ พร้อมเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างใกล้ชิด โดยสามารถเปิดใช้งานดูได้เฉพาะบนมือถือเท่านั้น


ดึงฉลามขาวผู้ยิ่งใหญ่จากผลการค้นหามาสู่สภาพแวดล้อมจริงๆ

นอกจากนี้ Google ยังทำงานกับพันธมิตรหลายหน่วยงานอย่าง NASA, New Balance, Samsung, Target, Visible Body, Volvo, Wayfair และอีกมากมาย เพื่อให้สามารถแสดงเนื้อหาได้หลากหลายในผลการค้นหา ดังนั้นไม่ว่าคุณอยากจะเรียนกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ที่โรงเรียน หรือซื้อรองเท้าผ้าใบที่ถูกใจสักคู่ ฟีเจอร์การค้นหาแบบ AR นี้จะช่วยคุณได้อย่างมากเลยทีเดียว


ผลการค้นหารูป กล้ามเนื้อ แบบเคลื่อนไหวจาก Visible Body

ทั้งนี้ยังไม่มีกำหนดว่าแต่ละฟีเจอร์จะปล่อยออกมาเมื่อใด แต่ในส่วนของ AR บน Google Search จะเริ่มเปิดให้ใช้ภายในเดือนพฤษภาคม 2019 หรือภายในเดือนนี้ แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าไร



เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/google-search-ar-3d/
#48

Google เตือนคนทำ SEO เพราะคาดว่าอันดับจะมีปัญหาเพราะเกิดขึ้นจากการอัพเดท Google Search Console

ช่วงนี้อย่าตกใจกันนะครับถ้าเพื่อนๆ เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในรายงานของ Google Search Console ตัวใหม่ เพราะทาง Google ได้โพสต์คำเตือนเกี่ยวกับความผิดปกติของการดึงข้อมูลใน Google Search Console ที่พวกเราเคยเห็นรายงานว่าสถานะปัจจุบันนี้มีปัญหาอะไรแล้วมีจุดไหนที่ต้องแก้ไข แต่มันกลับตรงกันข้าม เพราะตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา Google ได้ทำการอัพเดทหน้าเว็บไซต์มากกว่าปกติที่เคยมีมา ซึ่งเราสามารถดูได้จากการแจ้งเตือนนี้ https://support.google.com/webmasters/answer/6211453?hl=en

โดยการประกาศในวันที่ 3 เมษายน ได้บอกว่ามีข้อมูลที่ผิดปกติใน Google Search Console ที่ได้ย้ายไป Search Console ตัวใหม่นั้นได้มีการรวบรวมข้อมูลหน้าเว็บไซต์ และปัญหาเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคย พวกเราจะเห็นรายงานที่มีข้อผิดพลาด และปัญหาเพิ่มมากขี้น ดังนั้นเมื่อเราเห็นปัญหาตรงนี้ คนที่ทำเกี่ยวกับ SEO หรือผู้ดูแลเว็บไซต์นั้นก็อยากให้ทราบว่ามันเป็นบั๊ก ยกตัวอย่างเช่นรายงานในส่วนของ AMP การใช้งานผ่านหน้าจอมือถือ และอื่นๆ ซึ่ง Google ก็ไม่ได้บอกแน่ชัดว่ารายงานในส่วนไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้ Google ก็กำลังตรวจสอบและกำลังแก้ไขปัญหาอยู่


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-search-console-warns-seo/
#49

Google ได้ทำการปิดตัว Google+ แพลทฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Google เป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ 2 เมษายน 2019 หลังวัน April Fools' Day (วันนี้) จากที่ประกาศไว้ว่าจะปิดภายในเดือนสิงหาคม 2019

สาเหตุส่วนใหญ่ที่ต้องปิดตัวก็มาจากการที่ Google+ นั้นทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากถูกแฮคเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้จากช่องโหว่อย่างมากมาย อีกเรื่องนึง Google+ ไม่เคยได้รับการยอมรับหรือมีส่วนร่วมกับผู้ใช้อย่างกว้างขวางเท่าที่ควร จึงทำให้ Google ตัดสินใจประกาศปิดบริการ Google+ ลง ซึ่งถือว่าเป็นอันจบบริการของ Google+ อย่างถาวร




ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/googleplus-shutdown-today/
#50

ในอีกไม่นาน Google จะปล่อยฟังก์ชั่นการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานใน Google Maps ที่สามารถจะทำให้พวกเราสร้างงานกิจกรรมหรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้บนแผนที่สำหรับผู้ที่ใช้ Android


ซึ่งจากที่ดูผ่านเว็บไซต์ Andriod Police การใช้งานนั้นก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแค่คุณเข้าไปคลิ๊กที่แท็บ Contribute คุณก็สามารถเข้าไปสร้างกิจกรรมของคุณได้เองแบบสาธารณะ เพื่อพบปะสังสรรค์ และเชื้อเชิญกลุ่มเพื่อนๆ ของคุณได้ง่ายๆ โดยสามารถใส่ข้อมูล รูปภาพ คำอธิบายตามหมวดหมู่ต่าง และส่งลิงค์ไปที่เว็บไซต์ได้

แต่ตอนนี้ฟังก์ชั่นดังกล่าวยังอยู่ในช่วงทดลองกับผู้ใช้บางกลุ่ม สงวนสิทธิ์เฉพาะในระบบ Android เท่านั้น และยังไม่มีรายละเอียดถึงเรื่องการเปิดให้ใช้งานจริงออกมาแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ Andriod Police ซึ่งคาดว่าฟีเจอร์นี้ก็น่าจะปล่อยออกมาในอีกไม่นาน


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/google-maps-event-creation/
#51

จากการที่ Goolge มีการอัพเดทเวอร์ Chrome เป็นเวอร์ชั่น 73 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ก็ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามามากมาย แต่ที่น่าสนใจนั้นก็คือ Google ได้แอบเพิ่ม DuckDuckGo เข้ามาเป็นเสิร์ชเอนจินใน Chrome 73 อย่างเงียบๆ ด้วย โดยจะมีให้ผู้ใช้ใน 60 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้ผู้ใช้มีทางเลือกในการใช้เครื่องมือการค้นหา


โดยประเทศที่มีการเพิ่ม DuckDuckGo เข้าไปใน Chrome 73 ก็จะมี อาร์เจนตินา, ออสเตรีย, ออสเตรเลีย, เบลเยี่ยม, บรูไน, โบลิเวีย, บราซิล, เบลีซ, แคนาดา, ชิลี, โคลัมเบีย, คอสตาริกา, โครเอเชีย, เยอรมัน, เดนมาร์ก, สาธารณรัฐโดมินิกัน, เอกวาดอร์, หมู่เกาะแฟโร, ฟินแลนด์, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, ฮังการี, อินโดนีเซีย, ไอร์แลนด์, อินเดีย, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, จาเมกา, คูเวต, เลบานอน, ลิกเตนสไตน์, ลักเซมเบิร์ก, โมนาโก, มอลโดวา, มาซิโดเนีย, เม็กซิโก, นิการากัว, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, นิวซีแลนด์, ปานามา, เปรู, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, เปอร์โตริโก, โปรตุเกส, ปารากวัย, โรมาเนีย, เซอร์เบีย, สวีเดน, สโลวีเนีย, สโลวาเกีย, เอลซัลวาดอร์, ตรินิแดดและโตเบโก, แอฟริกาใต้, สวิตเซอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร, อุรุกวัย, สหรัฐอเมริกา และเวเนซุเอลา

ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ที่มาพร้อมกับการอัพเดทของ Chrome 73 นั่นก็เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่ Google กำลังเผชิญเกี่ยวกับการต่อต้านการผูกขาดที่มีเพิ่มมากขึ้น และการกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมบิดเบือนข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ส่วนทาง DuckDuckGo ได้บอกว่า "เราดีใจที่ Google ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการให้มีตัวเลือกเสิร์ชเอนจินให้กับผู้บริโภค" Gabe Weinberg ผู้ก่อตั้ง DuckDuckGo กล่าว เมื่อถูกให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-duckduckgo-search-engine-chrome73/
#52

สาวๆ คนไหนที่อายุย่างเข้า 30 ก็ขอให้รู้ไว้เลยนะว่าคุณอายุเท่ากับ WWW แล้ว!

วันนี้ Google Doodle ขึ้นจอฉลองครบรอบ 30 ปี World Wide Web หรือ WWW ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง โดย Google ได้เปลี่ยนโลโก้ตัวเองเป็นรูปคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าเชื่อมต่อกับ internet ในรูปแบบของภาพ 8 Bit ไสตล์ย้อนยุคน่ารักๆ


หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว สมัยที่ World Wide Web เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก็เริ่มต้นจากตัวอักษรแบบเรียบง่ายบนหน้าจอบนพื้นขาว มีเพียงลิงก์บนตัวอักษรที่สามารถกดได้ และสำหรับจุดเริ่มต้นที่แท้จริงก่อนที่เว็บไซต์แรกจะเปิดให้ใช้งานผ่านระบบออนไลน์ได้นั้น มันได้มีการคิดค้นการทดลองที่เริ่มต้นขึ้นมาในปี คศ. 1989 แต่ได้ทำการเปิดเผยออกสู่โลกภายนอกคือปี คศ. 1991 โดย Tim Berners-Lee ผู้ที่ทำให้มีหน้าเว็บเพจ และทุกคนในโลกใบนี้สามารถเข้ามาเยี่ยมชมผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้


Tim Berners-Lee

โดยเวิลด์ไวด์เว็บ (อังกฤษ: World Wide Web, WWW, W3; หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า เว็บ) คือพื้นที่ที่เก็บข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมต่อกันทางอินเทอร์เน็ต โดยการกำหนด URL คำว่าเวิลด์ไวด์เว็บมักจะใช้สับสนกับคำว่า อินเทอร์เน็ต แต่จริงๆ อินเทอร์เน็ตมีมาตั้งแต่ปี 1960 แล้ว แต่ที่เราคุ้นเคยกับ WWW กับภาษา html รู้จักกับ URL ในช่วงเข้าเน็ตแรกๆ ในยุค .com นั่นก็เพราะว่า WWW เป็นแอปพลิเคชั่นบนอินเทอร์เน็ตนั่นเองจ้า


World Wide Web แรกของโลก


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/hbd-www-2019/
#53

ผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์ Sucuri ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ CMS โดยพบว่า WordPress ครองแชมป์ผู้ให้บริการ CMS ที่ถูกแฮกมากที่สุดในปี 2018 รองลงมาคือ Magento, Joomla และ Drupal ตามลำดับ


โดยจากรายงานยังเผยถึงสาเหตุที่ถูกแฮ็กว่ามาจากช่องโหว่ของ Plugins และ Theme การตั้งค่าที่ผิดพลาด รวมไปถึงขาดการอัพเดตให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด เพราะผู้ดูแลระบบมักจะลืม และจากเคสทั้งหมดที่ Sucuri เข้าไปแก้ปัญหา พบว่ามีเว็บไซต์ 56% เท่านั้นที่มีการอัพเดต CMS เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ซึ่งจากปัญหาการขาดการอัพเดตนั้น จะพบจาก PrestaShop, OpenCart, Joomla และ Magento  เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ WordPress มีสถิติถูกแฮกสูงสุดแต่กลับพบว่ามีเพียง 36% เท่านั้นที่ขาดการอัพเดตล่าสุด โดยสาเหตุที่เว็บไซต์ e-commerce เหล่านี้หลีกเลี่ยงการอัพเดตนั่นก็เพราะกลัวว่าอัพเดตไปแล้วเกิดข้อผิดพลาดจะเสียรายได้ ทำให้แฮกเกอร์เห็นถึงช่องโหว่ตรงนี้ได้นั่นเอง


นอกจากนี้ยังพบว่า 56% ของเว็บไซต์ที่ถูกแฮกกลายเป็นโฮสต์ให้มัลแวร์สำหรับปฏิบัติการอื่นๆ และอีก 51% ของเว็บไซต์ที่ถูกแฮกกลายเป็นเพจ Spam SEO ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 44% ในปี 2017 โดยบริษัทรายงานว่ามีแรงดึงดูดมาจากบริการโฆษณาต่างๆ ที่สามารถสร้างรายได้ได้

ถึงแม้ว่าการป้องกันจะเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ในบางครั้งก็มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ อาจจะเป็นเพราะทีมงานที่ดูแลมีไม่เพียงพอ เพราะการใช้คนดูแลตลอด 24 ชั่วโมงเป็นไปได้ยาก ต้องใช้งบประมาณในการดูแลส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเมื่อเว็บไซต์โดน แฮก หรือเปลี่ยนหน้าเว็บ ทีมที่ดูแลต้องรีบทำการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสียหาย ยิ่งปล่อยเวลาให้เนิ่นนานเท่าไหร่ ยิ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรได้รับความเสียหายมากขึ้นไปด้วย และการอัพเดตแพตช์ล่าสุดให้กับเว็บเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่ห้ามละเลย


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/wordpress-hacked-cms-most-2018/
#54

แน่นอนว่าแฮกเกอร์ส่วนใหญ่ย่อมจะมีความสามารถในการหาช่องโหว่ เพื่อจะมาแพร่มัลแวร์ในรูปแบบต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งล่าสุดได้มีการค้นพบช่องโหว่ร้ายแรงบน WinRAR ที่เป็นโปรแกรมแตกไฟล์ยอดนิยม โดย Hacker ได้ใช้ภาพผู้หญิงเซ็กซี่ โป๊เปลือย เป็นตัวล่อให้เรากดแตกไฟล์ แต่มีการแอบสแฝงมัลแวร์เข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราด้วยนั่นเอง





โดยตัวไฟล์นั้นจะจะแฝงมาในรูปแบบ .rar ที่เราคุ้นเคย ซึ่งถ้าเราส่องไปในไฟล์เหล่านั้นจะพบภาพข้างในที่เต็มไปด้วยภาพสาวเซ็กซี่ โป๊เปลือย เต็มไปหมด แต่เนื่องจากการดูรูปขนาดเล็กๆ หรือกดดูทีละรูปจาก WinRAR มันไม่ทันใจขาหื่นหรอก จึงต้องแตกไฟล์ทั้งหมดออกมา ส่งผลให้ไฟล์ OfficeUpdateService.exe มัลแวร์ที่ถูกซ่อนอยู่ในนั้น แตกออกมาพร้อมกันและมันจะเข้าไปที่ไดเรกทอรี "% AppData% \ Microsoft \ Windows \ Start Menu \ Programs \ Startup" และมันจะเริ่มโจมตีหากผู้ใช้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่หรือทำการรีสตาร์ท

อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันจากมัลแวร์ในรูปแบบนี้สามารถป้องกันได้ก็คือต้องให้ผู้ใช้อัพเดต WinRAR เวอร์ชันล่าสุด หรือไม่ก็ลบไลบรารี UNACEV2.DLL ทิ้งไป ส่วนสายหื่นหรือผู้ใช้โดยทั่วไปก็ต้องมีความระมัดระวังกันมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าเจอไฟล์อะไรที่ Zip มา แล้วจะแตกอย่างเดียว ต้องดูให้ถี่ถ้วนก่อนว่ามาจากแหล่งที่มาว่าเชื่อได้หรือไม่ ถ้าคิดว่าไม่ปลอดภัยก็ไม่ควรที่จะแตกนะจ๊ะ



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/hacker-winrar-malware/
#55

สาวๆ คนไหนที่อายุย่างเข้า 30 ก็ขอให้รู้ไว้เลยนะว่าคุณอายุเท่ากับ World Wide Web แล้ว!

หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว สมัยที่ World Wide Web เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก็เริ่มต้นจากตัวอักษรแบบเรียบง่ายบนหน้าจอบนพื้นขาว มีเพียงลิงก์บนตัวอักษรที่สามารถกดได้ และสำหรับจุดเริ่มต้นที่แท้จริงก่อนที่เว็บไซต์แรกจะเปิดให้ใช้งานผ่านระบบออนไลน์ได้นั้น มันได้มีการคิดค้นการทดลองที่เริ่มต้นขึ้นมาในปี คศ. 1989 แต่ได้ทำการเปิดเผยออกสู่โลกภายนอกคือปี คศ. 1991 โดย Tim Berners-Lee ผู้ที่ทำให้มีหน้าเว็บเพจ และทุกคนในโลกใบนี้สามารถเข้ามาเยี่ยมชมผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้


Tim Berners-Lee

ซึ่งตอนนี้ World Wide Web โปรแกรมที่รันเว็บเพจตัวแรกของโลกได้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบการจำลองเสมือนจริงจากทีมงานที่ร่วมกันพัฒนาถึง 9 คน ที่มาจากหลายเชื้อชาติด้วยกัน โดยเจ้า WorldWideWeb ตัวแรกของโลกโดย Tim Berners-Lee นี้ได้กลับมาให้เราได้ชมมันอีกครั้งนึงก็เพื่อให้ระลึกถึงว่าเมื่ออตีต เว็บไซต์ยุคแรกนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร โดยเราสามารถเข้าชมผ่านทางเบราว์เซอร์ของทีมพัฒนาได้ที่ https://worldwideweb.cern.ch/browser/ ซึ่ง World Wide Web ในยุคแรกนั้นเป็นรูปแบบของ Hypertext ที่รองรับ tag เพียง 26 รายการเท่านั้น และไม่รองรับ JavaScript หรือ CSS เอาง่ายๆไม่รองรับอะไรเลยมีแต่ตัวหนังสือกับลิ้งค์


แบบการจำลองเสมือนจริง

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ดั้งเดิมก็ยังคงเปิดให้สามารถเข้าเยี่ยมชมได้จนถึงทุกวันนี้ โดยสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://info.cern.ch/hypertext/WWW/TheProject.html ซึ่งหากได้เข้าไปดูทั้ง 2 เว็บแล้ว จะทำให้เห็นเลยว่าเว็บไซต์ที่พวกเราต่างเข้าเยี่ยมชมในปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ทุกวันนี้เราจะได้เห็นเว็บไซต์ที่มีสีสัน มีภาพเคลื่อนไหว มีวิดีโอให้ได้ชม มีดาต้าบ่งดาต้าเบส แถมยังรองรับมือถืออีกด้วย ซึ่งต่างจากตอนแรกอย่างมาก


World Wide Web แรกของโลก

สำหรับใครที่เพิ่งจะเริ่มต้นใช้งานอินเตอร์เนต เพิ่งจะก้าวเข้ามาสู่โลกแห่ง World Wide Web ก็น่าจะได้รับรู้ได้รับทราบถึงที่มาที่ไปว่าสิ่งที่ตนเองกำลังรับชมกันอยู่ทุกวันนี้ ที่มันมีความสะดวกสบายในการใช้งานนั้นมันมีจุดเริ่มต้นหรือมีความเป็นมาอย่างไร และอย่างน้อย ก็ทำให้เราได้รู้จักหรือสามารถบอกกับใครได้ว่า ครั้งหนึ่งเราเคยได้เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์แห่งแรกของโลกมาแล้ว

ตัวอย่างเว็บไซต์ต่างๆ ย้อนไปเมื่อเกือบ 20 ปี ที่แล้ว





คลิป https://www.youtube.com/watch?v=Jef0VHcJsHY



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/world-wide-web-come-back-2019/
#56

ล่าสุดได้มีการพบหน้า Phishing ที่ทำหน้าตาออกมาเหมือน Facebook Login เป็นอย่างมาก โดยมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดักขโมยข้อมูลและรหัสผ่านของผู้ใช้งาน ซึ่งหน้า Facebook Login ปลอมที่ถูกค้นพบนั้น เป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่ถูกเขียนด้วยภาษา HTML และ Javascript ทำให้ดูเนียนเหมือนเป็นหน้าต่างของเบราว์เซอร์จริงๆ


โดยหน้า Facebook Login ปลอมแบบใหม่นี้มันจะแฝงอยู่ในเว็บไซต์หรือบล็อกต่างๆ ในรูปแบบที่บอกให้ผู้ใช้งานจะต้อง login เข้าสู่ระบบโดยใช้บัญชี Facebook ก่อนเป็นครั้งแรก ถ้าหากคุณต้องการอ่านบทความพิเศษ หรือหากต้องการซื้อสินค้าในราคาพิเศษ และเมื่อเราคลิกเข้าไป หน้าต่าง Facebook Login ปลอมก็เด้งขึ้นมาเพื่อให้เรากรอกข้อมูล

ดูคลิปวีดีโอการสาธิต https://www.youtube.com/watch?v=nq1gnvYC144

ดังที่แสดงในวิดีโอสาธิตที่ได้มีการทดสอบลงชื่อเข้าใช้ Facebook Login ปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้ดูเหมือนกับหน้าต่างเบราว์เซอร์จริงๆ อย่างเช่น มีเงาที่หน้าต่าง popup มี URL ที่ส่งไปยังเว็บไซต์ Facebook มี HTTPS แสงถึงความปลอดภัย แถมยังสามารถลากหน้าต่างไปลากมาได้ ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว ซึ่งวิธีการที่เราจะรู้ได้ว่าอันไหนของปลอมก็คือการลองลากหน้าต่าง Facebook Login นี้ออกไปจากเบราว์เซอร์หลัก ถ้ามันออกไปได้แสดงว่าเป็นของจริง แต่ถ้าออกไปไม่ได้ก็เป็นของปลอมชัวร์

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรจะตรวจสอบดูให้ดีก่อนที่จะ Login ลงไป ด้วยความที่มีเว็บไซต์มากมายที่ให้ลงชื่อเข้าใช้งานด้วยบัญชี facebook และก็มีความปลอดภัยอย่างมาก จึงทำให้คนทั่วไปก็มักจะไม่ได้ใส่ใจอะไร ทำให้ตรงนี้นั้นเป็นจุดที่อันตรายมากๆ ทำให้แฮกเกอร์ใช้จรงนี้เป็นจุดดักขโมยข้อมูล และอาจะทำให้เราตกเป็นเหยื่อได้


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/facebook-login-phishing-2019/
#58

ตอนนี้ Pornhub เว็บไซต์ 18+ ชื่อดัง ได้ทำปล่อยให้เข้าชมวิดีโอพรีเมียมฟรี เพื่อเอาใจคนโสดในเทศกาลวาเลนไทน์นี้ หลังจากเมื่อปีที่แล้วเว็บไซต์นี้ได้เคยแจกไปรอบนึงแล้ว ปรากฏว่ากระแสตอบรับออกมาดีมาก ครั้งนี้ก็เลยประกาศแจกฟรีต่อเนื่องอีกปี

แคมเปญนี้น่าจะทำให้คนโสดที่ไม่มีคู่ ได้กลับมาคึกคักอีกครั้งในวันวาเลนไทน์ที่แสนเปล่าเปลี่ยวนี้ โดยจากสถิติที่ผ่านมาจากปีก่อน ยอดผู้ชมพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยทั่วโลกถึง 308% เลยทีเดียว เรียกได้ว่ามันส่งผลมากสำหรับคนโสดที่ไร้คู่ ก็จะเข้ามาชมความบันเทิงใน Pornhub แทน


โดยปกติ Pornhub แบบพรีเมียมนั้นจะต้องเสียเงินเพื่อเข้าดู แต่ตอนนี้คือดูฟรีเป็นเวลา 1 วันเต็มๆ ในวันวาเลนไทน์นี้ ถือได้ว่าเป็นโอกาสให้หลายๆ คนได้สัมผัสประสบการณ์การรับชมหนังผู้ใหญ่แบบพรีเมียมที่สุดยอดไปกว่าเดิม อยากรู้ว่าดีกว่าฟรียังไง วันวาเลนไทน์นี้ก็คงต้องลองเข้าไปดูกัน


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/pornhub-premium-free-valentines/
#59

Google ได้เปิดเผยผลการทดลองโครงการพัฒนา Google Maps เวอร์ชันใหม่ เป็นเวอร์ชั่น Alpha โดย Google Maps จะผสานพลังเข้ากับเทคโนโลยี AR เพื่อยกระดับการเดินทางให้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น มีการอัพเดทเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น แก้จุดบอด Google Maps ในเวอร์ชั่นเก่า จากเวอร์ชั่นเดิมจะมีเพียงจุดสีฟ้าหรืออย่างมากก็แค่ลูกศรชี้ไปยังเป้าหมายเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงสถานที่ที่เราต้องการไปเยือน บางครั้งก็อยู่ในซอยที่แสนจะลึกลับ ไม่มีป้ายแสดงชื่อที่ตั้งอย่างชัดเจน หรือเข็มทิศก็อาจชี้ทางผิดจากความไม่เสถียรของอินเทอร์เน็ต จนสุดท้ายทำให้เราหลงทาง


แต่ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ Google Maps จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AR ให้เราใช้กล้องส่องไปที่ถนนเพื่อโชว์ลูกศรบอกทางได้แบบเรียลไทม์ ให้ความรู้สึกเหมือนการใช้งาน Google Street View เลย จะช่วยแสดงผลการนำทางได้ดียิ่งขึ้น โดยเมื่อเราค้นหาสถานที่ที่ต้องการเจอใน Google Maps แล้ว หากเราหลงทิศทางหรือไม่แน่ใจว่าหันหน้าไปถูกรึเปล่า ก็ให้ใช้กล้องส่องไปข้างหน้าได้เลย เมื่อเราตั้งโทรศัพท์เป็นแนวนอน แอพฯ จะแสดงผลการนำทางแบบทั่วไป แต่พอตั้งโทรศัพท์เป็นแนวตั้งรูปแบบการแสดงผลก็จะเปลี่ยนเป็นแบบ Street View แทน และบนหน้าจอก็จะมีลูกศรนำทางปรากฎขึ้นมาซ้อนทับอยู่บนภาพของสถานที่จริงก็ให้เราเดินตามลูกศรนั้นไปได้เลย

นอกจากนี้บนหน้าจอมือถือที่เราใช้กล้องส่องอยู่ ก็จะมี Pop-up ของ Landmark ต่างๆ ให้เราได้ดูง่ายๆ ว่าแถวนั้นมีอะไรน่าสนใจบ้าง อีกทั้ง Google ยังได้ใส่ลูกเล่นสนุกๆ เข้าไปอีกด้วยการมีสุนัขจิ้งจอกโผล่ขึ้นมาให้เราเดินตามไปในทิศทางที่เราค้นหา ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีตัวละครอะไรโผล่มานำทางให้เราอีกก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม แอพฯ ดังกล่าวอยู่ในขั้นพัฒนาอยู่ ยังไม่ได้เปิดเผยวันในการเปิดให้ใช้บริการจริง คงต้องอดใจรอกันอีกไม่กี่เดือนเท่านั้น เราก็จะไม่ต้องเดินหมุนไปหมุนมา หลงทิศให้เวียนหัวกันอีกต่อไปแล้ว


ชมคลิป https://www.youtube.com/watch?v=4F0gFpzsYLM&t=14s




ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-maps-ar/
#60

ล่าสุดได้มีการพบช่องโหว่บน "Simple Social Button" Plugin ยอดนิยมตัวหนึ่งของผู้ใช้งาน WordPress ที่เอาไว้ติดตั้งในเว็บไซต์สำหรับแชร์ข้อมูลไปยัง Social Media ต่างๆ ซึ่งในตอนนี้มีผู้ดาวน์โหลด Plugin ดังกล่าวไปแล้วกว่า 40,000 ครั้ง

โดย Luka Šikić นักวิจัยจากบริษัทรักษาความปลอดภัย WordPress WebARX ได้ค้นพบปัญหาด้านความปลอดภัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และได้มีการรายงานปัญหานี้ให้กับผู้พัฒนาปลั๊กอิน Simple Social Button เพื่อรับทราบ ซึ่งในรายงานนี้เขาอธิบายถึงปัญหาช่องโหว่นี้มันเกิดขึ้นจากขั้นตอนในการออกแบบแอปพลิเคชั่นที่ไม่เหมาะสม และปราศจากการตรวจสอบสิทธิ์


เขาได้บอกว่าช่องโหว่นี้จะทำให้พวกแฮ็กเกอร์สามารถลงทะเบียนบัญชีใหม่บนเว็บไซต์ และสามารถใช้ช่องโหว่นี้เพื่อทำการแก้ไข หรือตั้งค่าหลักของเว็บไซต์ WordPress ของผู้ใช้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะสามารถทำให้แฮ็กเกอร์เข้ายึดเว็บไซต์ของเราได้ ทั้งการติดตั้ง Backdoor หรือยึดบัญชีผู้ใช้ไปทั้งหมด

ซึ่งหลังจากที่ Luka Šikić ได้แจ้งผู้พัฒนา Plugin ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ได้มีการออกแพทช์มาใหม่ อัพเดทเมื่อวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ และได้แนะนำให้ผู้ใช้ติดตั้ง Simple Social Buttons เวอร์ชัน 2.0.22 ให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของช่องโหว่ดังกล่าว

ในคลิปวิดีโอตัวอย่างที่เขาโพสต์บน YouTube แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ที่เป็นอันตรายนั้น เพราะเกิดจากการเปลี่ยนที่อยู่อีเมลที่เชื่อมโยงกับบัญชีผู้ดูแลระบบของเว็บไซต์ WordPress
https://www.youtube.com/watch?v=XW4773-KOE0



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/wordpress-plugin-vulnerability/
#61

แอพหาคู่ชื่อดัง Tinder และ Grindr ต้องถูกขอให้อธิบายกับรัฐบาลอังกฤษ ในเรื่องที่เกี่ยวกับมาตราการที่แอพจะป้องกันเยาวชนที่เข้ามาใช้งาน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการถูกข่มขืน หรือล่วงละเมิดทางเพศจากแอพหาคู่ที่มีกว่า 30 คดี โดยเป็นคดีที่มีการสอบสวนมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2015 แล้ว ซึ่งผู้เยาว์ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่นั้นหลบเลี่ยงไม่ใส่อายุจริงบนแอพหาคู่ เป็นเหตุให้รัฐบาลอังกฤษตั้งคำถามถึงความรัดกุมของบริษัทที่จัดทำแอพหาคู่ ทั้ง Tinder และ Grindr


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม Jeremy Wright อธิบายว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก เพราะ Tinder และ Grindr ทั้งสองแอพนี้ได้บอกว่ามีมาตรการป้องกันผู้เยาว์ที่จะเข้ามาใช้งาน แต่ก็ยังมีเหตุการณ์เช่นนี้อีกหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การลักพาตัว ทำร้ายร่างกาย ซึ่งบริษัทที่ให้บริการแอพต้องมีพยายามเพื่อปกป้องเยาวชนให้ดีกว่านี้ และเขาเตรียมที่จะเขียนจดหมายถึง Tinder และ Grindr เพื่อถามว่า มีมาตรการอะไรบ้างที่จะช่วยให้เด็กปลอดภัยจากอันตรายเหล่านี้รวมถึงการตรวจสอบอายุของผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชน ซึ่งถ้าไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ เขาจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ซึ่งทางฝั่งของทางแอพหาคู่ ก็ได้ออกมาโต้แย้งถึงเรื่องดังกล่าว โดย Tinder เผยว่าแอพของตนเอง ได้ลงทุนไปหลายล้านดอลลาร์เกี่ยวกับการเพิ่มระบบอัตโนมัติในการป้องกันไม่ให้มีเยาวชนมาใช้งาน ส่วนทางด้าน Grindr เองก็ระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวของเหยื่อส่วนใหญ่นั้นหลบเลี่ยงที่จะไม่ใส่อายุจริงในแอพหาคู่ เป็นการฝ่าฝืนกติกาการใช้งาน แต่ทางเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็พยายามแก้ไข และกรองผู้ใช้ที่เป็นเยาวชนเพื่อไม่ให้เข้าถึงแอพได้

อย่างไรก็ตาม นอกจากมาตราการป้องกันที่แอพควรมีแล้ว ฝั่งผู้ใช้เองก็ควรที่จะเป็นฝ่ายป้องกันตัวเองมากที่สุด เพราะในปัจจุบันนี้มิจฉาชีพฉลาด ตามทันเทคโนโลยี และมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน หากใครที่ใช้แอพหาคู่ หรือคุยกับใครอยู่โลกออนไลน์ ก็อย่าไปหลงกลเค้าง่ายๆ ไม่เช่นนั้น อาจจะเสียทั้งเงินทอง เจ็บทั้งกายและเจ็บทั้งใจ บางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตไปเลยก็มี หรือทางที่ดีก็มีวิจารณญาณในการใช้แอพต่างๆ ก็จะดีมาก



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/tinder-grindr-childrens-safety/
#62

Microsoft ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่าน Blog ทางการของ Microsoft ว่าให้หยุดพัฒนาเว็บไซต์ที่รองรับเฉพาะ Internet Explorer ได้แล้ว

โดย Chris Jackson ผู้เขียน Blog ดังกล่าวได้เล่าว่าหลายๆ ครั้งที่ได้เจอกับลูกค้า จะได้รับคำถามอยู่เสมอว่าจะใฃ้งาน Website ได้ด้วย Internet Explorer อย่างไร เหตุนั่นก็เพราะว่าในองกรณ์ของพวกเขาใช้อยู่เป็นปกติ แต่เขาไม่รู้หรอกว่าโลกมันไปถึงไหนแล้ว และไม่รู้ด้วยว่ามันหยุดพัฒนาไปนานแล้ว

ผู้เขียนได้เปิดเผยว่า จากการทดสอบ และใช้งานระบบ Application ที่พัฒนาเพื่อให้รองรับเฉพาะ Internet Explorer รุ่นเก่าๆ นั้นมีความยุ่งยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือในการพัฒนา และทดสอบเพื่อให้มันสามารถใช้งานได้ใน Internet Explorer เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งานกันแล้ว ลองคิดดูคุณพัฒนา Website ขึ้นมาที่รองรับได้ทุก Browser ยกเว้น IE เป็นคุณจะปวดหัวไหม เพราะอย่างนั้นมันจึงได้หยุดพัฒนา และล้าสมัยไป

นอกจากนี้ สำหรับหน่วยงานที่ล้าหลังที่ยังคงใช้งาน Website ที่ยังเปิดด้วย Internet Explorer อยู่ ก็ยิ่งจะเป็นการสร้าง Technical Debt (หนี้ทางเทคนิค) ให้กับองค์กรเองในระยะยาวด้วย โดย Microsoft ได้แนะนำว่า ให้เหล่าธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ ได้ทำการพัฒนา Website หรือ Application ของตนเองโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และง่ายต่อการดูแลรักษาในอนาคต จะได้ไม่ตกยุคตกเทรนด์ใหม่ๆ ด้วย




credit http://www.atimedesign.com/webdesign/microsoft-stop-using-ie/
#63

NYPD (องค์กรตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา) ได้ส่งจดหมายไปยัง Google โดยเรียกร้องให้ลบการแจ้งเตือนเกี่ยวกับตำแหน่งตั้งด่านตำรวจบนแอพที่ชื่อ Waze

โดย Waze นี้เป็นแอพนำทางชื่อดังจากอิสราเอล แต่ได้ถูก Google ซื้อมาในปี 2013 เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งเจ้า Waze นี้มันมีข้อดีตรงที่ผู้ใช้งานได้มีส่วนร่วม มีฟีเจอร์การแสดงตำแหน่งที่ตั้งด่านตำรวจ และข้อมูลตำแหน่งกล้องตรวจจับความเร็ว ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนเมื่อเราเข้าใกล้ตำแหน่งดังกล่าว อีกทั้งยังให้ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อมูลจุดที่เกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย แจ่มไปเลย


แต่ที่ทางพี่ตำรวจเค้าต้องการให้เอาฟีเจอร์ด่านตำรวจออกนั่นก็เพราะว่า หากมีผู้ใช้รายงานด่านตรวจนั้นอาจจะเข้าข่ายมีส่วนร่วมในการทำผิด การกระทำดังกล่าวเป็นการขัดขวางเจ้าพนักงาน ซื่งผิดกฎหมายทางอาญา และการจราจร เพราะการแชร์ข้อมูลให้กับผู้อื่นมันคือความปราศจากความรับผิดชอบ เนื่องจากว่ามันเป็นการช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่มึนเมาให้หลบเลี่ยงด่านตรวจซึ่งความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด แต่ถ้า Google เอาฟีเจอร์นี้ออก จะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้ระมัดระวังและตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นเมื่อพวกเขากำลังเดินทาง

แต่เชื่อเถอะผู้ใช้แอพนี้หลายคนคงไม่คิดเช่นนั้น เพราะว่าทาง Google ไม่คิดจะเอาออกอยู่แล้วสำหรับฟีเจอร์บนแอพ Waze เพราะเคยมีเคสนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐต้องการความร่วมมือจากเจ้าของแอพอย่าง Google เนื่องจากทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลายคนที่รู้สึกไม่สบายใจกับความสามารถนี้ และกลัวมันจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งตอนนี้ Google ก็ยังไม่ได้ให้คำตอบ

จดหมายดังกล่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในแอพ Google Maps ที่แจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทราบถึงตำแหน่งของกล้องจับความเร็ว http://www.atimedesign.com/webdesign/google-maps-speed-limit/

ปล. มันก็มีประโยชน์นะ อยากให้เอามาใช้ในไทยจังเลย เพราะจะได้รู้ตำแหน่งไงจะได้ไม่ทำผิด



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/nypd-google-checkpoint-waze/
#64

เรียกว่ากำลังเป็นคดีฟ้องร้องกันอยู่ในขณะนี้ เมื่อ Gerry Cotten ผู้ก่อตั้งและเป็นคนเดียวที่ถือกุญแจกระเป๋าเงินคริปโตของบริษัทคริปโต QuadrigaCX ในแคนาดา ได้เกิดเสียชีวิตเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้ทั้งบริษัท และลูกค้าไม่สามารถเข้าถึงระบบเงินคริปโตได้

โดย Jennifer Robertson ภรรยาของ Cotten ได้เผยว่า Cotten เสียชีวิตด้วยโรค Crohn's (ลำไส้อักเสบเรื้อรัง) ในอินเดียเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่เงินคริปโตที่ QuadrigaCX มีอยู่ที่ราว 137 ล้านเหรียญ แต่ระบบยังคงทำงานต่อ ลูกค้าบางส่วนยังคงโอนเงินเพิ่มเข้าไปอยู่ ส่วนอีก 53 ล้านเหรียญเป็นปัญหากับระบบภายนอก แต่คอมพิวเตอร์ของ Cotten ได้มีการเข้ารหัสเอาไว้ และไม่มีใครรู้ Password เลย แม้กระทั่งมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญมา แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงอีเมลของ Cotten ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เพราะได้ถูกเข้ารหัสเอาไว้หมด

ซึ่งการเก็บเงินของบริษัทนั้นเป็นแบบ Cold Wallet ที่มี Cotten คนเดียวที่ถือกุญแจกระเป๋าเงินคริปโตของบริษัท ซึ่งเป็นมาตรการของบริษัทมาตั้งแต่แรกแล้ว จึงไม่สามารถนำเงินออกมาได้ จนเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องอยู่ในตอนนี้




ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/quadrigacx-crypto-190-million-dollars/
#65

เคยไหมที่เวลาเราใช้งาน Facebook หรือ Google แล้วเกิดปัญหาแต่ไม่มีช่องทางติดต่อ หรือเบอร์โทรติดต่อเลย มีแต่ Help หรือ FAQ ให้เข้าไปอ่านเพียงแค่นั้น

ซึ่งจากที่เคยได้ยินข่าวกันมาว่า บริษัท Facebook กับ Google ได้เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อหลายปีที่แล้ว ในช่วงนั้นเราก็คิดกันว่าจะมีคนไทยคอยให้คำปรึกษาปัญหา หรือการใช้งานเหมือน Call Center อย่างค่ายโทรศัพท์ต่างๆ แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่ แล้วจะมีทำไมกันล่ะสำนักงานในไทย จริงไหม?

โดยบริษัท facebook ในประเทศไทยเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว เป้าหมายหลักๆ คือ เชื่อมโยงคนไทยเข้าหากัน และดูแลธุรกิจโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ รวมถึงมีการทำเนื้อหาหน้าช่วยเหลือ การสร้างโฆษณาให้เป็นภาษาไทย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผู้ใช้สามารถเลือกที่จะสื่อสารระหว่างกันผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ของ Facebook อันได้แก่ Facebook, Whatsapp, Groups, Messages และ Instagram แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าสำนักงานตั้งอยู่ที่ไหน และไม่มีเบอร์ติดต่อ จนมาตั้งสำนักงานใหม่อยู่ที่ชั้น 27 อาคารเกสร ทาวเวอร์ ตรงสี่แยกราชประสงค์ สถานที่นี้ก็จะไม่ให้ใครขึ้นไป ถ้าไปถึงก็จะเจอป้ายติดว่าสำนักงานที่นี่ไม่สามารถให้บริการ หรือช่วยเหลือท่านได้ โปรดติดต่อผ่านระบบ Help ของเฟสบุ๊ค

สำหรับ Google ก็เช่นกัน เปิดตัวในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2011 โดยมีพันธกิจหลักคือ ช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงบริการใหม่ๆ ของ Google ตลอดจนการสนับสนุนเนื้อหาและบริการ google ต่างๆในรูปแบบภาษาไทยมากขึ้น มีนวัตกรรมสำหรับประเทศไทยที่ตรงกับความต้องการของคนไทยมากขึ้น

โดย Google Thailand นี้มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ 14 อาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโค่เพล็กซ์ ถ.วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน แต่ไม่สามารถติดต่อทางเบอร์ที่ให้ไว้ได้ ซึ่งได้เคยมีเคสคนดุ่มๆเข้าไปหา ปรากฏว่าทางประชาสัมพันธ์ของตึกแจ้งว่า ทางกูเกิ้ลไม่มีนโยบายจะให้บุคคลภายนอกติดต่อโดยไม่มีการนัดหมาย และทางเราไม่สามารถโทรหากูเกิ้ลได้ เนื่องด้วยกูเกิ้ลไม่ให้เบอร์ติดต่อภายในกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลตึก มีโอกาสเดียวเท่านั้นที่กูเกิ้ลเคยให้คนนอกเข้าไป คือต้องสมัครผ่าน Google Ignite และจะให้ List ชื่อแขกกับทางตึกแล้วถึงจะให้แลกบัตรเข้าไป

ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้เพราะทั้ง Google และ Facebook นั้นมีผู้ใช้ในระดับพันล้านบัญชี และในแต่ละวันนี่มีปัญหาสารพัดอย่าง ถ้ามีคอลเซนเตอร์คงรับมือผู้ใช้ไม่ไหว เช่นเดียวกันกับโซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆ อยา่ง Instagram LINE ก็ไม่มีเบอร์ให้โทรหาเช่นเดียวกัน

ผู้ให้บริการทั้งสองจึงแก้ปัญหาด้วยการทำ FAQ หรือศูนย์ช่วยเหลือด้านข้อมูล ส่วนใหญ่ก็เป็นคำถามที่พบบ่อยแล้วนำมาจัดหมวดหมู่ให้ผู้ใช้เข้าไปค้นหาข้อมูลเอง



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/facebook-google-thailand/
#66

Google ประกาศปิดตัว Google+ แพลทฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Google อย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 2 เมษายน 2019 หลังวัน April Fools' Day ซึ่งถูกเลื่อนขึ้นมาให้เร็วขึ้นจากที่ประกาศไว้ว่าจะปิดภายในเดือนสิงหาคม 2019

สาเหตุใหญ่ๆ ที่ต้องปิดตัวก็มาจากการที่ Google+ นั้นมีส่วนทำให้ผู้ใช้งานเกือบ 5 แสนบัญชีถูกมือดีแฮคเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้จากช่องโหว่ของ API ซึ่งมันทำให้มีบุคคลภายนอกซึ่งไม่ประสงค์ดี สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน Google+ ได้ แถมยังโดนดอกที่สองในเรื่องการพบบั๊กใหม่ใน Google+ ที่ทำให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานกว่า 52.5 ล้านรายถูกเข้าถึงได้โดยไม่ได้รับอนุญาต และยังกระทบผู้ใช้งานภาคธุรกิจอีกด้วย เรียกได้ว่าส่งผลกระทบมากกว่าหลายเท่าตัวนัก จึงทำให้ Google ตัดสินใจประกาศปิดบริการ Google+ เร็วขึ้นกว่าเดิม 4 เดือน เป็นเดือนเมษายน 2019 แทน

Google ยอมรับในที่สุดว่า Google+ ไม่เคยได้รับการยอมรับหรือมีส่วนร่วมกับผู้ใช้อย่างกว้างขวางเท่าที่ควร โดย 90% ของเซสชันผู้ใช้ Google+ มีผู้ใช้งานยังไม่ถึงห้าวินาทีเลย ทั้งนี้ก่อนวันที่จะปิดให้บริการ Google+ จะให้เวลาผู้ใช้งานได้ทำการย้ายข้อมูลของตนเองออกไปยังบริการอื่นๆ โดยในวันที่ 4 กุมภาพันธ์จะไม่สามารถสร้างบัญชี Google+ หรือเพจได้อีก และในวันสุดท้าย 2 เมษายนบัญชี Google+ ทุกหน้าจะปิดตัวลงและ Google จะเริ่มลบเนื้อหาออกจากบัญชี Google+ ของผู้ใช้ทุกสิ่งอย่างออกจากระบบ ซึ่งถือว่าเป็นอันจบบริการของ Google+


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/googleplus-shutdown/
#67

นายกแคนาดาสุดหล่อ "จัสติน ทรูโด" ได้ทำการปลด "จอห์น แมคคอลลัม" ออกจากการเป็นเอกอัครราชฑูตแคนาดาประจำประเทศจีนออกจากหน้าที่แล้ว

โดยจัสติน ทรูโด ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่าเขาได้ขอให้ จอห์น แมคคอลลัม ก้าวลงจากตำแหน่ง แต่ไม่ได้บอกถึงเหตุผล แต่ก็เท่าที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามันมีปัญหามาจากเรื่องประเด็นการจับกุมรองประธาน Huawei เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในข้อหาที่ "เม้ง หว่านโจว" รองประธานและ CFO ของ Huawei มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมในอิหร่าน โดยใช้บริษัทลูก Skycom Tech ในฮ่องกงของ Huawei หลอกให้สถาบันการเงินบางแห่งในสหรัฐทำธุรกิจกับประเทศอิหร่าน ที่สหรัฐกำลังคว่ำบาตรและเป็นการฝ่าฝืนกฏหมาย

ซึ่งหลังจากนั้นทางการสถานทูตจีนในประเทศแคนาดาได้มีการประท้วง และเรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอ เพราะการจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน ทั้งนี้นายแมคคอลลัม ยังได้บอกกับสื่อจีนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เม้ง มีข้อโต้แย้งที่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ เพื่อไม่ให้มีกรณีในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐอเมริกา นายแมคคอลลัมยังกล่าวอีกว่าถ้า เม้ง ถูกส่งตัวในสถานะผู้ร้ายข้ามแดนมันจะไม่เป็นผลดีอย่างมาก


โดยสื่อของรัฐจีนก็ได้ตอบโต้อย่างรุนแรงต่อข่าวการลาออกของนายแมคคอลลัม ว่า มันได้รับแรงบันดาลใจทางการเมืองจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชักชวนประเทศพันธมิตรให้ระงับแผนการเครือข่าย 5G ของ Huawei เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยอ้างว่า Huawei นั้นเป็นตัวขับเคลื่อนสำหรับรัฐบาลจีน

จอห์น แมคคอลลัม ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตแคนาดาประจำประเทศจีนในปี 2560 โดยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตรวจคนเข้าเมือง สื่อของแคนาดาบอกว่าเขากระตือรือร้นที่จะรับตำแหน่งเนื่องจากเขามีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับจีน และที่สำคัญเขามีภรรยาเป็นชาวจีน



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/trudeau-fired-china-ambassador/
#68
สงสัยน่ะครับ ใน Thaiseoboard มีหัวหน้าแก๊งเสียว เจ้าพ่อบอร์ดเสียว สมุนแก๊งเสียว ฯลฯ ใช้อะไรวัดครับ แล้วคนอื่นมีสิทธิได้ตำแหน่งนี้ไหมครับ แต่เท่าที่สังเกตพลังน้ำใจไม่น่าจะเกี่ยวกับระดับความใหญ่

ปล. ไม่ได้อยากใหญ่นะครับแค่สงสัย 555  :-[
#69

7-Eleven ที่ญี่ปุ่นตัดสินใจประกาศจะเลิกขายนิตยสารสำหรับผู้ใหญ่ (หนังสือโป๊) ในวันนี้ วันที่ 21 มกราคม และจะหยุดขายทั้งหมด 20,000 ร้านค้าทั่วประเทศภายในสิ้นเดือนสิงหาคมปี 2562

นอกจากนี้ Lawson ร้านเครือข่ายรายใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น รองลงมาจาก 7-Eleven ก็เตรียมหยุดขายภายในสิ้นเดือนสิงหาคมเช่นเดียวกัน เหตุเนื่องจากว่าเกรงใจเด็กและสตรี และเพื่อป้องกันภาพลักษณ์ที่เสื่อมถอยของผู้มาเยือนญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2563 จะเป็นปีโอลิมปิกแล้ว ก็เลยต้องรักษาหน้ากันหน่อย โดยตั้งแต่วันที่ 21 กันยายนเป็นต้นไปทาง 7-Eleven จะตีพิมพ์นิตยสารสำหรับผู้ใหญ่ผ่านตัวแทนโฆษณาออนไลน์แทน




ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/porn-book-7eleven-japan/
#70

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Google Maps ได้เปิดให้ใช้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้วสำหรับฟีเจอร์จำกัดความเร็ว หลังจากที่ได้ทำการทดสอบมานานกว่า 2 ปี โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนั้นจะทำงานเมื่อผู้ใช้ค้นหาสถานที่และเริ่มออกเดินทาง โดยจะมีโหมดจำกัดความเร็วที่จะทำหน้าที่ควบคุมความเร็วของผู้ใช้งานและจะมีเสียงแจ้งเตือนในกรณีที่ขับเร็วมากเกินไปจากที่กำหนด โดยตอนนี้เริ่มเปิดให้ผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก


และนอกจากฟีเจอร์จำกัดความเร็วที่เปิดให้ใช้งานแล้วนั้น Google Maps ยังได้เริ่มทำการทดสอบฟีเจอร์การแสดงข้อมูลตำแหน่งกล้องตรวจจับความเร็วอีกด้วย ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนด้วยเสียงเมื่อเราเข้าใกล้ตำแหน่งที่มีกล้องตรวจจับความเร็ว โดยมีการทดสอบกับผู้ใช้งานใน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย รัสเซีย บราซิล เม็กซิโก แคนาดา อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยฟีเจอร์ดังกล่าวสามารถใช้ได้แล้ว ทั้งบน Android และ iOS แต่สำหรับประเทศไทยนั้นคงต้องรออีกนาน

ปล. อยากให้ Google ช่วยออกฟีเจอร์บอกตำแหน่งของด่านตรวจด้วยจะดีมากเลย



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-maps-speed-limit/
#71

จากข่าวเรื่องข้อมูลหลุดไม่กี่วันที่ผ่านมาที่เราเรียกว่า "Collection #1" ที่มีอีเมลแอดเดรสจำนวน 773 ล้านบัญชี และพาสเวิร์ดอีกมากกว่า 21 ล้านชุด ถูกโพสต์ลงในเว็บแฮกออนไลน์ ทำให้ผู้คนเกิดความวิตกกังวลไปทั่ว ซึ่งชุดข้อมูล Collection #1 นี้ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งการรั่วไหลของข้อมูลระดับมหาศาลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ รองจากการแฮก Yahoo ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ 3 พันล้านบัญชีที่ผ่านมา


แต่เรื่องมันยังไม่จบเพียงแค่นั้นเพราะได้มีรายงานล่าสุดว่ายังมี Collection อื่นๆ ตามมาอีกหลายชุดที่มีขนาดเกือบ 1 เทราไบต์ โดยเฉพาะ Collection ที่ใหญ่ที่สุดคือ "Collection #2" ซึ่งมีจำนวนข้อมูลถึง 526 กิกะไบต์ แถมยังเอาไปขายที่ตลาดมืดในราคาที่ถูกมากเพียงแค่ 45 เหรียญ

ซึ่งรายงานจาก Brian Krebs ได้บอกว่า Collection #1 เป็นแค่ส่วนหนึ่งของข้อมูลที่รั่วไหล และมีอายุแค่ 2 -3 ปี แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลรหัสผ่านขนาดใหญ่ถึง 4 เทราไบต์ ที่มีอายุไม่ถึงหนึ่งปีได้นี่สิ


ข้อแนะนำหลักๆ เลยในกรณีที่มีการใช้งานหลาย account ในหลายเว็บไซต์ พยายามอย่าตั้งพาสเวิร์ดให้มันซ้ำกัน ให้ใช้พาสเวิร์ดเดายากๆ มีทั้งตัวเลขและเครื่องหมายพิเศษอยู่ด้วย เพราะอย่าลืมว่าถ้าคุณใช้พาสเวิร์ดชุดเดียวทุกๆอย่าง นั่นมันอาจจะหมายถึงหายนะเลยก็ว่าได้



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/hacker-collection/
#72

มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (THNIC Foundation) เผยวันที่ 1 ก.พ. 2562 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือ DNS Flag Day ในกลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ DNS และเป็นที่กังวลว่าอินเทอร์เน็ตในวันนั้นอาจเกิดติดขัดจนกระทบการใช้งานได้ ทั้งนี้มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย และภาควิชาวิศกรรมคอมพิวเตอร์ ม.เกษตรศาสตร์ได้ร่วมกันตรวจสอบโดเมนในประเทศไทยทั้งหมดจำนวน 69,938 โดเมน พบว่ามีโดเมนที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่า 10,000 โดเมน หรือราว 15% ของโดเมน .TH ในประเทศไทย หน่วยงานเหล่านี้ยังคงมีเวลาแก้ไขปัญหาอยู่อีกระยะหนึ่ง ก่อนที่จะถึงเส้นตาย 1 ก.พ. 2562 และผู้บริหารไอทีควรเตรียมการให้ความรู้เจ้าหน้าที่กลุ่ม Help Desk และ Call Center ไว้ด้วย เพราะเมื่อถึงวันดังกล่าว ผู้ใช้อาจโทรแจ้งปัญหาซึ่งอาจขึ้นเพราะ DNS ของหน่วยงานอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะส่งผลกระทบตามมาด้วย


รศ. สุรศักดิ์ สงวนพงษ์ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรรมการมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (THNIC Foundation) เปิดเผยว่า ระบบชื่อโดเมนหรือ DNS (Domain Name System) เป็นบริการพื้นฐานที่สำคัญมากในอินเทอร์เน็ต หากไม่มี DNS แล้ว บริการเว็บ อีเมล คลาวด์ ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ก็แทบจะทำงานไม่ได้เลย

ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2562 นี้เป็นต้นไป ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ DNS หลักรายใหญ่ เช่น BIND, Knot, NSD, PowerDNS ตกลงที่จะบังคับใช้มาตรการเด็ดขาด โดยจะถอนรหัสซอฟต์แวร์ที่ใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแบบขัดตาทัพที่ใช้อยู่เดิมออกไป หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การประกาศว่าซอฟต์แวร์ DNS ของแต่ละหน่วยงานในอินเทอร์เน็ตจะต้องได้มาตรฐาน EDNS (Extension Mechanism for DNS) ที่ถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น ดังนั้นDNS ของหน่วยงานใดๆที่มี "สุขภาวะ" ไม่ได้มาตรฐานจะเกิดความเสี่ยงที่ผู้ใช้บริการภายนอกจะเข้าใช้เซิร์ฟเวอร์ได้ล่าช้า ติดขัด หรือเข้าไม่ได้เลย ดังนั้นหน่วยงานจึงควรตรวจสอบ DNS และปรับแก้หากพบปัญหา

สรุปเหตุการณ์ที่จะเกิดในวันที่ 1 ก.พ. 2562
1. ซอฟต์แวร์ DNS หลักคือ BIND, Knot, Unbound, และ PowerDNS จะออกรุ่นปรับปรุง โดยยกเลิกรหัสแก้ไขปัญหา EDNS เฉพาะกิจออกไป
2. ผู้ให้บริการ DNS สาธารณะเช่น Google, Quad 9, Cloudflare จะเริ่มให้บริการ DNS ตามมาตรฐาน EDNS
3. หน่วยงานซึ่งมี DNS ที่ไม่ได้มาตรฐาน EDNS ผู้ใช้ภายนอกอาจเข้าใช้บริการไม่ได้
4. หน่วยงานซึ่งมี DNS ที่ได้มาตรฐาน EDNS แล้ว ผู้ใช้ภายในอาจใช้บริการบางเซิร์ฟเวอร์ข้างนอกไม่ได้ เพราะ DNS ปลายทางไม่ได้มาตรฐาน EDNS

รู้จักกับ DNS และความสำคัญ
DNS ทำหน้าที่เป็นเสมือนสมุดหน้าเหลืองประจำอินเทอร์เน็ต ช่วยให้ไม่ต้องจดจำไอพีแอดเดรสเครื่องที่ต้องการติดต่อ เหมือนกับที่เราใช้สมาร์ตโฟนแล้วโทรออกด้วยชื่อโดยไม่ต้องจำเบอร์โทร แต่สำหรับอินเทอร์เน็ตแล้วการจดไอพีแอดเดรสเก็บไว้เองทำได้ยากเพราะมีเครื่องที่อาจต้องใช้บริการมากมาย และหมายเลขอาจเปลี่ยนได้ตลอด เครือข่ายในอินเทอร์เน็ตจึงต่างมีสมุดหน้าเหลืองประจำตัว แต่ละแห่งจะมี DNS ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามระบบกัน

DNS เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาแล้วกว่า 35 ปี ผู้พัฒนาได้ขยายความสามารถใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง ในปี พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้ส่วนขยายนี้เป็นมาตรฐานเรียกว่า EDNS (Extension Mechanism for DNS) ตัวอย่างเช่น การใช้คุกกี้เพื่อลดปัญหาการโจมตี การเข้ารหัสยืนยันตัวเซิร์ฟเวอร์ด้วย DNSSEC หรือการเพิ่มขนาดข้อมูลให้ส่งคราวเดียวได้ใหญ่ขึ้นจากเดิมจำกัดเพียง 512 ไบต์ เป็นต้น

ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ DNS อยู่หลายราย แต่บางรายไม่ได้ทำให้ซอฟต์แวร์ของตนได้มาตรฐาน EDNS อย่างถูกต้องครบถ้วน ผู้พัฒนา DNS รายหลักต่างก็ต้องช่วยปรับแก้ความไม่เข้ากันแบบเฉพาะหน้าไปก่อน โดยที่เซิร์ฟเวอร์ DNS จะมีกลไกวิเคราะห์ปัญหาและพยายามแก้ไขตามสภาพการณ์ให้ลุล่วงแบบอัตโนมัติ ในมุมหนึ่งก็นับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ใช้ แต่ก็กลายเป็นว่า DNS ฝ่ายหนี่งต้องคอยรับภาระแก้ปัญหาให้ DNS อีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยอมทำตามกฎกติกา และเกิดความล่าช้าเป็นผลกระทบตามมา ในที่สุดผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ DNS กลุ่มหลักจึงตกลงกันว่า 1 กุมภาพันธ์ 2562 จะเป็นวัน DNS Flag Day หรือวันยกธงประกาศเจตจำนงให้ทั้งหมดเข้าสู่มาตรฐาน

บริการตรวจสอบ EDNS
เว็บไซต์ EDNS Compliance (https://ednscomp.isc.org/ednscomp) ให้บริการออนไลน์ตรวจสอบว่า DNS ทำงานได้มตามมาตรฐาน EDNS หรือไม่ โดยป้อนชื่อโดเมนของหน่วยงานที่ต้องการตรวจสอบในช่อง Zone Name ตัวอย่างเช่น ตรวจโดเมน facebook.com จะพบรายงานว่า DNS ของ facebook ทำงานได้ตามข้อกำหนด (สังเกตรายงาน All Ok)


แต่เมื่อทดลองป้อนโดเมน mytcas.com จะพบรายงานปัญหาเนื่องจากเซิร์ฟเวอร์ DNS ทั้งสองตัวที่ดูแลโดเมน mytcas.com คือ ns1.domain.com และ ns2.domain.com. ยังไม่ได้มาตรฐาน EDNS บางส่วน


ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยรวมทั้งหน่วยงานที่มีชื่อโดเมนทั้งที่จดทะเบียนภายใต้ .TH และชื่ออื่น ๆ ล้วนอยู่ในข่ายที่ต้องตรวจสอบ DNS ของตนเองเพื่อปรับแก้หากพบปัญหา

ปัญหาที่ตรวจพบมักเกิดขึ้นจากสาเหตุหลัก 2 ประการคือ
1. ใช้ซอฟต์แวร์รุ่นเก่าหรือปรับตั้งซอฟต์แวร์ไม่ถูกต้อง และ
2. ปรับตั้งไฟร์วอลล์ไม่ถูกต้อง

หากพบปัญหา ผู้ดูแลระบบมีหน้าที่แก้ไขโดยปรับปรุงซอฟต์แวร์ DNS ให้เป็นรุ่นล่าสุดและปรับตั้งค่าให้ถูกต้องเป็นลำดับแรก หากยังพบปัญหาอยู่ให้ตรวจสอบและปรับตั้งไฟร์วอลล์เป็นลำดับถัดไป ไฟร์วอลล์ต้องไม่ปิดกั้นบริการ EDNS และต้องอนุญาตให้ยูดีพีแพ็กเก็ตสำหรับ DNS ซึ่งมีขนาดเกิน 512 ไบต์ผ่านเข้าออกได้



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/dns-flag-day/
#73

PHP ได้เตรียมเลิกซัพพอร์ต PHP เวอร์ชั่น 5 ทั้งหมดแล้วภายในสิ้นปี 2018 นี้ โดยตัวสุดท้ายคือรุ่น 5.6

ขอต้อนรับปีใหม่ส่งท้ายปีเก่าครับ เพราะหลังจากนี้จะไม่มีการซัพพอร์ต PHP 5.6 อีกต่อไป เพราะเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ PHP ได้ประกาศมาแล้วว่าจะให้บริการเวอร์ชั่นใหม่นับจากปี 2019 นั่นก็หมายถึงจะไม่มีความปลอดภัยอีกแล้วในเวอร์ชั่น 5.6 หรือต่ำกว่า แต่หากจะมีตั้งแต่เวอร์ชั่น 7.0 ขึ้นไป ซึ่งถ้าใครยังใช้เวอร์ชั่นเก่าอยู่ ก็จะทำให้มีช่องโหว่บนเว็บไซต์ และทำให้เกิดความเสี่ยงมากที่จะถูกโจมตี

ถึงแม้ว่ามีจะแจ้งเตือนกันมานาน แต่ผู้ให้บริการเว็บไซต์ และโฮสติ้งหลายๆแห่งอาจจะยังไม่รู้ ทั้งนี้ก็ขอให้อัพเดทเวอร์ชั่นเป็น 7.0 ขึ้นไปจะทำให้เว็บไซต์ปลอดภัยขึ้นอย่างมาก









ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/php5-end-2018/
#74

มีข่าวลือออกมาว่า Facebook ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาเหรียญคริปโตสำหรับใช้โอนหากันใน WhatsApp โดยนาย David Marcus อดีตผู้บริหาร Paypal ได้เป็นหัวหน้าโครงการทางด้าน Blockchain ของ Facebook อยู่ขณะนี้ได้ทำการจ้างนักพัฒนา Blockchain มากว่า 40 คนเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ

เจ้าเหรียญคริปโตชนิดใหม่ที่ว่านี้จะเป็นเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ "Stable coin" โดยว่ากันว่ามีเงินดอลลาร์ค้ำอยู่ ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่า Bitcoin โดยโครงการนี้คาดว่าน่าจะนำไปใช้ในอินเดียเป็นที่แรก เนื่องจากอินเดียเป็นกลุ่มที่ใช้งาน WhatApp จำนวนมหาศาลอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีผู้ใช้มากกว่า 200 ล้านคน


ทางตัวแทนของ Facebook เองก็ได้ให้ความเห็นกับข่าวนี้ว่าบริษัทได้ศึกษาการนำ Blockchain มาใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งก็เหมือนกับบริษัทอื่นๆ จึงไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมในขณะนี้ และถ้าหากพวกเขาสร้างคริปโตขึ้นมาจริงๆ Facebook จะกลายเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แห่งแรกเลยที่สร้างคริปโตขึ้นมา และอาจเป็นประตูเปิดทางให้คริปโตนั้นได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงก็เป็นได้ เพราะ Facebook มีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 2,500 ล้านคน และมีรายได้ต่อปีกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้ก็ยังติดปัญหาทางด้านกฎหมายเล็กน้อย



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/facebook-crypto/
#76

อีกไม่กี่วันก็จะสิ้นปีอีกแล้วนะครับ สำหรับในปี 2018 นี้ถือว่าเป็นปีทองของอีคอมเมิร์ซเลยก็ว่าได้ ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายผ่านธุรกิจออนไลน์มากขึ้นจริงๆ และสำหรับปี 2019 จะเป็นปีที่ดีขึ้นไปอีก ยอดขายทั่วโลกจะต้องโตขึ้นอีก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงการนี้ ลองจับกระแส 3 Trends อีคอมเมิร์ซที่จะเจริญรุ่งเรืองภายในปีหน้าได้ตามนี้เลยครับ

1. สัมผัสได้ด้วยตา
"ภาพ" คือวิธีที่ดีที่สุดในการนำเสนอสินค้า เมื่อพูดถึงการชอปปิงออนไลน์ คนที่คิดจะซื้อต้องสามารถมองลึกไปในทุกรายละเอียด เพื่อให้เขาได้ตัดสินใจซื้อได้ โดยไม่ผิดหวังในภายหลัง

อุปสรรคหนึ่งในระหว่างที่คิดกับตัดสินใจซื้อคือ พวกเขามักไม่แน่ใจว่า ภาพกับของจริง ๆ ที่จะได้จะเหมือนกันไหม โดยเฉพาะในหมวดสินค้าระดับหรู เนื่องจากพวกเขาไม่ได้สัมผัสสินค้านั้น การนำเสนอด้วยภาพที่มีคุณภาพสูงในมุมมองต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่านั้นที่จะเอาชนะความลังเลได้

ขั้นที่ 1 ของเทรนด์นี้ก็คือ ทำให้ภาพซูมได้และแน่ใจว่า ใช้ภาพคุณภาพสูงพอในการขยายได้ โดยที่ไม่เสียเวลาในการดาวน์โหลดนาน (ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการคลิกลดลงถึง 39%)

ขั้นที่ 2 เพื่อเพิ่มประสบการณ์การชอปให้มากขึ้น ผู้ขายควรใช้วิดีโอสาธิต หรือ demo video เพื่อโชว์สินค้า ซึ่ง 52% ของคนที่ได้เห็น บอกว่าวิดีโอช่วยให้พวกเขามั่นใจในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น

ขั้นที่ 3 ภาพ 3D หรือการสร้างภาพสามมิติ เช่น American Greetings ผู้สร้างสรรค์และผลิตสินค้าประเภทแสดงความยินดีหรือโอกาสต่าง ๆ ทางสังคม ได้นำภาพ 3D มานำเสนอแก่ผู้ชมเว็บไซต์ เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ ๆ อย่างความวิบวับ ฟอยล์ ลายนูน หรือกิมมิคอื่น ๆ ของการ์ดอวยพร ซึ่งยากที่ชื่มชมและสัมผัสได้แบบลึกซึ้งด้วยภาพแบบ 2D

สรุปกันอีกครั้งสำหรับข้อแรกนี้คือ การผสมผสานด้วยภาพ 3D การซูมแบบไม่มีรอยต่อ ไร้รอยสะดุด และการเข้าถึงสินค้าแบบไร้ข้อจำกัด การชอปออนไลน์จะกลายเป็นประสบการณ์ที่ล้ำและเกินคาดสำหรับลูกค้าในปี 2562


2. รู้ใจคนด้วย AI
ทุกวันนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อนาคตของอีคอมเมิร์ซขึ้นอยู่กับ AI (artificial intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์) จาก 3D avatar ประจำตัวและที่ปรึกษาด้านแฟชันแบบเวอร์ชวล ที่โต้ตอบกับเราได้ ไปถึงการรวบรวมข้อมูลของ AI อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเพื่อเพิ่มยอดขาย AI ก็คือแนวหน้าในการปฏิวัติอีคอมเมิร์ซ

เนื่องจากการตัดสินใจในเรื่องธุรกิจต้องพึ่งพาข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ ความต้องการที่จะใช้เครื่องมือในการวัดก็สูงขึ้นด้วย อัตรา conversion rate ทราฟิกของเว็บไซต์ และระดับการมีส่วนร่วมหรือ engagement ของลูกค้าจึงสำคัญ เพื่อนำทางให้นักการตลาดในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งบางคนอาจจะไม่เคยตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องข้อมูลที่ไม่มีอยู่ก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้สามารถหาได้แล้ว โดยเจ้า AI นี้จะสามารถติดตามวิถีของผู้ที่มีโอกาสจะเป็นลูกค้าว่าเขามีการโต้ตอบกับภาพของสินค้าที่ฝังอยู่ในเว็บไซต์ร้านอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น ภาพ 2D หรือ 3D ก่อนประมวลผลมานำเสนอเป็น Heat Map หรือแผนที่ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจ เครื่องมือ AI จะทำให้สามารถเน้นจุดที่ลูกค้าสนใจและนำเสนอมุมที่ดีที่สุดสำหรับการวางตำแหน่งสินค้า

ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ได้จาก AI ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซจะสามารถพัฒนามุมมองด้านภาพของสินค้า เลือกชุดเลือกสีได้แบบโดนใจ และนำของที่ขายดีที่สุดมาวางไว้ด้านหน้าให้คนเลือกซื้อ พร้อมทั้งทำให้ผู้ค้าสามารถติดตามสิ่งที่เขานำเสนอกับลูกค้าและดูสิ่งที่ลูกค้าสนใจได้ ในไม่ช้า ความคาดหวังของคนซื้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้คำว่า "เร็ว ๆ นี้" กลายเป็น "เดี๋ยวนี้" อย่างแน่นอน


3. ไร้รอยต่อในร้านค้าจริง
เมื่อพูดถึงอนาคตของอีคอมเมิร์ซ พ่อค้าแม่ขายก็ดูเหมือนจะเดินไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวหลังมองร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ทั่วทุกแห่งหน แต่อย่างไรก็ดี มีอะไรบางอย่างที่การซื้อตามร้านจริง ๆ ให้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการชอปออนไลน์แม้แต่ Amazon กับ Alibaba ก็ยังทดสอบพลังแห่งการชอปของร้านค้าที่มีอยู่บนโลกจริง ไม่ใช่โลกเสมือน

อย่างตอนนี้ Amazon ได้เปิดร้านจริงๆ ตั้งอยู่ที่นิวยอร์ก คนที่เข้าไปชอปรีวิวให้ร้านนี้ในระดับ 4 ดาวทีเดียว ด้วยการใช้เวอร์ชวลมาทาบทับการขายบนร้านที่จับต้องได้ พร้อมทั้งคัดสรรสินค้าไอเท็มเด็ดๆ ที่เป็นเบสต์เซลเลอร์ส่งตรงมาให้ลูกค้าชอปกันถึงในร้าน

ส่วนเครือ Alibaba ก็เพิ่งจะเปิดตัวร้านต้นแบบ FasionAI นำเสนอวิธีการในการเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยความช่วยเหลือของ AI ร้านนำร่องนี้ให้บริการเฉพาะวันพฤหัสบดีถึงวันเสาร์ที่ Hong Kong Polytechnic University ซึ่งมีนวัตกรรมอย่าง "กระจกอัจฉริยะ" ที่แสดงข้อมูลของสินค้าที่ลูกค้าสนใจ เมื่อลูกค้านำสินค้านั้นมาลองหน้ากระจก พร้อมให้คำแนะนำถึงไอเท็มอื่น ๆ ที่แมตช์กับสิ่งที่ลูกค้าจะเลือกซื้อ

อีกวิธีในการนำประสบการณ์ชอปแบบดิจิทัลมาไว้ในร้านค้าจริงคือ "ป้ายดิจิทัล" หรือ Digtal Signage จะทำให้เกิดการเติมเต็ม ด้วยลูกเล่นที่ก่อให้เกิดการโต้ตอบกัน เพิ่มการมีส่วนร่วม และทำให้เกิดประสบการณ์ omnichannel ระหว่างร้านค้าออฟไลน์กับร้านค้าออนไลน์แบบไร้รอยต่อ

ตู้คีออสก์แบบอินเทอร์แอ็กทีฟนี้จะรวมเอาสินค้าที่หลากหลาย และขึ้นอยู่กับผู้ผลิตซอฟต์แวร์ของป้ายดิจิทัลว่า จะเล่าเรื่องอย่างไร บ้างอาจจะนำเสนอในรูปแบบหนังสั้นของแบรนด์สินค้า บ้างอาจจะโฟกัสไปที่การนำเสนอภาพ 3D หรือจะใช้ทั้งคู่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า ลูกค้าจะชอบแบบไหนมากกว่ากัน ซึ่งนอกจากการนำเสนอภาพสินค้าที่ดีขึ้นแล้ว ในปีหน้า ป้ายดิจิทัล จะช่วยให้ลูกค้าเบราว์สเลือกสินค้าที่ไม่มีอยู่ในร้านจริง สั่งซื้อผ่านโค้ด และสั่งให้ไปส่งถึงบ้านได้


บทสรุป
การพัฒนาในเรื่องภาพของสินค้า การใช้ AI ในการวิเคราะห์เชิงลึกและสร้างการมีส่วนร่วม และการฟื้นฟูปฏิวัติร้านค้าแบบดั้งเดิม คือเทรนด์ที่กำลังมาในปี 2019 เทรนด์เหล่านี้เมื่อนำมาผสมผสานใช้ด้วยกัน จะสร้างฐานที่แข็งแกร่งสำหรับธุรกิจ ช่วยกระตุ้นยอดขาย และปูทางสู่การสร้างนวัตกรรมของแบรนด์ ตลอดจนการสร้างประสบการณ์ที่น่าพอใจให้แก่ลูกค้าในอนาคต


อ่านข้อมูลแบบเต็มได้จาก https://www.etda.or.th/content/top-3-e-commerce-trends-in-2019.html
#77

อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการที่ธุรกิจมีเว็บไซต์นั้น จะช่วยในการเพิ่มเสริมศักยภาพของธุรกิจของคุณ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ง่ายมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรของคุณ และเมื่อธุรกิจก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เว็บไซต์เองก็ต้องปรับตัวให้ล้ำเสมอ เพราะว่าถ้าเว็บไซต์ของคุณนั้นไม่มีการพัฒนา ดูน่าเบื่อ หาข้อมูลยาก หรือโหลดช้า มันก็สามารถทำให้จำนวนผู้เข้าชมก็หดหายไปได้เช่นกัน

วันนี้เราจึงมาบอกถึงแนวโน้มการพัฒนาเว็บไซต์ในปี 2019 นี้ ว่าควรมีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจที่ดึงดูดผู้ชมได้ ขณะเดียวกันข้อมูลจะต้องง่ายต่อการค้นหาด้วย เรียกได้ว่าจะต้องพัฒนาเว็บไซต์ที่ไม่เพียงแต่ดูสวยงาม แต่ต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ด้วย

1. โหลดไว


หากเว็บไซต์ของคุณใช้เวลานานเกินไปในการโหลด แน่นอนไม่มีใครรอ แล้วผู้เข้าชมเว็บก็จะออกจากเว็บไซต์ของคุณทันที เพราะเว็บไซต์ที่โหลดช้าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อเป้าหมาย และการค้าขายของคุณ เพราะโลกเราทุกวันนี้คนไม่ค่อยชอบการรอคอย ฉะนั้นอย่าเสียโอกาส ทำเว็บไซต์ของคุณให้ดูง่ายสะอาดตา อาจใช้รูปภาพและไอคอนแทนตัวหนังสือ และต้องไม่ใหญ่จนทำให้โหลดช้า

2. ภาพเคลื่อนไหวมันต้องมี
การออกแบบภาพเคลื่อนไหวบนเว็บไซต์โดยใช้ CSS หรือ SVG รวมไปถึงไฟล์ Gif animation ยังเป็นที่นิยมกันจนถึงปัจจุบันในเว็บไซต์ทั่วไป ทั้งในประเทศไทย หรือต่างประเทศ ซึ่งเทรนด์นี้ก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย เพื่อดึงดูดความสนใจ แต่ก็ไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดความรำคาญต่อผู้ใช้งานได้ ดังนั้นเราจึงควรใช้แต่พอดีเน้นในส่วนที่ต้องการเน้น

3. Parallax Website เว็บไซต์หน้าเดียว
เว็บไซต์ประเภท Parallax หรือที่บางคนเรียกสั้นๆ ว่าเว็บหน้าเดียว เป็นเว็บที่จะทำให้ผู้ใช้ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเว็บได้มากที่สุด เพราะเราสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ ไปตามการเคลื่อนที่ของเมาส์ โดยการใช้เทคนิคของการ Scroll Mouse เลื่อนลงมาดูเรื่อยๆ ทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้ความสนใจกับเรื่องราวที่เราต้องการนำเสนอมากขึ้น และรู้สึกสนุกไปกับการท่องเว็บไซต์ ซึ่งเป็นการดึงดูดให้ผู้พบเห็นเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้มากยิ่งขึ้น

4. Typography ตัวอักษรดึงดูดความสนใจ


ตัวอักษรบนเว็บไซต์นั้นเป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลกับผู้ใช้ได้ดีเป็นอันดับต้นๆ เพราะอ่านแล้วเข้าใจแบบไม่ต้องตีความ ในยุคปัจบันที่ทุกคนพากันนำเสนอข้อมูลให้กับผู้ใช้ ผ่านตัวอักษร การวางตัวอักษรที่ใหญ่ และหนักแน่นสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นในปี 2019 การใช้แบบอักษรในรูปแบบนี้จะเป็นบรรทัดฐานของนักออกแบบเว็บไซต์ อีกทั้งตัวอักษรที่ใหญ่ และหนักแน่นจะแสดงถึงตัวตนของเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี

5. Mobile First


เทรนด์การออกแบบเว็บไซต์รองรับผ่านหน้าจอมือถือในปัจจุบันมีเพิ่มขึ้น การทำเว็บไซต์เพื่อรองรับทุกอุปกรณ์นั้นจึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของแบรนด์ในสมัยนี้ ขนาดที่ Google เองก็ยังหันมาให้ความสำคัญในการจัดอันดับเว็บไซต์ที่ออกแบบสำหรับมือถือมากขึ้นเหมือนกัน ฉะนั้นเราควรจะใส่ใจกับการใช้งานบนมือถือให้มาก เน้นเรื่องคุณภาพของหน้าเว็บสำหรับมือถือ

6. เว็บไซต์ต้องสามารถเล่าเรื่องได้
นักออกแบบเว็บไซต์ไม่ใช่จะออกแบบเว็บไซต์สวยอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงการดึงดูดผู้เข้าชมด้วยเนื้อหา การเล่าเรื่องเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ผู้ชมของคุณติดตามเนื้อหา จูงใจให้ผู้เข้าชมอยู่เว็บไซต์ของคุณให้นานที่สุดและเกิดความสนใจในบริการและสินค้าของคุณ เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมนั้นเปลี่ยนมาเป็นแฟนคลับเราให้ได้

7. การออกแบบแนว Flat Design


การออกแบบแนว Flat Design ยังคงเป็นเทรนด์ที่แบรนด์นิยมกันอย่างมาก เพราะมันดูเรียบง่ายสะอาดตา ซึ่งจะเห็นได้จากเว็บไซต์สมัยใหม่ หรือไม่ก็แอพต่างๆ นอกจากนี้การใช้ภาพเคลื่อนไหวในเว็บไซต์นั้นจะช่วยถ่ายทอดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น และเร็วขึ้นกว่ารูปแบบอื่นๆ เช่นวิดีโอและข้อความ แถมยังมีน้ำหนักเบากว่าวีดีโออีกด้วย

8. ภาพพื้นหลังเป็นวิดีโอ


ในเมื่อรูปภาพสามารถแทนคำพูดได้พันคำ แล้ววีดีโอจะสามารถแทนคำพูดได้กี่หมื่นคำ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มการออกแบบโดยใช้วีดีโอเป็นส่วนประกอบกำลังมาแรง โดยส่วนใหญ่ถ้าใส่แทนรูปภาพบนหัวเว็บไซต์จะยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นอกจากวีดีโอจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับการดูรูปนิ่งๆแล้ว วีดีโอก็สามารถช่วยให้มีผู้ใช้งานในหน้าเว็บไซต์เราเพิ่มขึ้นนานขึ้นอีกด้วย

9. โครงสร้างเว็บแบบไม่สมมาตร


การออกแบบเว็บไซต์โดยดีไซน์ออกมาอย่างไม่สมดุลย์ หรือไม่สมมาตร บางคนเรียกว่า "แหกกริด" กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลังจากที่เราต่างยึดอยู่แต่ในขอบเขตและกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านักออกแบบเริ่มที่จะคิดนอกกรอบ มองหารูปแบบการดีไซน์แบบใหม่เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้รู้สึกตื่นเต้น มีความอยากรู้อยากเห็นในข้อมูลและดีไซน์ในเว็บว่าจะเป็นยังไรต่อไปในขณะเลื่อนดูไปเรื่อยๆ



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/webdesign-trends-2019/
#78

ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นมากมายเหลือเกินระหว่างสหรัฐกับจีน แต่ที่เห็นมันดูเหมือนเหมาะเจาะเกินไปหรือเปล่า เพราะดูมันลุกลามไปถึงเรื่องการค้า และผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งพักหลังๆ มีเหตุการณ์มาให้เราเห็นบ่อยมากขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ทั้งนั้น อย่างเรื่อง ลูกสาวเจ้าของ Huawei ถูกจับกุมตัว CNN โดนขู่วางระเบิด Facebook ถูกขู่วางระเบิดใกล้สำนักงานใหญ่ Apple โดนสั่งห้ามขาย iPhone ในจีน


เอาล่ะไม่ว่าแต่ละเรื่องจะเหตุผลกลใดก็ตาม แต่มาล่าสุด Google ในจีนก็มาเกิดเหตุไฟไหม้อีก ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดไฟไหม้ใหญ่ขึ้นที่สำนักงานของ Google ในประเทศจีน ตั้งอยู่ในเขต Zhongguancun หรือที่เรียกว่า Silicon Valley ในกรุงปักกิ่งของจีน โดยเป็นเหตุไฟไหม้กลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ด้านบนอาคาร

ตามรายงานของนักข่าวด้านเทคโนโลยีของ New York Times รายงานว่าพนักงานของ Google ถูกอพยพออกมาจากอาคารได้อย่างปลอดภัยทั้งหมด ซึ่งสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ยังคงต้องสืบสวนกันต่อไป



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-office-china-fire/
#79

ขณะนี้ Google ไม่มีแผนจะเปิดตัว Search Engine ในประเทศจีน นี่คือการให้ปากคำล่าสุดของนายพิชัย CEO ของ Google ขณะที่อยู่ต่อหน้าสภาคองเกรส


คำแถลงของเขาเกิดขึ้นในขณะที่มาเป็นพยานเข้าตอบข้อสงสัยกับคณะกรรมการตุลาการของสภาคองเกรสในการพิจารณาเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบของ Google ในการเก็บรักษาข้อมูล การใช้ข้อมูลที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในโลกโซเชียล และความโน้มเอียงในผลการค้นหาบน Search Engine รวมถึงเรื่องที่ Google ตัดสินใจกลับไปหาจีนอีกครั้งเพื่อสานต่อธุรกิจกับจีนโดยยอมรับเงื่อนไขในการปิดกั้นข้อมูลของจีน ซึ่งนายซันดาร์ พิชัย CEO ของ Google กล่าวว่า "เราไม่มีแผนที่จะเปิดตัว Search Engine ในประเทศจีน เพราะเรื่องสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ"

มีสมาชิกสภาคองเกรสท่านนึงชื่อ David Cicilline ถามเขาว่า "คุณพิชัยจะสามารถออกกฎเพื่อเฝ้าระวังและเซ็นเซอร์เนื้อหาในประเทศจีนในขณะที่คุณเป็น CEO ของ Google ได้หรือไม่?" นายพิชัยได้ตอบว่า "ท่านสมาชิกสภาคองเกรส เรามีพันธกิจที่มุ่งมั่นที่จะทำให้ทุกคนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้เรามีความรอบคอบเป็นอย่างมาก เพื่อที่พวกเราจะได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ที่จะก้าวหน้าไปด้วยกัน"

อันที่จริงแล้วเมื่อสมัยก่อน Google เคยเข้าประเทศจีนมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ต้องออกจากประเทศไปในปี 2010 เหตุเพราะรัฐบาลจีนสั่งให้ Google ปิดกั้นข้อมูลจน Google ไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ ซึ่งกาลเวลาเปลี่ยนไป ก็ทำให้ Google ต้องตัดสินใจกลับไปหาจีนอีกครั้ง เพราะเหตุที่ว่าจีนนั้นพัฒนารุดหน้าไปไกล และเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า Google จะทำ Search Engine ที่จีนจริงหรือไม่ หรือว่าจะไปเปิดเป็นบริการอื่น



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/pichai-no-searchengine-china/
#80

มีการวิจัยใหม่ที่ออกโดย Defiant บริษัทผู้ที่ทำทางด้านความปลอดภัยบน WordPress ในชื่อ Plugin ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีนาม "Wordfence" เป็น Plugin ที่ช่วยป้องกันในเรื่องการโดนโจมตี การอุดช่องโหว่ หรือการติดไวรัส ซึ่งล่าสุดได้ค้นพบว่ามีการจู่โจมเข้ามาถึง 5 ล้านรายการจากผู้ไม่ประสงค์ดี โดยกลุ่มนี้ใช้ชื่อว่า Botnet ได้ทำการสร้างเว็บไซต์จาก WordPress กว่า 20,000 แห่ง เพื่อเข้ามาทำการโจมตีเว็บไซต์คนอื่น

กลุ่มคนร้าย Botnet จะใช้ WordPress ที่สร้างขึ้นมาและโพสต์ Content ในระยะไกลผ่านทาง WordPress หรือ API ซึ่งปลายทางนี้อยู่ในรูทไดเรกทอรี่ของ WordPress โดยมีการติดตั้งที่ไฟล์ชื่อ xmlrpc.php แบบเนียนๆ และไม่มีใครรู้เลยถ้าไม่เข้าไปตรวจสอบใน Log ทั้งนี้ บริษัท Defiant ได้สังเกตเห็นการโจมตีเมื่อผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบไม่ได้จำนวนมากผ่านทาง iPhone และ Android (WP-iPhone หรือ WP-Android)


วิธีการป้องกันเว็บไซต์ WordPress จากการโจมตีครั้งนี้
เพื่อป้องกันตัวเองจากการโจมตีจากกลุ่มคนร้ายเหล่านี้ ควรจะต้องติดตั้ง Plugin ที่จำกัดความพยายามล็อกอินที่มีมากเกินไป เพื่อที่จะทำให้พวกกลุ่มคนร้ายไม่สามารถดำเนินการสุ่มเข้าระบบ โดยปลั๊กอินของ WordFence ก็สามารถป้องกันได้ แต่เราจะต้องทำการอัพเกรด ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายราว 89 เหรียญต่อเว็บไซต์ต่อปี
#81

WordPress 5.0 ได้ทำการปล่อยให้อัพเดทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยใช้ชื่อว่า "Gutenberg" แต่ก็ทำให้หลายคนที่ไม่คุ้นชินมีอาการมึนไม่น้อยเพราะว่ามีการเปลี่ยนมาใช้ Editor ตัวใหม่

Editor ตัวใหม่ที่ว่านี้ให้นิยามคำว่า "block" มีหน้าตาคล้ายกับ Medium หรือ facebook note อะไรแนวนั้น แต่ที่โหดไปหน่อยก็คือการเรียงของหน้าตา Editor จะย้ายตำแหน่งไปหมดเลยทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูก เรียกได้ว่ามีความซับซ้อนเยอะขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในส่วนของ block ที่ว่านี้ จะมองวัตถุต่างๆ เป็นบล็อคทั้งหมด ตั้งแต่หัวข้อ ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ โดยเราสามารถย้ายตำแหน่งของบล็อคได้อย่างอิสระเพื่อตอบโจทย์เรื่องการวางหน้าเว็บเพจให้ทันสมัย


สำหรับคนที่เคยใช้ WordPress นี่น่าจะรู้ดีว่าตอนเริ่มใช้ใหม่ๆ ยังต้องคลำไปคลำมากว่าจะทำเป็น เพราะด้วยเหตุที่เมนู และเครื่องมือมันมีเยอะแยะมากมาย รวมไปถึงคนที่จะปรับแต่งหน้า content ของตัวเองกว่าจะให้ออกมาสวยด้วยแล้วนี่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียวล่ะ

แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจกันไปนะครับ สำหรับใครถ้าอัพเดท WordPress 5.0 ลงไปเรียบร้อยแล้วรู้สึกไม่ถูกใจก็สามารถไปลง Plugin ที่ชื่อว่า Classic Editor กลับมาใช้ได้เหมือนเดิมโดยใช้ได้ถึงปี 2021 หลังจากนั้นก็ลองไปหา Plugin ตัวอื่นดูนะจ๊ะ



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/wordpress50-gutenberg/
#82
 :o

การเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมเข้าสู่เว็บไซต์เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกๆ เว็บไซต์ แต่จะดีกว่าไหมถ้าหากคนที่เข้ามาแล้วใช้เวลาอยู่กับเว็บไซต์นานๆ มากกว่าแค่เข้ามาแปปๆ แล้วก็ออกไป โดยวันนี้เรามี Infographic 10 วิธีที่จะดึงดูดใจผู้ใช้ไม่ให้หนีออกจากเว็บไซต์เรา จาก Red Website Design มาฝากกัน

1. ยิ่งเว็บไซต์โหลดเร็วยิ่งดี
เนื่องจากเวลาในการโหลดที่ช้าและเนื้อหาที่ไม่มีคุณภาพถือเป็นเหตุผลที่สำคัญที่มีผลทำให้ผู้อ่านทนไม่ไหวแล้วตัดสินใจปิดเว็บไซต์ออกไป

2. การนำทางที่ง่ายเป็นเรื่องจำเป็น
เพราะการมี navigation ที่ใช้งานยากดูซับซ้อน คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าการนำทางหรือเมนู navigation บนเว็บไซต์นั้นไม่ซับซ้อนเกินไปเพราะจะทำให้ผู้ใช้สับสนและตัดสินใจออกจากเว็บไซต์ไปนั่นเอง

3. ใส่ใจกับการออกแบบ
การออกแบบเว็บไซต์สำคัญมากโดยเฉพาะหน้าแรก หากเว็บไซต์คุณไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่มีอะไรที่ดึงดูดได้ ตั้งแต่เปิดมาไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือมีการเพิ่มเติมข้อมูลลงไปในเว็บไซต์เลย เมื่อมีลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณแล้วพบว่าข้อมูลเว็บไซต์คุณไม่เปลี่ยนแปลงเลย ก็ทำให้เค้าไม่อยากกลับมาอีก

4. อย่าลืมให้ความสำคัญบนมือถือ
เว็บไซต์ก็ควรเพิ่มประสิทธิภาพให้แสดงผลได้ดีบนจออุปกรณ์เคลื่อนที่ ไม่ใช่ตัวเล็กเกินไปหรือเพี้ยนจนดูไม่มืออาชีพ ถ้าหากเว็บไซต์ของคุณไม่รองรับหน้าจอมือถือ หรือแท็บเล็ตแล้วล่ะก็ คนที่เข้ามาดูเว็บไซต์ของคุณอาจจะเบื่อการเลื่อนดูยากๆ และปิดไปเลยก็ได้

5. ข้อมูลอ่านง่าย ดูสบายตา แต่ต้องครบถ้วนและกระชับ
รายละเอียดจะต้องชัดเจน แบบว่าเข้าเว็บไซต์แล้วรู้เลยว่า ขายสินค้าอะไร หรือบริการแบบไหน ข้อมูลเหล่านี้ต้องชัดเจนครบถ้วน แต่ต้องใส่ข้อความให้กระชับไม่เยอะจนเกินพอดี

6. ย่อหน้าสั้นๆ ไม่รุงรัง
ควรจัดเนื้อหาในเว็บไซต์ให้กระชับ หากเป็นบทความในแต่ละย่อหน้าไม่ควรเป็นประโยคยืดยาวอ่านยาก การที่เราใส่อะไรต่างๆ มากมายทำให้ประสิทธิภาพของเว็บไซต์นั้นไม่ดี ควรทำให้มันอ่านได้ง่ายๆ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่อยากพยายามอ่านเนื้อหาที่มันมีความยากในการอ่านกัน

7. ใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
หาก Keyword ไม่ตรงกับเนื้อหาในเว็บไซต์ จะทำให้ผู้อ่านนั้นรู้สึกผิดหวังและสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดี ซึ่งนอกจากจะปิดเว็บไซต์ของเราไปเพื่อไปหาข้อมูลจากที่อื่นแล้ว เขาอาจจะไม่กลับมาอีกเลยก็ได้

8. ใช้ Call to action ให้ดี
การสร้าง Call to action สามารถทำให้ผู้ใช้รู้ตัวว่าจะต้องทำอะไรต่อ รวมทั้งการใช้สีก็สามารถกระตุ้นความคิดในการที่จะปฏิสัมพันธ์หรือไม่ก็ได้ด้วย แต่ถ้าหากใช้ Call to action ไม่ดีผู้ใช้ก็อาจจะงงและสับสนไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อและปิดเว็บไซต์ไป

9. กลยุทธ์ link เชื่อมโยงภายในนั้นสำคัญ
การที่ผู้อ่านได้เข้ามาอ่านบทความของเรา แล้วสามารถคลิ๊กไปเพื่ออ่านต่อเรื่องโน้นเรื่องนี้ได้โดยไม่ออกไปจากเว็บไซต์ นี่ก็เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญเลยทีเดียว วิธีนี้จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถไปในหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์ที่ต้องการได้โดยง่ายและให้ประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้ด้วย

10. ทำ link ให้เปิดในแท็บใหม่ดีที่สุด
การทำ link ในเว็บไซต์สำหรับการอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมควรจะใช้เป็น link แบบเปิดในแท็บใหม่ ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ใช้ได้ใช้เว็บไซต์เรามากขึ้น เนื่องจากมีหลายๆหน้าเปิดพร้อมกัน เพราะเมื่อเมื่อผู้อ่านปิดหน้าอื่นไปหน้าเว็บไซต์เดิมของเราจะยังคงอยู่




เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/10-how-to-users-stay-in-website/
#83

ใครรักใครชอบในการเขียนบทความแปลเนื้อหาจากต่างประเทศก็ทางนี้เลย

นับเป็นเวลา 12 ปีแล้วตั้งแต่เปิดตัวฟีเจอร์ในการแปลภาษาของ Google โดยตอนนี้ Google Translate ได้ทำการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ โดยการเพิ่มฟีเจอร์แปลเอกสารให้ผู้ใช้งานสามารถอัพโหลดเอกสารเพื่อให้ Google Translate แปลภาษาได้เลย หลังจากเคยออกฟีเจอร์แปลภาษาจากภาพถ่ายมาเมื่อไม่นาน


โดยฟีเจอร์แปลเอกสารนี้จะมีปุ่มกดให้โหลดเอกสารสำหรับแปลเพิ่มขึ้นมาให้ ซึ่งรองรับไฟล์เอกสารได้หลากหลายมากเลยทีเดียว และนอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์บันทึกประวัติการแปลเพิ่มมาด้วย โดยจะเป็นปุ่มสามปุ่มใหญ่อยู่ด้านล่าง จะมีปุ่ม History สำหรับดูประวัติที่เราเคยใช้งาน มีปุ่ม Saved สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการจะเก็บข้อมูลการแปลของตัวเอง แล้วก็ปุ่ม Comminity สำหรับผู้ใช้งานเข้าไปแก้ไขการแปล

ต้องบอกเลยว่าฟีเจอร์นี้ถือเป็นเรื่องราวดีๆ สำหรับนักแปล และชาวออฟฟิศมาก เพราะต้องใช้งานในการทำงานเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว รวมถึงผู้ที่กำลังต้องการแปลเอกสารจากภาษาหนึ่งเป็นภาษาหนึ่งก็น่าจะชอบฟีเจอร์นี้มาก


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-translate-new-look/
#84

ตอนนี้กระแสการเลือกตั้งกำลัง HOT! กูเกิ้ลก็เลยต้องมาช่วยจัดการตรวจสอบโฆษณาในช่วงการเลือกตั้งที่สหภาพยุโรปซักหน่อย

เนื่องจากในเดือนพฤษภาคมปี 2019 ทางยุโรปก็จะมีการเลือกตั้งเลือกสมาชิกเข้าสภายุโรปจำนวนทั้งหมด 705 คน โดยจะมีผู้ลงคะแนนเสียง 350 ล้านคนทั่วสหภาพยุโรป ทาง Google จึงได้มีมาตรการตรวจสอบผู้ลงแคมเปญโฆษณาทางการเมืองในส่วนของยุโรปที่จะเผยแพร่ออกไปในช่วงการเลือกตั้ง


โดยก่อนหน้านี้ Google ได้ใช้นโยบายในการลงโฆษณาการเมืองในสหรัฐไปแล้ว โดยผู้ที่จะลงโฆษณาเผยแพร่แคมเปญทางการเมืองจะต้องทำการยืนยันตัวตนทุกครั้ง ผู้ลงต้องแสดงเลขประชาชนพิสูจน์ความเป็นพลเมืองสหรัฐ ต้องบอกให้รู้ว่ามาจากหน่วยงานอะไร และต้องได้รับการยืนยันจาก Google ก่อน ถึงจะแสดงโฆษณาที่มีความสำคัญทางการเมืองในสหรัฐ ในบริการของเครือข่าย Google Ads ได้

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป้าหมายก็เพื่อให้ข้อมูลที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจวิธีการทำงานของโฆษณาที่มีความสำคัญทางการเมืองในโลกออนไลน์มากขึ้น การที่กูเกิ้ลได้ออกนโยบายแบบนี้ก็เพื่อความโปร่งใส และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรับมือจากปัญหาข่าวปลอม และการซื้อโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จะได้ให้ผู้ใช้ช่วยกันตรวจสอบข้อมูล เพื่อความโปร่งใสในการซื้อโฆษณาจากแหล่งต่างๆ นั่นเอง


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-ads-european/
#85
กำลังหา plugin wordpress ที่เป็นปุ่มไลค์แชร์ Social ตรงด้านหน้ารวมข่าวเจ๋งๆ (ไม่ใช่ในเนื้อหาข่าว) แล้วก็ plugin chat เจ๋งๆ ครับ
+1 ให้ทุกคนเลยครับ
#86

Daniel Winzen ผู้ให้บริการ Dark Web Hosting ได้เปิดเผยว่า Hosting ของเขาถูกโจมตีระบบ และล่ม Dark Web ไปกว่า 6,500 แห่ง โดยส่งผลให้ข้อมูลทั้งหมดถูกลบไป และไม่สามารถกู้คืนข้อมูลกลับมาได้เลย จากการวิเคราะห์ของเขานั้นเขาเชื่อว่าผู้โจมตีนั้นน่าจะเป็นฝ่ายคุณธรรมที่เข้าถึงข้อมูลของ Database แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงระบบทั้งหมด ซึ่งจากการโจมตีครั้งนี้ครั้งเดียวส่งผลให้ Dark Web สูญหายไปกว่า 30% ของบริการ


แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเว็บสายดำ (DarkWeb) เว็บไซต์ส่วนใหญ่เหล่านี้มักจะถูกซ่อน และหลบหลีกจากพวก Search Engine เว็บไซต์พวกนี้โดยทั่วไปจะมีนามสกลุเป็น .onion ซึ่งเป็นโดเมนพิเศษที่ต้องเข้าผ่านทางเครือข่าย TOR (The Onion Browser) สำหรับปกปิดร่องรอย และซ่อนตัวจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต และ Invisible Internet Project (I2P) ซึ่งบุคคลทั่วไปจะเข้าไม่ถึง

DarkWeb ที่ถูกแฮคเกอร์ลบออกไปกว่า 6,500 แห่งนั้น ได้แก่
657 รายการ เป็นบริการที่ซ่อนอยู่ภายใต้ ชื่อ "Site Hosted by Daniel's Hosting Service"
4900 รายการ เป็นเว็บภาษาอังกฤษ ภาษารัสเซีย และภาษาโปรตุเกส
457 รายการ เป็นบริการที่ซ่อนอยู่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแฮ็ก / การพัฒนามัลแวร์
304 รายการ เป็น Forums หรือ Webboard
148 รายการ เป็นห้องสนทนา
136 รายการ เป็นเว็บไซต์เกี่ยวข้องกับการซื้อขายยาเสพติด
109 รายการ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการลอกเลียนแบบและสิ่งผิดลิขสิทธิ์
54 รายการ เกี่ยวกับการขโมยข้อมูลบัตรเครดิต
20 รายการ มีเนื้อหาเกี่ยวกับอาวุธ และคำหลักที่เกี่ยวข้องกับระเบิด


งานนี้ต้องบอกเลยว่า ถือเป็นการโจมตีเจาะระบบของแฮคเกอร์ที่น่ายกย่องมาก เพราะอย่างที่เรารู้กันดีว่า Dark Web ส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในเชิงผิดกฎหมาย หรือเกี่ยวกับอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น ซื้อขายยาเสพติด ขายอาวุธ ค้ามนุษย์ ซื้อขายมัลแวร์ หรือซื้อขายข้อมูลที่ถูกขโมยออกมา รวมถึงการค้าคลิปวีดีโอต้องห้ามที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศหรือความรุนแรง

ทั้งนี้ก็รวมถึงการนำเสนอข่าวของผู้สื่อข่าวที่ทำงานอยู่ในประเทศที่ไม่อนุญาตให้เผยแพร่ข่าวสารบางอย่าง การรณรงค์ทางการเมือง การเปิดเผยข้อมูลอาชญากรรมโดยผู้เปิดเผยต้องการปกปิดตัวตน บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล หรือการพูดคุยสนทนาในหัวข้อที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วย ซึ่ง Dark Web พวกนี้มักจะซ่อนอำพรางในการเข้าถึงและปกปิดข้อมูลผู้อยู่เบื้องหลังเสมอ


เนื้อหาข่าวโดย http://www.atimedesign.com/webdesign/dark-web-daniels-hosting/
#87

Google ได้ร่วมงานกับหนังสือพิมพ์รุ่นเดอะ "The New York Times" เพื่อช่วยนำรูปภาพจากสื่อที่เก่าแก่ ตั้งแต่ในยุคสงครามโลกที่เคยตีพิมพ์แต่เป็น hardcopy นำมาจัดทำในรูปแบบดิจิทัล

โดยทาง Google ได้ใช้เทคโนโลยีในการจัดการรูปภาพเก่าๆ ที่มีมานานถึง 100 กว่าปี รูปภาพทั้งหมดนั้นมีประมาณห้าถึงเจ็ดล้านรูปภาพในตู้เก็บเอกสารหลายร้อยชั้น ซึ่งรูปภาพทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในแฟ้ม บางแฟ้มก็ไม่แสดงถึงวันเดือนปีของรูปภาพ และไม่อาจรู้ได้ว่าในแต่ละภาพเป็นเหตุการณ์อะไรบ้าง ทาง Google ก็เลยทำการช่วยจัดไฟล์รูปภาพทั้งหมดโดยการจัดทำไฟล์เอกสารรูปภาพเหล่านี้ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลด้วยความละเอียดสูงบน Cloud Storage และใช้ API เพื่อเข้าถึงรูปภาพให้ค้นหาภาพได้ นอกเหนือจากนั้น Google ยังใช้ Cloud Vision API แปลงข้อความจากเนื้อหาที่อยู่ด้านหลังรูปมาเป็นตัวอักษรในการอธิบายรูป เพื่อทำให้สามารถค้นหาได้ง่ายขึ้น


"The New York Times" เป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ตีพิมพ์ในนครนิวยอร์ก และจัดจำหน่ายไปทั่วโลก ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1851 สโลแกนที่โด่งดังของหนังสือพิมพ์นี้คือ "ข่าวทุกข่าวเหมาะสมที่จะพิมพ์" เดอะนิวยอร์กไทมส์ประสบความสำเร็จมาก ได้รับชื่อเสียงจากระดับนานาชาติ ได้รับรางวัลเหนือกว่าหนังสือพิมพ์อื่นๆ มากมาย และคนส่วนใหญ่จะเรียกชื่อย่อว่า "เดอะไทมส์"


เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/thenewyorktimes-googlecloud/
#88

ในการทำเว็บไซต์นั้นประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย เราจำเป็นที่จะต้องจัดองค์ประกอบให้สวยงาม ดูน่าใช้ ผู้เข้าชมต้องได้รับความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่านอกจากความสวยงามที่ต้องคำนึงถึงแล้ว ยังมีองค์ประกอบในเรื่องของ "ฮวงจุ้ย" อีกที่เราต้องคำนึงถึงอีกด้วย ซึ่งในแต่ละจุดของเว็บไซต์ก็มีความสำคัญแตกต่างกัน

โดยตามหลักของ "ฮวงจุ้ย" แล้ว เว็บไซต์จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ส่วนตรงกลางที่เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด ส่วนด้านซ้าย และส่วนด้านขวา ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้วตำแหน่งบนเว็บไซต์ด้านขวามือนั้นจะเป็นตำแหน่งมังกรเขียว จะต้องมีลักษณะเคลื่อนไหว จึงควรเป็นตำแหน่งที่มีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา ส่วนตำแหน่งทางด้านซ้ายมือนั้นควรเป็นข้อมูลที่สำคัญ เป็นจุดเด่นของเว็บไซต์ ถือว่าเป็นตำแหน่งหยินและหยาง คือ นิ่งและเคลื่อนไหว ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่จะต้องเด่นที่สุดควรจะเป็นสินค้าไม่ใช่ตัวโลโก้ตามที่เว็บส่วนใหญ่ทำกัน


นอกจากเรื่องตำแหน่งของเว็บไซต์แล้ว เรื่องการใช้สีก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยตามหลักฮวงจุ้ย สีจะมีอยู่ทั้งหมด 5 กลุ่ม แบ่งตามธาตุทั้ง 5 ประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ไม้ ไฟ และทอง การเลือกใช้สีก็ต้องขึ้นอยู่กับธุรกิจของเราด้วยว่า เป็นธุรกิจที่จัดอยู่ในธาตุใด เพราะแม้จะวางตำแหน่งมาอย่างดีถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว แต่ใช้สีไม่เหมาะกับธาตุของธุรกิจก็อาจประสบปัญหาได้

- ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ควรจะใช้สีโทนมืด
- ธุรกิจบริการหรือธุรกิจบันเทิง หรือธุรกิจต่างๆ ที่ไม่เป็นทางการ ควรจะใช้สีโทนสว่าง
- ธุรกิจท่องเที่ยว ควรใช้สีสันสดใสมีชีวิตชีวาจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุกสนานเมื่อเข้ามาชมเว็บไซต์ของเรา
- ธุรกิจอาหาร ควรจะเน้นสีของอาหารเพื่อบ่งบอกรสชาติและทำให้อาหารดูน่ารับประทาน
- ธุรกิจที่เป็นทางการ อย่าง โรงเรียน หรือ เว็บไซต์ราชการ ควรจะใช้เป็นสีเรียบง่ายไม่หวือหวาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้เข้าชม

หรือหากไม่รู้ว่าธุรกิจที่คุณทำอยู่นั้นจัดอยู่ในกลุ่มธาตุไหน ก็สามารถเลือกใช้สีกลางๆ ใช้สีโทนเหลือง ครีม น้ำตาล ที่จัดเป็นสีในกลุ่มธาตุดินก็ได้ เพราะว่าธาตุดินจัดเป็นธาตุกลางๆ ที่เข้ากับทุกธาตุได้ ซึ่งตามธรรมชาติดินคือสิ่งที่ช่วยยึดทุกสรรพสิ่งเข้าไว้ด้วยกัน ส่วนธุรกิจที่จัดอยู่ในธาตุดิน ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการผลิต หรือธุรกิจโปรดักชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสื่อ ธุรกิจก่อสร้าง หรือเกี่ยวกับด้านอุตสาหกรรม รวมทั้งในกลุ่มการผลิตอาหารที่เกี่ยวข้องกับการรักษา เช่น อาหารเสริม หรือสมุนไพร ด้วย

ซินแสมาช้าไปไหมครับ



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/fengshui-website/
#89

นับว่าเป็นระยะเวลาพอสมควรหลังจากที่ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัยของมหาลัยแห่งหนึ่งในโปแลนด์ได้ค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤติ 3 ช่องโหว่ที่กระทบกับเราท์เตอร์ D-Link ทำให้แฮกเกอร์สามารถโจมตีและเข้าควบคุมเราท์เตอร์ได้อย่างสมบูรณ์ และพวกเขาได้ทำการติดต่อไปยัง D-Link ถึงช่องโหว่นี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ยังคงไม่มีการแก้ไขใดๆ


ล่าสุดทีมวิจัยดังกล่าวได้ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลช่องโหว่ที่ยังแก้ไขไม่หมดดังกล่าวสู่สาธารณะชน โดยในช่องโหว่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขนั้นจะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงไฟล์โดยใช้ HTTP Request

CVE-2018-10822 จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้ามาอ่านไฟล์ได้โดยใช้คำขอ HTTP Request แบบง่ายๆ ซึ่งช่องโหว่นี้ได้เคยถูกรายงานไปยัง D-Link ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

CVE-2018-10824 นั้นเป็นช่องโหว่เกี่ยวกับการเข้ารหัสผ่านแบบข้อความ ซึ่งผู้โจมตีสามารถเรียกดูข้อมูลได้โดยใช้จุดอ่อนแบบเดียวกับที่กล่าวมา (HTTP Request)

CVE-2018-10823 จะมีผลทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้คำสั่งเพื่อเข้าควบคุมอุปกรณ์เราเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนโมเดลของเราท์เตอร์ D-Link ที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่มีดังนี้ DWR-116, DWR-140L, DWR-512, DWR-640L, DWR-712, DWR-912, DWR-921, และ DWR-111 สำหรับผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบตอนนี้ควรไปตั้งค่าปิดการเข้าถึงเราเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ตไว้ก่อน จนกว่าจะมีแพตช์ใหม่ออกมา


ดูคลิปการแฮ๊ค
https://www.youtube.com/watch?v=s2xrQlfd7BY



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/d-link-vulnerabilities/
#90

Google ได้เปิดให้บริการ Shopping Ads ในประเทศไทยแล้ว เป็นการต้อนรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ โดย Shopping Ads จะเป็นโฆษณาแบบรูปภาพ เมื่อผู้ใช้ค้นหา รายการสินค้าจะปรากฎขึ้นมาพร้อมกับผลการค้นหาของ Google Search และสามารถเชื่อมต่อกับผู้จำหน่ายสินค้าเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้นักช็อปได้พบสินค้าที่กำลังค้นหาอยู่และสามารถซื้อสินค้าได้ทันที


หรือสำหรับฝั่งผู้ขายหรือคนที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง คุณก็สามารถใช้แคมเปญ Google Shopping เพื่อโปรโมตสินค้าของคุณได้เช่นกัน จะช่วยเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์หรือร้านค้าของคุณ และเพิ่มจำนวนผู้ที่สนใจสินค้าของคุณ โดยเพียงแค่ใส่ภาพสินค้า ราคา และชื่อร้าน ให้ผู้ที่ค้นหาด้วย Google สามารถเห็นได้ทันที


โดยเรื่องของค่าใช้จ่ายนั้นจะเป็นเรทเดียวกับโฆษณาแบบ Search Ads คุณจะเสียค่าโฆษณาเฉพาะเมื่อผู้ใช้คลิกเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น ซึ่งจริงๆ เจ้า Shopping Ads นี้ก็จะมีขั้นตอนคล้ายๆ การทำ AdWords โฆษณาขายสินค้านั่นแหละ ที่จะแสดงผลเมื่อมีการค้นหาคีย์เวิร์ดบน Google ซึ่งฟีเจอร์นี้น่าจะช่วยเพิ่มทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มจำนวนผู้คนที่สนใจสินค้าของคุณเพิ่มมากขึ้น



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-shopping-ads-thailand/