เมนู

แสดงโพสต์

ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)

เมนู แสดงโพสต์

หัวข้อ - stjames

#226


ช่วงนี้เข้าเทศกาลปูขน ก็มีข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับดินแดนแห่งปูขนขึ้นชื่อจากจีนมาให้เรารับชมกันพอดี โดยสำนักข่าวจีน Chinadaily ได้เผยภาพอาคารปูขน ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนฝั่งตะวันออกของทะเลสาบหยางเฉิง มณฑลเจียงซู โดยตัวอาคารสูงสามชั้นมีความยาว 75 เมตรและสูง 16 เมตร อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับปูขน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงกลางปีหน้า


มุมมองจากทางอากาศของอาคารปูขนเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2017


ภาพคนงานกำลังยุ่งอยู่กับการก่อสร้างขาปูที่ทำจากสแตนเลส

เกี่ยวกับปูขน
ช่วงฤดูหนาวในปลายปีของทุกปี คือ เดือนตุลาคม จนถึงธันวาคม เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่นิยมกินปูขนกัน ปูขนจัดเป็นอาหารจีนที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และจัดเป็นอาหารที่หายาก มีราคาแพง นับเป็นอาหารระดับฮ่องเต้ เนื่องจากมีจำหน่ายเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น เชื่อกันว่าหากได้กินเนื้อแล้วจะทำให้แข็งแรงเหมือนปู ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้โรคคออักเสบ รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปรกติ รวมทั้งมีผลในการถอนพิษด้วย ทำให้มีราคาซื้อขายที่สูงมาก ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่, ไต้หวัน หรือฮ่องกง แต่ปัจจุบันก็สามารถหารับประทานได้ในประเทศไทย โดยอาหารประเภทนี้ต้องปรุงให้สุก เพราะจากการศึกษาพบว่า ปูขนนั้นเป็นพาหะของโรคพยาธิใบไม้ในปอดนาจา

ปล. ในประเทศไทยสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วที่โครงการหลวง บนยอดดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/hairy-crab-building/
#227

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ประกาศเรื่องการเปลี่ยนวิธีลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใหม่ ด้วยวิธีตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลโดยแสกนใบหน้า และลายนิ้วมือเพื่อป้องกันการปลอมแปลงในการลงทะเบียนซิมการ์ด


ซึ่งการตรวจสอบด้วยวิธีการยืนยันตัวตนด้วยการแสกนใบหน้า และลายนิ้วมือนี้ใช้เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลที่บันทึกไว้ในบัตรประชาชน ถ้าข้อมูลตรงกัน ก็จะสามารถออกซิมการ์ดใหม่ได้ แต่ถ้าไม่ผ่าน ก็ให้ติดต่อกับศูนย์ให้บริการหรือสำนักงานบริการลูกค้าเพื่อตรวจสอบข้อมูลในการเปิดใช้ซิมการ์ดต่อไป

การลงทะเบียนแบบนี้ กสทช. ได้เริ่มแจ้งไปยังผู้ให้บริการทุกเครือข่ายแล้วเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนวิธีการลงทะเบียนซิมใหม่ที่จะเริ่มในวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ที่จะถึงนี้



ขอบคุณที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/nbtc-faceid/
#228

เป็นเรื่องเลย เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งทำให้สายการบินกาตาร์ลงจอดฉุกเฉินหลังจากที่นางจับได้ว่าสามีมีชู้โดยใช้นิ้วมือของสามีปลดล็อก Smartphone ขณะที่เขาหลับ


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หญิงชาวอิหร่านคนนี้ได้เดินทางจากโดฮาไปบาหลีกับสามี และลูกๆ ของเธอบนเที่ยวบินกาตาร์ ซึ่งในขณะที่เครื่องบินกำลังบิน อยู่ๆ เธอก็นึกอยากเปิดดูมือถือของสามีขึ้นมา โดยในขณะที่สามีของเธอนอนหลับ (หลับลึกมาก) เธอได้ใช้นิ้วมือของฝาชีเธอทำการปลดล็อกโทรศัพท์ และพบข้อความของสามีมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น เธอโกรธมากจึงตบตีสามี จนมีคนเข้ามาห้ามแต่ก็ไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ นักบินจึงตัดสินใจลงจอด และให้ทั้งครอบครัวลงจากเครื่องกลางทางที่สนามบินเชนไนประเทศอินเดีย ก่อนจะถูกส่งตัวไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์โดยเครื่องบินบาติคแอร์

พ่อบ้านใจกล้าจะทำอะไรก็ให้เนียนๆ หน่อยนะจ๊ะ โดยส่วนตัวผมแล้วไม่มีอะไรปิดบัง บอกเมียหมดทุกอย่างสบายใจ ว้าว ..จบข่าว ^^

คาถาชาบูเมียครับ
รักเมียต้องอดทน ต้องเป็นคนเคารพเมีย
รักเมียต้องส่งเสีย อย่าให้เมียต้องสงสัย

รักเมียต้องยอมเมีย เพราะว่าเมียไม่ยอมใคร
รักเมียต้องเข้าใจ ไม่มีใครใหญ่กว่าเมีย

รักเมียอย่าเถียงเมีย คำพูดเมียใหญ่กว่าใคร
ชาติหน้ามีฉันใด จงจำไว้ต้องมีเมีย..


ที่มา: https://goo.gl/hgHi6n
#229


คิดได้ไงผมทรงนี้...?


Samsung ได้ทำการโพสต์วิดีโอใหม่ในช่อง YouTube ใช้ชื่อแคมเปญว่า "Samsung Galaxy : Growing Up" ซึ่งเล่าเรื่องของชีวิตชายหนุ่มที่ใช้ไอโฟนมาตั้งแต่ปี 2007 และก็ยังคงเปลี่ยนรุ่นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาได้เจอแฟนสาวของเขาที่ใช้ Samsung

ในเนื้อหาวิดีโอนี้ได้เล่าถึงปัญหาในการใช้ iPhone ซึ่งแฟนสาวของเขาที่ใช้ Samsung ไม่เจอปัญหาอย่างที่ชายหนุ่มคนนี้เจออย่างเช่น ต้องยืนรอต่อคิวเพื่อซื้อไอโฟนในทุกๆ ปี หน้าจอเล็ก ตอนตกน้ำต้องเอามาวางบนข้าวสารผึ่งให้แห้ง และต้องใช้ Dongle เพื่อฟังเพลงและชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วย โดยโฆษณาชิ้นนี้สิ้นสุดลงด้วยการตัดสินใจของชายหนุ่มที่หันไปใช้ Samsung Galaxy และระหว่างที่เขาเดินผ่านคิวคนที่รอซื้อ iPhoneX ก็ทำหน้าประหนึ่งว่านางเป็นผู้ชนะเลิศเลยทีเดียว (ไม่อยากบอกว่าทำหน้าตาเย้ยหยันดูแรงไป)

ดูวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=R59TevgzN3k

ปล. ในคลิปนี้ฮาก็ตรงที่คนตัดผมทรงไอร่อนแมน จะเรียกทรง ironman หรือทรงติ่งไอโฟนดีจ๊ะ ^^



เครดิต https://goo.gl/VJDYoi
#230

แป๊บเดียวก็จะสิ้นปีอีกแล้วนะครับ เชื่อได้ว่าธุรกิจต่างๆ เริ่มที่จะวางแผนงบประมาณทางด้านการตลาด และโฆษณาปีหน้ากันอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง Digital Marketing ในปี 2018 นี้น่าจะลงทุนหนักมากกว่าเดิม เพราะปัจจัยการทำการตลาดออนไลน์มันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องตามให้ทัน

วันนี้ผมจึงขอแนะนำแนวโน้มดิจิตอลเทรนด์ที่ผมสรุปได้จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตามบทความในประเทศ และต่างประเทศ ตลอดจนข้อมูลตามเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์หลายๆ แห่ง จะผิดจะถูกอย่างไรก็ถือว่าเป็นมุมมองหนึ่งเพื่อใช้ประกอบเป็นข้อมูลแล้วกันนะครับ มาดูกันเลยดีกว่าว่าเทรนด์การตลาดในโลกออนไลน์ปี 2018 จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้เตรียมความพร้อมกันครับ


AI


การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) ในการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งรูปแบบของเครื่องจักรที่คิดได้เองนั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพราะมันสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อนำมาประมวลผลและคิดได้เอง ความเปลี่ยนแปลงของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่น่าจะเกิดขึ้นในปี 2018 คือการก้าวเข้ามาเป็นเทคโนโลยีกระแสหลักในอุตสาหกรรมต่างๆ AI จะค่อยแทรกซึมเข้ามาเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก และในขณะเดียวกันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั้นก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างการใช้ Chatbot เพื่องานบริการลูกค้า ได้มีการคาดการณ์ว่า ภายในไม่เกินปี 2020 ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าผ่าน AI มากกว่าผ่านมนุษย์ด้วยกันเสียอีก


App


ด้วยความฉลาดและความสามารถรอบตัวของสมาร์ทโฟนในปัจจุบันนี้ ทำให้เราจัดการได้ทุกอย่างบนมือถือได้แทบทั้งหมด ซึ่งในปี 2018 คาดการณ์กันว่า ผู้พัฒนาแอพจะยิ่งเพิ่มลูกเล่นและพัฒนาฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงจะมีผู้พัฒนาหน้าใหม่เข้ามาผลิตแอพแข่งขันกัน นั่นก็ยิ่งเพิ่มโอกาสและตัวเลือกให้ผู้ใช้งานได้ซื้อหรือโหลดแอพเพิ่มมากขึ้น และในปี 2018 นี้เราจะได้เห็นแบรนด์ต่างๆ นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้กันอย่างจริงจัง ลองคิดดูแค่คุณเดินเข้าไปในร้านค้า แอพก็จะมีข้อความแนะนำสินค้าส่งเข้ามา หรือแม้แต่รู้รสนิยมของเราแบบแค่เดินผ่านของที่เราชอบก็เด้งเตือนส่วนลดพิเศษๆ มาให้อีกแน่ะ สุดยอดไหมล่ะ


Content


ในปี 2018 จะมีการทำ Content Marketing กันอย่างหลากหลายมากขึ้น และการทำคอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็นการทำคอนเทนต์เพื่อประชาสัมพันธ์แบรนด์ เขียน content เพื่อให้ติดอันดับ Google หรืองานบริหาร Social Media ต่างๆ จะถูกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง จะมีการแยกเป็นแผนกทางด้านนี้อย่างชัดเจนในบริษัทต่างๆ จากที่เมื่อก่อนคนเดียวทำทุกอย่าง การตลาดดิจิตอลในปี 2018 จึงมุ่งเน้นอย่างมากในเรื่องนี้เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ดีที่สุด และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือคอนเทนต์ประเภทวีดีโอนั้นได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ ต่างก็โดดเข้ามาเล่นกับกระแสนี้ด้วยกันอย่างคึกคัก ซึ่งในปี 2018 เชื่อว่าความแปลกใหม่ในการทำวีดีโอนั้นจะพัฒนา และเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ


Website


เจ้าของแบรนด์จะต้องทบทวนกลยุทธ์การทำเว็บบนอุปกรณ์มือถืออีกครั้ง เพราะเว็บไซต์ตอนนี้คนดูในมือถือแซงหน้า Desktop ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การทำเว็บไซต์เพื่อซัพพอร์ทอุปกรณ์มือถือนั้น จึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของนักการตลาดในปัจจุบัน แบรนด์ไทยจะต้องคิดทบทวนใหม่เรื่องของกลยุทธ์ที่จะใช้ในอุปกรณ์มือถือ และศึกษาว่าผู้บริโภคนั้นมีความต้องการอะไรบ้างที่ขาดไม่ได้ ซึ่งการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อรองรับอุปกรณ์มือถือนั้นจะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมกับกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ รวมไปถึงการเรียกให้ลูกค้าเก่ากลับมาเยี่ยมเยียนเว็บไซต์อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ควรลงทุนในด้านนี้เป็นอย่างยิ่ง


Facebook


ในปีหน้านี้โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ก็ยังคงจะเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดในทุกๆ ด้าน เพราะมีทุกอย่างที่ผู้ใช้ต้องการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์, การสร้างแบรนด์, สำนักข่าว, ตลาดขายของ, แหล่งหางาน, การโฆษณา และบริการอื่นๆ อีกมากมายที่สาธยายไม่หมด ซึ่งนำหน้าแซง Social Media อื่นๆ แบบถึงมีเหลือเฟือไม่เผื่อให้ใครกันเลยทีเดียว อันนี้ยังไม่รวมระบบ Search Engine ที่กำลังพัฒนาเพื่อมาแข่งกับ Google ในปีหน้าด้วยอีกนะ


Payment


ในเรื่องการชำระเงินแบบดิจิตอลจะเข้าถึงทุกช่องทางในการค้าขายที่ยังต้องพึ่งธนาคารเป็นจุดศูนย์กลางอยู่ โทรศัพท์มือถือจะทำหน้าที่ชำระเงิน ค่าบริการ หรือซื้อสินค้าต่างๆ ซึ่งมันสามารถอำนวยความสะดวกได้มหาศาล เพราะจะช่วยเก็บข้อมูลการชำระเงิน ประวัติการทำธุรกิรรมของคุณ และที่สำคัญคือไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งาน คิวอาร์โค้ดจะมาแทนที่บาร์โค้ดเพื่อความสะดวกสบาย เพียงแค่ใช้มือถือแสกนก็เดินตัวปลิวออกจากร้าน ในปีหน้านี้เราจะเห็นได้ว่าการจ่ายเงินแบบดิจิตอลนั้นเริ่มแพร่หลายไปในทุกๆ ช่องทางเพื่อลดการใช้เงินสด และข้อจำกัดในการชำระเงินที่จับต้องได้จะถูกพังทลายลง


Security


อันนี้ไม่เกี่ยวกับการตลาด แต่ก็ทำให้ตลาดคุณพังได้ถ้าไม่ระวัง เพราะในปี 2018 คือปีที่น่ากลัวอีกปีหนึ่งสำหรับผู้ใช้งานทั้งในโมบาย และบนเว็บไซต์ เพราะมีข่าวสารให้เห็นอยู่ตลอดในเรื่องของ Hacker, มัลแวร์เรียกค่าไถ่, โดนยิง DDoS, ขุดบิทคอย, ปล่อยไวรัสบนเว็บไซต์ รวมไปถึงการโจรกรรมข้อมูลต่างๆ ที่พบเห็นกันในปี 2017 ซึ่งในปีหน้าแต่ละองค์กรณ์ก็ต้องคอยรับมือและป้องกันกันให้ดี เพราะคาดการณ์ว่าจะมีมาให้เร้าใจกันตลอด และสำหรับคนทั่วไปอย่างเราเราก็ควรจะใช้อย่างระมัดระวังให้มากในการใช้งานผ่านมือถือ Smartphone ในเรื่องการเงิน จะเสี่ยงที่จะโดนโขมยทั้งในเรื่องข้อมูลส่วนตัว บัตรเครดิต username และ password ต่างๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ หรือบน App เพราะเดี๋ยวนี้คนกดตอบรับอะไรกันง่ายๆ


VR & AR


สำหรับประเทศไทยในปี 2018 เทคโนโลยี VR (ใส่แว่นแล้วเห็นภาพ 3 มิติ) ยังใช้งานได้ในวงจำกัดอยู่ เนื่องจากต้องขึ้นอยู่กับคอนเทนต์ มันจะเกิดขึ้นในวงการเกมก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่เรื่องการศึกษา ยังไม่มีผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ได้รับการยอมรับวงกว้าง จึงต้องข้ามไปก่อน ส่วนด้านภาพยนตร์คาดว่าจะมีให้เห็นในปีหน้านี้ นอกจากนั้นก็จะมีในวงการอสังหาริมทรัพย์ ตกแต่งภายในบ้าง เพราะการใช้งาน VR นั้นมีราคาค่อนข้างสูง บริษัทต่างๆ จึงเลือกใช้รูปแบบของ AR (ดูในมือถือเห็นภาพ 3 มิติ) แทนทำให้เกิดความต้องการของ VR น้อยลง เพราะสามารถมองภาพ 3 มิติเหมือนกันแถม AR ใช้งานได้สะดวกและถูกกว่าเพียงแค่มีมือถือ นอกจากนี้เทคโนโลยีก็มีการพัฒนาขึ้นมาใช้อยู่ตลอด อีกทั้งความสามารถในการจำลองภาพ 3D ขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือนั้นยังมีการใช้งานที่หลากหลาย เช่นการนำไปใช้ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ วงการเกมส์ และอื่นๆ ได้อีกมากมาย

Digital Marketing เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ แบรนด์หน้าใหม่ก็เกิดขึ้นไม่น้อย ธุรกิจที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องรักษาพื้นที่ให้ได้ การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป ขอเอาใจช่วยทุกคนนะครับ


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/8-digital-trends-2018/
#231

การเขียนข้อความตอบกลับอัตโนมัติ ของ line@ หรือ ที่เรียกกันว่า Line Bot ซึ่งเป็นฟีเจอร์ตัวหนึ่งที่สามารถตั้งค่าการตอบกลับข้อความอัตโนมัติให้แก่ลูกค้าหรือเพื่อนที่ทักแชทเข้ามานอกช่วงเวลาทำการ ซึ่งฟังค์ชั่นหลักๆประกอบด้วย 3 ฟังก์ชั่นคือ ข้อความต้อนรับ (Greeting Message) ข้อความตอบกลับอัตโนมัติ (Auto Reply) และข้อความตอบกลับอัตโนมัติแบบใช้คีย์เวิร์ด (Keyword Auto Reply) ซึ่งจะช่วยให้การตอบข้อความหาลูกค้าในแชท LINE@ มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น และไม่พลาดทุกการแชท

โดยข้อความต้อนรับ (Greeting Message) ในไลน์แอด คือ ข้อความที่จะเด้งขึ้นมาอัตโนมัติเวลาที่คนแอดเฟรนด์ร้านเราเข้ามา ในส่วนนี้หากเราตั้งข้อความได้โดนใจ ไม่น่าเบื่อ แนบรูปภาพหรือลิ้งค์สินค้าสวยๆ โปรโมชั่นที่น่าสนใจ ก็อาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายๆ แม้ยังไม่ได้เริ่มแชทด้วยซ้ำ ส่วนข้อความตอบกลับอัตโนมัติ (Auto Reply) ไม่ว่าลูกค้าจะทักอะไร ก็จะสุ่มเป็นข้อความอัตโนมัติที่เราตั้งไว้ตอบกลับไป แต่ข้อความตอบกลับอัตโนมัติแบบใช้คีย์เวิร์ด (Keyword Auto Reply) เป็นการตั้งคีย์คีย์เวิร์ดไว้ ถ้าลูกค้าพิมพ์ข้อความได้ตรงกับคีย์เวิร์ดที่เราตั้งไว้ ระบบก็จะตอบคำตอบที่เราตั้งเอาไปกลับไป เป็นตัวช่วยสำหรับคนที่ไม่มีเวลามากพอ

ซึ่งขั้นตอนในการตั้งค่าข้อความตอบกลับอัตโนมัติใน line@ นั้นก็ไม่ยาก เพื่อให้คุณไม่พลาดในทุกการแชท มาลองทำตามกันได้เลยค่ะ โดยตัวอย่างที่นำมาให้ดูในวันนี้เป็นการตั้งค่าบน PC เพื่อความง่ายและละเอียดกว่าบนมือถือนั่นเอง

1. เปิดแอพพลิเคชั่น line@ ขึ้นมา สำหรับบน PC สามารถเปิดได้ที่นี่ https://admin-official.line.me


2. คลิกเลือกเมนูข้อความ เลือกที่ข้อความตอบกลับอัตโนมัติ (Auto Reply) แล้วเลือกลงทะเบียนที่มุมบนด้านขวามือ แล้วใส่ข้อความที่ต้องการให้ตอบกลับอัตโนมัติ รวมถึงตั้งค่าเวลาและวันที่ ที่ต้องการให้ตอบกลับ


3. ต่อมาให้เลือกที่ข้อความโต้ตอบ (Keyword Auto Reply) เพื่อกำหนดข้อความตอบกลับแบบใช้คีย์เวิร์ด แล้วเลือกสร้างใหม่ที่มุมบนด้านขวามือ แล้วใส่คีย์เวิร์ดและข้อความที่ต้องการ


4. ต่อมาอันดับสุดท้ายให้เลือกที่ คำทักทายเริ่มต้นสำหรับการเพิ่มเพื่อนใหม่ (Greeting Message) แล้วก็กำหนดข้อความเพื่อใช้ในการตอบกลับในครั้งแรกของการเริ่มต้นแชท และสามารถใส่ได้ทั้ง สติ๊กเกอร์ และอีโมติคอนและอื่นๆ ได้ด้วย



เพียงแค่นี้ทุกการแชทของเราก็จะง่ายขึ้น หวังว่าเพื่อนที่ใช้ LINE@ ในการทำธุรกิจต่างๆ จะสนุกกับการใช้ LINE@ มากขึ้นนะคะ



credit https://goo.gl/4YG8Xx
#232


Facebook กำลังทดสอบการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญซึ่งอาจเป็นภัยพิบัติสำหรับผู้เผยแพร่โฆษณาในยุคที่ Organic Reach ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน..

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานข่าวว่า Facebook ได้ทำการทดสอบคุณสมบัติใหม่ที่ชื่อ Explore Feed สำหรับนำเสนอเรื่องราวต่างๆ จากเพจที่ระบบคิดว่าผู้ใช้งานสนใจ และจะแยกออกจาก News Feed เดิม ซึ่งคุณสมบัตินี้ได้ทำให้สื่อหลายสำนักแสดงความวิตกกังวลว่าการทดสอบ Explore Feed นั้นจะทำให้คอนเทนต์ที่ไม่ได้ซื้อโฆษณาจาก Facebook จะถูกลดโอกาสในการเข้าถึงให้น้อยลงไปอีกนั่นเอง




โดยการทดสอบนี้จะแบ่งออกสองส่วน ก็คือ Feed ที่โชว์โพสต์ของเพื่อนหรือเพจที่คนติดตามอยู่ เป็น News Feed ปกติ กับ Feed สำหรับเพจของธุรกิจ และสำนักข่าวที่คนใช้ Facebook ไม่ได้กดติดตาม หรือ Explore Feed ซึ่งประเทศที่กำลังทดสอบอยู่นี้ก็จะมี ศรีลังกา, กัวเตมาลา, กัมพูชา, สโลวาเกีย, เซอร์เบีย และ โบลิเวีย เพื่อดูพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของคนใช้ Facebook ในทั้งสองแบบ




และจากการทดสอบใช้ News Feed ดังกล่าวพบว่ายอด Reach และ Engagement บนสำนักข่าว และเพจเล็กๆ หายไปประมาณ 60-80% เลยทีเดียว ทำให้วงการสำนักข่าวที่ยึด Facebook เป็นช่องทางการสื่อสารหลักต้องหาทางปรับตัวเรื่องยอด Organic Reach จึงต้องทำคอนเทนต์ให้ออกมาดีมีคุณภาพ และอาจจะต้องจ่ายเงินเพื่อให้โพสต์ของตัวเองย้ายไปอยู่บน New Feed ให้คนเห็นมากขึ้น เพราะเพจจะสามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ด้วยการจ่ายเงินเท่านั้น

อย่างไรก็ตามทาง Facebook ก็ออกมาชี้แจงว่า เป้าหมายของการทดสอบระบบนี้คือต้องการรู้ว่าผู้คนจะชอบไหมหากมีพื้นที่โพสต์จากเพื่อน และเพจแยกกัน ซึ่งยังไม่มีแผนจะขยายพื้นที่ไปยังประเทศอื่นนอกจาก 6 ประเทศที่ได้ทำการทดสอบ และไม่มีแผนการจะเปลี่ยนระบบให้เป็นผู้ที่จ่ายเท่านั้นถึงจะได้ปรากฏบน News Feed ดังกล่าว   
..แต่ก็ไม่แน่นะ Facebook ชอบทำเซอร์ไพรส์อยู่เรื่อย


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/explore-feed-facebook/
#233


เมื่อวานนี้ 28 ตุลาคม "Crisis Response" ระบบเตือนภัยใหม่ของ facebook ได้แจ้งเตือนขึ้นมาใจความว่า "รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า เกิดเหตุน้ำท่วมในพื้นที่ 19 จังหวัดในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสิบราย ผู้ประสบภัยกว่า 290,000 คนได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่ท่วมสูงในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ตาก สุโขทัย พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี ประชาชนอย่างน้อย 20 ครอบครัวในจังหวัดขอนแก่นได้รับการอพยพ และน้ำที่ล้นนั้นได้รับการปล่อยออกมาจากเขื่อนอุบลรัตน์ มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า จังหวัดอยุธยาได้รับผลกระทบเป็นบางส่วน โดยในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางบาล ผักไห่ บางไทร และอำเภอเสนาได้รับการประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติ พื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดอยู่คือพื้นที่ที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองสายหลักต่าง ๆ คาดว่าจะมีการติดขัดในการสัญจรในบางพื้นที่" ดูเพิ่มเติมได้ที่ "อุทกภัยใน Thailand" https://goo.gl/emqRZk




โดยศูนย์กลางการแจ้งเตือนภัยของเฟสบุค "Crisis Response" นี้เพิ่งจะเปิดระบบให้เห็นในไทยครั้งแรกช่วงนี้เอง (เมื่อก่อนมีแค่ระบบ Safety Check) มันจะช่วยให้ผู้คนสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การโจมตีของผู้ก่อการร้าย รวมถึงการตรวจสอบความปลอดภัยในการช่วยเหลือผู้คน พร้อมมีการระดมทุนเพื่อการข่วยเหลือในช่วงวิกฤตนั้นๆ และแชร์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยทันที







แหล่งข่าว http://www.atimedesign.com/webdesign/facebook-crisis-response-thailand/
#234


ช่วงนี้ ร้านค้าออนไลน์เปิดใหม่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลากหลายช่องทาง เช่นทางเว็บไซต์ตัวเอง เว็บไซต์ e-commerce และล่าสุดคือทาง Social Media อย่าง facebook และ Instagram ซึ่งเป็นช่องทางที่นิยมอย่างมาก แต่ปัญหาคือ การหลอกลวงก็มีเยอะ ทำให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกมาคุมเข้มร้านค้าออนไลน์ โดยให้ร้านค้าแจ้งให้ไปจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างถูกกฏหมาย ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ประกอบธุรกิจ

ทั้งนี้นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เตรียมแผนที่จะช่วยคลายความกังวลใจระหว่างซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ โดยส่งเสริมให้ผู้ค้าขายสินค้าผ่านออนไลน์บนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเตรียมจดทะเบียนพาณิชย์ เพื่อให้สามารถทราบตัวตนของผู้ประกอบการ หรือสามารถดำเนินคดีได้ทันท่วงที กรณีที่ผู้ประกอบการไม่กระทำตามข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อขาย การวางแผนดักล่าวยังถือเป็นการวางมาตรการช่วยสร้างมาตรฐานการค้าในกลุ่มต่าง ๆ อีกด้วย โดยเบื้องต้นทางกรมฯ ได้เน้นไปที่ผู้ประกอบการที่เป็นเว็บไซต์ซื้อขายกลาง (อีมาร์เก็ต เพลส) ในการจำหน่ายสินค้าก่อน

ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กล่าวเสริมอีกว่า กรมฯ ได้เชิญอีมาร์เก็ต เพลส เช่น ตลาดดอทคอมฯ, ลาซาด้า, อีเลฟเว่นสรีท, ช้อปปี้, และเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป เข้าหาลือเรื่องการยกระดับผู้ค้าที่เป็นสมาชิก ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการลงทะเบียน ขอใช้เครื่องหมายรับรองธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (DBD Registered)

ซึ่งจากการพุดคุยของผู้ประกอบการอีมาร์เก็ต เพลส ต่างเห็นด้วยในหลักการที่จะร่วมมือกันสร้างมาตรฐาน และคาดว่าจะลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะประชาสัมพันธ์ถึงมาตรฐาน DBD Registered ไปสู่ผู้บริโภคอีกครั้ง โดยปัจจุบันคาดว่ามีผู้ค้าออนไลน์ถึง 600,000 คนมีผู้ลงทะเบียนเครื่องหมาย DBD Registered 28,609 ราย แต่หลังจากหารือร่วมกับอีมาร์เก็ตเพลสคาดว่าจะสามารถดึงผู้ค้ามาจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ราย

เครื่องหมาย DBD Registered



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/dbd-registered/
#235
ภายในงาน Adobe MAX 2017 นักพัฒนาของ Adobe ได้ทำการสาธิตเทคโนโลยีฟีเจอร์ใหม่ๆ บนโปรแกรม After Effect ให้บรรดาผู้ชมได้ชมกัน และโปรเจกต์ที่น่าสนใจและเรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากก็ได้แก่ฟีเจอร์ Adobe Cloak เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากๆ ในบรรดาโปรเจ็กต์ต่างๆ โดยคุณสมบัติของ Adobe Cloak นั้นต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมาดาเลยทีเดียว เพราะสามารถลบวัตถุที่ไม่ต้องการออกจากวิดีโอได้อย่างแนบเนียนและง่ายดายเพียงไม่กี่คลิกเท่านั้น ซึ่งก็คล้ายๆ กับคำสั่ง Content-Aware Fill ใน Photoshop ที่เราใช้รีทัชสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากรูปนั่นเอง



โดยหลักการทำงานของฟีเจอร์ Cloak นั้นก็คือ ตัวโปรแกรมจะประมวลผลสิ่งที่อยู่ด้านหลังวัตถุที่เราจะลบออกจากวิดีโอ แล้วนำมาวางทับด้านบนวัตถุเดิมในแต่ละเฟรมอย่างชาญฉลาด ซึ่งตัวฟีเจอร์นี้จะลบภาพวัตถุนั้นออกไปทุกเม็ดพิกเซล พร้อมทั้งติดตามทั้งทิศทางและการเคลื่อนไหวของวัตถุนั้นได้อีกด้วย ไม่ต้องมานั่งลบแต่ละเฟรมให้เมื่อยอีกต่อไป และไม่เพียงแค่วัตถุเท่านั้น แต่ Cloak ยังสามารถลบบุคคลออกจากวิดีโอได้ด้วยเช่นกัน

คลิ๊กเพื่อชมวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=TzBZWBht02I

อย่างไรก็ตามฟีเจอร์ Cloak นี้ยังเป็นเพียงแค่ DEMO เท่านั้น ยังไม่ได้ใส่ลงในผลิตภัณฑ์ที่วางขายจริงแต่อย่างใด ซึ่งคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อไร แต่คาดว่าฟีเจอร์นี้น่าจะมาในช่วงที่ Adobe ออกผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นใหม่ครั้งต่อไป


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/adobe-cloak/
#236


ในการเซ็นชื่อบนสลิปบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตนั้นถือเป็นการรักษาความปลอดภัยของการจ่ายเงินที่เราคุ้นเคยและทำกันมาเป็นเวลายาวนาน แต่ทุกวันนี้กระบวนการตรวจลายเซ็นก็นับว่ายังมีช่องโหว่อย่างเรื่องของการตรวจเช็คและเปรียบเทียบลายเซ็นที่บรรดาร้านค้าต่าง ๆ ที่ไม่ค่อยได้ให้ความใส่ใจกันเท่าไรนัก อีกทั้งยังขาดความแม่นยำของลายเซ็นในแต่ละครั้งที่อาจไม่เหมือนกัน และร้านค้าเองก็มักไม่ได้ตรวจลายเซ็นด้านหลังบัตรด้วย

ทาง MasterCard จึงออกมาประกาศยกเลิกการเซ็นสลิปบัตรเครดิตและบัตรเดบิตในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยจะเริ่มต้นอย่างเต็มระบบในช่วงเดือนเมษายน ปี 2018 ที่จะถึงนี้ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้นในการซื้อสินค้าของลูกค้า พร้อมทั้งยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะไม่กระทบกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมในอนาคตของบริษัท

โดย Kirkpatrick รองประธานบริหารการตลาดของ MasterCard ระบุว่าระบบเครือข่ายรักษาความปลอดภัยนั้นอยู่ในขั้นดีเยี่ยม ซึ่งรองรับการชำระเงินแบบดิจิทัลใหม่ ๆ ที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นชิปหรือการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตาก็ตาม ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีลูกค้าบางส่วนแนะนำให้บริษัทหันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบดังกล่าวด้วย และตอนนี้รายการใช้จ่ายกว่า 80% ในสหรัฐฯ ไม่ต้องเซ็นสลิปอีกแล้วในกรณที่จ่ายเงินน้อยกว่า 50 ดอลล่าร์ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็คงจะไม่ได้ยุ่งยากอะไร


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/mastercard-cancle-signatures/
#237

ไลน์ ประเทศไทย ได้เผยแพร่การ์ตูนดิจิตอลเทิดพระเกียรติ "มรดกของพ่อ" ผ่านทางเว็บไซต์ Line Webtoon ซึ่งเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เผยแพร่ทุกวัน วันละตอน ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม เป็นต้นไป โดยการ์ตูนเรื่อง "มรดกของพ่อ" มีทั้งหมด 9 ตอน ได้แก่

เรื่องที่ 1. แผนที่ของในหลวงผลงานของ อรรถวุฒิ มีศรี
แม้แต่เส้นทางที่คนท้องถิ่นไม่รู้จัก พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ยังสามารถไปถึงได้ ด้วยแผนที่เล่มนี้



เรื่องที่ 2. ระบบสื่อสารของในหลวง ผลงานของ คุณนกฮูก
เมื่อพ่อหลวงรัชการที่ 9 ทรงมอบหมายให้อาจารย์สุธี ไปพัฒนาระบบวิทยุสื่อสารที่ตอนนั้นยังมีขีดจำกัดต่ำ จึงเกิดเป็นเรื่องราวที่มีทั้งอุปสรรค ความสนุก และความประทับใจ



เรื่องที่ 3. หุบเขาตะเกียง ผลงานของ JRRH
เมื่อภูเขาที่ทั้งมืด และอันตราย กลับส่องสว่างไปด้วยแสงตะเกียง เกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น ?!
ร่วมย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าประทับใจในคืนที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีเสด็จกลับจากการเยี่ยมประชาชนที่เบตง



เรื่องที่ 4. น้ำหยดเดียวก็ต้องใช้ ผลงานของ Waraporn Sirilai
วิธีง่ายๆ จากพ่อหล่วงรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี



เรื่องที่ 5. แกล้งดิน ผลงานของ Fastbeam
ขั้นตอน และที่มาของโครงการ "แกล้งดิน" ที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทดลองทำอยู่หลายปี จนสามารถเปลี่ยนจากดินที่เปรี้ยวที่สุด ให้กลับมาปลูกข้าวได้



เรื่องที่ 6. ถ.สุทธาวาส ผลงานของ Butter Sweet
เหตุการณ์เมื่อพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งคุณประเสริฐ สมะลาภาให้ตัดถนนสายนี้เพื่อแก้รถติด โดยยกเคสที่เคยเกิดขึ้นมาให้ฟังว่า เคยสร้างถนนแต่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์....เมื่อคุณประเสริฐกลับมาคิดทบทวนถึงข้อความนี้ของในหลวงจึงเพิ่งเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของท่าน...



เรื่องที่ 7. The Rain Making จากฝันสู่การเป็นฝนหลวง ผลงานของ Narusha Dithabenjakul
เหตุการณ์การทดลองเปลี่ยนเมฆให้เป็นฝน ที่ผ่านการลองถูกลองผิดมานับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะมาเป็น "ฝนหลวง"



เรื่องที่ 8. ถ้าเป็นเราจะทำให้ดีกว่านี้ ผลงานของ Domino-noble
เมื่อชาวเขาที่ปลูกฝิ่นได้พบกับพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 กับคำพูดที่พระองค์ตรัสไว้ให้คิด "ถ้าเป็นเรา จะทำให้ดีกว่านี้"



เรื่องที่ 9. เสี่ยปลอม ผลงานของ PrayerGirl
เหตุการณ์ครั้งสำคัญเมื่อพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอยากได้ที่ดินแปลงหนี่งเพื่อใช้ทำการทดลอง ภารกิจการปลอมตัวเป็นเสี่ยไปซื้อที่ดินของเหล่าทีมงานจึงเกิดขึ้น



การ์ตูนทั้ง 9 เรื่องนั้นจัดทำในรูปแบบภาพคลื่อนไหว มีเสียงดนตรีและ sound effect ประกอบเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมมากยิ่งขึ้น ลงให้อ่านกันทุกวันไปเรื่อยๆ (ต้องใช้เวลาในการจัดทำ) วันละ 1 ตอน ตั้งแต่ 19 ตุลาคม จนถึงวันที่ 27 ตุลาคม โดยเพื่อนๆ สามารถเข้าไปอ่านทุกเรื่องราวได้ที่นี่เลยครับ http://www.webtoons.com



ที่มา https://goo.gl/3HnAmk
#238

เมื่อหุ่นเหล็กระหว่างทีมของสหรัฐอเมริกา มาเจอกับญี่ปุ่น ในศึก "Giant Robot Duel" ที่เป็นข่าวมาซักพักก็ได้เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ ใช้เวลาในการแข่งนาน 26 นาที โดยทางทีม Megabots ของสหรัฐอเมริกา สามารถเอาชนะทีม Suidobashi ของญีปุ่นไปได้อย่างสูสี


การแข่งขันครั้งนี้แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นการต่อสู้แบบในภาพยนตร์ Pacific Rim ที่เห็นในหนัง แต่ก็สร้างจินตนาการการต่อสู้ของหุ่นยนต์บังคับด้วยคนจริงๆ ที่หลายคนรอคอยมานาน ก็ต้องรอดูว่าจะมีใครชาติไหนจะพัฒนาหุ่นและเข้าแข่งขััันในศึก Giant Robot Duel อีกบ้าง ก็ต้องคอยติดตามชมกันต่อไปนะครับ

ชมการแข่งขันได้ที่นี่ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=Z-ouLX8Q9UM



credit http://www.atimedesign.com/webdesign/giant-robot-duel/
#239
Paysbuy จะทำการหยุดการให้บริการในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ที่จะถึงนี้ หลังจากได้ขายกิจการให้ไปให้กับ Omise เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2560 ผู้ใช้บริการต่างๆ ของ Paysbuy อย่าง Paysbuy Wallet, Jaew Wallet, Paysbuy MasterCard และ Mobile Credit Card นั้นก็หยุดให้บริการไปแล้วตั้งแต่ 30 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา


โดยล่าสุดทาง Paysbuy ประกาศว่าระบบรับชำระเงินออนไลน์จะยุติการให้บริการทั้งหมดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 แนะนำให้ร้านค้าทำการถอนเงินออกจากระบบด้วยตนเอง ภายในวันที่ 19 มกราคม 2561 เนื่องจากบัญชีจะถูกระงับการใช้งานอย่างถาวร ไม่สามารถล็อคอินเข้าใช้งานในระบบได้อีก ซึ่งสามารถแจ้งยกเลิกรายการ (reverse transaction) ได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เท่านั้น

Paysbuy นั้นถือว่าเป็นผู้ให้บริการ Payment Gateway รายแรกๆ ของไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2547 โดยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ จากธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่ กรกฎาคม 2548 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ปี 2551 Dtac ได้เข้าซื้อกิจการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และดำเนินธุรกิจมา 9 ปี ก่อนตัดสินใจขายกิจการไปให้กับบริษัท Omise


แหล่งข่าว http://www.atimedesign.com/webdesign/close-paysbuy/
#240

ทาง Adobe ได้แจกหัวแปรงมากกว่า 1,000 แบบให้กับผู้ใช้งาน Photoshop CC ฟรี โดยเจ้าตัว Brush หรือหัวแปรงนี้เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญที่ผู้ใช้งาน Photoshop มักคุ้นเคยและใช้งานกันอยู่เป็นประจำ ซึ่งทาง Adobe ได้ดึงนักออกแบบที่ชื่อว่า Kyle T. Webster เจ้าของเว็บ KyleBrush.com ที่ขายหัวแปรงดีที่สุดในโลก ที่เคยมีการร่วมงานกับทีมงานกับทาง Adobe ในการพัฒนาเครื่องมือหัวแปรงมาโดยตลอด เข้ามาร่วมงานในครั้งนี้

โดยผู้ใช้งาน Photoshop CC สามารถรับหัวแปรงฟรีทั้งหมดได้จากเมนู brush แล้วเลือก Get More Brushes ส่วนผู้ใช้บน Android และ iOS สามารถใช้ brush ได้บนแอพ Photoshop Sketch ได้ฟรีเหมือนกัน หรือสามารถดู brush ทั้งหมดได้ที่ http://adobe.com/go/more-brush-presets


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/adobe-brush-free/
#241

กูเกิลโครมปล่อยฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยใหม่หลายอย่าง ทั้งเรื่องที่เราติดตั้งส่วนขยายแล้วมีการเปลี่ยนค่าใน Settings โดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ตอนนี้โครมสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ และจะถามผู้ใช้ว่าต้องการรีเซ็ตกลับเป็นเหมือนเดิมหรือไม่


ฟีเจอร์ต่อมาคือ โครม คลีนอัพ เป็นฟีเจอร์ที่ทำงานคล้ายๆ กับฟีเจอร์แรก แต่ในกรณีของโครมบนวินโดวส์ ที่บางครั้งเราติดตั้งโปรแกรมใหม่ลงวินโดวส์ แล้วมันเข้ามาเปลี่ยนค่าในโครมด้วย แต่ตอนนี้โครมสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงได้ และถามว่าเราต้องการ ลบโปรแกรมนี้ออกจากวินโดวส์ แล้วคืนค่ากลับเป็นเหมือนเดิมเลยหรือไม่


และฟีเจอร์ที่สามก็คือ โครมใช้เอนจินในการตรวจจับซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ของบริษัทแอนตี้ไวรัส ESET ร่วมกับเทคนิค sandbox ของโครม เพื่อจำกัดสิทธิการเข้าถึงจากโปรแกรมภายนอก ถ้าหากระบุไม่ได้ว่าเป็นแอนตี้ไวรสที่ถูกต้อง


ส่วนฟีเจอร์สุดท้ายก็คือ Google เซฟ เบราซิ่ง เป็นเอนจินช่วยป้องกันมัลแวร์ของโครม เพิ่มความสามารถในการ "พยากรณ์" ล่วงหน้าว่าเว็บไซต์แห่งนี้น่าจะขโมยรหัสผ่านของเรา ฟีเจอร์นี้ช่วยให้โครมป้องกันข้อมูลของผู้ใช้จากเว็บ phishing ได้ดีขึ้น เพราะสามารถคาดเดาการโจมตีจากเว็บไซต์ใหม่ๆ ที่ยังไม่อยู่ในฐานข้อมูลได้ และในอนาคตจะขยายฟีเจอร์นี้ไปยังซอฟต์แวร์อื่นๆ อย่าง Firefox หรือ Snapchat ด้วย



credit http://www.atimedesign.com/webdesign/chrome-new-features/
#242
คือเข้าใจว่าระบบการประมูลใครให้ราคาสูงก็ได้ไป วันนี้เจอลูกค้าให้ไปร่วมเข้าประมูลในการจัดจ้างทำเว็บไซต์ ถ้าไปกันเยอะๆ นี่จะทำให้ราคาถูกลงหรือแพงขึ้นครับ
#243


งานนี้แหล่ะ หน้าฟีดของเราจะสะอาดสะอ้านแน่ เพราะเฟสบุ๊คได้มีการทดสอบฟีเจอร์ใหม่เพื่อใช้ตรวจสอบข่าวบน News Feed ว่าข่าวนั้นเป็นข่าวปลอมหรือไม่ โดยการเพิ่มปุ่ม i (Information) ขึ้นมาด้านล่างของข่าว เมื่อผู้ใช้ทำการกดที่ปุ่ม i ระบบจะแสดงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับข่าว ว่าแหล่งข่าวมาจากที่ไหน ข้อมูลที่มาเกี่ยวกับแหล่งข่าวนั้นๆ รวมถึงข่าวนี้มีสำนักข่าวไหนนำเสนออีกบ้าง อีกทั้งระบบยังแสดงตำแหน่งที่อยู่ด้วยว่าข่าวนี้มีการแชร์มาจากที่ใด ถ้าระบบจับได้ว่าข่าวนั้นไม่มีความน่าเชื่อถือ ระบบก็จะไม่แสดงข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้อีกเลย




โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนี้จะช่วยให้ผู้รับข่าวสารสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ในเรื่องความน่าเชื่อถือของข่าว แต่ฟีเจอร์นี้เพิ่งเริ่มทำการทดลองเท่านั้น โดยเริ่มมาจากโครงการ Facebook Journalism Project ที่เฟสบุ๊คร่วมมือกับสำนักข่าวต่างๆ ที่เป็นพาร์ทเนอร์ ก็จะทำให้การตรวจสอบข่าวต่างๆ บน Facebook มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และปัญหาข่าวปลอมก็อาจจะหมดไปเลยก็ได้

คลิกเพื่อดูวีดีโอ https://www.facebook.com/facebook/videos/10156559267856729/

ปล. เฟสบุ๊คมีรอัลกอริทึมอยู่ 2 แบบในการกรองข่าวที่ไม่ดีสำหรับผู้ใช้ หนึ่งคือจัดการในเรื่องข่าวปลอม กับอย่างที่สองคือคลิกเบ็ดที่โพสต์เพื่อให้คนอยากเข้าไปคลิกโดยเนื้อหาไม่มีอะไรเลย



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/facebook-information-fake-news/
#244

ในเดือนพระราชพิธีนี้ หลายๆหน่วยงานที่ต้องการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ เพื่อนำไปเผยแพร่ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงมีแนวทางปฎิบัติ การขอพระบรมราชานุญาตเพื่ออัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ดังนี้

กรณีนำเนื้อร้องและทำนองไปบรรเลงขับร้อง
1. ต้องทำหนังสือขอพระบรมราชานุญาต ส่งไปสำนักราชเลขาธิการ โดยแจ้งวัตถุประสงค์ พร้อมรายชื่อเพลงที่ต้องการใช้
2. เมื่อได้รับหนังสือพระบรมราชานุญาตตอบกลับจากสำนักราชเลขาธิการแล้ว โปรดติดต่อที่ บ.ลิขสิทธิ์ดนตรีฯ เพื่อขออนุญาตสิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อไป

กรณีใช้เนื้อร้อง / ทำนองและงานสิ่งบันทึกเสียง
1. เลือกเพลงที่ต่องการนำไปเผยแพร่ โดยเลือกว่าจะใช้อัลบั้มอะไร และใครเป็นเจ้าของงานสิ่งบันทึกเสียง (Sound Recording)
2. ติดต่อเจ้าของสิ่งบันทึกเสียง (Sound Recording) เพื่อขออนุญาตใช้งาน โดยต้องมีหนังสือได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิ่งบันทึกเสียงก่อน
3. ทำหนังสือขอพระบรมราชานุญาตส่งไปยังสำนักราชเลขาธิการ โดยแจ้งวัตถุประสงค์ พร้อมรายชื่อเพลงที่ต้องการใช้ พร้อมแนบหนังสือที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิ่งบันทึกเสียง
4. เมื่อได้รับหนังสือพระบรมราชานุญาตตอบกลับจากสำนักราชเลขาธิการแล้ว โปรดติดต่อที่ บ.ลิขสิทธิ์ดนตรีฯ เพื่อขออนุญาตสิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อไป


credit http://goo.gl/Wu5JCy
#245


เราอาจจะคุ้นเคยกับหน้าตาที่ขาวสะอาดของหน้าเว็บ Google.com ที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงเท่าไหรนัก แต่มาวันนี้ Google.com ได้เพิ่มลิงก์ About และ Store เพิ่มเข้ามาที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ เฉพาะในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเท่านั้น

โดยลิงก์ About ที่เพิ่มเข้ามานั้นจะลิงก์ไปยังหน้าแนะนำองค์กรของ Google ซึ่งปรับปรุงใหม่ และมีส่วนที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น เช่น แสดงข้อมูลของ Doodle ประจำวันนั้นในอดีตให้ดู พร้อมข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับอะไร รวมทั้งมีวิดเจ็ต Google เทรนด์แสดงการค้นหาแบบสด


ส่วนลิงก์ Store นั้น ลิงก์ไปยัง Google Store ก็คือร้านค้าผลิตภัณฑ์จาก Google นั่นเอง ถือว่าสอดคล้องกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา รวมถึงการประกาศขยาย Store ในอีกหลายๆ ประเทศด้วย



credit http://www.atimedesign.com/webdesign/google-about-store/
#246
Google เปิดตัว Pixel Buds หูฟังไร้สายที่รองรับการใช้งาน Google Assistant ที่เป็นการนำความสามารถของปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิ่งไปใส่ไว้ได้อย่างลงตัว โดยความสามารถของพิกเซล บัดส์ ที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เรื่องที่มันสามารถรับคำสั่งเสียงได้ แต่เป็นการแปลภาษาได้อย่างทันที พูดปุ๊บแปลให้ปั๊บ และสามารถแปลภาษาได้มากถึง 40 ภาษา


แต่ต้องใช้งานคู่กับ Pixel ด้วยการกดค้างที่ทัชแพดด้านขวาของหูฟังเพื่อเปิดและสั่งให้ Google Assistant แปลภาษา และเมื่อพูดเสร็จ Google Assistant จะแปลเป็นอีกภาษาที่สั่งไว้ให้ผ่านลำโพงของ Pixel ส่วนการตอบกลับก็สามารถพูดได้ผ่าน Pixel และจะถูกแปลออกมาผ่านทาง Pixel Buds

โดยสายหูฟังเป็นผ้าถัก ไม่มีปุ่มแต่รองรับระบบสัมผัสบริเวณหูฟังด้านขวา สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง ส่วนเรื่องการชาร์จแบตหรือการเก็บก็ง่าย Google Pixel Buds ถูกออกแบบมาให้สามารถชาร์จแบตในเคสได้เลย ตัวเคสมีขนาดกะทัดรัดพกใส่กระเป๋ากางเกงกระเป๋าเสื้อได้ไม่น่าเกลียด ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้เหมาะแก่การพกพาเพื่อเป็น Google Assistant ของคุณในทุกที่ทุกเวลา ซึ่งหลายคนมองว่าด้วยความสามารถของพิกเซลบัดส์นี้ อาจจะจะเข้ามาเปลี่ยนโลกแห่งการสื่อสารครั้งใหญ่ก็ได้

โดยมีแผนจะวางขายอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายนนี้ที่สหรัฐอเมริกา ตามด้วยแคนาดา อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย และ สิงคโปร์ แต่ตอนนี้สามารถสั่งแบบ pre-oder กันได้แล้ว โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, Clearly White และ Kinda Blue เคาะราคาเปิดตัวที่ 159 ดอลล่าร์ หรือราว 5,300 บาท

สมัยก่อนมีวุ้นแปลภาษาของโดราเอมอนที่คิดว่ามันเหลือเชื่อ เดี๋ยวนี้มันเป็นจริงแล้ว :wanwan003:


ข้อมูลจาก http://www.atimedesign.com/webdesign/pixel-buds-google/
#247

เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคที่มีเทคโนโลยีไฮเทคไปหมดซะทุกอย่าง การใช้ชีวิติประจำวันเราทุกคนก็เข้าสู่ความไฮเทค การป้องกันการสวมรอยตัวตนจึงเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นเราจึงเห็นวิธีรูปแบบยืนยันตัวตนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สแกนลายนิ้วมือ มีสแกนม่านตา สแกนเส้นเลือด

หรือแม้แต่สแกนใบหน้า ที่หลายแบรนด์สมาร์ทโฟนต่างก็หยิบยกมาใช้เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยจากวัยร้ายโลกไซเบอร์ ซึ่งเทรนด์ของการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้านั้นน่าจับตามองทีเดียว นอกจากที่ iPhone X นั้นเปิดตัวสร้างความฮือฮาไปแล้ว


ทาง Facebook เอง ก็กำลังทดสอบ "คุณลักษณะการจดจำใบหน้าเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยบัญชี" พวกเขากำลังเริ่มทดสอบฟีเจอร์ใหม่ที่จะเพิ่มทางเลือกการกู้บัญชี Facebook ด้วยวิธีการสแกนใบหน้า (Facial Recognition) ซึ่งวิธีดังกล่าวจะเพิ่มความปลอดภัยจากการถูกแฮกบัญชีได้มากขึ้นด้วย โดยแหล่งข่าวยังรายงานว่า นักวิจัยด้านโซเชียลมีเดียกำลังทดสอบระบบส่งภาพหน้าบุคคลจากหน้าจออุุปกรณ์ไปยังเซิฟเวอร์ และหากคุณลักษณะนี้เชื่อถือได้ ไม่สามารถโดนแฮ็กระบบได้โดยง่าย มันก็จะถูกนำไปใช้กับผู้ใช้งานโดยทั่วไป


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/facebook-facial-recognition/
#248

จากคนทำ SEO ที่สมัยก่อนไม่ยากมากสักเท่าไร จนตอนนี้ผมหันมาจับ Content Marketing มากขึ้นโดยเฉพาะบน Blog (Google ชอบ Content) ผมเริ่มเขียน Blog เป็นเรื่องเป็นราวเมื่อปี 2013 เขียนมันทั้ง Blog ตัวเองทั้ง Blog คนอื่นเพื่อทำยอดคนเยี่ยมชมให้กับเว็บไซต์ เขียนมาจนเริ่มมีแนวทางและสำนวนของตัวเอง แต่กว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ ก็ลองผิดลองถูกอยู่นาน ผมเลยอยากรวบรวมประสบการณ์ในการเขียน Blog ให้กับเพื่อนๆ ที่สนใจในการเขียนบทความ และการตลาดออนไลน์มาไว้ที่นี้ครับ ^_^

1. มีเป้าหมายที่ชัดเจน
สำหรับคนที่ต้องการจะเริ่มเขียนบทความดีๆ ขอแนะนำว่าคุณคิดประเด็นออกมาก่อนเลยว่าจะพูด หรือตั้งเป้าหมายว่าจะเขียนอะไร หากกลุ่มเป้าหมายของคุณคือคนที่อยากจะทำการตลาดออนไลน์ ก็ควรจะต้องมีประเด็นเดียว เพื่อให้ผู้อ่านนั้นได้ประโยชน์สูงสุด

2. เขียนด้วยภาษาของเราเอง
"Write as you speak" พูดอย่างไรให้เขียนอย่างนั้น นั่นไม่ได้หมายถึงพูดผิดแล้วให้เขียนผิด หรือใช้ภาษาพูดในการเขียน แต่หมายถึงให้เขียนเหมือนเวลาเราพูด และก่อนโพสต์ให้เราลองอ่านก่อนว่าที่เขียนไปนั้นมันใช่ตัวเราหรือเปล่า ถ้าอ่านแล้วลื่นไหลไม่ติดขัดเลยก็ถือว่าใช้ได้

3. พาดหัวต้องน่าสนใจ
การพาดหัวเป็นตัวกระตุ้นเร้าให้คนเข้ามาอ่านบทความของเรา คนส่วนใหญ่นั้นจะอ่านไม่อ่านก็อยู่ที่พาดหัว ให้เขารู้สึกว่าจะได้อะไรจากการอ่านบทความนี้ แต่เราต้องซื่อสัตย์กับผู้อ่านด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าพาดหัวสักแต่ว่าล่อให้เข้ามาอ่าน ต้องเป็นบทความที่ดีมีประโยชน์ด้วยครับ

4. จัดหน้า เว้นวรรคให้เหมาะสม
สมัยนี้คนจะอ่านเรื่องราว หรือบทความผ่านมือถือมากกว่าบนคอมพิวเตอร์มากที่สุด ควรย่อหน้า เว้นวรรคให้เหมาะสมกันนะครับ จะได้อ่านง่ายขึ้น เขียนแต่ละวรรคอย่าเยอะมากประมาณ 2 ถึง 3 บรรทัดแล้วขึ้นย่อหน้าใหม่จะดีมาก และถ้ามี bullet point ในหัวข้อต่างๆ นั้นดีครับจะทำให้อ่านง่าย

5. เขียนเป็นข้อๆ ใช้ตัวเลขเข้าช่วย
ตัวเลขนอกจากจะเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่านได้ดี อ่านง่ายยิ่งขึ้น และยังทำให้ผู้อ่านประเมินได้ว่ามีเนื้อหาให้อ่านมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่นบทความที่คุณอ่านอยู่ขณะนี้ 10 เคล็ดลับในการเขียนบล็อกให้โดนใจกู! "Google" หรือ 5 วิธีในการปั้นแบรนด์ให้ดูดีบนเว็บไซต์!

6. เขียนให้มี Keyword และอินเทรนด์
ในบทความควรต้องมีคำสำคัญที่คุณมุ่งเน้น อยู่ในเนื้อหา (Keyword) แล้วถ้าเนื้อหาอินเทรนด์ตามยุคสมัย และสดใหม่ได้ยิ่งดี เขียนให้เนียนๆ และน่าอ่าน เพราะว่าการเขียนบทความต้องคำนึงถึงหลัก SEO เพื่อที่จะได้มีคนค้นเจอบทความของคุณเวลาค้นหาข้อมูลด้วย keyword ที่เกี่ยวข้อง

7. เขียนด้วยภาษาที่เรียบง่าย
อย่าเขียนด้วยภาษาเฉพาะทาง ถ้าเรื่องของคุณเป็นเรื่องทั่วไปก็คงไม่ลำบากอะไร แต่ถ้าคุณเขียนบทความเฉพาะทางก็ต้องระวังหน่อยครับ เพราะผู้อ่านนั้นก็มีหลากหลาย ซึ่งหลายๆ คนอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อสารกับพวกเขา ถ้ามันเป็นศัพท์เฉพาะทาง

8. ภาพ และวิดีโอทำให้น่าสนใจ
ภาพ และวีดีโอประกอบบทความนั้นมีประโยชน์มากๆ ช่วยดึงดูดความสนใจ และทำให้อธิบายเนื้อหาได้ชัดเจนมากขึ้น การใช้ภาพ กับวิดีโอจะช่วยได้เยอะครับ จากการสำรวจ คนที่อ่านบทความส่วนใหญ่นั้นชอบดูรูป กับวีดีโอมากกว่าอ่านตัวอักษรยาวๆ เพราะคนไทยไม่ค่อยรักการอ่านสักเท่าไร

9. ฝึกวินัยในการเขียน
เราควรฝึกฝนวินัยของการเป็นนักเขียน เช่นฉันจะเขียนบทความในทุกๆ วัน หรือทุกๆ สัปดาห์ ทำเป็นประจำให้เป็นนิสัย และต้องเขียนอย่างสม่ำเสมอ คุณอาจจะลองจินตนาการว่ามีคนรออ่าน รอชมเรื่องที่เราจะเขียนอยู่ เหมือนเป็นการบังคับตัวเองกลายๆ ให้ต้องเขียนมัน

10. เขียนเสร็จต้องเผยแพร่ทันที
ยุคนี้ Content Marketing มาแรง คุณควรที่จะเผยแพร่บทความของคุณออกไปให้มากที่สุด เผยแพร่ลงบล็อกยอดนิยมอย่าง OkNation, Exteen หรือ Bloggang แล้วใส่ link เครดิตมาที่บทความของตัวเอง จะทำให้ได้ Backlink ด้วย ส่วน Social media อื่นๆ ก็อย่าลืมนะครับจะช่วยได้มากทีเดียว

หลักๆ ก็มีเท่านี้แหละครับในการขึ้นอันดับบน Google อย่างยั่งยืน สุดท้ายนี้ก็หวังว่าเพื่อนๆ ที่จะเริ่มต้นในการเขียน Blog ทำให้ได้ประมาณนี้นะครับเอาใจช่วย สู้ๆ ครับ ^_^

#249

หลังจากมีข่าวเรื่องเฟสบุคแจ้งเตือนภัยผิดพลาดไปเมื่อ 27 ธันวาคม 2559 เกี่ยวกับการรายงานเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานคร แต่ท้ายที่สุดเขาก็ทำเพื่อความปลอดภัยของทุกคนอะนะ เพราะว่าระบบนั้นได้อิงกับเหตุการณ์ขว้างระเบิดปิงปองที่ทำเนียบรัฐบาล และเป็นการเปิดใช้ระบบแจ้งเตือนให้ผู้ใช้เครื่องมือนี้ในการแชร์กับเพื่อนๆ และครอบครัว ไม่ใช่ทางเฟซบุ๊กแจ้งเตือนเอง

ความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลักของมนุษย์อันนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ โดยล่าสุดนี้ได้มีการประกาศเปิดตัวศูนย์กลางการแจ้งเตือนภัยแห่งใหม่ "Crisis Response" บนเฟสบุคในภาวะวิกฤต ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภัยพิบัติล่าสุด และเข้าถึงเครื่องมือการตอบสนองต่อวิกฤติดังกล่าว รวมถึงการตรวจสอบความปลอดภัยในการช่วยเหลือผู้คน พร้อมมีการระดมทุนเพื่อการกู้คืนวิกฤตนั้นๆ อีกด้วย (คนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือกันอยู่แล้ว)


ทาง Facebook ได้บอกว่าได้พัฒนาเครื่องมือการแจ้งเตือนภัยในช่วงเกิดภัยพิบัติสำหรับคนที่ใช้ Facebook เพื่อให้ทุกๆคน และสมาชิกในครอบครัวได้รู้ว่าปลอดภัยในช่วงภัยพิบัติทางธรรมชาติ การโจมตีของผู้ก่อการร้าย และเหตุการณ์ที่คุกคามถึงชีวิต พร้อมทั้งแชร์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยทันที

ส่วนเรื่องการตรวจสอบความปลอดภัยนี้สามารถเริ่มใช้งานได้แบบอัตโนมัติ ในกรณีที่มีผู้โพสต์เกี่ยวกับภัยพิบัติ และได้รับการยืนยันข่าวจากบุคคลที่สาม หรือประกาศจากทางรัฐบาล การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้คนเกิดความกลัวในความผิดพลาดก่อนหน้านั้น เช่นการเปิดใช้งานการตรวจสอบความปลอดภัยที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ในช่วงเหตุการณ์ขว้างระเบิดปิงปองที่ทำเนียบรัฐบาล และผู้ที่ได้รับข่าวสารจำนวนมากก็มีดรามากันมากในเรื่องอัลกอริทึมของ Facebook

การแจ้งเตือนต่อภาวะวิกฤต "Crisis Response" บน Facebook มีดังนี้
Safety Check : เป็นการแจ้งเตือนให้เพื่อนๆ และครอบครัวให้ทราบว่าคุณปลอดภัยในภาวะวิกฤติหากคุณอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
Links to Articles, Photos and Videos : สามารถลิงก์ไปยังบทความ รูปภาพ และวิดีโอในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติจากโพสต์สาธารณะ สามารถช่วยให้ผู้คนได้รู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิกฤติที่เกิดขึ้น
Community Help : ผู้คนสามารถร้องขอ และให้ความช่วยเหลือแก่คนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติได้
Fundraisers : ทำให้มีการสร้างการระดมทุน และการรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน


ปล. หวังว่าการอัปเดตนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ได้ใช้ประโยชน์จากระบบใหม่ของเฟสบุคเพื่อความปลอดภัย และช่วยกันเตือนเหตุเพศภัยกับคนที่คุณรักกันนะครับ ..คนไทยต้องไม่ทิ้งกัน


แหล่งที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/crisis-response-on-facebook/
#250
หากพูดถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ คงต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คือเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในหลาย ๆ ธุรกิจเเละด้านอุตสาหกรรม ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องใกล้ตัวที่แทรกซึมเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามานานแล้ว อย่างเช่น ระบบรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยาน การชำระเงินบนเว็บอีคอมเมิร์ซ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2020 กว่า 85% ของผู้บริโภคจะซื้อสินค้าผ่าน AI มากกว่าผ่านมนุษย์ด้วยกันเอง และ Chatbot จะเป็นแอพอันดับหนึ่งสำหรับผู้บริโภคในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ด้วย



และเมื่อผู้บริโภคอ้าแขนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งช่วยแก้ปัญหา และสร้างความสะดวกให้กับชีวิตเรา พวกเขามีแนวโน้มที่จะชื่นชอบและให้ความสนใจในแบรนด์ หรือร้านค้าที่มีการนำ AI มาใช้กับสินค้าและบริการ แต่แบรนด์ที่นำ AI มาใช้ก็ต้องเข้าใจความต้องการของพวกเขามากขึ้นด้วย ซึ่งต่อจากนี้ AI จะมีบทบาทอย่างไรบ้างในโลกของ E-commerce เราจะต้องเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกรรมกับลูกค้าไปในทิศทางใด เทคโนโลยี AI มีประโยชน์อย่างไรกับธุรกิจของเราบ้าง วันนี้มีคำตอบ

1. อ่านใจผู้บริโภคได้


AI จะทำการจัดเก็บข้อมูลและพฤติกรรมของผู้บริโภค ด้วยวิธีการและช่องทางที่หลากหลาย เช่น โทรศัพท์มือถือ การจดจำใบหน้าผ่านกล้อง CCTV หรือวิเคราะห์ความต้องการผ่าน Dwell Times (ระยะเวลาที่ User คลิกที่ผลการค้นหาเข้าสู่หน้าเว็บไซต์) จึงไม่แปลกที่ AI จะสามารถคาดการณ์พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยในอนาคตได้อย่างแม่นยำ ราวกับอ่านใจผู้บริโภคได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเสนอขายสินค้าให้ตรงกับที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด โดยได้มีการประมาณการณ์ไว้ว่า ในปี 2018 AI จะสามารถกระตุ้นยอดขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้ถึง 11% เลยทีเดียว

2. อำนวยความสะดวก และช่วยแก้ปัญหาต่างๆ


AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้ด้วยตัวเองและมีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์มาก ฉะนั้น AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบจากข้อมูลต่างๆได้มาก สามารถช่วยให้นักขายสร้างประสบการณ์ให้ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้น ทีม Sale อาจจะได้ใช้ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ของ AI ซึ่งเป็นข้อมูลที่เขาไม่เคยหาได้จากที่ไหนมาก่อน ข้อมูลที่รู้ว่าผู้บริโภคหนึ่งคน ต้องการซื้ออะไร ในช่วงเวลาไหน เช่นลูกค้าคนหนึ่งในทุกๆ ต้นเดือน เขาจะซื้อของสิ่งหนึ่งเสมอ เราอาจจะ offer บางอย่างให้ลูกค้าคนนั้นได้ และจะสามารถวิเคราะห์ถึงเหตุผลได้อย่างแม่นยำเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

3. การค้นหาด้วยภาพ (Visual Search)


เราอาจจะเคยชินกับการใช้คีย์เวิร์ด เพื่อค้นหาสิ่งที่เราต้องการ แต่ทุกวันนี้ปัญญาประดิษฐ์ทำได้ยิ่งกว่านั้น เพราะมันสามารถช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาสิ่งที่ต้องการจากภาพได้ เพียงแค่อัพโหลดภาพสินค้าลงไป AI ก็จะทำการการประมวลผลหาสินค้าที่ใกล้เคียงกันจากสี รูปร่าง ขนาด เนื้อผ้า เพื่อช่วยผู้บริโภคหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

4. สร้างขั้นตอนการขายที่มีประสิทธิภาพ


ในอนาคตอันเราสามารถรวมระบบ AI เข้าไปกับ CRM เพื่อใช้ในการโฆษณาได้เลย เวลาลูกค้าต้องการสอบถามข้อมูล ตัว AI ของเราก็สามารถหาข้อมูลและตอบให้ลูกค้าเองโดยอัตโนมัติ และเสนอขายของให้ลูกค้าเองได้เลย

5. Retargeting Potential Customers


AI สามารถวิเคราะห์ Dwell Times ได้ ถ้าให้อธิบายง่ายๆ Dwell Times ก็คือเวลาที่ลูกค้าจดจ้องอยู่กับสินค้าสิ่งใดนานๆ แต่ไม่ได้มีการซื้อมาแต่อย่างใด แต่พอกลับมาที่บ้านเปิดคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน เราอาจจะเห็นโฆษณาสินค้าที่เรายืนจ้องอยู่ที่ร้านค้าก็เป็นได้

นี่ก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งที่สามารถนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในโลกของ E-commerce ได้ ฉะนั้นอย่าเพิ่งไปคิดว่า AI จะเป็นสิ่งที่น่ากลัว คนจะไม่สามารถควบคุมได้ หากเราเลือกมาใช้งานกับบางอย่างและควบคุมมันให้สร้างประโยชน์ให้แก่เรา เทคโนโลยีที่เรียกว่า AI ก็จะสามารถทำให้โลกของเราอยู่ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/ai-e-commerce/
#251

หลังจากที่พบมัลแวร์ ExpensiveWall ที่แฝงตัวมาในแอป Wallpaper บน Google Play ซึ่งมีการแพร่กระจายหนักเป็นอันดับ 2 ที่เคยเกิดขึ้นบน Google Play เลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้มีมือถือ Android ที่โดน ExpensiveWall โจมตีไปแล้วกว่า 21 ล้านเครื่อง และมียอดการดาวน์โหลดไปใช้แล้ว 1 ล้านถึง 4.2 ล้านครั้งก่อนที่จะถูก Google ทำการลบแอปที่มีมัลแวร์นี้ออกไป


โดยมัลแวร์ ExpensiveWall นี้ จะแฝงตัวมากับเหล่าไฟล์ Wallpaper ที่ถูกบีบอัดอยู่ในแอป ทำให้มัลแวร์ตัวนี้สามารถหลบหลีกการตรวจสอบความปลอดภัยจากระบบของ Google Play ได้ ซึ่งการอัดไวรัสหรือมัลแวร์มากับไฟล์อื่นๆ เป็นวิธีการที่เหล่าแฮกเกอร์ใช้กัน และถึงแม้ว่า Google จะทำการลบแอปพวกนี้ออกไปแล้ว แต่คนที่ได้ติดตั้งแอปไปก่อนหน้านี้ยังมีความเสียงอยู่ จึงขอแนะนำว่าให้เอาออกไปจากเครื่องดีที่สุด

เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เวลาจะติดตั้งอะไรลงเครื่องควรดูการขออนุญาตใช้งานส่วนต่างๆ ของเครื่องว่ามันน่าสงสัยหรือเปล่า ถ้าขออนุญาตใช้อะไรเยอะแยะมากไปก็ไม่ต้องไปดาวน์โหลดมัน ไม่ก็ดูจากคนทำแอปว่ามีความน่าเชื่อถือ หรือคะแนนรีวิว ถ้าเจอประเภทแบบมีแบนเนอร์ติดเยอะๆ ป๊อบอัพเด้ง ก็ถอนออกไปเลย เพราะอาจจะทำให้ติดมัลแวร์ และอาจจะทำให้ผู้โจมตีสามารถดักฟังหรืออ่านเนื้อหาการสื่อสารของคุณ แอบเก็บข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน รวมถึงเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้


แหล่งข้อมูล http://www.atimedesign.com/webdesign/expensivewall-google-play/
#252

บริษัท Touch ธุรกิจที่เปิดบริการให้เช่าอุปกรณ์ที่เรียกว่า "Sex Toy" อย่าง "ตุ๊กตายาง" ในประเทศจีน ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า "Shared Girlfriend" เป็นแอปพลิเคชันของการเช่าตุ๊กตายางเพื่อให้ลูกค้าสามารถทำกิจกรรมทางเพศได้ที่บ้าน เพื่อใช้ผ่อนคลายความเครียดทางเพศ


ซึ่งการให้บริการนั้นทางบริษัทคิดค่าเช่าตุ๊กตารายวัน ครั้งละ 298 หยวน หรือราว 1,500 บาท โดยมีตุ๊กตายางให้เลือกถึง 5 แบบ แบ่งเป็นสาวชุดพยาบาล, สาวชุดแม่บ้าน, สาวชุดกีฬา, สาวชุดนักศึกษาและสาวชุด Wonder Woman (ซุปเปอร์ฮีโร่ก็ยังไม่เว้น)

แต่ทางบริษัทได้ประกาศยุติการให้บริการแอพฯ ดังกล่าวแล้ว หลังจากเพิ่งจะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนในสังคมอย่างดุเดือด และมีกระทบทางลบอย่างมากมาย


ทางตัวแทนจาก Touch เผยว่าในช่วงสองวันที่เปิดบริการ ทางทีมงานเตรียมตุ๊กตาไว้ 10 ตัว ได้รับผลตอบรับดีมากในทางบวก และมีสมาชิกแล้วมากกว่า 53 ล้านยูเซอร์ และกว่า 45% เป็นกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในวัย 20 ต้นๆ และกว่า 30% เป็นกลุ่มลูกค้าผู้หญิง แต่เป็นเรื่องยากในประเทศจีน มีข้อขัดแย้งวุ่นวายมากกับตำรวจในเรื่องนี้ จึงตัดสินใจยุติการให้บริการ และจะจ่ายค่าชดเชยให้ลูกค้าที่ได้จองไว้แล้ว


แหล่งข่าว http://www.atimedesign.com/webdesign/banned-shared-sexdoll-china/
#253

หลังจากค่าย Apple ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างยิ่งใหญ่ 3 รุ่นใหม่ ได้แก่ IPhone 8, IPhone 8 Plus และไฮไลท์สำคัญคือ IPhone X รุ่นฉลอง 10 ปีของ IPhone เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ก็เรียกว่าเป็นกระแส ฮือฮากันอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็มีเสียงวิพากย์วิจารณ์กันไปต่างๆ นาๆ ซึ่งก็เป็นปกติที่จะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ แต่ที่ฮือฮากว่านั้นก็คือ กระแสล้อเลียนจากโลกออนไลน์ และเพจดังในประเทศไทยก็ร่วมแจมด้วย วันนี้ atimeNEWS เราก็เลยรวบรวมบางส่วนมาให้ดูกัน

เริ่มต้นจากฝั่งบ้านเราก่อนเลย

https://www.facebook.com/pg/MarketingBait/photos/?tab=album&album_id=1553071944800662



















อ่ะมาดูฝั่งต่างประเทศกันบ้าง







แหล่งข่าว http://www.atimedesign.com/webdesign/reactions-iphone-8-iphone-x/
#254

ตุ๊กตายางรุ่นใหม่ "AI Sex Doll" จะเรียกว่าเป็นตุ๊กตายาง หรือหุ่นยนต์ก็ดี ได้ถูกออกแบบขึ้นมาสำหรับคุณผู้ชายโดยเฉพาะนั่นคือความสุข!..   สนนราคาอยู่ที่ 130,000 บาท ใครสนใจก็เตรียมเงินไว้ได้เลยนะจ๊ะ


คลิ๊กเพื่อดูคลิป https://www.youtube.com/watch?v=6nk7nNOytf0


AI Sex Doll รุ่นนี้มีชื่อว่า "Samantha" เป็นลูกครื่งตุ๊กตายางผสมกับระบบเทคโนโลยี AI ที่ผลิตขึ้นในประเทศออสเตรีย โดยผู้พัฒนานั้นได้เข้าไปสังเกตการณ์ผู้ใช้บริการในสถานที่อย่างว่า..  จนเข้าใจว่า ลูกค้านั้นต้องการอะไร ก็เลยพัฒนามาเป็นตุ๊กตายางไฮเทคตัวนี้แหละ

Sergi Santos ผู้พัฒนาตุ๊กตายางได้กล่าวว่า Samantha นั้นสามารถจำคนที่มีอะไรกับเธอได้ โดยการใช้ระบบ AI วิเคราะห์ตัวบุคคลแต่ละคนที่ปฏิบัติต่อเธอ และสามารถตอบสนองต่อการสัมผัสนั้นๆ ได้ แถมยังพูดได้หลายภาษาอีกซะด้วย (เก่งเกินไปแล้ว)

Samantha นั้นสามารถส่งเสียงร้อง และตอบสนองได้จากการโดนจับหน้าอก โดยผู้พัฒนายังบอกต่ออีกว่า Samantha สามารถลอกเลียนแบบการถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงได้อีกด้วย ซึ่งความสามารถทั้งหมดของ Samantha ทำให้มีราคาสูงมากสำหรับตุ๊กตายางหนึ่งตัว โดยมีราคา 130,000 อัพเลยทีเดียว แต่ราคาที่สูงนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพ่อบ้านใจกล้าทั้งหลาย ล่าสุดนี้ Samantha ขายออกไปได้แล้วถึง 15 ตัวแล้วจ้า


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/ai-doll-samantha/
#255

Armis บริษัทผู้ให้บริการระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ IoT ได้ออกมาแจ้งเตือนถึงช่องโหว่ BlueBorne ที่เป็นข้อผิดพลาดที่ส่งผลให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถขโมยข้อมูลหรือติดตั้งมัลแวร์ลงในอุปกรณ์ใดๆ ผ่านเครื่องที่เปิดใช้งาน Bluetooth แล้วอยู่ในรัศมีใกล้เคียงกันในระยะประมาณ 10 เมตร โดยที่ตัวอุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องจับคู่กับอุปกรณ์ที่ใช้โจมตีเลย


โดยเพื่อนๆ ไม่จำเป็นต้องเปิดโหมดค้นหาอุปกรณ์แต่อย่างใดเช่นกัน ซึ่งพบช่องโหว่รวมทั้งหมด 8 รายการบนอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานบลูทูธกว่า 5,300 ล้านเครื่องทั่วโลก ทุกระบบปฏิบัติการทั้ง Windows, iOS, Linux และ Android

ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวมีผลกระทบกับอุปกรณ์ของที่มีการใช้งาน Bluetooth เช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ Internet of Things ที่อยู่ในรัศมีการรับส่งสัญญาณของอุปกรณ์ที่ใช้โจมตี มีโอกาสที่จะถูกขโมยข้อมูลหรือถูกติดตั้งมัลแวร์ลงในเครื่องได้

และยังไม่พบการเผยแพร่โค้ดตัวอย่างสาธิตการโจมตีสู่สาธารณะออกมา รวมถึงยังไม่พบการนำช่องโหว่นี้มาใช้โจมตีโดยทั่วไป อย่างไรก็ตามผู้ใช้ที่เปิดใช้งาน Bluetooth มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตี ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการเพื่อป้องกัน ซึ่งปัจจุบันทางผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังพัฒนาและเผยแพร่อัปเดตเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำหรับข้อแนะนำในการป้องกันนั้น หากเราไม่ได้มีความจำเป็น ก็ควรปิดการใช้งาน Bluetooth ในอุปกรณ์ทุกชนิด จากนั้นตรวจสอบสถานะการอัปเดตแพตช์ โดยควรติดตั้งอัปเดตให้เรียบร้อยก่อนเปิดใช้งาน Bluetooth อีกครั้ง

แหล่งข่าว http://www.atimedesign.com/webdesign/malware-blueborne-bluetooth/
#256
หากคุณเป็นคนที่ชอบโพสต์วิดีโอลงโซเชียลต่างๆ หรือเป็นคนที่ชอบตัดต่องานวีดีโอ หรือประกอบอาชีพในสายงานด้านนี้ คุณควรทราบว่าเรื่องลิขสิทธิ์เสียงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก หากคุณใส่เพลงที่ไม่ได้เป็นของคุณลงในวิดีโอ วิดีโอของคุณก็อาจจะถูกแบนและลบออกไป จนกระทั่งถูกฟ้องเลยก็เป็นได้

วันนี้ atimeNews จึงทำการรวบรวมเว็บไซต์เพลงประกอบและ Sound Effect ที่เปิดให้คุณโหลดมาใช้งานได้แบบฟรีๆ เป็นเพลงที่สามารถใช้ได้โดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ ว่าแต่จะมีเว็บไซต์อะไรบ้างไปดูกันเลย

1. Free Sound http://freesound.org/
รวมไฟล์เสียงที่เปิดให้คุณสามารถใช้ฟรี ตามสัญญาเงื่อนไขอนุญาต Creative Commons


2. Free Music Archive http://freemusicarchive.org/curator/Video/
แหล่งรวมเพลงฟรียอดนิยมที่คุณสามารถดาวน์โหลดและใช้ฟรี



3. ccMixter http://dig.ccmixter.org/
เว็บไซต์รวมเพลงฟรีๆที่คุณสามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ได้


4. Partners in Rhyme https://www.partnersinrhyme.com/pir/free_music_loops.shtml
เว็บไซต์รวมเพลงและ Sound Effect ประกอบ ที่เปิดให้คุณได้ดาวน์โหลดใช้ฟรี ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้



5. Incompetech http://incompetech.com/music/
เว็บไซต์เพลงบรรเลงที่แต่งเพลงโดย Kevin MacLeod คุณสามารถเลือกเพลงตามความความรู้สึกของเพลง ความยาวของเพลง และจังหวะของเพลงได้ ซึ่งแยกได้ตามเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ที่สำคัญใช้ฟรี



6. FreePD.com https://freepd.com/
เป็นเว็บไซต์สำหรับใช้ค้นหาเพลงที่เป็นสาธารณะ ซึ่งสามารถค้นหาชื่อเพลงแล้วลองฟังดูได้ ถ้าชอบก็นำมาใช้ได้แบบฟรีๆ ได้เลย และไม่จำเป็นต้องให้เครดิตเขาในวิดีโอของคุณด้วย



7. Audio Library ของ Youtube https://www.youtube.com/audiolibrary/soundeffects
ให้บริการเพลงฟรีสำหรับวิดีโอที่คุณสร้างขึ้นใน Youtube โดยเฉพาะ สำหรับหลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดี



อย่างไรก็ตาม การที่จะนำเสียงหรือเพลงต่างๆ มาใช้ ก็ควรอ่านรายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ ของแหล่งนั้นๆ ด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องทำผิดกฎและมีปัญหาตามมาทีหลัง


แหล่งข่าว http://www.atimedesign.com/webdesign/free-website-sound/
#257


Google เปิดให้สอบใบรับรองสาขาใหม่ Mobile Web Specialist Certification เพื่อประกอบการทำงานด้านพัฒนา mobile web โดยการรับรองนี้จะเป็นตัวยืนยันที่ชัดเจนในฐานะนักพัฒนาเว็บบนมือถืออย่างแท้จริง

https://www.youtube.com/watch?v=MGgr62ZrfdU

สำหรับเนื้อหาที่ใช้ในการสอบนั้น ประกอบไปด้วย HTML, CSS, JavaScript, การพัฒนาเว็บให้ทุกคนเข้าถึงได้, Progressive Web Apps, การปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์, การทดสอบเว็บและการแก้บั๊ก เป็นต้น

โดยมีค่าใช้จ่ายในการสอบอยู่ที่ 99 ดอลลาร์ เป็นการสอบแบบออนไลน์ และมีการสัมภาษณ์เพื่ออธิบายโค้ดที่เขียนไปด้วย ซึ่งการสอบทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น โดยสามารถสอบได้อีกถึง 3 ครั้ง ในกรณีที่สอบไม่ผ่านในครั้งแรก สำหรับผู้ที่สนใจจะเสียตังเพื่อสอบขอใบรับรองสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและเข้าสอบได้ที่นี่ https://developers.google.com/training/certification/mobile-web-specialist/

แหล่งข่าว http://www.atimedesign.com/webdesign/mobile-web-specialist-google/