เมนู

แสดงโพสต์

ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)

เมนู แสดงโพสต์

ข้อความ - eqprogroup

#1
เรื่องของการโอนเงิน western union นั้น โอนมูลค่าสูงขนาดนี้ไม่ได้นะครับ ทำได้ไม่เกิน 100,000 บาทครับ ผม


#2
มาให้ความรู้ละกัน เรื่องการซื้อขายต่างประเทศ มูลค่าขนาดนี้นะครับ

แนะนำว่าให้เปิด L/C เครับ หากลูกค้าอยู่ที่ USA ให้เปิด LC กับแบงค์ กรุงเทพ สะดวกที่สุดครับ เพราะมีสาขาที่นั้น ค่าเปิด L/C ราคาประมาณ 1,000 บาท ครับ

สำหรับการโอนเงิน หากโอนเงินมากกว่า 500,000 บาท /วัน ขึ้นไป ให้แจ้งทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ด้วยนะครับ เพราะมันเป็นกฏหมายการฟอกเงิน และเป็นกฏหมายเงินต่างต่างประเทศ โดยเคาให้เรากรอบรายละเอียดแบบฟอร์ม ธต 2

สำหรับวิธีการชำระเงิน ให้ใช้วิธีการ  จ่ายเงินแบบเช็คเงินสด ที่ออกโดยธนาคาร ซึ่งแจ้ง swift code ไปยังผู้ซื้อให้ทราบว่าจะโอนบัญชีไหน อย่างไร

สำหรับสินค้าแนะนำว่า มูลค่าแบบนี้ ไม่สามารถส่งไปรษณีย์แบบทั่วๆไปเคาทำกันครับ อาจมีสิทธิโดนยืดได้ และสอบสวนใช้เวลานานแน่นอน แนะนำให้ส่งสินค้าด้วยพิธีการศุลากร จะสะดวกกว่าให้ท่านบวกราคาต้นทุนสินค้าให้มากนะครับ รวมถึง หากบินไปต่างประเทศจริง ซื้อขายแบบนี้ อาจโดนอายัดสอบบัญชีจาก ปปง นะครับ  แน่นอนว่าบัญชีเข้ามา ไม่เกิน 30 วัน เคาแจ้งให้เราไปพิสูจน์ข้อมมูลทางการเงิน ทางที่ดีทำไปตามกฏหมาย เพราะสินค้าประเภทนี้ภาษีค่อนข้างแพง

หากท่านอยากรู้เพิ่มเติมก็ PM มาได้ครับ

#3
เพื่อนผมคอยลองครับ คือทำอยากเท่ๆ แต่ก่อนเว็บเคาก่อนติดดาว อยู่อำดับ 1 มานานเกือบๆ 2 ปี พอติดดาวได้สัก หายไปหน้าแรกเลยครับ ระวังไว้เลยครับ ไม่แนะนำเว็บทำเงินที่มาจากการทำ seo
#4
ขอผมเว็บใหม่ หายไปเข้าป่า หาไม่เจอเลย แรกๆติดหน้าสอง พอวันนี้อัพเดทบทความ ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หายไป ไม่เจอในสารบทเลย  แพนด้า หรือแพนควิ้น มันเอาไปกินแลล้ว  :wanwan014: :wanwan014:
#5
เพื่อนผมคนรู้จักเปิดบนเว็บ เสี่ยงได้ไม่ถึงเดือน โดนไป 5 แสน ขายได้จะไม่คุ้มเสีย ระวังตำรวจล่อซื้อนะครับ ถ้ารู้จักมาก กลิ่นก็ตามมาครับ แนะนำให้เลิกดีกว่าครับ
#6
ผมเข้าใจว่า เคาอาจเล่าไม่หมด ประมาณทำธุรกิจเครือข่ายหรือ MLM เปิดเว็บไซค์ หรือเปล่าแล้วทำ adsense หรือ adword ยอดคลิ๊กเท่าไรไม่รู้แต่ทำรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ทั้งทีมงาน ได้ยอดขายสามแสน รู้สึกว่าเคาพูดแบบนี้เหมือนกันกำลังแนะนำหรือชวนเข้าทำธุรกิจค่ายหนึ่งมากกว่า คล้ายๆ ค่าย xxx  ราได้คีย์ข้อมูลผ่าน รายได้โฆษณา หรือเปิดเมล์ได้ตังค์ มันเป็นยุทธวิธีไปบอกๆ ให้ทำเครือข่ายขายสินค้ามากกว่า
#7
อ้างถึงจาก: iam-AJ ใน 19 พฤษภาคม 2012, 01:21:34
อ้างถึงจาก: decay ใน 19 พฤษภาคม 2012, 00:20:40

อันดับ 2.# พวกมือปืนรับจ้างทั้งหลายยยยยยยย และมีรายได้ เกิน 1,000บาท (ต้อง หัก ณ ที่จ่าย 3% นำส่งสรรพาฯ คับ)
กลุ่มชัวร์ ว่ามีรายได้ จากคนไทย ด้วย อิอิ ....
ขาย script, ขาย keywords, จัดสัมมนาคิดเงิน, ขาย e-book, ทำเว็บ, ทำ seo, verify seller ต่างๆๆ , .... อีกมากมาย คล้ายๆๆ แบบนี้
แหะ แหะ บางท่าน ชื่อ-นามสกุล-ที่อยู่ พร้อม 555




อันนี้หักกันผิดด้านแล้วครับ  คนที่มีหน้าที่ต้องหักเงินแล้วนำส่งคือคนจ่ายเงินจ้างนะครับไม่ใช่คนที่ได้เงิน   คนที่รับจ้างถ้าคนจ่ายเงินไม่ขอหักเราก็ไม่ต้องทำไรครับ  แต่ถ้าคนจ่ายเงินขอหักก็ต้องให้เค้าหัก   แต่ไม่ใช่ไปหักเค้านะครับ

อ่านๆดูแล้วไม่เหมือน จขกท.จะเป็นคนที่เคยยื่นภาษีเรื่องค้าขายเลยนะครับ ข้อมูลหลายๆอย่างมันผิดๆไปมาก


สนใจเรื่องภาษี กันดีจัง 555
ผมเขียนสรุป รวบไปนิด อาจคลุมเคลือสำหรับบางท่าน ขออภัยคับ

ภาษี หัก ณ ที่จ่าย เป็นหน้าที่ 2 ด้าน คับ

ตัวอย่าง : บริษัทฯ ผมจ้าง ท่าน decay ทำ SEO 10,000บาท
บริษัทฯ ออกหัก ณ ที่จ่าย ท่าน 300 บาท
จ่ายเงินสด/โอน/เช็ค ท่าน 9700 บาทถ้วน

ด้าน 1 # บริษัทผมฯ นำส่ง ภาษี หัก ณ ที่จ่าย (ภงด3 หักบุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป / ระบุหมายเลขบัตรประชาชน บุคคลธรรมดา คับ

ด้าน 2 # ท่าน นำส่ง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค่าจ้าง) รวมยอด เงินได้ เดือน 1-12/2555 / ถ้าท่าน ไม่ส่งด้านของท่าน บริษัทฯ ยื่นแบบ ระบุเลขประชาชนท่าน ท่านจะโดนปรับ คับ (มีรายได้ แต่ไม่ยื่น 555)


ปล
ท่านเข้าใจผิดแล้วคับ นิติบุคคลจ้าง มีหน้าที่ตามกฏหมายต้อง หัก
ถ้าไม่หัก ต้องเสียค่าปรับคับ ... ที่มึนๆๆ กันอยู่ แล้วบ่นว่าสรรพากร ตรวจสอบโหด เพราะท่านทำไม่ถูกต้อง ไม่ยื่นแบบ ไงคับ อิอิ

:wanwan020:

สรร-พา เค้ามีสัมมนา ฟรี เดือนละ 1 รอบ นะคับ ลองไปนั่งกันดูเถอะคับ ประโยชน์ทั้งน้านนนน 555

มันก็ใช่อย่างที่ท่านว่า แต่บางคน นำส่งแล้วลืมติกหรือแจ้งไม่ครบก็มี มันเลยยื่นแบบไม่ตรง แล้ว เจ้าหน้าที่บางคนก็ลืมดูด้วยก็มี บางทีก็ไม่ปรับนะ เหมือนว่า ทุกวันนี้ทำกันไม่ถูกอยู่ครับ แต่โดยหลักการก็อย่างที่คุณว่านะครับบ
#8
มันเป็นเรื่องปกติ ที่พ่อแม่ ไม่เข้าใจหรอก เคาอยากดูที่ผลลัพธ์ เราก็บอกเคาว่าขอโอกาสพิสูจน์ให้ดูก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยไปหางานทำ แบบนี้เคาจะได้ไม่ว่าเรา พอได้แล้วค่อยเอาเช็คไปขึ้นเปิดสมุดบัญชีโชว์เลยโอนมาแล้ว
#9
ใช้ กล้อง โลโม้ (LOMO)  :wanwan004: :wanwan004:
#10
โดยปกติแล้ว เงินได้ประเภท 40 {8} นั้น ประมวลรัษฎากรมีทางเลือกให้สองทาง คือ หักตามความจำเป็นและสมควร(จ่ายจริง) และ หักเป็นการเหมา (ร้อยละของเงินได้)
               แต่เมื่อดูหลักเกณฑ์การหักเหมาตาม ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายของกรมสรรพากรแล้ว จะเห็นว่าไม่มีให้อัตราเหมาให้เลือกหักสำหรับรายได้จากอินเตอร์เนตเลย แต่ข้อที่อาจจะใกล้เคียงที่สุด ก็คือ ข้อ (25) การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่น ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต ซึ่งหักได้ร้อยละ 80 ของเงินได้

หมายเหตุ: ส่วนนี้คือการตีความกฎหมายส่วนตัว แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ก็คือ เลือกหักตามจริง เนื่องจาก ข้อ (44) ระบุไว้ว่า เงินได้ที่มิได้ระบุไว้ตั้งแต่ข้อ (1)-ข้อ (43) ให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น ซึ่งแปลว่า เราไม่มีทางเลือกที่จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้เลย

แต่เมื่อจะหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้ว จะมีคำถามตามมาว่า แล้วจะเอาหลักฐานอะไรไปโชว์หรือแสดงต่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร

ด้วยความไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ขอแนะนำให้ผู้มีเงินได้เก็บรายละเอียดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น หลักฐานการซื้อ, ใบเสร็จรับเงิน, Invoice, Slip บัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งการจ่ายผ่าน Paypal ที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่าย และ Print ทุกอย่างเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าได้จ่ายจริง และหากมีการจ้างงานเด็กในสำนักงาน ก็ควรทำรายละเอียดการจ่ายเงินไว้ด้วย หรือให้มีการเซ็นรับเงิน เพราะยังถือเป็นหลักฐานที่เราสามารถอ้างอิงได้

ขอแนะนำว่า ทางที่ดีที่สุด คือ ทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย จะทำให้ทราบว่า ตัวเองมีกำไรจริงๆเท่าไร อีกทั้งยังจะสะดวกในการคำนวณภาษีมากขึ้น (ซึ่งผู้มีรายได้ส่วนใหญ่มักจะละเลยเรื่องนี้กัน)


5. ค่าลดหย่อนอื่นๆ

หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว เรายังสามารถหักลดหย่อนอื่นๆได้อีก ไม่ว่าจะเป็น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ภรรยา บุตร ประกันชีวิต กองทุนต่างๆ เงินบริจาค ซึ่งตรงนี้สามารถดูได้จากหลักเกณฑ์การคำนวณตามแบบ ภงด. 90

6. อัตราภาษีเงินได้

อัตราภาษีของประเทศไทย คำนวณโดยอัตราก้าวหน้าครับ แปลว่า ผู้ที่มีรายได้ยิ่งสูงยิ่งเสียภาษีมาก...
รายละเอียด  (อัตราภาษี : http://www.rd.go.th/publish/1780.0.html )

7. บทลงโทษที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 22 ผู้เสียภาษีต้องรับผิดชอบค่าปรับหนึ่งเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ
มาตรา 27 มีโทษปรับอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน
มาตรา 37 พยายามจงใจให้การเท็จ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองแสนบาท
มาตรา 37 ทวิ ถ้าไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5000 บาท หรือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน

นอกจากนั้นแล้ว ประมวลรัษฎากรได้ให้อำนาจเจัาพนักงานสรรพากรในการประเมินภาษี ไม่ว่าจะเป็น
มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย
มาตรา 38 ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้


ที่มา : http://tax.bugnoms.com/journal/internet-marketer-should-pay-tax/    
#11
      ลองอ่านบทความนี้เอาครับ เพื่อจะได้ลดความสงสัย และเพิ่มความเข้าใจ ส่วนใครจะเฉยๆ จะเลี่ยง จะลดหย่อนก็ตามใจเลยครับ แต่สักนิดกับพื้นฐานความเข้าใจละกัน
   
    รายได้ทางอินเตอร์เน็ต เช่น พวก Google Adsense, Amazon, Hotel Affiliate และรายได้การขายของทางเน็ตอื่นๆ ต้องเสียภาษีหรือไม่

    1. ภาษีคืออะไร

            ภาษีอากร คือ สิ่งที่รัฐบาลบังคับเก็บจากราษฎร เพื่อใช้เป็นประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่ได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากร

    2. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีคือใคร

            ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับกรณีนี้ ก็คือ บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ (เงินได้พึงประเมิน) ที่เข้าข่ายตามกม. (ประมวลรัษฎากร) โดยมีหน้าที่เสียจากการประเมินด้วยตนเอง (Self Assessment) ซึ่งแปลว่า เราๆท่านๆที่มีรายได้ตรงส่วนนี้ ต้องนำมาพิจารณาเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเป็นผู้ยื่นแบบด้วยตัวเอง

   3. รายได้ทางอินเตอร์เนต ถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่

           รายได้ดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40{8}ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทอื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 40(1) – 40(7) ครับ

   4. การคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายของรายได้จากอินเตอร์เนต

             เนื่องจากประเทศไทย มีหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีที่น่าสนใจอยู่สองเรื่องคือ
                 1. แหล่งเงินได้
                 2. ถิ่นที่อยู่

หลักการพิจารณาในการคำนวณภาษี
         
        ข้อ 1. แหล่งเงินได้ กล่าวอย่างง่ายๆคือ แหล่งเงินได้ที่มาจากประเทศไทย ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีทั้งจำนวน (กิจการหรือหน้าที่ในประเทศไทย) ซึ่งรายได้ในส่วนที่รับจาก Adsense Amazon ก็จะหลุดตรงนี้ไป แต่หากมีรายได้จากการรับทำ SEO หรือพวกติดแบนเนอร์ และอื่นๆ ที่เกิดจากประเทศไทย ต้องนำมาคำนวณถือเป็นรายได้ในส่วนนี้

        ข้อ 2. ถื่นที่อยู่ ถ้ามีเงินได้จากต่างประเทศ (แหล่งเงินได้ต่างประเทศ) ต้องพิจารณาสองปัจจัยที่จะตามมา ได้แก่

                 2.1 ผู้มีเงินได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันหรือไม่?
                 2.2 นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันกับที่เกิดเงินได้หรือไม่?


             ในส่วนนี้ ขอแนะนำเรื่องการวางแผนภาษีว่า ถ้ามีเงินได้แล้ว สามารถนำเข้าในปีถัดไปได้หรือหาทางฝากไว้ที่ต่างประเทศได้ (มีเงินทุนหมุนเวียน) ก็สามารถเลือกที่จะทำได้ ไม่ถือเป็นความผิดครับ เช่น นาย ก มีเงินได้จาก Adsense และ Amazon ในปี 2009  แต่ได้รับเช็ค/โอนเงินเข้าบัญชีที่ประเทศไทย ปี 2010 ตรงนี้แปลว่าไม่ต้องเสียภาษีแน่นอน และ ไม่ผิดกฎหมาย




#12
เอาง่ายๆครับ อเมซอนเอง ยังอยากจะเลี่ยงภาษีเลย บางทีข้อกฏหมายมันก็ยังไปไม่ไกลขนาดนั้นก็ได้ครับ ขนาดระดับ G to G ยังไมีปัญหาเลย ตามข่าวนี้ครับ


อเมซอนไม่จ่ายภาษีในสหราชอาณาจักรเลยแม้จะมียอดขาย 3.3 พันล้านปอนด์

  สรรพากรสหราชอาณาจักรเริ่มเข้าสอบสวนกิจการของ Amazon UK ที่ทำยอดขายในสหราชอาณาจักรได้ถึง 3.3 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 1.6 แสนล้านบาท หรือกว่าครึ่งของรายได้ Amazon EU ที่ตั้งอยู่ในลักเซมเบิร์ก ที่มีรายได้รวม 6.5 พันล้านปอนด์

  อเมซอนลงทะเบียนบริษัทในสหราชอาญาจักรว่าเป็นบริษัทให้บริการ "เติมเต็มรายการสั่งซื้อ" ให้กับบริษัทในลักเซมเบิร์กอีกทีหนึ่ง ทั้งที่ในสหราชอาณาจักรนั้นมีพนักงานถึง 2,265 คน และในลักเซมเบิร์กมีเพียง 134 คน

ไม่ใช่แค่ภาษีนิติบุคคลที่อเมซอนไปจ่ายในลักเซมเบิร์กเท่านั้น แม้แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มอเมซอนก็จ่ายให้ลักเซมเบิร์กที่อัตรา 3% ขณะที่ภาษีในสหราชอาณาจักรนั้นสูงถึง 20%

รายงานนี้ออกมาจากรายงานที่อเมซอนส่งให้กับคณะกรรมการกำกับกิจการตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ขณะที่สรรพากรสหราชอาณาจักรนั้นไม่ยืนยันว่ามีการสอบสวนจริงหรือไม่

ปัญหาภาษีและการค้าออนไลน์ยังคงเป็นปัญหาในเขตการค้าที่มีอัตราภาษีต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐฯ ที่แต่ละรัฐมีอัตราภาษีต่างกัน อาจจะเป็นบทเรียนให้กับไทยและอาเซียนว่าควรคิดหามาตรการเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า

ที่มา : http://www.meconomics.net/content/315  (http://www.techweekeurope.co.uk/news/hmrc-investigating-amazon-over-corporation-tax-71612 )
#13
อ้างถึงจาก: soma14 ใน 18 พฤษภาคม 2012, 11:18:33
ความเห็นส่วนตัวนะครับ งั้นเราก็แบ่งเงินรายได้ที่คิดว่าต้องเสียไว้ส่วนหนึ่งเก็บไว้อีกบัญชีหนึ่งไปเลยดีมั้ยครับ ถ้าเค้าเรียกเก็บก็เอาอันนี้จ่าย ถ้าไม่เรียกก็เป็นเงินเก็บเราอีกหนึ่งบัญชี  :wanwan011: :wanwan011:

ง่ายดีนะผมว่า ไม่ต้องกังวลให้เสียเวลาหาเงินอเมซอน อิ อิ  :wanwan017: :wanwan017:

ปล. ตอนนี้สรรพากรคงเข้าใจโครงสร้างของการหารายได้ทางอเมซอนดีขึ้นเยอะแล้วมั้งครับ บอร์ดเราบอทแรง แป๊ป ๆ ก็ขึ้นหน้าหนึ่งแล้ว ฮา ฮา  :wanwan019: :wanwan019:

คุณจะแบ่งกี่บัญชีก็แล้วแต่ เคาไม่สนครับ เคาดูยอดเงินเข้าเลยครับ สมมติว่าแบ่ง เคาจะถามว่า ไหนเช็คที่ได้ ตัวเลขในบัญชีต้องตรงกัน หรือบางทีเคาไม่ดูยอดออกนะครับ เคาดูยอดเข้าบัญชี การคิดภาษีคิดจากยอดรายได้ รายจ่ายหรือแบ่งไปโอนให้คนอื่น หรือโยกไปบัญชีอื่น เคาไม่นับครับ โยกไประวังเคาจะคิดว่าแจ้งเท็จ หรือ จงใจปิดบัง โดนหลายกระทงเลยครับ คราวนี้
#14
อยากให้ลองอ่านกรณีศึกษาของ   น.ส.เรืองระวี ช้างเสวก อีกหนึ่งผู้ประกอบการรายย่อย เจ้าของธุรกิจกระเป๋าหวายแฟชั่น เว็บไซต์ www.pjcraftshop.com
(ที่มา : http://guru.thaibizcenter.com/articledetail.asp?kid=8545

สรุปโดยย่อก็คือ
         เธอ เล่าให้ฟังว่า ทำธุรกิจจำหน่ายกระเป๋าหวายสานประมาณ 2-3 ปี เพื่อต่อยอดธุรกิจโรงงานผลิตเครื่องจักรสานและหวายสานของครอบครัว เนื่องจากมองว่าอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการสร้างโอกาสและกระจายการเข้าถึง สู่ลูกค้า แม้บางช่วงจะขายสินค้าได้ไม่ค่อยดี แต่การซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตก็มีข้อได้เปรียบ ไม่ว่าสภาวะแวดล้อมจะเป็นอย่างไรลูกค้ายังสามารถเลือกชมสินค้าได้ตลอดเวลา แม้จะยังไม่ตัดสินใจซื้อทันทีก็ตาม เจ้าของธุรกิจกระเป๋าหวายแฟชั่น อธิบายตามความรู้สึกอีกว่า ข้องใจกับค่าใช้จ่ายที่ผู้ค้าต้องเสียภาษี เมื่อนำสินค้าไปประกาศขายผ่านเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ ขณะที่การประกาศขายสินค้าบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น เฟซบุ๊ก กลายเป็นพื้นที่อิสระสามารถซื้อขายสินค้าได้เช่นเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่การเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเหมือนเป็นความเลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น หากจะมีการเรียกเก็บภาษีจากผู้ค้าอี-คอมเมิร์ซรายย่อย มองว่าควรเก็บจากผู้ให้เช่าพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตมากกว่า เนื่องจากธุรกิจเหล่านั้นก็มีการคิดค่าใช้จ่ายซึ่งรวมค่าภาษีจากผู้ค้าอยู่ แล้ว

          "ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเรียกเก็บภาษีกับผู้ค้ารายย่อย จากประสบการณ์ที่เคยขายสินค้าผ่านหน้าร้าน เคยพบว่ามีผู้ค้าจำนวนมากที่หลบเลี่ยงการจ่ายภาษีและไม่ถูกดำเนินการแต่ อย่างใด หากพูดถึงการค้าบนอินเทอร์เน็ตจึงมองว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่หากจะมีการเรียกเก็บภาษีกับผู้ค้ารายย่อยจริง ก็ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึก ด้วยความรู้สึกว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของธุรกิจซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จหรือ มีรายได้จำนวนมากพอก็ต้องเสียภาษี ถ้าเป็นแบบนั้นก็คิดว่าไปเปิดหน้าร้านขายจริงจังน่าจะดีกว่าขายผ่านออนไลน์ เนื่องจากระบบต่างๆ ยังคงยุ่งยากและตรวจเช็คได้ลำบาก" น.ส.เรืองระวี กล่าว

         เจ้าของธุรกิจกระเป๋าหวายแฟชั่น ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยว่า หากระบบทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เชื่อว่าผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างก็ต้องยอมเสียภาษีอย่างถูกต้อง แม้อาจทำให้ผู้ค้ารายย่อยถอนตัวจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเป็นจำนวนมาก

         นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร อธิบายให้ฟังว่า การชำระภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นเรื่องปกติของผู้มีเงินได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย แม้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซถือเป็นธุรกิจที่ไม่มีหน้าร้านไม่มีสถานที่ จึงอาจเกิดความไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องเสียภาษีหรือไม่ แต่เรื่องดังกล่าวไม่ถือเป็นข้อยกเว้นหรือแตกต่าง ถือเป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่ต้องดำเนินการเช่นเดียวกับธุรกิจอื่น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ส่วนผู้ประกอบการที่มีเงินได้ประเภทซื้อมาขายไปก็ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาตามเกณฑ์ หากไม่มีหลักฐานชัดเจนก็อาจคิดเป็นค่าใช้จ่ายเหมาได้

         "ตามกฎหมายผู้มีรายได้ปีละ 5 หมื่นบาท ต้องยื่นแบบแสดงรายการ แต่เมื่อคำนวณแล้วไม่ต้องเสียภาษีก็ไม่เป็นไร สมมุติว่าเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 15 ปี ที่ทำธุรกิจมีรายได้มหาศาลก็ยังต้องเสียภาษี เพราะเราใช้เกณฑ์พิจารณาจากรายได้ไม่ใช่อายุ" นายวินัย กล่าว

         อธิบดีกรมสรรพากร ชี้แจงด้วยว่า ส่วนการเรียกเก็บภาษีจากธุรกิจ กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการศึกษา รวบรวมข้อมูล รวมถึงตัวอย่างจากต่างประเทศ จึงอาจมีการขยายฐานภาษีไปยังกลุ่มธุรกิจซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ ขณะที่ประเทศไทยก็มีการเรียกเก็บภาษีจากธุรกิจออนไลน์เพียงบางประเภทเท่า นั้น ทั้งนี้จากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ก็มีแนวโน้มและความน่าสนใจค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม อยากแนะนำผู้ประกอบการที่มีรายได้ชัดเจนให้เข้าสู่ระบบ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้ค้าทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่าย เพิ่ม หากกรมสรรพากรตรวจพบในภายหลัง
#15
ผมเอาอะไรมาเพิ่มเติม จริงด้วยนะครับ ปีนี้กรมสรรพกรเอาจริงกับเว็บ ecommerce กัน แต่ช่วงปลายปีที่แล้วกับต้นปีที่ผ่าน ประเทศไทยเกิดน้ำท่วมกัน เลยเพลาๆ เครื่องยังสตารท์ไม่แรง แต่ผมว่าปลายปีนี้คงแรงขึ้นเรื่อยๆ ครับ

" กรมสรรพากร จะเก็บภาษี อี-คอมเมิร์ซ (ภาษีซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต)

สำหรับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของสรรพากรไตรมาสแรกของปีงบ 2555 คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม แต่ช่วงการจัดเก็บรายได้ภาพรวมในน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.62 ล้านล้านบาท มากกว่าปีที่แล้ว 7% โดยในปีนี้กรมสรรพสากรคาดว่าจะสูญเสียรายได้จากน้ำท่วม 6-7 หมื่นล้านบาท และสูญเสียรายได้จากมาตรการรัฐประมาณ 6 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีต้องเร่งเก็บภาษีในธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากน้ำท่วม อาทิ ค้าปลีก ขนส่ง
 
ทั้งนี้ ในปีหน้า กรมสรรพากรจะเอาจริงกับการจัดเก็บภาษีซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต (อี-คอมเมิร์ซ) ให้มากขึ้น โดยขณะนี้เก็บรวบรวมข้อมูลไว้หมดแล้ว หากผู้ประกอบการรีบติดต่อมายังกรมสรรพากรเพื่อเสียภาษีให้ถูกต้องจะถูกเอาผิดย้อนหลังเพียง 2 ปี แต่ถ้ากรมสรรพากรต้องไปเรียกให้มาเสียภาษี ผู้ประกอบการต้องเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มย้อยหลัง 5 ปี และจะไม่ได้รับลดหย่อนเลย
""


ทีมา : http://www.usnzone.com/forum/thread-26448-1-1.html


กรมสรรพากร ระบุ ปี 2555 รุกเก็บภาษีจาก E-Commerce เพื่อให้ผู้ประกอบการเสียภาษีอย่างถูกต้อง
นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในปีหน้า ทางกรมสรรพากร จะดำเนินการอย่างจริงจัง ในระบบการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต (E-Commerce) ซึ่งในขณะนี้ เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้หากผู้ประกอบการรายใดเข้ามาติดต่อทางกรมสรรพกร และทำการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ทางกรมสรรพากร จะมีการเรียกเก็บเบี้ยเงินปรับย้อนหลังเพียง 2 ปี เท่านั้น เนื่องจากในขณะนี้ ทางกรมสรรพากรมีข้อมูลและหลักฐานในการค้าของผู้ทำธุรกิจทั้งหมด ซึ่งหากทางกรมสรรพากรมีหนังสือเรียกให้มายื่นแบบแสดงภาษี ผู้ประกอบการรายใดที่โดนเรียกเก็บ จะต้องจ่ายเบี้ยปรับเงินเพิ่มย้อนหลัง 5 ปี โดยไม่มีการลดหย่อนในทุกๆ กรณี
       
ที่มา : http://www.9tana.com/node/ecommerce-tax-thailand/


#16
แต่อย่างว่าละครับ หน่วยงานไทย สมัยก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสรรพภากร ไม่ทันแม่ค้า พ่อค้า แต่พอมันเริ่มมีการพัฒนา มีระบบมาขึ้น อย่าง จขกท บอกว่า เคาเริ่มมีหน่วยงานอะไรที่มาตรวจสอบเว็บไซค์ โดยตรง จำนวน 100 คน ที่ตั้งขึ้นมาปลายปีที่แล้ว อันนี้น่าคิด สมัยก่อนผมเชื่อว่า การทำอีคอมเมอร์เป็นเรื่องไกลตัว ทำกันเล่นๆ เงินไม่เยอะ มูลการตลาดไม่เยอะ ประมาณว่า หน่วยงานรัฐมองว่า ก็แค่ขายบนเว็บยอดเงินคงไม่มาก แต่คิดว่าพอมีหน่วยงานเน็คเทคมาวิจัยบ้าง ข้อมูลจากกระทรวงไอซีทีบ้าง เห็นว่า ตรงนี้ การซื้อขาย อีคอมเมร์ส ตัวเลขมันเป็นหมื่นๆล้านแล้ว แน่นอนละครับ กรมสรรพากร จะไม่มาดูเลยหรือ ผมเชื่อว่าต่อไป ถ้าหน่วยงานมันมีระบบมากขึ้น มันคงเช็คบิลกับเว็บต่างๆที่เปิดขึ้นเป็นดอกเห็ด เพราะเห็นว่าตรงนี้ รัฐยังน่าจะจัดเก็บรายได้ เหมือนในอเมริกานั้นแหละครับ แต่ของเคาผมจำไม่ได้นะ แต่เคาวางแผนดีมาก ก่อนที่ธุรกิจยุคดอทคอมเจริญ เคาก็มีภาษีอิเล็กทรอนิกส์อะไรน้แหละ แต่อย่าว่าเมืองไทย ก็ทำเหมือนวัวหายแล้วล้อมครอบ คล้ายๆกรณี พรบ คอม พึ่งมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยนี้แหละครับ เรียกได้ว่า มีปัญหาก่อนแล้วค่อยออกกฏหมาย เพราะเห็นว่า ความผิดทางอาชญกรรมมีมากขึ้น ต่อไปภาษีก็คงแนวๆเดียวกับ พรบ คอม นี้แหละครับ
#17
อ้างถึงจาก: chankoos ใน 17 พฤษภาคม 2012, 13:05:42
ถ้าทำเว็บแล้วแต่ไม่มีการซื้อขายเลยในเว็บเหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์เฉยๆ แต่ว่าตัวสินค้ามีการลงราคาไว้ด้วย อย่างนี้จะมีปัญหาไหมครับ  :wanwan009:



เคาก็ตามหาบัญชีครับ รายได้รับจ่ายคือที่มาของการคิดภาษี น่าเว็บเป็นการประชาสัมพันธ์ คล้ายๆคนทำธุรกิจสินค้า Pre order นั้นแหละครับ ภาษีเวลาคิดตามหาหลักฐาน ใบเสร็จ ประมาณนั้น เพราะไม่งั้นมันก็ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ไม่งั้นประชาชนก็โวยวายว่า ฉันไม่ขายหรือขายไม่ได้เลย จะมีบิลเงินสดซื้อขายได้อย่างไร
#18
หลักการง่ายๆนะครับ ผมเรียกวิธีการหรือเทคนิคทางภาษีกับลดหย่อนภาษี  ไม่ใช่ว่าเลี่ยงภาษีละกัน

Amazon หรือได้ที่มาจาก Affiliate ต่าง ๆ หรือ CPA ทุกอย่างไม่โดน เพราะมันไม่ได้มีขึ้นบนเว็บ จะได้รับก็กับเช็ค อันนี้ ตัดประเด็นปัญหาภาษีครับ เพราะตรวจสอบยาก เพราะการคลิกป้่าย หรือจะขายให้ต่างประเทศ เคาไม่รู้ครับ แต่ถ้าคุณมาทำอีคอมเมอร์ด้วยมีปัญหาแน่นอน ต้องแสดงรายได้ทั้งหมด

สำหรับคนทำอีคอมเมอร์ส

- หากมีธุรกิจเดิมอยู่แล้ว ให้เปลี่ยนหรือใช้เล่มบัญชีใหม่แยกจากธุรกรรรมที่ซื้อขายทั่วไป
-หากจะเลี่ยงตรวจสอบบัญชีย้อยหลัง ให้ปิดบัญชีเดิม เปิดบัญชีใหม่ แต่บัญชีเดิมยังค้างเลขเดิมกับธนาคาร 5 ปี ครับ
- หากรู้ว่ารายปี บัญชีนั้น โอนมากกว่า 1.5 ล้านต่อปี ให้เปิดบัญชีใหม่ เพราะสูงกว่านั้นภาษีเล่นตามระดับขั้น
- หากเป็นไปได้ให้ใช้ชื่อบัญชีของเด็กต่ำกว่า 18 ปี หรือผู้ใหญ่มากกว่า 60 ปี ภาษาลดหย่อนถูกลงครับ (แต่ต้องอ้างเหตุผลให้ดีครับ เพื่อเคามาตรวจ)

สุดท้าย ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ก็เสียภาษีไปเถอะครับ แต่หาเหตุผลเพื่อการลดหย่อนไปครับ

ภาษีอีคอมเมอร์ส มันก็คือ ภาษาบุคคลธรรมดานี้เองครับ เวลายื่นก็ตัวเดียวกันครับ แต่แสดงรายการแยกชิ้น
#19
ผมน่าจะส่งไปให้หมดแล้วน่ะครับ ใครอยากได้ ก็ PM มาละกันครับ
#20

ขอรายละเอียดด้วยคน ว่าจะลองขายเสื้อผ้าแฟชั่นดู
[/quote]

ส่งไปทาง PM แล้ว

อ้างถึงจาก: mark1793 ใน 16 พฤษภาคม 2012, 14:56:25
ขอรายละเอียดด้วยครับ   :wanwan017:

ส่งไปทาง PM แล้ว

อ้างถึงจาก: vampirecuesan ใน 16 พฤษภาคม 2012, 16:53:16
อ้างถึงจาก: eqprogroup ใน 16 พฤษภาคม 2012, 12:01:03
อ้างถึงจาก: adsene5438 ใน 16 พฤษภาคม 2012, 01:38:44
ใครมีเสื้อผ้าเกาหลีบ้างครับ หรือเสื้อผ้าแฟชั่นก็ได้ PM หาผมได้ครับ อยากทำเช่นเดียวกันครับ ผมมีโดเมนเกี่ยวกับ เสื้อผ้าอยู่ครับ ชื่อว่า เสื้อผ้าเกาหลี.net ครับ เดี๋ยวถ้าลงมือทำจะจ้างทำ seo ครับ


ผมส่งให้ทาง PM แล้วครับ ไปคุยกับเจ้าของร้านได้เลย ทำขายส่งกับดร๊อปชิบอยู่ครับ

ขอรายละเอียดด้วยคนครับ


อ้างถึงจาก: aee008 ใน 16 พฤษภาคม 2012, 18:20:38
ขอ pm มาที่ผมด้วยคนนะครับ  ช่วงนี้ว่างอยากหารายได้เหมือนกันครับ  :P

ผมส่งให้ทาง PM แล้วครับ