เมนู

แสดงโพสต์

ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)

เมนู แสดงโพสต์

ข้อความ - stjames

#1

Softgrid Computers บริษัทไอทีขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเมืองอินเทาร์ทางตอนกลางของอินเดีย ได้คิดค้นวิธีการที่ไม่ธรรมดา โดยได้พัฒนาซอฟต์แวร์จัดการกับระบบการทำงานที่สามารถแจ้งเตือนพนักงานเมื่อหมดเวลาทำงานพร้อมแจ้งปิดระบบ เพื่อให้พนักงานกลับบ้าน โดยตัวซอฟต์แวร์นี้มันจะเริ่มทำงานทันทีเมื่อเวลางานสิ้นสุดลง ซึ่งระบบจะแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของพนักงานทุกคนว่า "ระบบสำนักงานจะปิดลงในอีก 10 นาที และขอได้โปรดกลับบ้าน"



ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะบริษัทต้องการให้ความสำคัญกับผลเสียของชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานต่อสุขภาพของพนักงาน และความสัมพันธ์กับคนที่ร่วมงาน ซึ่งมีตัวอย่างที่องค์การอนามัยโลกเตือนในปี 2564 ชี้ว่าการทำงาน 55 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ อาจทำให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 35% และเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจสูงขึ้น 17% ซึ่งแนวคิดนี้คือการทำให้พนักงานมีความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตที่ดี (Work-Life Balance) เพื่อให้พวกเขาสามารถได้ใช้เวลากับครอบครัวและคนที่รัก และทำกิจกรรมอื่นๆ ได้

โดยเรื่องนี้ได้สร้างความฮือฮาในโซเชียลไม่น้อย เมื่อมีพนักงานคนหนึ่งเธอชื่อ Tanvi Khandelwal ได้แชร์ภาพคำเตือนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของบริษัทผ่านทาง LinkedIn เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเธอได้บอกว่า ฉันสนับสนุน Work-Life Balance นอกจากการแจ้งเตือนพิเศษนี้ ก็จะไม่มีการโทรและส่งอีเมลตามงานนอกเวลาอีกด้วย ทำให้โพสต์ของเธอได้รับยอดไลค์เกือบ 400,000 ครั้งเลยทีเดียว

ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/please-go-home/
#2

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้ออกแถลงการณ์ให้ LINE หยุดนำข่าวของสมาชิกที่เผยแพร่ทาง Line Today ไปเผยแพร่ต่อในแพลตฟอร์มอื่น เพราะเป็นการกระทำผิดสัญญาและละเมิดลิขสิทธิ์ โดยมีใจความระบุว่า

"ตามที่บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน LINE ได้ทำสัญญาต่างตอบแทนกับสำนักข่าวที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์หลายแห่ง ในการนำข่าวที่ผลิตโดยสำนักข่าวไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม LINE ในส่วน Line Today และเว็บไซต์ Line Today โดยมีการแบ่งรายไดัจากการโฆษณาระหว่างกันนั้น

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของสำนักข่าวที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ พบว่า LINE ได้มีการนำข่าวของสำนักข่าวผู้ผลิตไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น เช่น Google หรือ Google News ทั้งๆ ที่มีการระบุในสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนว่า อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์ม LINE TODAY ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของ LINE เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ LINE นำข่าวไปลงในแพลตฟอร์มอื่น จึงนับเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาและละเมิดลิขสิทธิ์อย่างร้ายแรง

ด้วยเหตุนี้ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จึงจะดำเนินการยื่นหนังสือเตือนไปยัง บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน LINE ให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยทันที เพราะถือเป็นการดำเนินธุรกิจที่ตั้งใจเอาเปรียบไม่เป็นธรรม และจงใจละเมิดลิขสิทธิ์

ทั้งนี้ หาก LINE ยังไม่ยุติการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมกับยื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตรวจสอบการใช้อำนาจเหนือตลาดของ LINE ในกรณีอื่น ๆ และดำเนินการฟ้องร้องในกรณีการผิดสัญญาต่อไป"

ปล. มันเป็นเรื่องปกติหรือเปล่าที่ติดอันดับใน Google เพราะมันเป็น Search Engine



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/linetoday-sonp/
#3

หลังจากที่คนทั่วโลก ต่างตื่นเต้นกับเทคโนโลยี AI ที่มีความสามารถในด้านภาษา ในรูปแบบของ ChatBot ที่สามารถตอบคำถาม พร้อมกับให้ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนคนจริง ๆ อย่าง ChatGPT ซึ่งเปิดให้ทดลองใช้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมา

ภายใต้ความ "น่าทึ่ง" ของเทคโนโลยี AI นี้ ทำให้คนทั่วโลกอาจต้องเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามว่า จะใช้เทคโนโลยี AI นี้อย่างไรในทางที่ถูกต้อง

โดยเฉพาะในแวดวง "การศึกษา" ที่เริ่มพบการใช้ ChatGPT ในทางที่ไม่เหมาะสมแล้ว..

สำนักข่าว The New York Times ได้รายงานว่า ChatGPT กำลังสร้างความกังวลให้กับโรงเรียน รวมถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

เพราะในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เริ่มพบว่า มีนักศึกษาใช้ ChatGPT ในการช่วยทำการบ้าน และการบ้านชิ้นนั้น มีคุณภาพในระดับดีมากเสียด้วย

โดยอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ของสหรัฐฯ ซึ่งสอนวิชาเกี่ยวกับศาสนา ให้ข้อมูลกับ The New York Times ว่า เขาได้มอบหมายให้นักศึกษาเขียนเรียงความมาส่ง และพบว่ามีรายงานบางเล่ม มีการให้ข้อมูล อธิบายทฤษฎี แนวคิด ตัวอย่าง และข้อโต้แย้งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จนเรียกได้ว่า เป็นรายงานที่มีคุณภาพในระดับ "ยอดเยี่ยม" เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม คุณภาพของรายงานในระดับดีเยี่ยมนี่เอง ทำให้เขาเกิดข้อสงสัย จึงตัดสินใจเรียกนักศึกษาที่เป็นเจ้าของรายงานฉบับนี้เข้าพบ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ซึ่งสุดท้ายแล้ว นักศึกษาคนนี้ก็ยอมสารภาพว่า ไม่ได้ทำรายงานฉบับนี้ด้วยตัวเอง แต่ใช้ ChatGPT ในการเขียนรายงาน

การใช้ ChatGPT ช่วยเขียนรายงานนี้ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้แวดวงการศึกษาของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เกิดการตั้งคำถามครั้งใหญ่ ว่าจะรับมือกับเทคโนโลยีนี้อย่างไร เพราะหากไม่มีการควบคุม ก็อาจมีนักศึกษาที่แอบใช้ ChatGPT ในการเขียนรายงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นได้

ซึ่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ หลาย ๆ คน เลือกที่จะปรับวิธีการสั่งการบ้าน ให้กับนักศึกษาใหม่..

อาจารย์บางคน เลือกใช้วิธีการให้นักศึกษาเขียนรายงาน โดยร่างข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นมาก่อน ภายในห้องเรียน โดยใช้คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ควบคุมการใช้งาน และเมื่อนักศึกษานำรายงานกลับไปทำต่อที่บ้าน ก็ต้องอธิบายถึงข้อมูลที่อยู่ในรายงานของตัวเองให้ได้

รวมถึงอาจารย์บางคน อาจเปลี่ยนวิธีการวัดผลของนักศึกษา จากการสั่งให้เขียนรายงานมาส่ง เป็นการสอบ "ปากเปล่า" เพื่อถาม-ตอบ กับนักศึกษาให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้ ChatGPT

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่อาจารย์ทุกคน ที่จะต่อต้านเทคโนโลยี AI อย่าง ChatGPT เพราะก็มีอาจารย์บางส่วนเช่นกัน ที่เลือกนำเรื่องนี้ มาเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ใช้สอนนักศึกษา

นอกจากนี้ ไม่ใช่เพียงแค่มหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่กำลังหาวิธีรับมือกับ ChatGPT ที่นักศึกษาอาจนำมาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

เพราะโรงเรียนมัธยมของรัฐบาล ในพื้นที่นิวยอร์ก และซีแอตเทิล ได้ประกาศแบน ChatGPT ในโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านการจำกัดการเข้าถึง ChatGPT จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน

แม้ว่าในท้ายที่สุด นักเรียนก็ยังคงสรรหาวิธีต่าง ๆ ที่จะใช้ ChatGPT ได้อยู่ดี..

ในขณะที่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ยังคงตัดสินใจที่จะไม่แบน ChatGPT โดยให้เหตุผลในด้าน "อิสรภาพ" ของการศึกษา แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต้องหาวิธีการใหม่ ๆ ในการสอนหนังสือแทน

เพราะสุดท้ายแล้ว ChatGPT ก็จะไม่ใช่เทคโนโลยีสุดท้าย ที่จะเข้ามาปฎิวัติวงการการศึกษาอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนา ChatGPT ก็ได้รับรู้ถึงปัญหาการใช้ ChatGPT ในทางที่ไม่เหมาะสมของนักศึกษาแล้ว และบริษัทยืนยันว่า จะมีการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยตรวจจับข้อความต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นโดย ChatGPT

ส่วน Turnitin ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ตรวจจับการคัดลอกผลงานทางวิชาการ ก็ประกาศแล้วว่า จะมีการพัฒนาฟีเชอร์ต่าง ๆ ที่ตรวจจับการใช้ ChatGPT หรือเทคโนโลยี AI ในรูปแบบเดียวกัน ในการเขียนผลงาน

รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ กว่า 6,000 คน ซึ่งรวมถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อย่างฮาวาร์ด ได้ร่วมลงชื่อ ในการสนับสนุนการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า GPTZero ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ตรวจจับข้อความที่ถูกสร้างขึ้นโดย ChatGPT โดยเฉพาะ

แม้คนในแวดวงการศึกษา ต่างรู้สึกกังวลกับการใช้งาน ChatGPT เป็นเครื่องมือในการเขียนรายงาน และช่วยให้การเรียน "ง่ายขึ้น" จนต้องหาวิธีการรับมือ

แต่ดูเหมือนว่า ChatGPT จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่นักศึกษาทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะหากลองเข้าไปดู #ChatGPT ในโซเชียลมีเดียชื่อดัง อย่าง TikTok ก็จะพบว่า มีคลิปที่แนะนำให้ใช้ ChatGPT ในฐานะเครื่องมือในการช่วยเขียนรายงาน รวมถึงเขียนโปรแกรมต่าง ๆ เต็มไปหมด..

ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/chatgpt/
#4
เว็บดูรกมากครับ ติเพื่อก่อนะครับ อยากให้สะอาดตามากกว่านี้ครับ  :P
#5


เพราะ Google เป็นเสิร์ชเอนจินอันดับ 1 ของโลกมาโดยตลอด จึงไม่แปลกเลยที่คนทำธุรกิจหลายคน จะอยากให้ธุรกิจของตัวเองไปติดอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาบน Google ให้ได้มากที่สุด

ทำให้การตลาดผ่านการทำ SEO หรือการทำให้เว็บไซต์ของตัวเอง ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาบน Google ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด Google ได้มีการเพิ่มฟีเชอร์ "Continuous Scrolling" สำหรับการใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้สามารถเลื่อนผลการค้นหาต่อไปได้เรื่อย ๆ (คล้ายกับฟีดของโซเชียลมีเดีย) โดยไม่ต้องกดปุ่ม Next Page อีกต่อไปแล้ว

หมายความว่าจากนี้ไป คำว่าหน้าแรกของ Google นั้นจะกว้างขึ้นมาก และทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะถูกจัดอันดับไปอยู่หน้า 2 หรือหน้าท้าย ๆ มีโอกาศสร้างการรับรู้ได้มากขึ้นตามไปด้วย

โดยจากรายงานระบุว่า ความยาวของการแสดงผลการค้นหาแบบใหม่ของ Google ครั้งนี้ จะมีความยาวประมาณ 6 หน้าติดต่อกันก่อนที่จะมีปุ่ม (แสดงผลเพิ่มเติม) ให้ผู้ใช้สามารถขยายฟีดออกไปอีกได้นั่นเอง

พอเป็นแบบนี้จะทำให้การแสดงผลการค้นหาของ Google ดูลื่นไหลมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ Google ก็ได้เปิดฟีเชอร์นี้ให้ใช้กันบนมือถือเรียบร้อยแล้ว (แต่จะมีผลลัพธ์แสดงผลติดกันแค่ 4 หน้าเท่านั้น)

สุดท้ายนี้ยังมีรายงานอีกว่า Google กำลังซุ่มพัฒนา Widget ใหม่ ๆ สำหรับผู้ใช้งานบนเดสก์ท็อป เช่น ให้ผู้ใช้สามารถเซิร์ชผ่านหน้าจอได้เลย ไม่ต้องเข้าเว็บไซต์ คล้ายกับ Widget แสดงสภาพอากาศหรือหุ้นนั่นเอง..

ที่มา https://www.atimedesign.com/webdesign/google-introduces-continuous-scrolling/
#6

สืบเนื่องมาจากที่ Google ได้ประกาศมาก่อนหน้านี้ว่าจะยกเลิกให้บริการ G Suite ฟรี และให้มาใช้ Google Workspace แบบจ่ายเงินเต็มรูปแบบแทน โดยจะบังคับให้เริ่มชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ผู้ใช้งาน G Suite แบบฟรี ที่สมัครสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2012 นั้นจะต้องชำระเงินเพื่อใช้งานต่อไป และถ่ายข้อมูลทุกอย่างไปบัญชี Google Workspace หรือถ้าไม่จ่ายตังก็โดนระงับการให้บริการทั้งหมดไปเลยบน G Suite เมื่อถึงวันที่กำหนด ซึ่งผู้ใช้งานก็ต้องมานั่งเสียเวลาดึงข้อมูลเก่าที่มีอยู่ผ่านทาง Google Takeout ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยาก

แต่ตอนนี้ผู้ใช้ใจชื้นได้หน่อยนึงแล้วเพราะ Google ได้เพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้งานสามารถย้ายข้อมูลจาก G Suite ไปยังบัญชีส่วนตัวได้ โดยไม่ต้องย้ายออกมาด้วยวิธีแบบ Google Takeout


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/gsuite-to-free-account/
#7

ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2012 Google ได้ให้บริการ G Suite รุ่นใช้งานฟรีหรือที่เรียกว่า Google Apps ที่เปิดให้สามารถใช้อีเมลและบริการต่างๆ ของ Google ได้แบบฟรี ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้หยุดให้บริการรุ่นที่ให้บริการฟรีแก่ลูกค้าใหม่ โดยผู้ใช้เก่าก็ยังคงใช้งานได้ต่อไป

แต่ล่าสุด Google ได้ประกาศยกเลิกให้บริการ G Suite ฟรีทั้งหมดแล้ว โดยจะบังคับให้เริ่มชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ผู้ใช้ที่เคยใช้ฟรีก็จะถูกอัพเกรดไปเป็น Google Workspace ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม แต่ยังคงใช้งานได้ฟรีต่อไปอีกสองเดือนจนกว่าจะถึงวันที่กำหนด

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพคเกจ Google Workspace ได้ที่นี่ https://workspace.google.com/intl/th/pricing.html



เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/g-suite-no-free/
#8

Microsoft กำลังจะออก Notepad เวอร์ชั่นใหม่สำหรับ Windows 11 เพื่อให้ดูทันสมัย แม้หน้าตาโดยรวมจะคล้ายเดิมแต่ก็ปรับ UI ใหม่ได้ดีเลยทีเดียว

โปรแกรม Notepad นั้นมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยมี Windows ที่ใช้ในการบันทึกข้อความที่เป็นตัวเลขตัวอักษร จะพิมพ์ข้อความสั้นๆ หรือยาวๆ ก็แล้วแต่งานที่เราทำ ซึ่งในยุคแรกๆคนมักจะใช้มันเขียนเว็บไซต์ ก่อนที่จะมีเครื่องมือใช้เขียนเว็บไซต์ที่ง่ายขึ้นอย่าง Microsoft FrontPage, Dreamweaver และอีกหลายเครื่องมือที่ตามมาซึ่งก็มีหลายเจ้าที่ปิดตัวไป แต่เจ้า Notepad ก็ยังคงอยู่

โดยการอัปเดต Notepad ครั้งนี้ได้ปรับ UI ใหม่ทั้งไอค่อนและอินเทอร์เฟซภายในให้ดูทันสมัย มีความโค้งมน เพื่อให้สอดคล้องกับ Windows 11 และที่สำคัญที่สุดคือ Dark mode ที่ทำให้สายโปรแกรมเมอร์สบายตาขึ้นในการทำงาน และปรับปรุงฟีเจอร์ Find and replace ที่ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น และสามารถรองรับการ Undo ได้หลายๆครั้ง (Ctrl+Z)



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/notepad-darkmode/
#9
อ้างถึงจาก: suriyan2538 ใน 17 พฤศจิกายน 2021, 20:44:15
ผมลองค้นหาด้วยคีย์ "อ่านนิยายออนไลน์"

ช่วงแรกๆ ก็ตรงคีเวิร์ดดีอยู่หรอก แต่หลังๆ มาเว็บพนันขึ้นมาเพียบ 55+

อ่าวกรรม
#10

YOU.com เสิร์ชเอนจินมาใหม่ไฟแรงได้มีการเปิดตัวเบต้าไปไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจาก Google ที่มีอยู่ถึง 86.64% และยังประกาศว่าจะขึ้นเป็นผู้นำทางด้าน Search Engine เหนือ Google อีกด้วย

You.com เป็นบริการ Search Engine น้องใหม่ที่มีนาย Richard Socher และ และ Bryan McCann เป็นผู้ร่วมก่อตั้งขึ้นมา โดยนาย Richard Socher ผู้บริหารของ YOU.comได้กล่าวว่า "มันดูบ้ามากเลยที่ในปัจจุบันมีการผูกขาดจาก Search Engine ยักษ์ใหญ่ ที่คอยมาตัดสินว่าคุณต้องอ่านอะไร กินอะไร หรือซื้ออะไร โดยที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้" Richard กล่าว

ซึ่ง Socher และ Bryan McCann ผู้ร่วมก่อตั้ง ได้ช่วยกันสร้างแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์อย่าง Einstein ที่พวกเขาต้องการขี้นมา ให้การค้นหาเว็บไซต์นั้นปราศจากการโฆษณา และการทำ SEO ในการค้นหาปัจจุบัน ทำให้ผู้ใช้ได้ควบคุมเรื่องการค้นหาได้มากขึ้น มุ่งเน้นที่จะออกแบบอินเทอร์เฟซใหม่และให้ประสบการณ์แก่ผู้ใช้ใหม่ๆ ซึ่งได้มีการเปลี่ยนการค้นหาที่เป็นแบบเรียงรายการลงมาเป็นผลการค้นหาแบบแนวนอน อีกทั้งยังมีความเป็นส่วนตัวในการใช้งานเพราะไม่ล้วงข้อมูลจากผู้ใช้งานแน่นอน


เสิร์ชเอนจินรูปแบบใหม่นี้น่าจะตอบโจทย์พฤติกรรมของใครหลายคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และผลการค้นหาที่กำหนดได้ด้วยตัวเองมากขึ้น โดยเพื่อนๆ สามารถเข้าไปทดลองใช้ได้ที่เว็บไซต์ you.com ได้เลยจ้า

เครดิต : http://www.atimedesign.com/webdesign/search-engine-you/
#11

วันจันทร์ เมื่อวานนี้ Google ได้ประสบปัญหาล่มทั่วโลกทำให้บริการหลายอย่าง อย่าง YouTube, Gmail, Google Drive, Google Play Store และบริการอื่นๆ ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ซึ่งภายหลังจากนั้นไม่นานก็สามารถกลับมาใช้งานได้ปกติ

ปัญหาดังกล่าวนั้นได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกซึ่งทาง Google เองก็ได้ออกมาแถลงการณ์กับสื่อมวลชนในกรณีที่บริการต่างๆได้หยุดชะงักไปว่าเป็นผลมาจากเรื่องโควต้าเนื้อที่เก็บข้อมูลไม่ใช่การโจมตีทางไซเบอร์

ซึ่งทางโฆษกของ Google กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้บริการทั้งหมดได้รับการกู้คืนแล้ว ขออภัยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และเราจะดำเนินการตรวจสอบติดตามอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต




ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-storage-quota-full/
#12

ตอนนี้ Google ได้ทำการอัพเดทระบบการค้นหาเพิ่มขึ้นหลายอย่างเพื่อใช้ในการค้นหาข้อมูลแบบอัตโนมัติ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงสำหรับข่าวสาร และอื่นๆ โดยการอัพเดทครั้งนี้จะครอบคลุมถึงระบบของ Google Search และ Google News ผ่านอัลกอริทึม "BERT" นำมาประมวลผลในทุกภาษาเพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ และรวดเร็วมากที่สุด

ซึ่งสิ่งที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในการที่ใช้อัลกอริทึม BERT เข้ามาช่วยนั้นก็คือ มันจะถูกนำมาใช้ในเรื่องของข่าว และจับคู่เพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่จะมีการการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังใกล้เข้ามาถึงนี้ รวมไปถึง Google จะทำงานร่วมกับ Wikipedia มากขึ้น ตรวจจับข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุด



อันที่จริงแล้วอัลกอริทึม BERT ของ Google นั้นก็คือ AI อย่างนึงที่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะทำความเข้าใจในการอัพเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของการค้นหาใน Google เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงระหว่างข่าว และบทความต่างๆ อีกทั้งยังสามารถทำความเข้าใจและแยกแยะข้อมูลได้ดีมากกว่าแต่ก่อน

โดยทาง Google ก็ได้กล่าวว่าขณะนี้สามารถตรวจจับข้อความของข่าวได้ภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่มีการอัพเดทข่าวจากหลายสำนัก หรือบทความที่มีการเขียนอัพเดทขึ้นทุกวัน ที่ในอดีตอาจใช้เวลาประมาณ 40 นาที (อดีตก็ยังไว) และบางครั้งอาจพบข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ Google สามารถตรวจจับข้อความค้นหาข่าวแบบเร่งด่วนได้เร็วมากขึ้น

ซึ่งสำหรับพวกเรา Google Search ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากในการทำ SEO แต่อยากให้คิดถึงในเรื่องของคอนเทนต์และพยายามปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดีมีคุณภาพและน่าเชื่อถือต่อไป เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ให้มากที่สุด

BERT อัลกอริทึมคืออะไร
มันก็คือเทคโนโลยี่ในการสร้างเครือข่ายสำหรับการประมวลผลภาษาแบบธรรมชาติ (NLP) ซึ่ง BERT นั้นย่อมาจาก (Bidirectional Encoder Representations from Transformers) การเข้ารหัสแบบสองทิศทาง และมันสามารถเข้าใจภาษาได้มากกว่าคนทั่วไป โดย Google ได้กล่าวว่า BERT นั้นจะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างในคำที่เราใช้ค้นหาได้ดียิ่งขึ้นและมีการจับคู่คำค้นหาที่เกี่ยวข้องกันมากขึ้นนั่นเอง


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-bert-match-stories
#13
อ้างถึงจาก: JeffyPluS ใน 06 กันยายน 2020, 11:39:01
จากประสบการณ์ คือ ลูกค้าไม่อัพเดททั้งตัว wp / plugins / themes เลยครับ

ส่วนใหญ่พวกนี้เขาทำเว็บเสร็จก็แทบไม่เข้ามาดูเลยครับ ถ้าไม่มีพนักงานประจำมานั่งดูแลจริงๆ
#14
อ้างถึงจาก: SpaRK ใน 03 กันยายน 2020, 22:16:30
เช็คทุกวัน และมีแบคอัพอีกชั้น จะได้จัดการง่ายเวลาโดนจริงๆ

ใช่ครับเพราะส่วนใหญ่ที่เสี่ยงคือให้อัพเดท plugin หรือไม่ก็ให้อัพเดทเวอร์ชั่น wp
อย่าง plugin ฟรีถ้าไม่อัพเดทบ่อยๆ จะมีช่องโหว่ อ้ออีกอันนึง theme ถ้าไปเอาของฟรีมานี่ระวังกันให้ดีเลยครับ
#15
อ้างถึงจาก: AntiquePeanut ใน 03 กันยายน 2020, 15:49:22
สรุปที่โดนเยอะ เพราะคนใช้เยอะแต่ไม่ค่อยตรวจสอบเว็บตัวเองกันบ่อยๆ  :o

จากประสบการณ์ผมนะ ถ้าไม่เข้าเดือนนึงนี่ก็เสี่ยงแล้ว บางคนเข้าทุกสัปดาห์ แต่ผมเข้าทุกวัน
#16

น่าจะอันดับตกกันหลายคน เพราะเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา Google ได้ทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในระบบการค้นหา!

ตอนนี้ได้มีกลุ่มคนที่ทำ SEO และเจ้าของเว็บไซต์จำนวนมากได้พูดถึงกันว่าตำแหน่งของเว็บไซต์ของพวกเขามีการขึ้นๆลงๆ ตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทาง Google ได้บอกว่ามันเป็นปัญหาทางเทคนิค!!

ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นบั๊ก และได้รับการแก้ไขแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอันดับของคุณจะเหมือนเดิม การจัดอันดับนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาใน Google และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้การจัดอันดับเปลี่ยนไป

โดยล่าสุดก็ยังไม่ชัดเจนว่าปัญหาทางเทคนิคที่ Google ได้บอกนั้นคืออะไร แต่ผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่ที่มองเห็นปัญหา เหล่าคนทำ SEO และเจ้าของเว็บไซต์ต่างๆอาจจะสูญเสียผู้เข้าชมจำนวนมากจากเหตุการณ์นี้ และมันก็ทำให้เกิดความเสียหายในธุรกิจต่างๆ แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้จากข้อบกพร่องเหล่านี้ ก็ได้แต่หวังว่าอันดับของพวกเขาจะกลับมาเหมือนเดิม..


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/seo-ranking-volatility-2020/
#17
มีชื่อมาให้เลือกครับ แต่ไปจดเป็นภาษาอังกฤษเอานะครับ

พุง นำ นม
ซอง ยา คุม
ดำ จัง แก
ซิง จน คาน
คัน แต ฮี
ยุง บิน ชุก
#18

เหล่าบรรดาคนทำเว็บหลายๆ คนน่าจะรู้จัก Bootstrap กันเป็นอย่างดี ด้วยความที่เป็น Framework ที่รวบรวม HTML, CSS และ JS เข้าไว้ด้วยกัน เป็นตัวช่วยให้ประหยัดเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ได้มากเลยทีเดียว


โดยล่าสุดตอนนี้ Bootstrap ได้ทำการออกเวอร์ชั่นใหม่ เป็นเวอร์ชั่น 5.0 Alpha ได้มีการอัพเดทและเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆ คือ ได้ยุติการใช้ jquery แล้วเปลี่ยนมาใช้ javaScript แทน เนื่องด้วยฟีเจอร์ของ javaScript และเบราว์เซอร์รุ่นใหม่ๆ สามารถทดแทน jquery ได้แล้ว และการตัด jquery ออกนั้นจะช่วยให้ขนาดไฟล์เว็บที่สร้างด้วย Bootstrap มีขนาดเล็กลง และเว็บเพจโหลดได้เร็วขึ้น

อีกทั้งยังได้ยุติการซัพพอร์ต Internet Explorer แล้วด้วย รวมถึงมีการอัพเดทเพิ่มเติมในส่วน ฟีเจอร์กำหนดคุณสมบัติ CSS ได้เอง, การปรับแต่งเอกสาร, อัพเดตฟอร์ม, API ยูทิลิตี้ใหม่ และปรับปรุงระบบกริดใหม่ด้วยซึ่งนอกจากเรื่องของการปรับปรุงโค้ด และระบบต่างๆ แล้ว ในส่วนของดีไซน์หน้าเว็บของ Bootstrap เองก็ได้มีการปรับรูปแบบให้ดูดีขึ้น และเปลี่ยนโลโก้ใหม่ เป็นรูปสี่เหลี่ยมโค้งมนมีปีกสองด้าน คล้ายๆ เครื่องหมายปีกกา

อย่างไรก็ตาม นี่ถือว่าเป็นเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Bootstrap เลย แต่ทางทีมงาน Bootstrap ได้เปิดเผยว่า ยังคงต้องปรับปรุงแก้ไขการแสดงผลอีกหลายจุด เนื่องจากอาจจะมีผลกระทบจากการถอด jquery ออกไป โดยจะค่อยๆ แก้ไขและทดสอบในรุ่นถัดไปเรื่อยๆ โดยสามารถไปเยี่ยมชมเวอร์ชั่นใหม่ได้ที่ v5.getbootstrap.com


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/bootstrap-5-0-alpha/
#19

ตอนนี้พวกเราสามารถส่งแบบฟอร์มเพื่อร้องขอ Google ให้ตรวจสอบเว็บไซต์ที่ขายสินค้าปลอมออกจากผลการค้นหาของ Google ได้แล้ว

ขณะนี้ Google อนุญาตให้ผู้ใช้รายงานสินค้าปลอม หรือสินค้าลอกเลียนแบบออกจากผลการค้นหาของ Google ได้แล้ว ซึ่งการดําเนินการเช่นนี้จะคล้ายกับกระบวนการ DMCA (กฎหมายลิขสิทธิ์ในสหรัฐอเมริกา) ที่ผู้ใช้สามารถร้องขอการนําเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ที่ถูกขโมยไปออกจากผลการค้นหาของ Google ได้

โดยปกติ Google Ads ได้ห้ามมิให้ผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบถูกโฆษณาบน Google อยู่แล้ว และได้มีการอธิบาย ว่าสินค้าปลอมเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าหรือโลโก้ที่เหมือนกันกับเจ้าของตัวจริง ทั้งการเลียนแบบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และมีความพยายามที่จะทำให้ตัวเองเหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ของแท้เหมือนเจ้าของแบรนด์ โดยล่าสุด Google ได้มีการเพิ่มหน้าแบบฟอร์ม มันจะคล้ายกับแบบฟอร์มรายงานลิขสิทธิ์ หรือร้องเรียนด้านกฏหมายทั่วไป ซึ่งจะมีพนักงานของ Google คอยตรวจสอบคําขอและเป็นคนตัดสินใจว่าจะนําเนื้อหาเหล่านั้นออกไปหรือไม่



อย่างไรก็ตามในอนาคต Google ก็จะพัฒนาอัลกอริทึม (Pirate Algorithm) และกระบวนการจัดอันดับที่จะช่วยให้สามารถจัดการการแสดงผลของเว็บไซต์ที่พบว่ามีการขายสินค้าปลอมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะหยุดพวกขายสินค้าปลอมละเมิดลิขสิทธิ์ที่จะเข้ามาอยู่ในผลการค้นหาแบบออร์แกนิกของ Google ได้อีกนั่นเอง


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-removal-counterfeit-goods/
#20
อ้างถึงจาก: BOS ใน 28 พฤษภาคม 2020, 20:48:36
จากที่ผมลองใช้ edge chromium แบบจริงจังมาสักพัก พบว่ากิน cpu น้อยกว่า และลื่นกว่า google chrome จริง แบบเห็นความแตกต่างเลยครับ แต่ความเสถียรยังสู้ google chrome ไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของของใหม่ ที่ยังต้องพัฒนากันต่อไป แต่ที่ชัดๆเลยคือเรื่อง tab บางทีมันหดตัว ต้องกดตัวมันเอง หรือ resize ตัว browser มันถึงจะขยายเป็นปกติ ซึ่งการกดมันยากมาก เพราะมันเล็กนิดเดียว บางทีกดพลาดไปโดนปุ่ม close tab อีก ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่สะดวกเอาเสียเลยหลายทีเชียว ตอนนี้กลับมา google chrome แล้วครับ แต่เท่าที่ลอง browser หลายๆตัวมา ผมว่า interface ของ opera แจ่มที่สุด และโดยเฉพาะ feature detach video หรือ pop out video ซึ่งใน google chrome ก็มี extension picture in picture แต่เทียบไม่ได้กับ detach video ของ opera เลย ที่ชัดเจนคือ detach video สามารถ control video ใน pop out ได้เลย แตกต่างจาก picture in picture ที่ทำได้แต่ play และ pause และการตรวจจับ detach video ก็ทำได้แม่นยำกว่า แต่ที่กลับมาใช้ google chrome เพราะผมรู้สึกว่าช่วงหนึ่ง opera ในเครื่องผมมันอืดๆ เลยถอดออกไป แล้วกลับมาใช้ google chrome ว่าจะลองเอากลับมาใช้อีกทีอยู่เหมือนกันครับ ส่วน brave เคยใช้พักหนึ่ง บอกเลยว่าเละเทะมากครับ ส่วน firefox นี่ มีขีดจำกัดในหลายๆอย่าง เลยทำให้ extensions น้อย ไม่สะดวกกับการทำงาน ส่วน safari ไม่ต้องพูดถึงเลยครับผม เพราะผมไม่มี mac ใช้

safari ลง pc ก็ได้นิครับ