เมนู

แสดงโพสต์

ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)

เมนู แสดงโพสต์

หัวข้อ - stjames

#1

Softgrid Computers บริษัทไอทีขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเมืองอินเทาร์ทางตอนกลางของอินเดีย ได้คิดค้นวิธีการที่ไม่ธรรมดา โดยได้พัฒนาซอฟต์แวร์จัดการกับระบบการทำงานที่สามารถแจ้งเตือนพนักงานเมื่อหมดเวลาทำงานพร้อมแจ้งปิดระบบ เพื่อให้พนักงานกลับบ้าน โดยตัวซอฟต์แวร์นี้มันจะเริ่มทำงานทันทีเมื่อเวลางานสิ้นสุดลง ซึ่งระบบจะแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของพนักงานทุกคนว่า "ระบบสำนักงานจะปิดลงในอีก 10 นาที และขอได้โปรดกลับบ้าน"



ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะบริษัทต้องการให้ความสำคัญกับผลเสียของชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานต่อสุขภาพของพนักงาน และความสัมพันธ์กับคนที่ร่วมงาน ซึ่งมีตัวอย่างที่องค์การอนามัยโลกเตือนในปี 2564 ชี้ว่าการทำงาน 55 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ อาจทำให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 35% และเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจสูงขึ้น 17% ซึ่งแนวคิดนี้คือการทำให้พนักงานมีความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตที่ดี (Work-Life Balance) เพื่อให้พวกเขาสามารถได้ใช้เวลากับครอบครัวและคนที่รัก และทำกิจกรรมอื่นๆ ได้

โดยเรื่องนี้ได้สร้างความฮือฮาในโซเชียลไม่น้อย เมื่อมีพนักงานคนหนึ่งเธอชื่อ Tanvi Khandelwal ได้แชร์ภาพคำเตือนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของบริษัทผ่านทาง LinkedIn เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเธอได้บอกว่า ฉันสนับสนุน Work-Life Balance นอกจากการแจ้งเตือนพิเศษนี้ ก็จะไม่มีการโทรและส่งอีเมลตามงานนอกเวลาอีกด้วย ทำให้โพสต์ของเธอได้รับยอดไลค์เกือบ 400,000 ครั้งเลยทีเดียว

ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/please-go-home/
#2

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้ออกแถลงการณ์ให้ LINE หยุดนำข่าวของสมาชิกที่เผยแพร่ทาง Line Today ไปเผยแพร่ต่อในแพลตฟอร์มอื่น เพราะเป็นการกระทำผิดสัญญาและละเมิดลิขสิทธิ์ โดยมีใจความระบุว่า

"ตามที่บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน LINE ได้ทำสัญญาต่างตอบแทนกับสำนักข่าวที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์หลายแห่ง ในการนำข่าวที่ผลิตโดยสำนักข่าวไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม LINE ในส่วน Line Today และเว็บไซต์ Line Today โดยมีการแบ่งรายไดัจากการโฆษณาระหว่างกันนั้น

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของสำนักข่าวที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ พบว่า LINE ได้มีการนำข่าวของสำนักข่าวผู้ผลิตไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น เช่น Google หรือ Google News ทั้งๆ ที่มีการระบุในสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนว่า อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์ม LINE TODAY ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของ LINE เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ LINE นำข่าวไปลงในแพลตฟอร์มอื่น จึงนับเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาและละเมิดลิขสิทธิ์อย่างร้ายแรง

ด้วยเหตุนี้ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จึงจะดำเนินการยื่นหนังสือเตือนไปยัง บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน LINE ให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยทันที เพราะถือเป็นการดำเนินธุรกิจที่ตั้งใจเอาเปรียบไม่เป็นธรรม และจงใจละเมิดลิขสิทธิ์

ทั้งนี้ หาก LINE ยังไม่ยุติการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมกับยื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตรวจสอบการใช้อำนาจเหนือตลาดของ LINE ในกรณีอื่น ๆ และดำเนินการฟ้องร้องในกรณีการผิดสัญญาต่อไป"

ปล. มันเป็นเรื่องปกติหรือเปล่าที่ติดอันดับใน Google เพราะมันเป็น Search Engine



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/linetoday-sonp/
#3

หลังจากที่คนทั่วโลก ต่างตื่นเต้นกับเทคโนโลยี AI ที่มีความสามารถในด้านภาษา ในรูปแบบของ ChatBot ที่สามารถตอบคำถาม พร้อมกับให้ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนคนจริง ๆ อย่าง ChatGPT ซึ่งเปิดให้ทดลองใช้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมา

ภายใต้ความ "น่าทึ่ง" ของเทคโนโลยี AI นี้ ทำให้คนทั่วโลกอาจต้องเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามว่า จะใช้เทคโนโลยี AI นี้อย่างไรในทางที่ถูกต้อง

โดยเฉพาะในแวดวง "การศึกษา" ที่เริ่มพบการใช้ ChatGPT ในทางที่ไม่เหมาะสมแล้ว..

สำนักข่าว The New York Times ได้รายงานว่า ChatGPT กำลังสร้างความกังวลให้กับโรงเรียน รวมถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

เพราะในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เริ่มพบว่า มีนักศึกษาใช้ ChatGPT ในการช่วยทำการบ้าน และการบ้านชิ้นนั้น มีคุณภาพในระดับดีมากเสียด้วย

โดยอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ของสหรัฐฯ ซึ่งสอนวิชาเกี่ยวกับศาสนา ให้ข้อมูลกับ The New York Times ว่า เขาได้มอบหมายให้นักศึกษาเขียนเรียงความมาส่ง และพบว่ามีรายงานบางเล่ม มีการให้ข้อมูล อธิบายทฤษฎี แนวคิด ตัวอย่าง และข้อโต้แย้งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จนเรียกได้ว่า เป็นรายงานที่มีคุณภาพในระดับ "ยอดเยี่ยม" เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม คุณภาพของรายงานในระดับดีเยี่ยมนี่เอง ทำให้เขาเกิดข้อสงสัย จึงตัดสินใจเรียกนักศึกษาที่เป็นเจ้าของรายงานฉบับนี้เข้าพบ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ซึ่งสุดท้ายแล้ว นักศึกษาคนนี้ก็ยอมสารภาพว่า ไม่ได้ทำรายงานฉบับนี้ด้วยตัวเอง แต่ใช้ ChatGPT ในการเขียนรายงาน

การใช้ ChatGPT ช่วยเขียนรายงานนี้ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้แวดวงการศึกษาของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เกิดการตั้งคำถามครั้งใหญ่ ว่าจะรับมือกับเทคโนโลยีนี้อย่างไร เพราะหากไม่มีการควบคุม ก็อาจมีนักศึกษาที่แอบใช้ ChatGPT ในการเขียนรายงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นได้

ซึ่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ หลาย ๆ คน เลือกที่จะปรับวิธีการสั่งการบ้าน ให้กับนักศึกษาใหม่..

อาจารย์บางคน เลือกใช้วิธีการให้นักศึกษาเขียนรายงาน โดยร่างข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นมาก่อน ภายในห้องเรียน โดยใช้คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ควบคุมการใช้งาน และเมื่อนักศึกษานำรายงานกลับไปทำต่อที่บ้าน ก็ต้องอธิบายถึงข้อมูลที่อยู่ในรายงานของตัวเองให้ได้

รวมถึงอาจารย์บางคน อาจเปลี่ยนวิธีการวัดผลของนักศึกษา จากการสั่งให้เขียนรายงานมาส่ง เป็นการสอบ "ปากเปล่า" เพื่อถาม-ตอบ กับนักศึกษาให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้ ChatGPT

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่อาจารย์ทุกคน ที่จะต่อต้านเทคโนโลยี AI อย่าง ChatGPT เพราะก็มีอาจารย์บางส่วนเช่นกัน ที่เลือกนำเรื่องนี้ มาเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ใช้สอนนักศึกษา

นอกจากนี้ ไม่ใช่เพียงแค่มหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่กำลังหาวิธีรับมือกับ ChatGPT ที่นักศึกษาอาจนำมาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

เพราะโรงเรียนมัธยมของรัฐบาล ในพื้นที่นิวยอร์ก และซีแอตเทิล ได้ประกาศแบน ChatGPT ในโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านการจำกัดการเข้าถึง ChatGPT จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน

แม้ว่าในท้ายที่สุด นักเรียนก็ยังคงสรรหาวิธีต่าง ๆ ที่จะใช้ ChatGPT ได้อยู่ดี..

ในขณะที่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ยังคงตัดสินใจที่จะไม่แบน ChatGPT โดยให้เหตุผลในด้าน "อิสรภาพ" ของการศึกษา แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต้องหาวิธีการใหม่ ๆ ในการสอนหนังสือแทน

เพราะสุดท้ายแล้ว ChatGPT ก็จะไม่ใช่เทคโนโลยีสุดท้าย ที่จะเข้ามาปฎิวัติวงการการศึกษาอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนา ChatGPT ก็ได้รับรู้ถึงปัญหาการใช้ ChatGPT ในทางที่ไม่เหมาะสมของนักศึกษาแล้ว และบริษัทยืนยันว่า จะมีการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยตรวจจับข้อความต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นโดย ChatGPT

ส่วน Turnitin ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ตรวจจับการคัดลอกผลงานทางวิชาการ ก็ประกาศแล้วว่า จะมีการพัฒนาฟีเชอร์ต่าง ๆ ที่ตรวจจับการใช้ ChatGPT หรือเทคโนโลยี AI ในรูปแบบเดียวกัน ในการเขียนผลงาน

รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ กว่า 6,000 คน ซึ่งรวมถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อย่างฮาวาร์ด ได้ร่วมลงชื่อ ในการสนับสนุนการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า GPTZero ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ตรวจจับข้อความที่ถูกสร้างขึ้นโดย ChatGPT โดยเฉพาะ

แม้คนในแวดวงการศึกษา ต่างรู้สึกกังวลกับการใช้งาน ChatGPT เป็นเครื่องมือในการเขียนรายงาน และช่วยให้การเรียน "ง่ายขึ้น" จนต้องหาวิธีการรับมือ

แต่ดูเหมือนว่า ChatGPT จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่นักศึกษาทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะหากลองเข้าไปดู #ChatGPT ในโซเชียลมีเดียชื่อดัง อย่าง TikTok ก็จะพบว่า มีคลิปที่แนะนำให้ใช้ ChatGPT ในฐานะเครื่องมือในการช่วยเขียนรายงาน รวมถึงเขียนโปรแกรมต่าง ๆ เต็มไปหมด..

ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/chatgpt/
#4


เพราะ Google เป็นเสิร์ชเอนจินอันดับ 1 ของโลกมาโดยตลอด จึงไม่แปลกเลยที่คนทำธุรกิจหลายคน จะอยากให้ธุรกิจของตัวเองไปติดอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาบน Google ให้ได้มากที่สุด

ทำให้การตลาดผ่านการทำ SEO หรือการทำให้เว็บไซต์ของตัวเอง ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาบน Google ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด Google ได้มีการเพิ่มฟีเชอร์ "Continuous Scrolling" สำหรับการใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้สามารถเลื่อนผลการค้นหาต่อไปได้เรื่อย ๆ (คล้ายกับฟีดของโซเชียลมีเดีย) โดยไม่ต้องกดปุ่ม Next Page อีกต่อไปแล้ว

หมายความว่าจากนี้ไป คำว่าหน้าแรกของ Google นั้นจะกว้างขึ้นมาก และทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะถูกจัดอันดับไปอยู่หน้า 2 หรือหน้าท้าย ๆ มีโอกาศสร้างการรับรู้ได้มากขึ้นตามไปด้วย

โดยจากรายงานระบุว่า ความยาวของการแสดงผลการค้นหาแบบใหม่ของ Google ครั้งนี้ จะมีความยาวประมาณ 6 หน้าติดต่อกันก่อนที่จะมีปุ่ม (แสดงผลเพิ่มเติม) ให้ผู้ใช้สามารถขยายฟีดออกไปอีกได้นั่นเอง

พอเป็นแบบนี้จะทำให้การแสดงผลการค้นหาของ Google ดูลื่นไหลมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ Google ก็ได้เปิดฟีเชอร์นี้ให้ใช้กันบนมือถือเรียบร้อยแล้ว (แต่จะมีผลลัพธ์แสดงผลติดกันแค่ 4 หน้าเท่านั้น)

สุดท้ายนี้ยังมีรายงานอีกว่า Google กำลังซุ่มพัฒนา Widget ใหม่ ๆ สำหรับผู้ใช้งานบนเดสก์ท็อป เช่น ให้ผู้ใช้สามารถเซิร์ชผ่านหน้าจอได้เลย ไม่ต้องเข้าเว็บไซต์ คล้ายกับ Widget แสดงสภาพอากาศหรือหุ้นนั่นเอง..

ที่มา https://www.atimedesign.com/webdesign/google-introduces-continuous-scrolling/
#5

สืบเนื่องมาจากที่ Google ได้ประกาศมาก่อนหน้านี้ว่าจะยกเลิกให้บริการ G Suite ฟรี และให้มาใช้ Google Workspace แบบจ่ายเงินเต็มรูปแบบแทน โดยจะบังคับให้เริ่มชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ผู้ใช้งาน G Suite แบบฟรี ที่สมัครสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2012 นั้นจะต้องชำระเงินเพื่อใช้งานต่อไป และถ่ายข้อมูลทุกอย่างไปบัญชี Google Workspace หรือถ้าไม่จ่ายตังก็โดนระงับการให้บริการทั้งหมดไปเลยบน G Suite เมื่อถึงวันที่กำหนด ซึ่งผู้ใช้งานก็ต้องมานั่งเสียเวลาดึงข้อมูลเก่าที่มีอยู่ผ่านทาง Google Takeout ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยาก

แต่ตอนนี้ผู้ใช้ใจชื้นได้หน่อยนึงแล้วเพราะ Google ได้เพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้งานสามารถย้ายข้อมูลจาก G Suite ไปยังบัญชีส่วนตัวได้ โดยไม่ต้องย้ายออกมาด้วยวิธีแบบ Google Takeout


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/gsuite-to-free-account/
#6

ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2012 Google ได้ให้บริการ G Suite รุ่นใช้งานฟรีหรือที่เรียกว่า Google Apps ที่เปิดให้สามารถใช้อีเมลและบริการต่างๆ ของ Google ได้แบบฟรี ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้หยุดให้บริการรุ่นที่ให้บริการฟรีแก่ลูกค้าใหม่ โดยผู้ใช้เก่าก็ยังคงใช้งานได้ต่อไป

แต่ล่าสุด Google ได้ประกาศยกเลิกให้บริการ G Suite ฟรีทั้งหมดแล้ว โดยจะบังคับให้เริ่มชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ผู้ใช้ที่เคยใช้ฟรีก็จะถูกอัพเกรดไปเป็น Google Workspace ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม แต่ยังคงใช้งานได้ฟรีต่อไปอีกสองเดือนจนกว่าจะถึงวันที่กำหนด

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพคเกจ Google Workspace ได้ที่นี่ https://workspace.google.com/intl/th/pricing.html



เครดิต http://www.atimedesign.com/webdesign/g-suite-no-free/
#7

Microsoft กำลังจะออก Notepad เวอร์ชั่นใหม่สำหรับ Windows 11 เพื่อให้ดูทันสมัย แม้หน้าตาโดยรวมจะคล้ายเดิมแต่ก็ปรับ UI ใหม่ได้ดีเลยทีเดียว

โปรแกรม Notepad นั้นมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยมี Windows ที่ใช้ในการบันทึกข้อความที่เป็นตัวเลขตัวอักษร จะพิมพ์ข้อความสั้นๆ หรือยาวๆ ก็แล้วแต่งานที่เราทำ ซึ่งในยุคแรกๆคนมักจะใช้มันเขียนเว็บไซต์ ก่อนที่จะมีเครื่องมือใช้เขียนเว็บไซต์ที่ง่ายขึ้นอย่าง Microsoft FrontPage, Dreamweaver และอีกหลายเครื่องมือที่ตามมาซึ่งก็มีหลายเจ้าที่ปิดตัวไป แต่เจ้า Notepad ก็ยังคงอยู่

โดยการอัปเดต Notepad ครั้งนี้ได้ปรับ UI ใหม่ทั้งไอค่อนและอินเทอร์เฟซภายในให้ดูทันสมัย มีความโค้งมน เพื่อให้สอดคล้องกับ Windows 11 และที่สำคัญที่สุดคือ Dark mode ที่ทำให้สายโปรแกรมเมอร์สบายตาขึ้นในการทำงาน และปรับปรุงฟีเจอร์ Find and replace ที่ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น และสามารถรองรับการ Undo ได้หลายๆครั้ง (Ctrl+Z)



ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/notepad-darkmode/
#8

YOU.com เสิร์ชเอนจินมาใหม่ไฟแรงได้มีการเปิดตัวเบต้าไปไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจาก Google ที่มีอยู่ถึง 86.64% และยังประกาศว่าจะขึ้นเป็นผู้นำทางด้าน Search Engine เหนือ Google อีกด้วย

You.com เป็นบริการ Search Engine น้องใหม่ที่มีนาย Richard Socher และ และ Bryan McCann เป็นผู้ร่วมก่อตั้งขึ้นมา โดยนาย Richard Socher ผู้บริหารของ YOU.comได้กล่าวว่า "มันดูบ้ามากเลยที่ในปัจจุบันมีการผูกขาดจาก Search Engine ยักษ์ใหญ่ ที่คอยมาตัดสินว่าคุณต้องอ่านอะไร กินอะไร หรือซื้ออะไร โดยที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้" Richard กล่าว

ซึ่ง Socher และ Bryan McCann ผู้ร่วมก่อตั้ง ได้ช่วยกันสร้างแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์อย่าง Einstein ที่พวกเขาต้องการขี้นมา ให้การค้นหาเว็บไซต์นั้นปราศจากการโฆษณา และการทำ SEO ในการค้นหาปัจจุบัน ทำให้ผู้ใช้ได้ควบคุมเรื่องการค้นหาได้มากขึ้น มุ่งเน้นที่จะออกแบบอินเทอร์เฟซใหม่และให้ประสบการณ์แก่ผู้ใช้ใหม่ๆ ซึ่งได้มีการเปลี่ยนการค้นหาที่เป็นแบบเรียงรายการลงมาเป็นผลการค้นหาแบบแนวนอน อีกทั้งยังมีความเป็นส่วนตัวในการใช้งานเพราะไม่ล้วงข้อมูลจากผู้ใช้งานแน่นอน


เสิร์ชเอนจินรูปแบบใหม่นี้น่าจะตอบโจทย์พฤติกรรมของใครหลายคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และผลการค้นหาที่กำหนดได้ด้วยตัวเองมากขึ้น โดยเพื่อนๆ สามารถเข้าไปทดลองใช้ได้ที่เว็บไซต์ you.com ได้เลยจ้า

เครดิต : http://www.atimedesign.com/webdesign/search-engine-you/
#9

วันจันทร์ เมื่อวานนี้ Google ได้ประสบปัญหาล่มทั่วโลกทำให้บริการหลายอย่าง อย่าง YouTube, Gmail, Google Drive, Google Play Store และบริการอื่นๆ ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ซึ่งภายหลังจากนั้นไม่นานก็สามารถกลับมาใช้งานได้ปกติ

ปัญหาดังกล่าวนั้นได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกซึ่งทาง Google เองก็ได้ออกมาแถลงการณ์กับสื่อมวลชนในกรณีที่บริการต่างๆได้หยุดชะงักไปว่าเป็นผลมาจากเรื่องโควต้าเนื้อที่เก็บข้อมูลไม่ใช่การโจมตีทางไซเบอร์

ซึ่งทางโฆษกของ Google กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้บริการทั้งหมดได้รับการกู้คืนแล้ว ขออภัยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และเราจะดำเนินการตรวจสอบติดตามอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต




ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-storage-quota-full/
#10

ตอนนี้ Google ได้ทำการอัพเดทระบบการค้นหาเพิ่มขึ้นหลายอย่างเพื่อใช้ในการค้นหาข้อมูลแบบอัตโนมัติ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงสำหรับข่าวสาร และอื่นๆ โดยการอัพเดทครั้งนี้จะครอบคลุมถึงระบบของ Google Search และ Google News ผ่านอัลกอริทึม "BERT" นำมาประมวลผลในทุกภาษาเพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ และรวดเร็วมากที่สุด

ซึ่งสิ่งที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในการที่ใช้อัลกอริทึม BERT เข้ามาช่วยนั้นก็คือ มันจะถูกนำมาใช้ในเรื่องของข่าว และจับคู่เพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่จะมีการการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังใกล้เข้ามาถึงนี้ รวมไปถึง Google จะทำงานร่วมกับ Wikipedia มากขึ้น ตรวจจับข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุด



อันที่จริงแล้วอัลกอริทึม BERT ของ Google นั้นก็คือ AI อย่างนึงที่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะทำความเข้าใจในการอัพเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของการค้นหาใน Google เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงระหว่างข่าว และบทความต่างๆ อีกทั้งยังสามารถทำความเข้าใจและแยกแยะข้อมูลได้ดีมากกว่าแต่ก่อน

โดยทาง Google ก็ได้กล่าวว่าขณะนี้สามารถตรวจจับข้อความของข่าวได้ภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่มีการอัพเดทข่าวจากหลายสำนัก หรือบทความที่มีการเขียนอัพเดทขึ้นทุกวัน ที่ในอดีตอาจใช้เวลาประมาณ 40 นาที (อดีตก็ยังไว) และบางครั้งอาจพบข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ Google สามารถตรวจจับข้อความค้นหาข่าวแบบเร่งด่วนได้เร็วมากขึ้น

ซึ่งสำหรับพวกเรา Google Search ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากในการทำ SEO แต่อยากให้คิดถึงในเรื่องของคอนเทนต์และพยายามปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดีมีคุณภาพและน่าเชื่อถือต่อไป เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ให้มากที่สุด

BERT อัลกอริทึมคืออะไร
มันก็คือเทคโนโลยี่ในการสร้างเครือข่ายสำหรับการประมวลผลภาษาแบบธรรมชาติ (NLP) ซึ่ง BERT นั้นย่อมาจาก (Bidirectional Encoder Representations from Transformers) การเข้ารหัสแบบสองทิศทาง และมันสามารถเข้าใจภาษาได้มากกว่าคนทั่วไป โดย Google ได้กล่าวว่า BERT นั้นจะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างในคำที่เราใช้ค้นหาได้ดียิ่งขึ้นและมีการจับคู่คำค้นหาที่เกี่ยวข้องกันมากขึ้นนั่นเอง


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-bert-match-stories
#11

น่าจะอันดับตกกันหลายคน เพราะเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา Google ได้ทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในระบบการค้นหา!

ตอนนี้ได้มีกลุ่มคนที่ทำ SEO และเจ้าของเว็บไซต์จำนวนมากได้พูดถึงกันว่าตำแหน่งของเว็บไซต์ของพวกเขามีการขึ้นๆลงๆ ตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทาง Google ได้บอกว่ามันเป็นปัญหาทางเทคนิค!!

ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นบั๊ก และได้รับการแก้ไขแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอันดับของคุณจะเหมือนเดิม การจัดอันดับนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาใน Google และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้การจัดอันดับเปลี่ยนไป

โดยล่าสุดก็ยังไม่ชัดเจนว่าปัญหาทางเทคนิคที่ Google ได้บอกนั้นคืออะไร แต่ผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่ที่มองเห็นปัญหา เหล่าคนทำ SEO และเจ้าของเว็บไซต์ต่างๆอาจจะสูญเสียผู้เข้าชมจำนวนมากจากเหตุการณ์นี้ และมันก็ทำให้เกิดความเสียหายในธุรกิจต่างๆ แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้จากข้อบกพร่องเหล่านี้ ก็ได้แต่หวังว่าอันดับของพวกเขาจะกลับมาเหมือนเดิม..


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/seo-ranking-volatility-2020/
#12

เหล่าบรรดาคนทำเว็บหลายๆ คนน่าจะรู้จัก Bootstrap กันเป็นอย่างดี ด้วยความที่เป็น Framework ที่รวบรวม HTML, CSS และ JS เข้าไว้ด้วยกัน เป็นตัวช่วยให้ประหยัดเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ได้มากเลยทีเดียว


โดยล่าสุดตอนนี้ Bootstrap ได้ทำการออกเวอร์ชั่นใหม่ เป็นเวอร์ชั่น 5.0 Alpha ได้มีการอัพเดทและเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆ คือ ได้ยุติการใช้ jquery แล้วเปลี่ยนมาใช้ javaScript แทน เนื่องด้วยฟีเจอร์ของ javaScript และเบราว์เซอร์รุ่นใหม่ๆ สามารถทดแทน jquery ได้แล้ว และการตัด jquery ออกนั้นจะช่วยให้ขนาดไฟล์เว็บที่สร้างด้วย Bootstrap มีขนาดเล็กลง และเว็บเพจโหลดได้เร็วขึ้น

อีกทั้งยังได้ยุติการซัพพอร์ต Internet Explorer แล้วด้วย รวมถึงมีการอัพเดทเพิ่มเติมในส่วน ฟีเจอร์กำหนดคุณสมบัติ CSS ได้เอง, การปรับแต่งเอกสาร, อัพเดตฟอร์ม, API ยูทิลิตี้ใหม่ และปรับปรุงระบบกริดใหม่ด้วยซึ่งนอกจากเรื่องของการปรับปรุงโค้ด และระบบต่างๆ แล้ว ในส่วนของดีไซน์หน้าเว็บของ Bootstrap เองก็ได้มีการปรับรูปแบบให้ดูดีขึ้น และเปลี่ยนโลโก้ใหม่ เป็นรูปสี่เหลี่ยมโค้งมนมีปีกสองด้าน คล้ายๆ เครื่องหมายปีกกา

อย่างไรก็ตาม นี่ถือว่าเป็นเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Bootstrap เลย แต่ทางทีมงาน Bootstrap ได้เปิดเผยว่า ยังคงต้องปรับปรุงแก้ไขการแสดงผลอีกหลายจุด เนื่องจากอาจจะมีผลกระทบจากการถอด jquery ออกไป โดยจะค่อยๆ แก้ไขและทดสอบในรุ่นถัดไปเรื่อยๆ โดยสามารถไปเยี่ยมชมเวอร์ชั่นใหม่ได้ที่ v5.getbootstrap.com


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/bootstrap-5-0-alpha/
#13

ตอนนี้พวกเราสามารถส่งแบบฟอร์มเพื่อร้องขอ Google ให้ตรวจสอบเว็บไซต์ที่ขายสินค้าปลอมออกจากผลการค้นหาของ Google ได้แล้ว

ขณะนี้ Google อนุญาตให้ผู้ใช้รายงานสินค้าปลอม หรือสินค้าลอกเลียนแบบออกจากผลการค้นหาของ Google ได้แล้ว ซึ่งการดําเนินการเช่นนี้จะคล้ายกับกระบวนการ DMCA (กฎหมายลิขสิทธิ์ในสหรัฐอเมริกา) ที่ผู้ใช้สามารถร้องขอการนําเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ที่ถูกขโมยไปออกจากผลการค้นหาของ Google ได้

โดยปกติ Google Ads ได้ห้ามมิให้ผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบถูกโฆษณาบน Google อยู่แล้ว และได้มีการอธิบาย ว่าสินค้าปลอมเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าหรือโลโก้ที่เหมือนกันกับเจ้าของตัวจริง ทั้งการเลียนแบบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และมีความพยายามที่จะทำให้ตัวเองเหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ของแท้เหมือนเจ้าของแบรนด์ โดยล่าสุด Google ได้มีการเพิ่มหน้าแบบฟอร์ม มันจะคล้ายกับแบบฟอร์มรายงานลิขสิทธิ์ หรือร้องเรียนด้านกฏหมายทั่วไป ซึ่งจะมีพนักงานของ Google คอยตรวจสอบคําขอและเป็นคนตัดสินใจว่าจะนําเนื้อหาเหล่านั้นออกไปหรือไม่



อย่างไรก็ตามในอนาคต Google ก็จะพัฒนาอัลกอริทึม (Pirate Algorithm) และกระบวนการจัดอันดับที่จะช่วยให้สามารถจัดการการแสดงผลของเว็บไซต์ที่พบว่ามีการขายสินค้าปลอมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะหยุดพวกขายสินค้าปลอมละเมิดลิขสิทธิ์ที่จะเข้ามาอยู่ในผลการค้นหาแบบออร์แกนิกของ Google ได้อีกนั่นเอง


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/google-removal-counterfeit-goods/
#14

นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัย ออกมาแจ้งเตือนผู้ใช้สมาร์ตโฟน Xiaomi หลังพบว่าเบราว์เซอร์ Xiaomi ที่ติดตั้งไปกับโทรศัพท์ของ Xiaomi นั้นมีการส่งข้อมูลออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ของตนเป็นจำนวนมาก โดยส่งข้อมูลไปพร้อมกับหมายเลขประจำเครื่องและเวอร์ชั่นแอนดรอยด์ของผู้ใช้

ทั้งนี้นักวิจัยได้กล่าวว่าพฤติกรรมของ Xiaomi ได้มีการรุกรานความเป็นส่วนตัวมากกว่าเบราว์เซอร์อื่นๆ อย่าง Google Chrome หรือ Safari มันมากยิ่งกว่าเบราว์เซอร์หลักใดๆ ที่เคยเห็นมา และไม่ได้มีเพียงแค่เบราว์เซอร์ เพราะเมื่อเราใช้งานมือถือ Xiaomi มันก็ยังส่งข้อมูลกลับไปที่เซิร์ฟเวอร์ของตนเองตลอดเวลาเหมือนกัน

โดยทาง Xiaomi ก็ได้ออกมาปฏิเสธ และได้บอกว่าบริษัทยึดถือความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นสิ่งสูงสุด และเป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ ข้อมูลที่เก็บไปนั้นไม่ผูกกับตัวตนผู้ใช้แต่อย่างใด ซึ่งทางผู้ใช้เองก็ได้ให้ความยินยอมในการให้เก็บข้อมูลด้วย
#15

นับว่าเป็นข่าวร้ายอีกครั้งสำหรับ Firefox ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะว่าได้สูญเสียตำแหน่งอันดับสองของเว็บเบราว์เซอร์ของโลกให้กับ Microsoft Edge ไปเป็นที่เรียบร้อย

ถือว่ามาแรงเลยจริงๆ สำหรับ Microsoft Edge เบราว์เซอร์ตัวใหม่ของ Microsoft ที่มันสามารถทำงานได้เหมือนกับ Google Chrome แทบทุกอย่าง ซึ่ง Microsoft Edge รุ่นใหม่นี้มีข้อได้เปรียบในด้านของแรมที่กินน้อยกว่า ทั้งการใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่า Chrome ส่งผลให้คนส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนใจหันไปซบอก Microsoft Edge มากขึ้นแทน Google Chrome

ซึ่งจากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์แอปพลิเคชั่น ได้บอกว่าตอนนี้ส่วนแบ่งของผู้ใช้ที่เคยใช้ Firefox ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้นลดลงเป็นอย่างมาก และที่สำคัญกว่านั้นถือว่าเป็นสถิติต่ำสุดของ Firefox นับตั้งแต่ที่เคยเอาชนะ IE ได้เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา แต่ในขณะที่ Edge ตัวใหม่ยัดไส้ Chromium นั้นมีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นและแซง Firefox ในที่สุด

การทำงานจากที่บ้าน (WFH) ส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งของเบราว์เซอร์?


อันนี้ก็เป็นจุดนึงที่น่าสังเกตุ ในสถานการณ์ตอนนี้ที่ทำให้อัตราคนใช้ Firefox ตกต่ำลงเนื่องจากมันเป็นที่นิยมน้อยที่สุดในสามอันดับแรกของเบราว์เซอร์ที่เหล่า IT ชอบใช้ (Chrome, Edge และ Firefox) และบริษัทต่างๆทั้งหลายก็ให้พนักงานนั้นกลับไปทำงานที่บ้านเพราะเนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ซึ่งพวกเขาก็จะดาวน์โหลด Chrome หรือ Edge มาใช้ในเครื่อง โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Chrome และ Edge ก็ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

การระบาดของ Covid-19 จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการพฤติกรรมการใช้งานเบราว์เซอร์เป็นแบบนี้ต่อไปหรือไม่ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/top-web-browsers-2020/
#16

เมื่อวานนี้ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ Covid-19 เข้าสู่ภาวะระบาดใหญ่ทั่วโลกแล้ว พร้อมทั้งรายงานยอดผู้ติดเชื้อรวมทั่วโลกทะลุกว่า 100,000 รายแล้ว ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่กว่า 3,000 ราย และนอกจากนี้ยังพบว่าเหล่าบรรดาคนดังทั่วโลกติดเชื้อไวรัส Covid-19 กันแทบจะทุกวงการแล้ว ไล่ตั้งแต่วงการแพทย์ การเมือง กีฬา และบันเทิง อย่างเช่น ทอม แฮงส์ และภรรยา, คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย นักเตะคนสำคัญของเชลซี, ภรรยาผู้นำประเทศแคนาดา​ และล่าสุดนักแสดงคนไทย แมทธิว ดีน ก็ได้ออกมาโพสต์บอกว่าตนเองได้ติดเชื้อไวรัส Covid-19 แล้ว

โดยในตอนนี้หลายๆ ประเทศก็ได้เริ่มออกมาตราการให้ประชาชนที่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงให้กักตัวอยู่กับบ้านเพื่อเฝ้าดูอาการเป็นเวลา 14 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิตาลีที่มีการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสไปอย่างรวดเร็ว จนรัฐบาลต้องประกาศกฎหมายการกักตัว และสั่งปิดเมืองหลายเมือง ทำให้คนเป็นล้านในอิตาลีไม่สามารถเดินทางไปไหนได้เลยแม้ว่าจะไม่ได้ติดเชื้อก็ตาม


ล่าสุด Pornhub เว็บไซต์ 18+ ชื่อดัง สุดใจดี ได้เปิดให้คนอิตาลีเข้าใช้งานแพ็กเกจพรีเมี่ยมได้ฟรีทั่วประเทศ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตลอดเดือนมีนาคมนี้เลย โดยคาดว่าได้ว่านี่ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้การกักตัวดูไม่น่าเบื่อจนเกินไป แต่หลังจากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป ทำให้อีกหลายๆ ประเทศก็ออกมาเรียกร้องขอแพ็กเกจเดียวกันนี้กับทาง Pornhub กันยกใหญ่ ก็คงต้องรอดูว่า ทาง Pornhub จะตัดสินใจกับเรื่องนี้อย่างไร จะมีประเทศใดได้ใช้แพ็กเกจเดียวกับที่ประเทศอิตาลีนี้หรือไม่


ที่มา http://www.atimedesign.com/webdesign/pornhub-premuim-free-italy-covid-19/
#17

ก่อนหน้านี้ Google Chrome อาจจะเป็นตัวเต็งสำหรับผู้ให้บริการเว็บเบราว์เซอร์มาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าอาจจะไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เมื่อ Microsoft ได้เปิดตัวเบราว์เซอร์ Edge ยัดไส้ Chromium ออกมาใหม่ พร้อมกับฟังก์ชั่นที่ดูเหนือชั้นกว่า Google Chrome ในด้านของแรมที่กินน้อยกว่า ทั้งการใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่า ส่งผลให้คนส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนใจหันไปซบอก Microsoft Edge มากขึ้นแทน Google Chrome กันเสียแล้ว

ล่าสุดทาง Google เห็นท่าว่าจะไม่เป็นผลดีแน่ๆ จึงได้ทำการส่งการแจ้งเตือนไปยังหน้าเว็บไซต์บริการต่างๆ เช่น Google Docs, Google Translate, Google Search และ Google News โดยแสดงขึ้นเป็นป๊อปอัปที่มีใจความแสดงข้อดีของ Google Chrome อย่าง การใช้ Docs ทำงานแบบออฟไลน์ได้อย่างไรหากคุณใช้เบราว์เซอร์ Chrome, ตัวช่วยในการแปลภาษาใน Google Translate หรือแม้แต่แสดงป๊อปอัป "เปลี่ยนเป็น Chrome" บนเบราว์เซอร์ Edge ในหน้าแรกของข่าวสาร และหน้าค้นหา เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ใช้หันกลับมาใช้ Google Chrome เหมือนเดิม







ต้องขอบอกเลยว่าการกลับมาครั้งนี้ของเบราว์เซอร์ Edge ยัดไส้ Chromium นี้ทำเอาบัลลังก์ของ Google Chrome รวมไปถึงเบราว์เซอร์ต่างๆ ถึงกับสั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก แม้ว่า Microsoft Edge จะเพิ่งเปิดตัวมาได้เพียงแค่เดือนเศษๆ เท่านั้น

ปล. หลายคนอาจสงสัย Chromium คืออะไร? อ่านได้ที่นี่ https://notebookspec.com/chromium/467395/



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-chrome-microsoft-edge-switch-pop-up/
#18
ปกติเราจะลงปลั๊กอินที่ชื่อว่า Google Analytics Dashboard for WP ใน wordpress ของเราซึ่งสามารถดูได้ง่ายๆเบื้องต้นแบบไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปดูใน Google Analytics แบบเต็มๆซึ่งต้องเสียเวลาดูนาน

แต่ตอนนี้อยู่ๆ เจ้าปลั๊กอิน Google Analytics Dashboard for WP ก็เปลี่ยนโฉมใหม่ไปเป็นแบบนี้โดยสามารถดูได้แค่ราย 30 วันซึ่งไม่ละเอียดเหมือนเดิม โดยถ้าจะดูละเอียดแบบรายวัน รายสัปดาห์จะต้องอัพเกรด (เสียตัง) ไม่ทราบว่าของเพื่อนๆ ใครเป็นเหมือนกันบ้างแล้วมีตัวไหนที่ฟรีและพอที่จะใช้งานได้แบบดูได้รายวันเเหมือนเดิม

เปลี่ยนโฉมใหม่





แบบเก่าที่ใช้ดูได้แบบรายวัน รายสัปดาห์ ฯลฯ
#19

Google Chrome ประกาศปรับนโยบายใหม่ จะเริ่มปิดกั้นการดาวน์โหลดไฟล์ผ่าน HTTP (mixed content download) ที่ไม่มีการเข้ารหัส หรือไม่มีความปลอดภัย เนื่องจากการดาว์นโหลดไฟล์ที่ไม่มีการเข้ารหัสดังกล่าวนั้น อาจจะเป็นไฟล์ที่ถูกปลอมแปลง หรือแอบแฝงมัลแวร์เอาไว้ จะส่งผลให้ผู้ใช้โดนดักข้อมูลไปได้ อย่างเช่น ไฟล์ที่เกี่ยวกับกับทำธุรกรรมทางการเงิน หรือจากเว็บไซต์ของธนาคาร

โดยทาง Google Chrome ได้เปิดเผยถึงแผนในการปิดกั้นการดาวน์โหลดไฟล์ดังกล่าวว่า ใน Chrome 81 จะเริ่มมีการปล่อยข้อความแจ้งเตือนเกี่ยวกับการดาวน์โหลดไฟล์ผ่าน HTTP ที่ไม่ปลอดภัยให้ผู้ใช้ทราบ และจะเริ่มปิดกั้นการดาวน์โหลดจริงๆ ใน Chrome 82 โดยจะเริ่มที่ไฟล์นามสกุล .exe ก่อน



จากนั้นจะเพิ่มการปิดกั้นของไฟล์อื่นขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งไฟล์ .zip,.pdf, .docx, .png, .mp3 การป้องกันการผสมไฟล์แบบ Executable  และ อื่นๆ อีกมากมาย ใน Chrome 83, 84, 85 จนเสร็จสิ้นการปิดกั้นไฟล์ทั้งหมดบน HTTP  ใน Chrome 86 ที่มีแผนจะออกในเดือนตุลาคม 2020 นี้


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/chrome-82-block-file-download/
#20

ถือว่ามาแรงเลยจริงๆ สำหรับ Microsoft Edge เบราว์เซอร์ตัวใหม่ของ Microsoft ที่มีการยัดไส้ Chromium เข้าไปและมันทำงานได้เหมือนกับ Google Chrome แทบทุกอย่าง ซึ่ง Microsoft Edge รุ่นใหม่นี้มีการใช้ทรัพยากรน้อยมากกว่า Chrome เยอะเลย

โดย Microsoft ได้มีความพยายามที่จะลบภาพของ Internet Explorer ออกทั้งหมดโดยการเปิดตัว Microsoft Edge เมื่อในปี 2015 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเพราะว่าพัฒนาเอง ทำให้สู้ Chrome ไม่ได้ และผู้ใช้ให้การต้อนรับน้อยมาก


ซึ่งล่าสุด Microsoft ได้ทำการพัฒนา Edge ที่มีพื้นฐานบน Chromium ให้เหมือนกับ Google Chrome ทั้งหมด และได้ปล่อยให้ดาวน์โหลดเมื่อกลางเดือน มกราคมที่ผ่านมา

โดยจากการทดสอบเรื่องการกินแรมกับ CPU จากหลายสำนักเปรียบเทียบกับ Google Chrome โดยการเปิดเว็บไซต์หลายแท็บเท่าๆ กัน จะพบว่า Edge ที่มีการยัดไส้ Chromium มานั้นใช้แรมน้อยกว่า Chrome มาก

ก็ถือว่าเป็นก้าวกระโดดของเบราว์เซอร์ตระกูล Microsoft เลยทีเดียว ซึ่งผู้เขียนตอนนี้ก็ใช้อยู่ ก็จะบอกว่าเบาสบาย ใช้งานได้เหมือน Chrome และเร็วมาก Extension ตอนนี้ก็มีให้เยอะเหมือนกันที่จำเป็น เรื่อง Favourite มันตามไปหมดทั้งยวงเลยจ้า บางเครื่องก็จำ user กับ password ที่เคยลงไว้ที่ Chrome ให้ด้วยเอ้า

ปล. หลายคนอาจสงสัย Chromium คืออะไร? อ่านได้ที่นี่ https://notebookspec.com/chromium/467395/

ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/microsoft-edge-2020/
#21
Google ล้ำไปไกลมาก ไม่ต้องค้นหาด้วย keyword ตรงตัวก็เข้าใจเราได้โดยไม่ต้องกดเปลี่ยนภาษาก็หาผลลัพธ์มาให้เราได้เลย

#22

Google Classroom เครื่องมือที่ใช้จัดการด้านการศึกษาของ Google ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ Originality Reports เป็นฟีเจอร์ที่จะมาช่วยให้ครูตรวจการบ้านของนักเรียนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่มันสามารถสแกนการบ้านของนักเรียน เพื่อตรวจสอบดูว่าข้อมูลในการบ้านถูก Copy มาจากเว็บไซต์ไหน หรือมีการ Copy การบ้านของเพื่อนมาหรือไม่แบบอัตโนมัติ จากเดิมที่ครูต้อง Copy ย่อหน้าที่ดูน่าสงสัยไปเช็คบน Google Search เพื่อตรวจสอบ ทำให้สิ้นเปลืองเวลา


นอกจากนี้ Google Classroom ยังมีระบบ Rubric เพิ่มเติมเข้ามาด้วย โดยจะทำหน้าที่ให้คะแนนการบ้านตามหมวดหมู่ต่าง ๆ ช่วยให้นักเรียนหรืออาจารย์รับรู้ผลลัพธ์ว่ามีการบ้านหมวดไหนบ้างที่ทำคะแนนได้ดีหรือไม่ดี เพื่อที่ครูจะสามารถให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับนักเรียนได้


โดยเบื้องต้นฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ กำลังอยู่ในเวอร์ชั่นทดลองใช้อยู่ ส่วนระบบ Rubric นั้น เปิดให้ใช้งานแล้วผ่าน Classroom and Assignments ซึ่งทั้งสองระบบนั้นยังคงรองรับแค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ในอนาคตคาดว่าจะมีการอัพเดทในภาษาอื่นๆ ต่อไป
#23

ตอนนี้ Google ได้ทำการอัพเดทใช้งานจริงแล้วในการหน้าแสดงผลการค้นหาแบบใหม่ โดยได้มีการดึง icon ของเว็บไซต์ (Favicon) มาแสดงเพิ่มในผลการค้นหาร่วมด้วยในเวอร์ชั่น PC จากที่เคยเปิดใช้ในเวอร์ชั่นมือถือไปเมื่อปีที่แล้ว

หลังจากที่ได้มีการทดสอบผลการค้นหาที่มีการแสดง favicon ของเว็บไซต์ในเวอร์ชั่น PC ในช่วง 18 ตุลาคม ของปีที่ผ่านมา (โผล่มาแป๊บเดียว) โดยเพื่อนๆ จะสังเกตได้ว่าตอนนี้ถ้าเราเข้าไปค้นหาข้อมูลใน Google โดยใช้เครื่อง PC ก็จะปรากฏผลการค้นหานั้นแสดง favicon ของเว็บไซต์แล้ว โดยมันจะแสดงอยู่เหนือ Title ของเว็บไซต์

นอกจากนี้ในส่วนที่เป็น Ad โฆษณา ที่แสดงอยู่ด้านบนสุดและล่างสุดของผลการค้นหาก็มีการปรับเปลี่ยน โดยจะเปลี่ยนให้เป็นสีดำจากเดิมที่เป็นสีเขียว และมันจะแสดงอยู่เหนือ Title ของเว็บไซต์เช่นเดียวกัน ซึ่งทาง Google ได้เคยบอกว่ามันจะทำให้เด่นชัดขึ้น ในการปรับดีไซน์หน้าผลการค้นหาใหม่นี้ Google ได้ให้เหตุผลว่า เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์ และเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ค้นพบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อผู้ใช้เห็น icon ของเว็บไซต์ก็จะเข้าใจได้โดยดาย

แสดงบน PC


แสดงบนมือถือ





ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-search-favicon-pc-update/
#24

Google เตรียมทำการบล็อก Popup การขอสิทธิ์การแจ้งเตือนบนเว็บเบราว์เซอร์ Chrome แล้วเปลี่ยนไปเป็นการแจ้งเตือนโดยการแสดงเฉพาะไอคอนรูปกระดิ่งใน URL เท่านั้น เพื่อเป็นการลดความรำคาญของผู้ใช้งาน ขัดจังหวะในการทำงานของผู้ใช้งาน และส่งผลให้เกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับผู้ใช้





โดยฟีเจอร์การบล็อกป๊อปอัพแจ้งเตือนอัตโนมัติดังกล่าวนั้น จะเริ่มใช้งานใน Google Chrome เวอร์ชั่น 80 ที่กำลังจะปล่อยเร็วๆ นี้ และจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 2 เงื่อนไข คือ กรณีแรกสำหรับผู้ใช้โดยทั่วไปบล็อกคำขออนุญาตการแจ้งเตือนไว้ตามปกติ กับเว็บไซต์นั้นๆ มีสถิติคนกดรับการแจ้งเตือนที่ต่ำมาก

นอกจากนี้ใน Google Chrome 80 ผู้ใช้งานยังสามารถเข้าไปตั้งค่าการบล็อกการแจ้งเตือนอัตโนมัติได้เอง ที่เมนู การตั้งค่า > การตั้งค่าเว็บไซต์ > การแจ้งเตือน จากนั้นเลือกช่องทำเครื่องหมาย > เลือก ใช้การส่งข้อความที่เงียบกว่า เท่านี้เป็นอันเสร็จ




ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-block-pop-up-chrome-80/
#25

Google ได้ประกาศคำที่คนไทยใช้ค้นหามากที่สุดในเว็บไซต์ Google ประจำปี 2562 เพื่อแสดงถึงภาพรวมของทั้งปีที่ผ่านมา ผ่านสายตาและการค้นหาของผู้คนในประเทศไทย พร้อมนำเสนอมุมมองที่โดดเด่นของปีจากเหตุการณ์สำคัญมากมายที่เกิดขึ้นไปจนถึงเทรนด์การค้นหาที่มาแรงในประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ 9 หมวดหมู่ด้วยกัน

โดยสำหรับคำค้นหาที่มาแรงประจำปี 2562 นั้น อันดับ 1 เป็นแคมเปญเด็ดของรัฐบาลอย่าง ชิมช้อปใช้ ที่ค้นหากันเฝ้ารอกันทั่วบ้านทั่วเมือง ตามด้วย กรงกรรม อันดับถัดมาก็เป็นละครดังอย่าง เมียน้อย และ ใบไม้ที่ปลิดปลิว ส่วนข่าวในประเทศที่ถูกค้นหามากที่สุดคือ ข่าวลัลลาเบล ขณะที่ข่าวต่างประเทศคือ ข่าวพายุเข้าญี่ปุ่น ว่าแล้วเราก็มาดูกันดีกว่าว่าชาวไทยสนใจอะไรมากที่สุดในปีนี้



credit : http://www.atimedesign.com/webdesign/google-trend-search-2019/
#26

Google Chrome ได้ทำการอัพเดทใหม่เป็น Chrome 79 เวอร์ชั่น Beta ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ API สำหรับอุปกรณ์ WebXR  เป็นฟีเจอร์ที่นำเอาเทคโนโลยี VR และ AR มาใช้บน Chrome เพื่อให้ผู้ใช้ Chrome สามารถดูเนื้อหาแบบ VR และ AR บนเครื่องคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะไม่มีแว่น VR หรือแว่น AR ก็ตาม


โดย API สำหรับ WebXR นั้นก็เปรียบเสมือนกับปลั๊กอินเสริมของ Google Chrome ทำให้ผู้ใช้งาน Web Browser มีตัวเลือกในการรับชมสื่อในรูปแบบอื่นๆ มากขึ้น ซึ่งการท่องเว็บผ่านแว่น VR นี้ สามารถเข้าใช้ได้กับเว็บทั่วไปได้ปกติ แต่จะเหมาะเป็นพิเศษกับเว็บที่มีรูปหรือคลิปแบบ 360 องศา ซึ่งก่อนหน้านี้ Chrome ก็เคยมีเวอร์ชั่นสำหรับแว่น VR รุ่นต่างๆ ออกมาให้ได้ใช้กันแล้ว อย่างเช่น แว่น Daydream

นอกจากนี้ ใน Chrome 79 เวอร์ชั่น Beta ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ เพิ่มเติมมาด้วย เช่น ระบบ bookmark ระบบค้นหาด้วยเสียง ระบบท่องเว็บแบบไม่เผยตัวตนเป็นต้น ทั้งนี้ผู้ใช้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดและติดตั้ง Google Chrome ได้จาก Google Play ได้เลย หรือถ้าใครที่มีอยู่แล้วก็สามารถเข้าไปอัพเดตแล้วก็เปิดใช้ได้เช่นกัน


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/chrome-79-beta-vr-ar/
#27

Google Maps ได้เปิดใช้งานฟีเจอร์เตือนกล้องตรวจจับความเร็วแล้ว หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานในประเทศอื่นๆ กว่า 40 ประเทศทั่วโลกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวสามารถบอกข้อมูลการจำกัดความเร็วของถนนแต่ละสาย รวมถึงพิกัดของกล้องจับความเร็วบนถนนให้ผู้ใช้งานได้ทราบ และเมื่อผู้ขับขี่ขับรถเร็วเกินกว่าที่ระบุไว้ แอพพลิเคชั่นจะแจ้งเตือนในรูปแบบสัญญาณเสียงเพื่อให้ผู้ขับขี่รับทราบด้วย


นอกจากนี้ Google Maps ยังสามารถรายงานสาเหตุของปัญหาจราจรได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางเบี่ยง หรืออุบัติเหตุข้างหน้า รวมไปถึงการรายงานสถาพพื้นผิวถนน สิ่งกีดขวางบนถนน เช่น การก่อสร้าง การปิดถนน เป็นต้น โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากแอพ Waze ที่ Google ซื้อมานั่นเอง


เรียกได้ว่า ฟีเจอร์นี้น่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ขับขี่บนท้องถนนมากเลยทีเดียว พวกเราจะได้มีความระมัดระวังกันมากขึ้น ไม่ขับขี่รถเกินความเร็วที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย ไม่ต้องโดนใบสั่งขับรถเร็วเกินกำหนดส่งตรงมาถึงบ้านกันอีกแล้ว และหากใรที่สนใจก็สามารถไปอัพเดทแอพฯ กันได้ ทั้งในระบบ Android และ iOS แต่อย่างไรก็ตาม การที่เรากระทำการใดๆ ที่อยู่ภายใต้กฎหมายกำหนดก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ปล. อยากให้ Google ช่วยออกฟีเจอร์บอกตำแหน่งของด่านตรวจเหมือนแอพ Waze ด้วยจะดีมากเลย จะได้ลดอุบัติเหตุในเรื่องเมาไม่ขับได้ ^^


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-maps-speed-limit-radar-thailand/
#28

โดยปกติแล้วคนทำ SEO จะถือว่า H1 นั้นเป็นภาษา HTML มีความสำคัญอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Title แท็กเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะทำหน้าที่เน้นตัวอักษรให้ใหญ่และหนาแล้วมันยังให้ความสำคัญของ Keyword ที่มากที่สุดด้วย ซึ่งแท็ก H1 ถึง H6 สามารถกำหนดความสำคัญให้กับหัวข้อในเว็บไซต์ของเราได้ โดย H1 จะเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญมากที่สุด ส่วน H6 จะเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญน้อยที่สุด

แม้ว่า Google ได้เคยบอกว่าระบบการจัดอันดับที่ดีนั้นควรจะมีส่วนหัวข้อที่ดีมีคีย์เวิร์ดที่ถูกต้อง แต่ก็มีนักวิเคราะห์ที่ชื่อ "John Mueller" จาก searchengineland ได้อธิบายถึงวิธีการที่ Google นั้นใช้หัวข้อที่เป็น H1 เป็นส่วนหนึ่งในการจัดอันดับที่ดีมันก็ไม่แน่เสมอไป

โดยนาย Mueller ได้กล่าวว่า Google นั้นไม่ได้ลงลึกมากมายอะไรขนาดนั้นในการดูแท็กแต่ละส่วน โดยรวมก็ทำงานร่วมกับ HTML ได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นแท็กของ H1 แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดเสมอไป หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง Mueller กำลังบอกว่าระบบของ Google ไม่จำเป็นต้องใช้แท็ก H1 ก็ได้ในส่วนของหัวข้อในแต่ละเนื้อหา ซึ่งนี่ก็ดูเหมือนจะขัดแย้งกับคำแนะนำของกูรูทางด้าน SEO ในทุกสำนักที่สอนกันมาว่า H1 นั้นสำคัญ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้าน SEO หลายๆคน ได้ออกมาต่อต้านว่าการใช้ H1 นั้นยังมีประสิทธิภาพอยู่


H1 ยังควรมีต่อไป?
อาจเป็นเพราะว่าลำดับขั้นตอนในการใช้หัวข้อเพือสื่อสารถึงสิ่งที่จะแสดงเนื้อหาในหน้านั้นว่าเกี่ยวข้องกับอะไร และทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจได้โดยง่าย แต่การใช้ H1 หลายๆ ครั้งในหน้าเดียวกันมันจะทำให้ Search Engine สับสนในโครงสร้างของเว็บไซต์และทำให้เก็บข้อมูลได้ยาก ซึ่งนาย Joost de Valk ผู้ที่สร้างปลั๊กอิน Yoast SEO สำหรับ WordPress ได้เปิดเผยว่าธีม WordPress ส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบให้มีหัวข้อเรื่อง H1 เดียวสำหรับแต่ละโพสต์ และก็ไม่ได้ทำมาเพื่อ SEO แต่ทำออกมาสำหรับการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ดีมากกว่า

H1 กับ SEO
"เป็นเรื่องที่ไร้สาระมากที่จะคิดว่า Google นั้นจะไม่สนใจต่อแท็ก H1" Hamlet Batista ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง RankSense ได้กล่าวกับ searchengineland "ฉันเคยเห็นแท็ก H1 ใช้แทนแท็ก title ใน SERP (Search Engine Result Page) ดังนั้นแท็ก H1 จึงเป็นความคิดที่ดีที่จะทำให้เป็นหัวข้อสำคัญของหน้าเว็บไซต์สำหรับกรณีที่คุณมีพาดหัวที่ดี และการที่มี H1 หลายครั้งในหน้าเดียวกันมันจะทำให้ผลการค้นหาเกิดขึ้นน้อยลง" Batista กล่าวเสริม

เราควรใช้ H1 และหัวข้อเรื่องให้เหมาะสม
John Mueller ได้กล่าวว่า Google นั้นสามารถเข้าใจในสิ่งที่สำคัญบนหน้าเว็บไซต์ของเรา (เนื้อหา) แม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้หัวเรื่องหรือลำดับชั้นของหัวเรื่องก็ตาม และถ้ากลับมาคิดตรงนี้ในการทำ SEO ของเราอยากให้คิดถึงผู้ใช้ของเรามากที่สุด และที่สำคัญ Content ต้องมีประโยชน์และเข้าถึงได้กับทุกคน ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องไปเน้นว่าจะใช้หัวเรื่องว่าต้องเป็น H1

ปล. อยากจะบอกว่าก็ทำไปเหอะ ของมันต้องมี ยังดีกว่าไม่ทำ 555


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/if-google-sayno-h1/
#29

จากที่ Google ได้ทำการปรับหน้าแสดงผลการค้นหาแบบใหม่ โดยได้มีการดึง icon ของเว็บไซต์ (Favicon) มาแสดงเพิ่มในผลการค้นหาร่วมด้วย ซึ่งได้ใช้งานจริงไปแล้วบนเวอร์ชั่นมือถือตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา


แต่ในช่วงบ่ายวันนี้ผู้เขียนได้เข้าไปค้นหาข้อมูลใน Google โดยใช้เครื่อง PC ก็ได้ปรากฏว่าผลการค้นหานั้นแสดง favicon ของเว็บไซต์เหมือนกับบนมือถือ แต่ที่แตกต่างก็คือส่วนที่เป็น Ads โฆษณานั้นยังเป็นสีเขียวอยู่เพราะถ้าปรับเปลี่ยนรูปแบบเหมือนในมือถือ Ads จะแสดงเป็นสีดำ

ทั้งนี้ผู้เขียนกำลังจะเริ่มเขียนข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วจะ printscreen เพื่อนำภาพมาประกอบ แต่มันไม่ทันซะแล้วช่วงบ่ายสาม Google ได้นำผลการค้นหารูปแบบดังกล่าวออกไปแล้ว ซึ่งผู้เขียนก็คิดว่า Google กำลังทำการทดสอบอยู่ และอีกไม่นานนี้ก็น่าจะได้เห็นผลการค้นหาแบบใหม่ที่แสดง icon ของเว็บไซต์บนเวอร์ชั่น PC อย่างแน่นอน


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-search-favicon-pc/
#30

หลังจากที่ Google ได้เปิดตัวบริการ Grasshopper ที่เป็นแอพสอนเขียนโปรแกรมสำหรับเด็กไปเมื่อปีที่แล้ว ล่าสุด Google ได้ทำการอัพเดทให้ Grasshopper สามารถเรียนผ่านบนเว็บไซต์ได้แล้ว จากเดิมที่ต้องดาวน์โหลดแอพผ่านทาง Play Store และ Apple Store เท่านั้น


โดยตอนนี้ Grasshopper สามารถเข้าใช้งานได้จากเว็บเบราว์เซอร์ทั่วไป ซึ่งจะมีบทเรียนหมือนที่อยู่ในแอพทั้งหมด จะเป็นการสอนเขียนโปรแกรมทีละขั้น คล้ายแอพเรียนเขียนภาษาคอมพิวเตอร์หลายตัวที่ค่อยๆ สอนทีละบทไปเรื่อยๆ ตามขั้นตอนการเขียนโปรแกรม

นอกจากนี้ Google ยังได้เพิ่มคลาสใหม่นอกจากคลาสความรู้พื้นฐาน คือการเพิ่มบทเรียนฝึกเขียนโปรแกรมจริง และการใช้งาน editor เพื่อเขียนโค้ด รวมถึงคู่มือแนะนำการทำเว็บ ตั้งแต่ HTML, CSS และ javascript เข้ามาด้วย

หลังจากจบหลักสูตรทั้งหมด ผู้ใช้จะสามารถสร้างเว็บไซต์แบบง่ายๆ ได้เอง และพร้อมที่จะเรียนหลักสูตรที่ซับซ้อนมากขึ้นในแพลตฟอร์มอื่นๆ และสำหรับคนที่เคยใช้งานผ่านทางแอพ ก็ไม่ต้องกังวลยังสามารถใช้งานได้เหมือนเดิม และก็มีการอัพเดทเพิ่มเติมให้ด้วยเช่นกัน


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-grasshopper-website/
#31

Google ได้ประกาศว่า Chrome จะเริ่มการบล็อกเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัยที่เป็น HTTP และจะให้ HTTPS แสดงเป็นค่าเริ่มต้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นั้นก็เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้งานในการท่องเว็บไซต์

หลังจาก Google มีนโบายให้ทุกเว็บไซต์ต้องติดตั้ง SSL หรือ HTTPS เพื่อความปลอดภัย หากเว็บไซต์ใดไม่ทำตามก็จะขึ้นข้อความว่า เว็บไซต์ไม่ปลอดภัย หรือ Not Secure ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเว็บไซต์ได้มีการพัฒนาและก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก อีกทั้งยังเปลี่ยนมาใช้ HTTPS กันมากขึ้น ซึ่งกว่า 90% ของเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็ได้เปลี่ยนไปใช้ HTTPS ตามนโยบายของ Google แล้ว แต่ก็แน่นอนว่ายังคงมีเว็บไซต์อยู่อีกไม่น้อยเลยที่ไม่ทำตามนโยบายดังกล่าว

โดยในภายหลังก็ได้มีการตรวจพบ Content ของเว็บที่ยังเป็น HTTP มาแอบซ่อนอยู่ในเว็บที่เป็น HTTPS จำนวนมาก ซึ่งถึงแม้ว่า Chrome จะบล็อก Content จำพวก สคริปต์หรือ iframe แล้ว แต่เนื้อหาพวกภาพเสียง และวิดีโอยังคงได้รับอนุญาตให้โหลดได้อยู่ ซึ่งหลายครั้งมันก็คุกคามความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้งานเว็บไซต์

ล่าสุด Google จึงประกาศจะทำการบล็อก Content ที่เป็น HTTP ที่แอบซ่อนอยู่ภายใต้หน้าเว็บที่เป็น HTTPS เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถแสดง UX ที่ชัดเจนกับผู้ใช้ได้ด้วยว่าเว็บไซต์นี้ปลอดภัยจริง ซึ่งหาก Google ตรวจพบว่ามีส่วนไหนของหน้าเว็บไซต์ที่ยังเป็น HTTP อยู่ Chrome จะส่งค่าไปเป็น HTTPS อัตโนมัติ โดยประกาศดังกล่าวจะมีผลแตกต่างกันใน Chrome แต่ละเวอร์ชั่นดังนี้

- ใน Chrome เวอร์ชั่น 79 จะถูกปล่อยออกมาในเดือนธันวาคม 2019 จะแนะนำการตั้งค่าใหม่เพื่อปลดบล็อกเนื้อหาที่เป็น HTTP บนเว็บไซต์ที่เป็น HTTPS การตั้งค่านี้สามารถนำไปใช้กับ Content จำพวก สคริปต์, iframe และเนื้อหาประเภทอื่นที่ Chrome บล็อกอยู่ในปัจจุบัน โดยผู้ใช้สามารถเปลี่ยนการตั้งค่านี้ได้โดยคลิกที่ไอคอนรูปแม่กุญแจตรง https://


- ใน Chrome เวอร์ชั่น 80 เนื้อหาที่เป็นเสียงและวิดีโอจะได้รับการอัปเกรดเป็น HTTPS และ Chrome จะปิดกั้นทั้งหมดตามค่าเริ่มต้น Chrome 80 จะถูกปล่อยออกมาในช่วงต้นเดือนมกราคม 2020 ผู้ใช้สามารถบล็อกเนื้อหาที่เป็นเสียงและวิดีโอที่ทำให้เกิดผลกระทบได้ด้วยการตั้งค่าตามที่กล่าวไป ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้ และส่งเสริมให้เว็บไซต์พยายามย้ายตัวเองไปยัง HTTPS

- ใน Chrome เวอร์ชั่น 81 เนื้อหาประเภทรูปภาพจะถูกอัปเกรดอัตโนมัติเป็น HTTPS และ Chrome จะปิดกั้นรูปภาพที่มาจาก HTTP ตามค่าเริ่มต้น โดย Chrome 81 จะเปิดตัวในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2020

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันง่ายๆ เว็บไซต์ bloggang ถ้าใครเคยเขียนบทความที่นี่แล้วไปดึง link รูปมาจากที่อื่น หรือทำ link ไปที่อื่นที่ไม่ใช่ https ก็จะไม่แสดงรูปภาพ และ link ก็จะเป็น https ถึงแม้คุณจะใส่ http ก็ตาม




credit http://www.atimedesign.com/webdesign/google-chrome-block-http/
#32


โอมากาเสะของอาหารญี่ปุ่นเขาคิดเป็นคอร์สและมีราคาแพง ซึ่งการทำโอมากาเสะนั้นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในแต่ละฤดูและวัตถุดิบของช่วงนั้น นอกจากนี้ในการทำโอมากาเสะจะต้องตามใจเชฟด้วย ซึ่งก็มีข้อแม้อย่างนึงว่าต้องถามลูกค้าก่อนว่ากินอะไรได้ไม่ได้จะได้ไม่เสริ์ฟเนื่องจากบางคนแพ้อาหารบางอย่าง

ถ้าในทางกลับกันถ้าเราเป็นผู้ให้บริการทำเว็บไซต์ มันสามารถทำแบบนี้ได้ไหม ประมาณว่าเรารับบรีฟมาว่าความต้องการเป็นอย่างไร แล้วเราก็จะทำให้ดีที่สุดในรูปแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร โดยคำนึงถึงความพยายามที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด (แต่ลูกค้าต้องไม่มายุ่งกับเชฟนะ) ก็เลยอยากจะถามเพื่อนๆว่าแนวนี้น่าจะเวิร์คไหมครับ

ปล. โอมากาเสะ คือ วิถีการกินแบบตามใจเชฟ หรือ Chef's Table นั่นเอง ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า Omakase (お任せ) นั้นหมายถึง 'ตามใจเชฟ' นั่นคือการรับประทานอาหารโดยที่เราไม่ได้เลือกเมนูเอง แต่ละเมนูที่เสิร์ฟเชฟจะเป็นคนจัดให้เรา
#33

เวลาที่เราออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หลายครั้งที่เราต้องจอดรถในสถานที่ที่มีบริเวณกว้าง หลายชั้น หรือมีรถยนต์เป็นจำนวนมากจอดอยู่ ทำให้เป็นเรื่องยากในการจำพิกัดที่จอดรถ โดยเฉพาะสาวๆที่ขี้ลืม ที่หลายๆครั้งต้องมาเดินวนหารถของตัวเองกันเป็นชั่วโมง

อย่างผู้เขียนก็เคยอยู่ทีนึง ไปจอดรถที่ห้างเซ็นทรัลพระราม 2 คือไปกับแฟนแล้วก็หารถกันไม่เจอว่าจอดไว้ไหน ซึ่งตอนนั้นเราสองคนจำเลขชั้นที่จอดได้แม่นเลยกะว่ากลับมาที่รถถูกแน่นอน แต่ปรากฏว่าไปกินข้าว เดินเล่น ซื้อของเสร็จสรรพกลับมาที่รถ ..เฮ้ยรถชั้นหาย ถึงกับหน้าซีดเลยจ้า เดินวนหากันใหญ่เลย เพราะตอนนั้นคิดว่ารถโดนขโมย พอเจอกับยามก็บอกว่าเราจอดรถไว้ตรงนี้มันหายไป ยามก็บอกว่าแน่ใจหรือเปล่าครับ ตรงนี้ที่จอด Sun นะครับหรืออาจจะเป็น Moon ลองไปดูซิครับ ..จริงด้วยเรามาผิดที่เพราะที่เราจอดมันคือ Moon ซึ่งที่จอดรถที่นี่มันมีอยู่ 4 ที่คือ Moon, Sun, Sky กับ Star ...เฮ้อ ~(>_<~)



แต่ต่อไปนี้ปัญหานี้จะหมดไปทันที เมื่อ Google Maps ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่สามารถช่วยจำที่จอดรถให้กับเราแบบไม่ต้องกังวลกันแล้ว โดยวิธีการใช้งานก็ง่ายมากๆ แค่เปิดแอพ Google Maps ขึ้นมา –> กดไปที่ปุ่มสีฟ้าที่แสดงตำแหน่งปัจจุบันที่รถเราจอดอยู่หรือตำแหน่งที่เราถือสมาร์ทโฟนนั่นแหละ จากนั้นจะมีหน้าต่างเมนูขึ้นมา จากนั้นให้เลือกที่คำสั่ง –> "Set as Parking Location" เพื่อตั้งเป็นสถานที่จอดรถของเรา จากนั้นจะมีหมุดรูปตัว P แสดงเอาไว้ตรงปุ่มสีฟ้าบนแผนที่ ถ้าหากจุดนั้นยังคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งจริงเราสามารถเข้าไปปรับเลื่อนจุดให้แม่นใหม่ได้



นอกจากนี้ เราสามารถเพิ่มรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องการเข้าไปได้ด้วย อย่างเช่น ชั้นที่จอดรถ หรือเพิ่มรูปภาพแวดล้อมตอนนั้นเพื่อเตือนให้คุณจำได้ รวมถึงยังสามารถตั้งค่าเวลาเพื่อเตือนว่าคุณสามารถจอดได้อีกนานเท่าไร และคอยช่วยเตือนเวลาจอดรถนานเกินด้วย และเมื่อเรากลับถึงบ้าน ก็สามารถลบรายการการจำสถานที่จอดรถออกไปได้เลย ..เอาล่ะใครที่ขี้ลืมบ่อยๆ ก็ลองเอาไปใช้งานกันดูนะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหารถยนต์ที่เราจอดไว้ให้เหนื่อย



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-maps-parking-location/
#34

พวกเขาสร้างโลกขึ้นมาหนึ่งใบ โลกอีกใบใน.. โลกอีกใบอีกทีนึง ฟังแล้วดูงงงงนะครับ อย่างไรก็ตามตามชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเว็บสายดำดำดิ่งลึกสุดใจกันไปเลยในชื่อ "DarkWeb"

เว็บไซต์สายดำแนวนี้นี่ส่วนใหญ่มักจะถูกซ่อน และหลบหลีกจากโลกภายนอกจาก Search Engine ซึ่งเว็บไซต์พวกนี้โดยทั่วไปจะมีนามสกลุเป็น .onion ซึ่งเป็นโดเมนพิเศษที่ต้องเข้าผ่านทางเครือข่าย TOR (The Onion Browser) เพื่อปกปิดร่องรอย และซ่อนตัวจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าไม่ถึง

คนทั่วไปนั้นชอบโจษจันว่า Dark Web นั้นมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในเชิงผิดกฎหมาย หรือเกี่ยวกับอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น ขายยาเสพติด ค้าขายอาวุธ ค้ามนุษย์ ซื้อขายมัลแวร์ หรือซื้อขายข้อมูลที่ถูกขโมยออกมา รวมถึงการค้าคลิปวีดีโอต้องห้ามที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศหรือความรุนแรง


เว็บไซต์โดยปกติคือ

Surface Web หรือเว็บไซต์ทั่วไปซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ถูกจัดเข้าไปอยู่ในระบบดัชนีของการค้นหา โดยเว็บไซต์เหล่านี้สามารถถูกค้นหาได้จาก Search Engine อย่าง Google Yahoo หรือ Bing

Deep Web ดำลงไปอีกหน่อยแต่ยังไม่ลึกพอ เป็นเว็บไซต์ที่ไม่สามารถถูกค้นพบได้จาก Search Engine ส่วนมากจะเป็นเว็บไซต์ที่เป็นส่วนตัว หรือเว็บไซต์ที่เก็บเอกสารสำคัญของหน่วยงานราชการ รัฐบาลหรือธุรกิจระดับชาติ การจะเข้าถึงเว็บไซต์เหล่านี้ก็สามารถใช้ URL ของเว็บไซต์ก็ะทำให้เข้าถึงข้อมูลได้เช่นกัน

แต่..

Dark Web ดำดิ่งลึกสุดใจ สิ่งที่อยู่ในเว็บอันดำมืดนั้นมีความหลากหลายมาก มีทั้งดีและไม่ดี พร้อมปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ใช้เป็นพื้นที่ที่เอาไว้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ หรือสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งในการเข้าถึงเว็บใต้ดินนี้ก็เปรียบเหมือนหาทางเข้าประตูลับ เราจะไม่สามารถเข้าไปได้ด้วยการเข้า www แบบทั่วไป เหตุก็เพราะว่ามันได้ถูกอำพรางไว้นั่นเอง แต่เราสามารถเข้าหามันได้ ด้วยการใช้ TOR Browser ซึ่งลักษณะทั่วไปของเว็บมืดที่อยู่บนเครือข่าย TOR คือจะมีชื่อโดเมนเป็น .onion ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น


ดูให้เข้าใจง่ายๆจากคลิปนี้เลยครับ
https://www.youtube.com/watch?v=MquDOcksUlg


เรื่องแย่เรื่องดีของเว็บไซต์สายดาร์ค

เว็บเหล่านี้จะมีการซื้อขายบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต และขโมยพาสเวิร์ดต่างๆบนโลกออนไลน์ นอกจากนี้ก็มีการซื้อขายหนังสือเดินทาง ปลอมวีซ่า ตลาดค้ายาเสพติด บริการฟอกเงินและบิตคอยน์ ตลาดค้าอาวุธ และการค้ามนุษย์ ซึ่งอันที่จริงแล้วบนเว็บปกติมันก็มีนะ แต่แตกต่างกันตรงที่เว็บมืดจะมีความเป็นมืออาชีพสูงมากกว่า และราคาที่ขายกันนั้นไม่ธรรมดาเลย

อย่างไรก็ดีในเว็บมืดก็ยังมีแสงสว่างที่อุดมไปด้วยข้อมูลและเอกสารที่มอบความรู้ที่มีประโยชน์ให้กับผู้คนมากมาย เช่น เป็นห้องสมุดออนไลน์ที่รวบรวมหนังสือหายาก ข้อมูลต่างๆที่เราไม่เคยเห็นกันมาก่อน หรือสถานีวิทยุที่เน้นเปิดเพลงแปลกๆ หาฟังยากเพราะไม่สามารถหาฟังได้ตามช่องทางปกติทั่วไป คือเรียกได้ว่าเป็นแหล่งข้อมูลความรู้เฉพาะทาง โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในเว็บมืดปะปนไปกับบริการผิดกฎหมายที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

ปล. หลายคนทำเพจหรือกลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวกับเรื่องผิดกฏหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด อาวุธสงคราม และการเผยแพร่สิ่งต้องห้าม อย่างไรก็เทียบกับดาร์คเว็บไม่ได้เลยในเรื่องการปกปิดตัวตน



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/darkweb-is/
#35

หลังจากที่มีการเจรจากับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง จนกระทั่งมีการผ่อนปรนให้ธุรกิจสหรัฐ สามารถดำเนินความสัมพันธ์กับธุรกิจของทางจีนต่อไปได้ แต่ Google ก็ได้ถูก Donald Trump สั่งสอบสวนในข้อหาว่าด้วยการกระทำที่อาจจะเป็นการ "กบฏ" ต่อแผ่นดินสหรัฐ

โดย Donald Trump ได้ทวีตอ้างถึงคำพูดของ Peter Thiel มหาเศรษฐีและผู้สนับสนุนคนสำคัญของประธานาธิบดีได้บอกว่าการกระทำของ Google นั้นเป็นสิ่งที่ควรถูกสอบสวนโทษฐานกบฏ ขายชาติ ทรยศต่อแผ่นดิน เนื่องจากไปทำงานร่วมกับกองทัพของจีนแทนที่จะเป็นสหรัฐ

ซึ่งทาง Google นั้นได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ และยืนยันว่าไม่ได้ร่วมงานกับกองทัพจีนดังข้อกล่าวหา ถึงตอนนี้ Google ก็ยังไม่มีแถลงการณ์อะไรเพิ่มเติมออกมา ก็ต้องติดตามดูว่าพี่ Trump แกจะลงดาบ Google จริงๆหรือไม่?
#36

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักจะรำคาญเวลาเปิดเว็บไซต์แล้วดันมีโฆษณาเป็นป็อบอัพโผล่ขึ้นมาหลอกหลอนกันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งหลังจากที่ Google เคยได้ประกาศจะปิดกั้นโฆษณาที่ก่อความรำคาญให้กับผู้ใช้ ตามมาตรฐานของ Coalition for Better Ads ที่เป็นมาตรฐานโฆษณาออนไลน์ที่ได้รับการยอมรับ ว่าจะเปิดใช้งานในเดือนกรกฎาคม ปี 2562 นี้ และในที่สุดวันนี้ก็มาถึง Google ได้เริ่มแบนและกีดกันไม่ให้โฆษณารบกวนสายตาของผู้ใช้ ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยการบล็อกโฆษณาดังกล่าวจะมีด้วยกัน 12 รูปแบบ ทั้งการแบนโฆษณาบน Desktop และ บน Mobile พวกเราลองมาลงลึกกันหน่อยดีกว่าว่ามีแบบไหนกันบ้าง

รูปแบบการแบนโฆษณาบน Desktop 4 แบบ



1. Pop-up Ads – โฆษณาป๊อปอัพ เป็นป๊อปอัพโฆษณาคั่นระหว่างหน้า ที่เด้งขึ้นมาในขณะที่เราเลื่อนดูเนื้อหาบนเว็บไซต์ มันมาเป็นอันดับแรกๆ เลยที่สร้างความน่ารำคาญที่สุดสำหรับผู้เข้าชมเว็บไซต์


2. Auto-playing Video Ads with Sound – โฆษณาวิดีโอที่เล่นอัตโนมัติพร้อมเสียง เป็นโฆษณาวิดีโอที่เล่นอัตโนมัติและเปิดเสียงที่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ใช้ โดยคนส่วนใหญ่จะรีบปิดมันลงอย่างรวดเร็วเพื่อหยุดมัน


3. Prestitial Ads with Countdown – โฆษณาแบบนับถอยหลัง เป็นโฆษณาที่จะปรากฏขึ้นก่อนที่จะดูเนื้อหาของเว็บไซต์ โดยมันจะบังคับให้ผู้ใช้รอมันนับถอยหลังก่อนที่ผู้ใช้จะสามารถยกเลิกโฆษณาได้หรือโฆษณาไปปิดเอง


4. Large Sticky Ads – โฆษณาขนาดใหญ่ติดที่ขอบด้านล่างของหน้าเว็บไซต์ที่กินพื้นที่มากกว่า 30% ของหน้าเว็บไซต์ทั้งหมด และมันสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้เป็นอย่างมากไม่ว่าจะคลิ๊กไปดูหน้าอื่นแล้วก็ตาม


รูปแบบการแบนโฆษณาบน Mobile 8 แบบ



1. Pop-up Ads – โฆษณาป๊อปอัพ เป็นป๊อปอัพโฆษณาคั่นระหว่างหน้า ที่เด้งขึ้นมาในขณะที่เราเลื่อนดูเนื้อหาเว็บไซต์บนมือถือ มันมาเป็นอันดับแรกๆ เลยที่สร้างความน่ารำคาญที่สุดสำหรับผู้เข้าชมเว็บไซต์


2. Prestitial Ads –  เป็นโฆษณาแบบที่ปรากฏบนหน้าจอมือถือก่อนที่จะเข้าไปดูเนื้อหาของเว็บไซต์ ปิดกั้นผู้ใช้ไม่ให้เห็นเนื้อหาโดยทันที โดยป๊อปอัปเหล่านี้มีขนาดที่แตกต่างกันออกไปทั้งแบบเต็มหน้าจอ หรือขนาดอื่นๆ


3. Ad Density Higher than 30% – เป็นโฆษณาที่กินพื้นที่มากกว่า 30% เมื่อเทียบกับเนื้อหาของหน้าเว็บไซต์บนมือถือหรือมีความถี่ของโฆษณาสูง โดยจะพิจารณาโทษแบนจากความหนาแน่นของโฆษณาที่สร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้


4. Flashing Animated Ads – โฆษณาแบบเคลื่อนไหวไฟกระพริบ เป็นโฆษณาแบบที่มีพื้นหลังข้อความหรือสีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้ใช้เกิดความรำคาญ และสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้ขณะที่พวกเขากำลังอ่านเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์นั้นอยู่


5. Auto-playing Video Ads with Sound – โฆษณาวิดีโอเล่นอัตโนมัติพร้อมเสียงที่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ใช้เปิดดูบนมือถือในที่สาธารณะ มันจะสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่นจนต้องรีบปิดมันลง


6. Postitial Ads with Countdown – โฆษณาแบบนับถอยหลัง เป็นโฆษณาที่จะปรากฏขึ้นขณะที่กำลังดูเนื้อหาของเว็บไซต์ โดยมันจะบังคับให้ผู้ใช้รอมันนับถอยหลังก่อนที่ผู้ใช้จะสามารถยกเลิกโฆษณาได้หรือโฆษณาไปปิดเอง


7. Full-screen Scrollover Ads – เป็นโฆษณาแบบเต็มหน้าจอที่บังคับให้ผู้ใช้ต้องเลื่อนดูโฆษณาที่ลอยอยู่ด้านหน้าของเนื้อหาโดยกินพื้นที่มากกว่า 30% ของหน้าเว็บไซต์ แถมยังบดบังสายตาเนื้อหาที่กำลังอ่านในขณะนั้น


8. Large Sticky Ads – โฆษณาขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ด้านล่างของหน้าเว็บไซต์ที่กินพื้นที่มากกว่า 30% ของหน้าเว็บไซต์บนจอมือถือทั้งหมด และมันสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้เป็นอย่างมากไม่ว่าจะคลิ๊กไปดูหน้าอื่นแล้วก็ตาม

โดยการแบนดังกล่าวได้มีผลกับเว็บไซต์ทั่วโลกแล้วหลังที่เคยเปิดใช้แค่ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป ซึ่งเว็บไซต์ใดที่แสดงโฆษณาแบบ 1 ใน 12 แบบนี้ ก็จะโดน Chrome แบน ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างประสบการณ์ในการเข้าถึงเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง รวมไปถึงประสบการณ์การค้นหาข้อมูลที่ทำได้อย่างราบรื่นนั่นเอง


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/chrome-autoblock-ads/
#37


ช่วงนี้ข่าว แฮกๆ ออกแทบทุกวันเลย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคที่เรียกว่า Social engineering เพื่อหลอกให้เหยื่อทำตามสิ่งที่แฮกเกอร์ต้องการ ตั้งแต่หลอกให้กดลิ้งค์ไปจนถึงหลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีของแฮกเกอร์เอง

แต่เรื่องที่จะมาพูดในวันนี้ก็คือข่าวนี้ครับ https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2680991 โดยเนื้อหาในข่าวได้บอกว่าผู้ต้องหาใช้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์แฮกข้อมูลเข้าไปในเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่มีระบบป้องกันการแฮกไม่ได้มาตราฐาน และเมื่อได้ข้อมูลของผู้เสียหายเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะเจาะข้อมูลเข้าอีเมล์ของลูกค้า ก่อนเข้าไปทำธุรกรรมทางการเงินในบัญชีธนาคารผ่านระบบออนไลน์ จากนั้นจะนำไปเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ หรือบัตรเติมเงิน ก่อนนำไปขายต่อและโอนเงินออกมาเข้าบัญชีของตนเอง

โดยนายจักรพงศ์ ผู้ต้องหารรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง โดยก่อนหน้านี้เคยศึกษาคณะเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในระดับชั้นปวช.ของสถาบันแห่งหนึ่งในกทม. แต่ศึกษาได้เพียงแค่ 2 ปี ก่อนใช้ความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ในโลกสังคมออนไลน์ที่ถนัด ทำการแฮกเว็บไซต์สาธารณะนานกว่า 2 ปี จนมีเงินหมุนเวียนในบัญชีมากกว่า 1 ล้านบาท!

จากกรณีดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยที่ว่า "ทำไมแฮกเกอร์จึงสามารถนำ password ที่แฮกได้จากระบบขายของออนไลน์ไปใช้งานต่อได้ ?"



มีการสันนิษฐานไว้แบบนี้ครับ
– ระบบขายของออนไลน์อาจจะเก็บ password เป็นแบบ Plain text และเมื่อแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้ก็สามารถมองเห็น password ได้เลย โดยการเข้าถึงฐานข้อมูลครั้งนี้อาจจะเข้าผ่านทางช่องโหว่ SQL Injection ก็เป็นได้

"แล้วเราจะป้องกันข้อมูลของ User ได้ยังไงบ้าง ?" Hashing Algorithm ช่วยท่านได้ครับ
ก่อนเก็บ password ลงฐานข้อมูลเราควร hash ข้อมูลนั้นก่อนอย่างเช่น
– user กรอก password เป็น "1234" เข้ามาในระบบเราควรจะนำ "1234" นั้นไปผ่าน hash function (MD5) ก็จะได้เป็น "81dc9bdb52d04dc20036dbd8313ed055" แบบนี้ ซึ่ง hash string ที่ได้มาจะไม่สามารถแปลงกลับได้ จากนั้นเราค่อยนำ hash string ไปเก็บในฐานข้อมูลอีกทีนึงเพียงเท่านี้ข้อมูลของ user ก็จะปลอดภัยขึ้นมาอีกขั้นนึงแล้ว

ปล. ถ้าจะให้ดีควรใช้ Hashing Algorithm จำพวก sha256, sha512 ขึ้นไปครับ และควรจะเพิ่ม salt เข้าไปด้วย ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้นทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/hacker-10000-thailand/
#38


ถึงเวลาแล้วที่ควรจะเอา jQuery ออกไปจากเว็บจริงหรือ? เพราะยุคนี้ถ้าใครจะทำเว็บไซต์ ยังไง JQuery ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด!

jQuery นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาในปี 2006 และมันก็คือ JavaScript Library ซึ่งถูกออกแบบมาให้การเขียน JavaScript นั้นมีความสะดวกและง่ายมากขึ้นเพื่อลดความยุ่งยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่เข้ากันของ Web Browser แต่ละตัวในสมัยก่อน หรือ API ต่างๆ

โดยปัจจุบันนี้ jQuery ล่าสุดที่คนทำเว็บไซต์ใช้กันเป็นเวอร์ชั่น 3.4 ซึ่งเอาจริงๆแล้ว jQuery ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์หรือบริษัทรับทำเว็บไซต์นั้นสามารถทำทุกอย่างได้โดยง่าย เพราะด้วยเหตุที่ว่า jQuery นั้นรวมเอา Object และ Function ต่างๆที่จำเป็นมารวบรวมไว้ในรูปแบบของ Library .. พอเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าโค๊ดที่คุณเขียนจะใช้ JavaScript หลายบรรทัดแค่ไหน ก็สามารถทำให้สั้นลงได้ หรืออาจทำให้เหลือสั้นเพียงแค่บรรทัดเดียวเท่านั้น

แต่มันก็มีข้อเสียนิดหน่อยตรงที่ว่าตัว jQuery ทำให้เว็บไซต์ที่เราพัฒนาอยู่นั้นมีอาการโหลดช้าบ้าง เนื่องจากมันสร้างขึ้นมาเป็น Library เพื่อทำให้คนทำเว็บไซต์จัดการได้ง่ายขึ้นและมันก็ Cover หลายอย่างมาก เหล่านักพัฒนาเว็บไซต์ หรือหลายๆท่านอาจติดปัญหาในเรื่องของ Performance และยากต่อการ Optimize จุดนี้ก็ว่ากันไป

ซึ่งล่าสุดก็ได้มี Dev ท่านนึงได้โพสต์และแชร์ไว้ว่า "ถึงเวลาแล้วที่ควรจะเอา jQuery ออกไปจากเว็บ – jQuery จริงๆแล้วก็เป็นของที่ดี ช่วยให้คนทำเว็บสามารถทำทุกอย่างได้ง่าย แต่ก็ต้องแลกมากับ การที่เว็บของเราจะหนักและ ยากต่อการ optimize ไปด้วย ใน podcast ตอนนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าทำไมเราควรจะลบ JQuery ออก และ อนาคตควรเป็นแบบไหน"

เจ้าของโพสต์


มีคนเข้ามาคอมเมนต์หลากหลายกันไป



ในเนื้อหานี้ แล้วแต่ดุลพินิจและวิจารณญาณของนักพัฒนาเว็บไซต์แต่ละท่านนะครับ เราไปชมคลิปเสียงตามรูปด้านล่างนี้กันได้เลยครับลองฟังเหตุผลกันดู
https://soundcloud.com/kon-tum-web/ep-13-jquery?utm_source=soundcloud&utm_campaign=share&utm_medium=facebook&fbclid=IwAR35xgWv4juoHYYFWQ3DWO0KAQvbqbZXSnxuEmeJsP7k3AEbTFehnyvAHvc


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/jquery-not-work/
#39

Google Chrome ได้เพิ่มช่องทางใหม่สำหรับรายงานเว็บไซต์ที่น่าสงสัย หรือเว็บไซต์ที่ดูไม่ปลอดภัย โดยทำการเพิ่มเป็นส่วนขยายใหม่ใช้ชื่อว่า Suspicious Site Reporter จากเดิมที่ใช้ Google Safe Browsing ที่คอยแจ้งเตือนหน้าเว็บไซต์ไม่ปลอดภัยมาก่อนหน้านี้

Google Safe Browsing

เหตุผลที่มีการเพิ่มส่วนขยายใหม่นี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ผู้ใช้ Chrome นั้นช่วยกันตรวจสอบ และแจ้งเว็บไซต์ที่น่าสงสัย ยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่เข้าข่ายหลอกลวงกรณีใช้ URL ที่สับสน เช่น "go0gle.com" กับ "google.com"หรือในกรณีการหลอกลวงอื่นๆ ซึ่ง Suspicious Site Reporter จะทำหน้าที่รายงานไซต์ที่ไม่ปลอดภัยไปยัง Safe Browsing เพื่อทำการประเมินผล และทำการแบนหน้าเว็บนั้นให้แดงเถือกไปเลยหากเข้าข่าย แล้วเราก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปกป้องคนใช้งานเว็บไซต์คนอื่นให้เดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ออนไลน์ต่อไป


เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของ Chrome และเพื่อช่วยให้ Chrome ของเพื่อนๆ ใช้งานได้ง่ายอย่างปลอดภัยที่สุด ผู้ใช้สามารถติดตั้งส่วนขยายใหม่ และเริ่มช่วยปกป้องเว็บไซต์ได้แล้ววันนี้ ที่นี่ https://chrome.google.com/webstore/detail/suspicious-site-reporter/jknemblkbdhdcpllfgbfekkdciegfboi



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-chrome-suspicious-site-reporter/
#40

ก่อนหน้านี้ Google ได้เคยเปิดให้ทดลองใช้ฟีเจอร์บน Google Maps เพื่อแจ้งเตือนการจำกัดความเร็วบนท้องถนน (Speed Limit) และฟีเจอร์แจ้งเตือนกล้องจับความเร็วในไม่กี่ประเทศทั้งทางฝั่งยุโรป กับฝั่งเอเชียเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ได้เปิดใช้งานจริงแล้ว และยังขยายเพิ่มอีกในหลายประเทศ โดยฟีเจอร์นี้ได้พัฒนาต่อยอดมาจากแอพ Waze ที่ Google ซื้อมานั่นเอง

และประเทศที่ Google Maps ได้เปิดให้ใช้งานจริงมีถึงกว่า 40 ประเทศทั่วโลกแล้ว อันได้แก๋ประเทศ ออสเตรเลีย, บราซิล, สหรัฐ, แคนาดา, อังกฤษ, อินเดีย, เม็กซิโก, รัสเซีย, ญี่ปุ่น, อันดอร์รา, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, เช็ก, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อิสราเอล, อิตาลี, จอร์แดน, คูเวต, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, มอลตา, โมร็อกโค, นามิเบีย, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, โอมาน, โปแลนด์, โปรตุเกส, กาตาร์, โรมาเนีย, ซาอุดีอาระเบีย, เซอร์เบีย, สโลวะเกีย, แอฟริกาใต้, สเปน, สวีเดน, ตูนิเซีย และ ซิมบับเว ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในระบบ iOS และ Android


มีผู้ใช้ Reddit ในประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมัน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าที่พวกเขาไม่เห็นตำแหน่งของกล้องจับความเร็วบน Google Maps น่าจะเป็นเพราะฟีเจอร์ดังกล่าวนั้นอาจจะผิดกฎหมายในประเทศของพวกเขา เพราะในประเทศฝรั่งเศส ตำรวจสามารถที่จะตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของพวกเขาเพื่อค้นดูแอพที่ผิดกฎหมายได้ และถ้าเจอก็จะเสียค่าปรับที่สูงมาก จนไปถึงสามารถยึดรถยนต์ได้ทันที (โหดกว่าไทยอีก)

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ดังกล่าวยังไม่สามารถใช้งานได้ในประเทศไทย และตำรวจไทยยังคงต้องเหนื่อยต่อ ต้องมาคอยเฝ้าดูแลประชาชน ก็ภาวนาว่าขอให้มีใช้ในไทยจะดีมาก เพราะฟีเจอร์นี้น่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ขับขี่บนท้องถนนมากเลยทีเดียว พวกเราจะได้มีความระมัดระวังกันมากขึ้น ไม่ขับขี่รถเกินความเร็วที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย ไม่ต้องโดนใบสั่งขับรถเร็วเกินกำหนดส่งตรงมาถึงบ้านกันอีกแล้ว ฉะนั้นการที่เรากระทำการใดๆ ที่อยู่ภายใต้กฎหมายกำหนดก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ปล. อยากให้ Google ช่วยออกฟีเจอร์บอกตำแหน่งของด่านตรวจเหมือนแอพ Waze ด้วยจะดีมากเลย จะได้ลดอุบัติเหตุในเรื่องเมาไม่ขับได้


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/google-maps-speed-limit-radar/
#41

WHATWG กลุ่มผู้พัฒนาเบราว์เซอร์รายใหญ่ทั้งสี่รายอันประกอบไปด้วย Apple, Google, Microsoft และ Mozilla ได้สิทธิในการกำหนดมาตรฐาน HTML และ DOM แทน W3C เป็นที่เรียบร้อย จากเมื่อก่อนที่ W3C เคยเป็นผู้กำหนดและรับรองเองทั้งหมด

อย่างที่ทราบกันดีว่า W3C (World Wide Web Consortium) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเว็บไซต์ นำโดยนาย ทิม เบิร์นเนอร์ ลี (Tim Berners-Lee) มีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานของ World Wide Web แต่ตอนนี้เริ่มตามไม่ทันเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้นทุกที

ส่วนกลุ่ม WHATWG ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 เพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการที่ช้าลงของ W3C ในด้านมาตรฐาน HTML ซึ่งในเวลานั้นมีสมาชิกที่ประกอบไปด้วย Apple, Mozilla, และ Opera โดยได้พัฒนามาตรฐาน HTML5 ขึ้นมา ซึ่งทาง W3C ได้อนุมัติอย่างเป็นทางการในภายหลัง ทั้งสององค์กรทำร่วมมือกันมาหลายปี แต่งานส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานเว็บไซต์นั้น WHATWG จะถูกเลือกเป็นอันดับแรกก่อนเสมอในการเป็นมาตรฐานของ W3C


แต่ภายหลังในปี 2018 กลุ่ม WHATWG ก็ได้มีปัญหาขัดแย้งกันกับ W3C ในการออกมาตรฐานของ DOM รุ่น 4.1 (DOM = Document Object Model) เพราะมาตรฐานของแต่ละฝ่ายนั้นแตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากมาตรฐาน DOM v4.1 ของทาง W3C ไม่ได้มีการพัฒนา และนำไปใช้ไม่ได้ในความเป็นจริงกับเว็บเบราว์เซอร์ปัจจุบัน ทำให้ตั้งแต่นั้นมาทั้งสององค์กรต่างก็ทำงานตามมาตรฐานที่แตกต่างกัน

ล่าสุด W3C และ WHATWG ได้ออกมาประกาศว่าพวกเขาจะกลับมาร่วมมือกัน โดยตกลงให้กลุ่ม WHATWG เป็นผู้ออกมาตรฐานของ HTML และ DOM อย่างเป็นทางการ ซึ่งการประกาศในครั้งนี้นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางด้านมาตรฐานเว็บไซต์ เพราะมันหมายความว่ากลุ่มผู้พัฒนาเว็บเบราว์เซอร์จะมีสิทธิขาดในการออกมาตรฐานเว็บไซต์ต่อไปแทน W3C


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/whatwg-win-w3c/
#42

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจาก Sophos นาย "Andrew Brandt" ได้ทำการตรวจพบกลุ่มแฮกเกอร์ที่พยายามเข้าโจมตีระบบด้วยมัลแวร์ประเภท Ransomware โดยมุ่งเป้าหมายไปที่ดาต้าเบส MySQL ที่ทำงานบนระบบ Windows โดยแฮกเกอร์จะทำการเข้าถึงฐานข้อมูล MySQL จากทางอินเทอร์เน็ต ที่สามารถรับคำสั่ง SQL เพื่อจะทำการปล่อย Ransomware ที่ชื่อ "Gandcrab" เข้าโจมตีระบบ


นอกจากนี้ Brandt ยังได้ตรวจพบอีกว่ามีการดาวน์โหลดไฟล์ Honeypots (ระบบข้อมูลไฟร์วอล) ไปด้วย โดยเขาได้ทำการติดตามการโจมตีเหล่านี้กลับไปที่เซิร์ฟเวอร์ของแฮ็กเกอร์ผ่านทางไดเรกทอรี ได้พบว่ามีการดาวน์โหลดมากผิดปกติ ซึ่ง Brandt ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แฮ็กเกอร์น่าจะทำการค้นหาเป้าหมายจากฐานข้อมูลที่ตั้งค่าผิดพลาดหรือไม่มีรหัสผ่าน และเป็นการโจมตีที่แปลกแตกต่างจากทั่วไป ที่ส่วนใหญ่มักทำเพื่อขโมยข้อมูล หรือเพื่อเรียกค่าไถ่มากกว่า


แต่ถึงแม้ว่าการโจมตีครั้งนี้จะไม่ใช่การโจมตีครั้งใหญ่ หรือแพร่หลาย แต่มันก็มีความเสี่ยงร้ายแรง หากผู้ดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ MySQL เปิดพอร์ต 3306 เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้จากภายนอกก็อาจจะตกเป็นเหยื่อได้ แต่ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันถึงความสำเร็จในการโจมตีดังกล่าวแต่อย่างใด


credit http://www.atimedesign.com/webdesign/gandcrab-ransomware-mysql/
#43

Google กำลังทำการปรับหน้าแสดงผลการค้นหาแบบใหม่ โดยได้มีการดึง icon (Favicon) ของเว็บไซต์มาแสดงเพิ่มในผลการค้นหาร่วมด้วย โดยมันจะแสดงอยู่เหนือ Title ของเว็บไซต์

นอกจากนี้ในส่วนที่เป็น Ad โฆษณา ที่แสดงอยู่ด้านบนสุดและล่างสุดของผลการค้นหาก็มีการปรับเปลี่ยน โดยจะเปลี่ยนให้เป็นสีดำจากเดิมที่เป็นสีเขียว และมันจะแสดงอยู่เหนือ Title ของเว็บไซต์เช่นกัน ซึ่งทาง Google ได้บอกว่าทำให้มันเด่นชัดขึ้น เพื่อง่ายต่อสายตาคนเวลาค้นหา แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่ามันเนียนเหมือนผลการค้นหาปกติเสียมากกว่า (เริ่มเนียน)


โดย Google จะเริ่มอัพเดทการแสดงผลแบบใหม่นี้ในเวอร์ชั่นบนมือถือก่อนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งในการปรับดีไซน์หน้าผลการค้นหาใหม่นี้ Google ได้ให้เหตุผลว่า เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์ และเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ค้นพบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อผู้ใช้เห็น icon ของเว็บไซต์ก็จะเข้าใจได้อย่างง่ายดาย คล้ายๆ กับ history ของ Chrome นั่นแหละ



ที่มา: https://wp.me/p44hcJ-5zC
#44

อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศจีนมีนโยบายควบคุมเนื้อหาออนไลน์อย่างเคร่งครัด เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัย โดยจะมีการแบน VPN บล็อกเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย บล็อกบัญชีผู้ใช้ตามโซเชียลและเว็บไซต์ ทำให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในจีนจะไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์และโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ที่ถูกทางรัฐบาลจีนบล็อกได้ เช่น Google, Facebook, YouTube และเว็บไซต์ต่างประเทศอื่นๆ เช่น The New York Times และ Wall Street Journal และหันมาพัฒนาบริการของตัวเองเพื่อให้คนในชาติได้ใช้งานแทน

แต่นอกจากนี้ คุณทราบไหมว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างที่ถูกบล็อกในจีนอีกบ้าง วันนี้ AtimeNews มีเครื่องมือที่จะช่วยตรวจสอบว่าเว็บไซต์ใดบ้างที่ถูกบล็อกในจีนมาฝาก นั่นก็คือเว็บ https://www.comparitech.com/privacy-security-tools/blockedinchina/ โดยวิธีการก็ง่ายมากๆ เพียงแค่คุณพิมพ์ Url หรือ Domain name ที่ต้องการตรวจสอบลงไปในช่อง แล้วกด Check ระบบก็จะทำการประมวลผลออกมาให้คุณเลย หากผลออกมาเป็นกากบาทสีแดงก็แปลว่าเว็บไซต์ดังกล่าวถูกบล็อก แต่ถ้าหากขึ้นเป็นเครื่องหมายถูกสีเขียวแปลว่าไม่ถูกบล็อก เพียงแค่นี้คุณก็จะทราบแล้วว่าเว็บใดที่ถูกบล็อกบ้างในจีน

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ถูกบล็อก



ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ไม่ถูกบล็อก


ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/tool-check-website-blocked-in-china/
#45

จากงาน Google I/O ที่ผ่านมา ก็มีข่าวการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ Google ออกมาเรื่อยๆ โดยในส่วนของเว็บไซต์ Google ก็ได้ออกมาประกาศว่า Chrome จะรองรับการทำ lazyload ที่ตัวเบราว์เซอร์เองเลย แค่เพียงคนทำเว็บไซต์เขียนโค๊ดเข้าไปต่อหลังแท็ก image แบบนี้ <img src="io2019ftw.png" alt="Google I/O 2019" loading="lazy"> เพียงเท่านี้เอง เมื่อเวลาใช้ Chrome เปิดหน้าเว็บไซต์ขึ้นมามันก็จะทำการค่อยๆ โหลดรูปให้เราเองตามการสไลด์หน้าจอดูลงไปเรื่อยๆ

แต่เดิมนั้น วิธีการทำ lazyload เป็นการค่อยๆ ดาวน์โหลดรูปภาพบนเว็บไซต์มาแสดงให้เราเพื่อที่จะให้ไม่ต้องรอดาวน์โหลดรูปครบทุกรูปในเว็บไซต์ ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์แสดงผลได้เร็วขึ้น แต่ต้องใช้คำสั่ง JavaScript เข้ามาร่วมด้วย แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว Chrome จัดการให้เองเลยจ้า



ที่มา: http://www.atimedesign.com/webdesign/chrome-lazy-load/