กระทู้คลิกเบท

อ่านจบแล้วคนล่ะความหมายเลย

อ่านจบแล้วคนล่ะความหมายเลย
ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)
เมนู แสดงโพสต์

อ้างถึงจาก: bobomankung ใน 16 มกราคม 2018, 23:15:35นี่เว็บซื้อขายกันครับ ตอนนี้แมวหมายเลข 18 แพงสุดอยู่ที่ $110707.16 น่าจะราวๆ 3 ล้านบาท
เรามาสู่ยุคที่ แมว การ์ตูน แพงกว่ารถยนต์ขนาดกลางได้ไงครับ หุหุ


อ้างถึงจาก: kodakbkk ใน 10 มกราคม 2018, 16:23:46ไม่เห็นส่วนไหนพูดถึง Bitcoin หนิครับอ้างถึงจาก: BeerKingMan ใน 10 มกราคม 2018, 15:50:51
https://www.blognone.com/node/98936
เขาจะทำ crypto ชื่อ Kodakcoin ครับ
เขาทำหลายอย่างครับ ที่มาของข่าวครับ https://web.facebook.com/ThInvestForum/posts/10154897803346557
เพื่อนๆ คนไหนสนใจ ลองเข้าไปค้นหากลุ่ม Bitcoin Thai Club บน Facebook ดูนะครับ สมาชิก 95,605 คน
อ้างถึงจาก: บิ๊กตู่ ใน 27 ธันวาคม 2017, 20:43:43อ้างถึงจาก: builderinfos.com ใน 27 ธันวาคม 2017, 20:36:03อ้างถึงจาก: SpaRK ใน 27 ธันวาคม 2017, 11:56:08
คล้ายๆ ยูโทเคน ของ ยูฟัน เปล่าครับ
หมายเหตุ บล็อคเชน ไม่เกี่ยวอะไรกะบิทคอยน์เลย
เป็นการโหนบล๊อคเชน เพื่อให้คนเข้าใจว่า บล็อคเชนคือบิทคอยท์ ซึ่งๆมันไม่ใช่ บล๊อคเชนใช้ในบิทคอยท์แค่เสี้ยวเดียว และก็ไม่ได้เกี่ยวกัน แต่เพื่อความน่าเชื่อถือ ทุกครั้งที่มโนบิทคอยน์ จะต้องพ่วงคำว่าบล๊อคเชนไปด้วยทุกครั้ง
เชื่อเถอะครับ ถ้าไม่มีแมงเม่าหน้าใหม่เข้าไป อีกไม่นานก็จบเกมส์ ทั้งคนเทรดทั้งคนขุด
ที่เขามาโชว์กันเพราะต้องการคนใหม่เข้าไปไงครับ
ถ้ารวยจริง ทำไมไม่รวยไปคนเดียวละครับว่าไหม
แค่เราไม่ไปร่วมขุดร่วมเทรด มูลค่ามันก็จะไม่เหลือแล้วครับ
ย้ำอีกครั้ง บล็อคเชนไม่ใช่บิทคอยน์ และบิทคอยน์ก็ไม่ใช่บลอ๊คเชน อย่าโหนบล๊อคเชน
รวยเกิ๊น
555+ สงสัยอยุ่ในป่า amazon นานเกินไป
ออกมาจากป่าได้แล้วท่าน
ผมเอา Vdo มาให้ดูละกัน ขออนุญาติยืมมาให้ดูละกัน
https://youtu.be/btpKLs0PwmI
https://youtu.be/zTRsOahi4MQ
เขาไม่ได้หลงป่า Amazon ครับ เขาอาจกำลังโดน Penguin , Panda , Pigeon , Hummingbird และ AI เล่นงานอยู่ครับ
อ้างถึงจาก: บิ๊กตู่ ใน 16 ธันวาคม 2017, 15:42:22อ้างถึงจาก: BeerKingMan ใน 16 ธันวาคม 2017, 15:26:29อ้างถึงจาก: บิ๊กตู่ ใน 16 ธันวาคม 2017, 00:03:37อ้างถึงจาก: หลานยายปริก ใน 15 ธันวาคม 2017, 23:00:57
ถามจริง ตอนนี้บิทคอยน์มีการใช้จ่าย/โอนให้กันระหว่างบุคคลหรือธุรกิจมากแค่ไหนกันครับ (ยิ่งตอนนี้ค่าธรรมเนียมแพงขึ้นอีก) เห็นบางที่ก็งดรับไปล่ะ ที่ได้ยินข่าวบ่อยๆก็จากนักลงทุนหรือตลาดซื้อขายที่ซื้อมาเก็งกำไรกันเท่านั้นแล้วอย่างนี้มันจะเป็นอนาคตของระบบแลกเปลี่ยนเงินตราหรือเศรษฐกิจจริงหรือครับ
ถามแบบไม่รู้มาขอความเห็นแบบมีเหตุผลประกอบไม่เอาความรู้สึกนะครับ
ก่อนอื่น ผมข้อเล่าถึง Big Think ที่เกิดขึ้น ยุค 1990 ช่วงปี 1997 การเกิดขึ้นของ Internet ตอนนั้นไทย ยังไม่ได้สนใจกับ Internet มากนัก และไม่ได้มุ่งเน้นพัฒนาด้านเครือข่าย Interent เท่าที่ควร
และ Bitcoin มันคือ Big Think อันที่ 2 ต่อจาก Internet ครับ
ทำไมมันถึงสำคัญ ทำไมแม้แต่ Bill Gate เอง ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับทาง CNBC ว่า Bitcoin คือ การเงินยุคใหม่ ช่วงปี 2013
ทำไม ธนาคาร สถาบันการเงิน ถึง พยายาม ออกมาต่อต้าน โจมตี Bitcoin ไม่ว่าจะเป็น Warren Buffett , Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan , Ben Bernanke
เพราะการเกิดขึ้นของ Bitcoin หรือ Cryptocurrencies นั้น จะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงิน ธนาคาร และตลาดหุ้น แน่นอน เพราะเม็ดเงินจำนวนมาก จะไหลไปสู่ตลาด Crypto นั่นเองครับ
และ Blockchain คือ เทคโนโลยี หลังบ้านของ Bitcoin และเหรียญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Ethereum , Dash , Litecoin , Zcash , Monero ฯลฯ
และด้วยด้วยการเก็บข้อมูลแบบ Blockchain ที่กระจายไปเก็บไว้ในเครื่องต่างๆ ของนักขุด Miners จึงทำให้ข้อมูล ถูกเก็บไว้บนที่ต่างๆ ทั่วโลก จาก Computer หลักล้านเครื่อง
เป็นการเก็บข้อมูล ที่มีความปลอดภัยสูงมากๆ ไม่มีใคร หรือ Hacker คนไหน สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือ Transaction ของ Cryptocurrencies ได้
และนักขุด Miners จะทำการ Confirm Transaction เพื่อได้รับรางวัล จากการยืนยันธุรกิจ แบบ Proof of Work และล่าสุด เหรียญ ETH ก็กำลังปรับจาก Proof of Work ไปเป็น Proof of Stake เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลง และเป็นการฝากเงิน เพื่อได้รับรางวัล แทนที่การขุด และนักขุดเรียกว่า การตีเหล็ก นัน่เองครับ ETH กำลังจะเปลี่ยนจาก PoW เป็น PoS ตั้งแต่เดือน ธันวาคม เป็นต้นไป ค่อยๆ เปลี่ยน ให้เสร็จภายในปีหน้า 2018
การที่เราได้ข่าวว่ามีการ Hack ส่วนใหญ่มาจาก การแฮกเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate นั่นเอง โดยไม่สามารถ Hack เหรียญ หรือ Blockchain ได้
ก็ไปแฮกเอา Wallet Address และ Private Key บน Server ของผู้ให้บริการแทน แน่นอน ความปลอดภัย มาจากผู้ให้บริการแต่ละเจ้า
และเราจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ หากเป็นกระเป๋าเก็บเงินเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate เขาจะไม่ให้ Private Key กับเรา ให้แต่ Wallet Address เมื่อเขาเก็บ Private Key สำหรับยืนยันการฝาก ถอน เงิน ของเรา แน่นอน เมื่อ Hacker เข้าถึง ก็สามารถแฮกเอาเงินไปได้นั่นเอง
นักขุด นักเทรด จึงสร้าง Wallet Address นอก ไว้ใช้เอง และเก็บ Private key เป็นความลับ บางคนก็จดใส่กระดาษเก็บไว้ หรือ หลายคน ก็ไปซื้อ Wallet Hardware Security อย่าง Ledger Nano เก็บเงิน Cryptocurrencies ของตัวเองครับ
แล้วทำไม Bitcoin จึงไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยในการซื้อ ขาย สินค้า บริการ ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนครับว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายรองรับ Bitcoin ในประเทศไทยครับ และไม่สำมารถชำระหนี้ ทางกฎหมายได้
แต่เราสามารถแลก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เป็นเงินบาท ผ่านเว็บ BX.in.th , Tdax.com และเว็บแลกเงินต่างประเทศเช่น Localbitcoins , Bitpay , CEX.io , Bitflyer , Bithumb
นอกจากนี้ ปัจจุบัน เราสามรถสร้างบัตร Debit Bitcoin จาก Epayments และ Tenx เพื่อเอาบัตรที่สร้างจากต่างประเทศ มากดเงินบาท ตู้ ATM ทุกธนาคารได้ โดยที่เราฝากเงิน Cryptocurrency เข้าไปในระบบ จากนั้น เราเอาบัตรไปกดออกมาเป็นเงินบาท แล้วผู้ให้บริการจะไปหัก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เองอัตโนมัติ
www.epayments.com
www.tenx.tech
นอกจากนี้ ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ออกกฎหมายรองรับการใช้ Bitcoin ซื้อ-ขายสินค้่า อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเกาหลีเองก็เช่นกัน เพียงแต่ เกาหลีใต้จะแบน ICO หรือ การระดมทุนจากเหรียญใหม่ จาก Start Up
ประเทศอเมริกาเองก็ได้ออกกฎหมายรองรับ Bitcoin ด้วยเช่นกัน และถือว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ล่าสุดวันที่ 10 ธันวาคม CBOE ได้เปิดเทรด Bitcoin Future และวันที่ 17 CME Group ถือเป็นตลาดฟิวเจอร์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็จะเปิดเทรด Bitcoin Future ด้วยเช่นกันครับ ส่วน Nasdaq จะเปิดเทรดในปี 2018
นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทย ก็ได้พัฒนา Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลังบ้าน ของ Bitcoin มาช่วยในการเก็บข้อมูลของธนาคาร ช่วยทำให้การทำธุรกรรมทางการเงิน สัญญากู้ยืม เร็วขึ้นภายใน 1 วัน จากเดิม 7 วัน จริงๆ CEO กสิกร บอกว่า เร็ว 1 ชั่วโมง เพียงแต่ต้องการทำให้มันถูกต้องจริงๆ
ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ใช้เทคโนโลยี ของเหรียญ Ripple ในการโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น ไทย - ญี่ปุ่น จากเดิมที่ต้องโอนเงินไปญี่ปุ่น ใช้เวลา 7 วัน ขึ้นไป มาใช้เวลาเพียง 15 นาที
แต่แม้ว่า Fiat Money หรือเงินสด ของธนาคาร จะนำเอา Blockchain ไปใช้ แต่มันก็ไม่ใช่ Decentralized 100% ซึ่งตรงจุดนี้ ไม่มีทางที่ระบบการเงินยุดเก่า จะเอาชนะ Cryptocurrency ได้เลย เพราะมันเป็น Decentralized 100% นั่นเอง
และตอนนี้ LAZADA ในไทย ก็จะเปิดใช้ Bitcoin ในการซื้อขาย สินค้า
และล่าสุดทาง EBay ทาง CEO ก็บอกว่าจะเร่งใช้ Bitcoin ในการซื้อขายสินค้าด้วยเช่นกันครับ
และเหรียญ OmiseGo ซึ่งเป็นเหรียญของ บริษัท Omise เป็น Payment Gate Way ของไทย กับ ญี่ปุ่น ที่สร้างจากเทคโนโลยี Blockchain ของ Ethereum ก็ได้ ทำการซื้อ Pay Sabay ต่อจาก Dtac เพื่อ นำเอามาให้บริการ จ่ายเงิน ชำระเงิน
แม้ว่าหลายคนมองว่า จะไม่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ลึกๆ แล้วเราใช้มันอยู่ครับ
Bitcoin ไม่ใช่ Big Think มั้งครับ Blockchain ต่างหาก Bitcoin เป็นแค่ Subset มันแค่นั้นเอง Cryptocurrencies ก็มีตั้งเยอะแยะ ทำมัยแพงแค่ Bitcoin ล่ะครับ เอาจริงๆเพราะมีการปั่นกำไรครับ คนปั่นไม่ใช่แมงเม่าอย่างเราๆหรอกครับ พวกขาใหญ่ๆกัน ที่เขาเตือนๆกัน เพราะเขาห่วงเราครับ
Bitcoin ทั้งหมดในโลก 40% มีคนถือแค่ 1,000 คนนะครับ คนที่เล่นอีกหลายล้านคนนั่นแค่แม่งเม่า 1,000 คนนี้รวมหัวกันปั่นราคา แล้วตอนนี้รอแค่ 1,000 คนนี้ รวมหัวกันเทขายเมื่อไหร่แค่นั้นเองครับ
มันเป็นเพียงข่าว ที่เขียนกันขึ้น ลองไปหาข้อมูลจริงๆ หลักฐาน อ้างอิง จริงๆ ไม่มีเลยครับ แน่นอน ที่ตลาดมีการปั่นราคา จากข่าวได้ เพราะต้องบอกว่าตลาด Bitcoin แม้มี Marketcap หลายพันล้านดอลล่า แต่ก็ถือว่าน้อย หากเทียบกับตลาดอื่น
และรายละเอียดของมันลึกมากครับ หากเจาะลึกลงไปใน Blockchain มันมีรายละเอียดมากอีกครับ
และแน่นอน ตลาดการเงินโลก ไม่ว่า Cryptocurrencies หรือ Forex มีความเสี่ยง อยู่ที่ใครจะ Money Management ยังไงครับ
ปี 2009 ราคา Bitcoin 1 BTC ยังไม่ถึง 1 USD ครับ ณ ตอนนี้ 17,699 USD ประมาณ 570,000 บาท
และมีคนบอกว่า มันคือ ฟองสบู่ มาตั้งแต่ราคา Bitcoin 100 USD แล้วครับ ราคาขึ้นสูง อาจเกิด ฟองสบู่ได้ ก็จริง แต่อย่างน้อยอีก 2 ปี ถ้าเกิด เราก็จะได้รู้ราคาที่แท้จริงของมันครับ ว่ามันร่วงหนัก แล้วจะขึ้นมาได้เท่าไหร่
บางคนมองเห็นโอกาส บางคนมองเป็นความเสี่ยง แตกต่างกันออกไปครับ
อ้างถึงจาก: บิ๊กตู่ ใน 16 ธันวาคม 2017, 00:03:37อ้างถึงจาก: หลานยายปริก ใน 15 ธันวาคม 2017, 23:00:57
ถามจริง ตอนนี้บิทคอยน์มีการใช้จ่าย/โอนให้กันระหว่างบุคคลหรือธุรกิจมากแค่ไหนกันครับ (ยิ่งตอนนี้ค่าธรรมเนียมแพงขึ้นอีก) เห็นบางที่ก็งดรับไปล่ะ ที่ได้ยินข่าวบ่อยๆก็จากนักลงทุนหรือตลาดซื้อขายที่ซื้อมาเก็งกำไรกันเท่านั้นแล้วอย่างนี้มันจะเป็นอนาคตของระบบแลกเปลี่ยนเงินตราหรือเศรษฐกิจจริงหรือครับ
ถามแบบไม่รู้มาขอความเห็นแบบมีเหตุผลประกอบไม่เอาความรู้สึกนะครับ
ก่อนอื่น ผมข้อเล่าถึง Big Think ที่เกิดขึ้น ยุค 1990 ช่วงปี 1997 การเกิดขึ้นของ Internet ตอนนั้นไทย ยังไม่ได้สนใจกับ Internet มากนัก และไม่ได้มุ่งเน้นพัฒนาด้านเครือข่าย Interent เท่าที่ควร
และ Bitcoin มันคือ Big Think อันที่ 2 ต่อจาก Internet ครับ
ทำไมมันถึงสำคัญ ทำไมแม้แต่ Bill Gate เอง ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับทาง CNBC ว่า Bitcoin คือ การเงินยุคใหม่ ช่วงปี 2013
ทำไม ธนาคาร สถาบันการเงิน ถึง พยายาม ออกมาต่อต้าน โจมตี Bitcoin ไม่ว่าจะเป็น Warren Buffett , Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan , Ben Bernanke
เพราะการเกิดขึ้นของ Bitcoin หรือ Cryptocurrencies นั้น จะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงิน ธนาคาร และตลาดหุ้น แน่นอน เพราะเม็ดเงินจำนวนมาก จะไหลไปสู่ตลาด Crypto นั่นเองครับ
และ Blockchain คือ เทคโนโลยี หลังบ้านของ Bitcoin และเหรียญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Ethereum , Dash , Litecoin , Zcash , Monero ฯลฯ
และด้วยด้วยการเก็บข้อมูลแบบ Blockchain ที่กระจายไปเก็บไว้ในเครื่องต่างๆ ของนักขุด Miners จึงทำให้ข้อมูล ถูกเก็บไว้บนที่ต่างๆ ทั่วโลก จาก Computer หลักล้านเครื่อง
เป็นการเก็บข้อมูล ที่มีความปลอดภัยสูงมากๆ ไม่มีใคร หรือ Hacker คนไหน สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือ Transaction ของ Cryptocurrencies ได้
และนักขุด Miners จะทำการ Confirm Transaction เพื่อได้รับรางวัล จากการยืนยันธุรกิจ แบบ Proof of Work และล่าสุด เหรียญ ETH ก็กำลังปรับจาก Proof of Work ไปเป็น Proof of Stake เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลง และเป็นการฝากเงิน เพื่อได้รับรางวัล แทนที่การขุด และนักขุดเรียกว่า การตีเหล็ก นัน่เองครับ ETH กำลังจะเปลี่ยนจาก PoW เป็น PoS ตั้งแต่เดือน ธันวาคม เป็นต้นไป ค่อยๆ เปลี่ยน ให้เสร็จภายในปีหน้า 2018
การที่เราได้ข่าวว่ามีการ Hack ส่วนใหญ่มาจาก การแฮกเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate นั่นเอง โดยไม่สามารถ Hack เหรียญ หรือ Blockchain ได้
ก็ไปแฮกเอา Wallet Address และ Private Key บน Server ของผู้ให้บริการแทน แน่นอน ความปลอดภัย มาจากผู้ให้บริการแต่ละเจ้า
และเราจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ หากเป็นกระเป๋าเก็บเงินเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate เขาจะไม่ให้ Private Key กับเรา ให้แต่ Wallet Address เมื่อเขาเก็บ Private Key สำหรับยืนยันการฝาก ถอน เงิน ของเรา แน่นอน เมื่อ Hacker เข้าถึง ก็สามารถแฮกเอาเงินไปได้นั่นเอง
นักขุด นักเทรด จึงสร้าง Wallet Address นอก ไว้ใช้เอง และเก็บ Private key เป็นความลับ บางคนก็จดใส่กระดาษเก็บไว้ หรือ หลายคน ก็ไปซื้อ Wallet Hardware Security อย่าง Ledger Nano เก็บเงิน Cryptocurrencies ของตัวเองครับ
แล้วทำไม Bitcoin จึงไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยในการซื้อ ขาย สินค้า บริการ ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนครับว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายรองรับ Bitcoin ในประเทศไทยครับ และไม่สำมารถชำระหนี้ ทางกฎหมายได้
แต่เราสามารถแลก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เป็นเงินบาท ผ่านเว็บ BX.in.th , Tdax.com และเว็บแลกเงินต่างประเทศเช่น Localbitcoins , Bitpay , CEX.io , Bitflyer , Bithumb
นอกจากนี้ ปัจจุบัน เราสามรถสร้างบัตร Debit Bitcoin จาก Epayments และ Tenx เพื่อเอาบัตรที่สร้างจากต่างประเทศ มากดเงินบาท ตู้ ATM ทุกธนาคารได้ โดยที่เราฝากเงิน Cryptocurrency เข้าไปในระบบ จากนั้น เราเอาบัตรไปกดออกมาเป็นเงินบาท แล้วผู้ให้บริการจะไปหัก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เองอัตโนมัติ
www.epayments.com
www.tenx.tech
นอกจากนี้ ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ออกกฎหมายรองรับการใช้ Bitcoin ซื้อ-ขายสินค้่า อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเกาหลีเองก็เช่นกัน เพียงแต่ เกาหลีใต้จะแบน ICO หรือ การระดมทุนจากเหรียญใหม่ จาก Start Up
ประเทศอเมริกาเองก็ได้ออกกฎหมายรองรับ Bitcoin ด้วยเช่นกัน และถือว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ล่าสุดวันที่ 10 ธันวาคม CBOE ได้เปิดเทรด Bitcoin Future และวันที่ 17 CME Group ถือเป็นตลาดฟิวเจอร์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็จะเปิดเทรด Bitcoin Future ด้วยเช่นกันครับ ส่วน Nasdaq จะเปิดเทรดในปี 2018
นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทย ก็ได้พัฒนา Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลังบ้าน ของ Bitcoin มาช่วยในการเก็บข้อมูลของธนาคาร ช่วยทำให้การทำธุรกรรมทางการเงิน สัญญากู้ยืม เร็วขึ้นภายใน 1 วัน จากเดิม 7 วัน จริงๆ CEO กสิกร บอกว่า เร็ว 1 ชั่วโมง เพียงแต่ต้องการทำให้มันถูกต้องจริงๆ
ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ใช้เทคโนโลยี ของเหรียญ Ripple ในการโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น ไทย - ญี่ปุ่น จากเดิมที่ต้องโอนเงินไปญี่ปุ่น ใช้เวลา 7 วัน ขึ้นไป มาใช้เวลาเพียง 15 นาที
แต่แม้ว่า Fiat Money หรือเงินสด ของธนาคาร จะนำเอา Blockchain ไปใช้ แต่มันก็ไม่ใช่ Decentralized 100% ซึ่งตรงจุดนี้ ไม่มีทางที่ระบบการเงินยุดเก่า จะเอาชนะ Cryptocurrency ได้เลย เพราะมันเป็น Decentralized 100% นั่นเอง
และตอนนี้ LAZADA ในไทย ก็จะเปิดใช้ Bitcoin ในการซื้อขาย สินค้า
และล่าสุดทาง EBay ทาง CEO ก็บอกว่าจะเร่งใช้ Bitcoin ในการซื้อขายสินค้าด้วยเช่นกันครับ
และเหรียญ OmiseGo ซึ่งเป็นเหรียญของ บริษัท Omise เป็น Payment Gate Way ของไทย กับ ญี่ปุ่น ที่สร้างจากเทคโนโลยี Blockchain ของ Ethereum ก็ได้ ทำการซื้อ Pay Sabay ต่อจาก Dtac เพื่อ นำเอามาให้บริการ จ่ายเงิน ชำระเงิน
แม้ว่าหลายคนมองว่า จะไม่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ลึกๆ แล้วเราใช้มันอยู่ครับ