เมนู

แสดงโพสต์

ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)

เมนู แสดงโพสต์

ข้อความ - สมปอง สองใจ

#1
เขียนคอนเทนต์ขายของอยู่ แต่ยอดไม่ปัง ฟังทางนี้เลย เรามีเทคนิคระดับโปรมานำเสนอ เรียกว่า Neuro Writing!!!

เทคนิคนี้ เป็นการเขียนโดยคำนึงถึงการทำงานของสมอง ทำให้คอนเทนต์น่าคลิก น่าสนใจ และยังช่วยให้คนอ่านอยากซื้อของของเรามากขึ้น

ใครสนใจ Neuro Writing เรามี 5 วิธีเขียนคอนเทนต์สไตล์นี้ มาแนะนำ ขอบอกว่าทำได้ไม่ยาก แถมช่วยเพิ่มยอดขายได้จริง!

1. ใส่ตัวเลขในคอนเทนต์

สมองคนเรา เข้าใจตัวเลขได้เร็วกว่าข้อความ
ถ้าอยากให้คอนเทนต์น่าคลิก หรือเข้าใจง่าย ก็ต้องใส่ตัวเลขเข้าไป
เช่น แทนที่จะเขียนว่า "ใช้แล้ว เห็นผลในเวลาไม่นาน" ก็ควรเขียนเป็น "ใช้แล้ว เห็นผลใน 30 วินาที" หรืออะไรทำนองนี้

2. เขียนคอนเทนต์ให้สั้น

ความสนใจของคนเราสั้นลงเรื่อย ๆ (งานวิจัยบอกว่าเหลือแค่ 8 วินาที)
คอนเทนต์ยาว ๆ เลยไม่ใช่ตัวเลือกที่เวิร์คสักเท่าไร
นอกจากนี้ คนเดี๋ยวนี้ยังอ่านคอนเทนต์ผ่านมือถือกันมาก
และพวกคอนเทนต์ยาว ๆ น่ะ พอดูในมือถือจะยิ่งยาวแถมต้องเลื่อนอ่านหลายรอบ
ทำให้บางคนไม่อยากอ่านจนจบ และไม่สนใจของที่ขาย

3. ย่อยข้อมูลเป็นข้อ ๆ

เมื่ออยากพูดถึงจุดขายของสินค้า ขอแนะนำว่าควรเล่าเป็นข้อสั้น ๆ
หรือ Bullet เพราะอ่านง่ายกว่าการเขียนบรรยายยาวยืด
ยิ่งกว่านั้น ในมุมของ Neuro Writing การเขียนแบบนี้ยังทำให้สมองไม่ต้องทำงานหนัก
ส่งผลให้คนอ่านเข้าใจคอนเทนต์ของเรามากขึ้น และอาจสนใจซื้อของที่เราขายมากกว่าเดิมด้วย

4. ใช้ภาษากระตุ้นอารมณ์

สมองเราเนี่ย มีส่วนที่เรียกว่าระบบลิมบิก (Limbic System) อยู่ เมื่ออ่านคอนเทนต์ที่กระตุ้นอารมณ์ (ไม่ว่าบวกหรือลบ)
ระบบลิมบิกจะทำงาน ส่งผลให้คนอ่านจดจำคอนเทนต์ได้ดี โฟกัสกับมันได้มากเป็นพิเศษ
แถมถ้าคอนเทนต์บอกให้ทำอะไร (เช่นบอกให้ซื้อของ) คนอ่านก็พร้อมจะทำตามด้วย

5. กระตุ้น Fear of Missing Out

Fear of Missing Out (FOMO) คือความกลัวที่จะพลาดอะไรดี ๆ อย่างเช่นของเซลล์หรือโปรโมชัน
ซึ่งในการขายของ การเขียนคอนเทนต์เพื่อกระตุ้น FOMO เป็นเทคนิคที่ได้ผลมากกว่าที่หลายคนคิด
Statista (บริษัทรวบรวมข้อมูลของเยอรมัน) รายงานว่า FOMO เป็นสาเหตุให้คน 53% ซื้อของแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง
ส่วน Shopkick (ผู้ให้บริการแอป E-commerce) บอกว่า FOMO ทำให้คน 42% จ่ายเงินซื้อของมากกว่าที่ตัวเองแพลนไว้
ดังนั้น เมื่อเขียนคอนเทนต์ขายของ อย่าลืมบอกคนอ่านว่า พวกเขาจะพลาดอะไรบ้างถ้าไม่ซื้อนะ

-----------------------------------

จบแล้วจ้า สำหรับเทคนิคการเขียนสไตล์ Neuro Writing เป็นยังไง? ง่ายกว่าที่คิดใช้มั้ยล่ะ?
และถ้าใครคุ้น ๆ ว่า Neuro Writing นี่เหมือนกับ Neuromarketing เลย ขอบอกเลยว่า
คิดถูกแล้วแหละ เพราะ Neuro Writing ก็คือ Neuromarketing ใน Scope ของงานเขียนนั่นเอง


อ่านเพิ่มเติม https://thetepco.com/blog/
#2
รู้รึเปล่า? การกินป๊อบคอร์น ทำให้เราจำชื่อแบรนด์ใหม่ ๆ ได้ยากขึ้น

เรื่องนี้ไม่ได้โม้นะ งานวิจัยจาก Journal of Consumer Psychology เค้าบอกไว้

เวลาได้ยินชื่อแบรนด์ใหม่ ๆ ปากเราจะพึมพำชื่อแบรนด์โดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้สมองจำชื่อแบรนด์ใหม่ได้อย่างแม่นยำ

และถ้าปากไม่ได้พึมพำ ก็อาจทำให้เราจดจำแบรนด์ใหม่ ๆ ได้ยากกว่าเดิม



จากการทดลองหนึ่ง ที่ให้คน 96 คนดูโฆษณาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มีคน 43 คนได้กินป๊อบคอร์นระหว่างดู ส่วนคนที่เหลือได้แค่น้ำตาลก้อน

หลังจากทำการทดลองจบไป 1 อาทิตย์ นักวิจัยได้เรียก 96 คนมาคุยถึงฟีดแบค

กลุ่มที่ได้กินน้ำตาลก้อน (ละลายได้ในปาก ไม่ขัดขวางการพึมพำชื่อแบรนด์) บอกว่าตัวเองจำแบรนด์ในโฆษณาได้ และยังสนใจแบรนด์บางแบรนด์ด้วย

ส่วนกลุ่มที่ได้กินป๊อบคอร์น (ต้องเคี้ยว ขัดขวางการพึมพำ) บอกว่าไม่สนใจ

ยังไม่พอ นักวิจัยได้ทำการทดลองอีกครั้ง แต่คราวนี้กับคน 188 คน

ในการทดลองนี้ นักวิจัยให้คนดูโฆษณาชวนทำบุญ แล้วให้ตังค์หลังดูโฆษณาจบ

ผลคือกลุ่มได้กินน้ำตาลก้อนเอาเงินนั้นไปทำบุญ ส่วนกลุ่มได้กินป๊อบคอร์นไม่ได้ทำแบบนั้น

นักวิจัยจึงสรุปว่า การเคี้ยวอาหาร (เช่น ป็อบคอร์น) ขัดขวางการพึมพำชื่อแบรนด์ ส่งผลให้สมองจดจำแบรนด์ใหม่ ๆ ได้ยากขึ้น
แถมยังทำให้มีความสนใจต่อแบรนด์หรือเนื้อหาในโฆษณาน้อยลงด้วย



การที่แบรนด์จะถูกจำได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพึมพำ แต่ยังรวมถึงองค์ประกอบอย่างชื่อ โลโก้ สโลแกน หรือโทนสีของแบรนด์ด้วย

และถ้าอยากสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น ก็ต้องเข้าใจหลัก Neuromarketing ด้วย

ถามว่ามันคืออะไร? Neuromarketing คือ เอาความเข้าใจเรื่องการทำงานของสมอง มาช่วยทำให้การตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยหลักการนี้ สามารถปรับใช้ได้กับหลายอย่าง ทั้งการเลือกสีโลโก้ การออกแบบเว็บไซต์ หรือแม้แต่การทำโฆษณาให้ดูน่าสนใจ


---------------------------------------------------------

อ่านเพิ่มเติม : https://thetepco.com/popcorn/

บทความอื่น ๆ : https://thetepco.com/blog/

#3




เวลาเข้าร้านกาแฟ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เรามักพบกาแฟ ขายอยู่ 3 ไซส์เสมอ นั่นคือ S, M และ L

เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็น กลยุทธ์การตั้งราคา ที่เรียกว่า Decoy Effect หรือ กลยุทธ์การตั้งราคาตามหลักจิตวิทยา โดยการเพิ่มสินค้า (หรือตัวเลือก) เข้ามา
เพื่อทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจ จากสินค้าที่จะซื้อในตอนแรก ไปซื้อสินค้าแบบเดียวกันแต่ราคาแพงกว่า

อธิบายแบบนี้อาจจะงง เอาเป็นว่า ถ้ามีกาแฟ 2 ไซส์ แค่ S กับ L โดยทั้ง 2 ไซส์มีราคาที่ต่างกันอย่างชัดเจน คนส่วนมากจะเลือกซื้อแก้ว S เพราะราคาที่ถูกกว่า ประหยัดกว่า

ยังไงก็ตาม ถ้ามีกาแฟไซส์ M ซึ่งราคาใกล้เคียงกับ L เพิ่มเข้ามา คนก็มีแนวโน้มจะเลือกซื้อไซส์ L มากขึ้น เพราะเห็นว่าคุ้มค่ากว่า M (แม้จะยังแพงกว่า S เหมือนเดิม)

นี่คืออิทธิพลของกาแฟไซส์ M ซึ่งในที่นี้ทำหน้าที่เป็นตัวหลอก (Decoy) เพื่อทำให้คนอยากซื้อกาแฟไซส์ L นั่นเอง



อย่างที่ทราบกัน Decoy Effect เป็น กลยุทธ์ทางการตลาด ที่เราเห็นได้บ่อย ๆ ไม่ใช่แค่กับกาแฟ แต่กับสินค้าอีกหลายชนิด

อย่างในงานวัดในจังหวัดสมุทรปราการ มีแผงขายเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว ซึ่งคนขายแบ่งเม็ดมะม่วงขายเป็น
ถุงไซส์ 300 กรัม (ราคา 100 บาท), 700 กรัม (200 บาท) กรัม และ 1,000 กรัม (260 บาท)

จะเห็นว่า หากเปรียบเทียบราคากับปริมาณ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ถุง 1,000 กรัมนั้นคุ้มค่าที่สุด
แต่ถ้าคนขายขายแค่ไซส์ 300 กรัมกับ 1,000 กรัม คนอาจจะเลือกซื้อ 300 กรัมมากกว่า เนื่องจากราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ยังไงก็ตาม เมื่อขายเม็ดมะม่วง 700 กรัมร่วมด้วย เม็ดมะม่วง 1,000 กรัมจากที่เป็นของแพง
กลับดูคุ้มค่ายิ่งกว่าเดิมมาก ทำให้น่าซื้อกลับบ้านโดยไม่คิดว่าแพงนั่นเอง

---------------------------------------------------------------

อ่านเพิ่มเติม : https://thetepco.com/decoy-effect/

บทความอื่น ๆ : https://thetepco.com/blog/


#4
Rebranding คืออะไร

Rebranding คือ กลยุทธ์การตลาดแบบหนึ่ง หมายถึงการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์และตัวตนของแบรนด์ ให้สอดคล้องกับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อทำให้แบรนด์โดดเด่น ดูทันสมัย จดจำได้ง่าย หรือแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดเดียวกัน

โดยการรีแบรนด์ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหรือโลโก้ของแบรนด์ แต่ยังหมายรวมถึงปรับเปลี่ยนองค์ประกอบอื่น ๆ ของแบรนด์ด้วย เช่น

  • จุดยืนหรือวิสัยทัศน์ของแบรนด์
  • วัฒนธรรมองค์กร
  • ธีมสี
  • สโลแกน
  • น้ำเสียงหรือความรู้สึกที่แบรนด์ใช้ในการสื่อสาร
  • เปลี่ยนรูปแบบของโฆษณาทางสื่อต่าง ๆ
  • หน้าตาของบรรจุภัณฑ์


เมื่อไรควรรีแบรนด์

การรีแบรนด์ เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ธุรกิจไปต่อได้ ซึ่งแม้แต่แบรนด์ใหญ่ ๆ เองก็เคยทำ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี หรือสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแล้ว

ถ้าถามว่า แบรนด์ควรรีแบรนด์เมื่อไร เรามีความเห็นว่า แบรนด์ควรรีแบรนด์ในสถานการณ์ต่อไปนี้

  • แบรนด์ไม่ทันสมัยแล้ว
  • กลุ่มเป้าหมายไม่ชัดเจน
  • จุดขายของแบรนด์ไม่ชัดเจน
  • แบรนด์ไม่แตกต่างจากคู่แข่ง
  • ภาพลักษณ์ของแบรนด์ติดลบ
  • แบรนด์ใหญ่ขึ้น เติบโตจนไม่เหมือนเดิม
  • แบรนด์โกอินเตอร์ หรือขยายตัวไปยังต่างประเทศ
  • แบรนด์ต้องการดูหรูขึ้น เพื่อให้ขายสินค้าได้ในราคาที่แพงขึ้น
  • โมเดลธุรกิจหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจไม่เหมือนเดิม

--------------------------------------------------------------------------------------------------

ตัวอย่างการรีแบรนด์ ของแบรนด์ดัง

หลายคนคงสังเกตเห็นว่า Dunkin' ไม่ได้ต่อท้ายด้วย Donut มาหลายปีแล้ว

การรีแบรนด์ครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2019 ด้วยเหตุผลว่า Dunkin' อยากมีศักยภาพในการแข่งขันกับ Starbucks จึงมองว่าการเป็นร้านโดนัทเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ จึงตัดคำว่า Donut ออก เพื่อบอกว่าแบรนด์ไม่ได้ขายหรือโฟกัสแค่ผลิตภัณฑ์กลุ่มโดนัท แต่ยังให้ความสำคัญกับของกินอื่น ๆ อย่างพวกแซนวิช ขนมอบ รวมถึงเครื่องดื่มด้วย

โดย Rebranding ของ Dunkin' เป็นไปในทิศทางเดียวกับ Starbucks ในปี 2011 ซึ่งต้องการสื่อแบรนด์ขายมากกว่ากาแฟ จึงตัดคำว่า Coffee ออกจากชื่อแบรนด์ และปรับดีไซน์ของแบรนด์ด้วยการเอากรอบที่เขียนว่า "Starbucks Coffee" ออก

ส่วนถ้าเป็นแบรนด์ไทย ศรีจันทร์ น่าจะเป็นตัวอย่างของการรีแบรนด์ที่ชัดเจนที่สุด

ในปี 2557 ศรีจันทร์ได้ Rebranding ครั้งใหญ่ โดยปรับองค์ประกอบต่าง ๆ ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้หรือบรรจุภัณฑ์ของสินค้า เพื่อให้แบรนด์ดูทันสมัย เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ โดยเฉพาะสุภาพสตรีได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ศรีจันทร์ ยังเปลี่ยนสโลแกนใหม่เป็น "สวย มั่นใจ ในทุกมุม" เพื่อสื่อถึงคุณค่าของแบรนด์ ที่ต้องการช่วยให้ผู้หญิงทุกคนสวยและมั่นใจในตัวเอง

โดย การรีแบรนด์ ของศรีจันทร์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ในปี 2558 แบรนด์มีรายได้แตะ 300 ล้านบาท จากที่ก่อนหน้ามีรายได้ต่อปีประมาณ 200 ล้านบาทเท่านั้น


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์: https://thetepco.com/?s=brand
#5
หัวข้อบอก 10 แบรนด์ แต่กดเข้ามาแล้วมีแค่ 5 มันยังไงกันครับเนี่ย  :P :P :P