เมนู

แสดงโพสต์

ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)

เมนู แสดงโพสต์

ข้อความ - บิ๊กตู่

#1
แอฟ Line ได้เปิดให้บริการ Exchange สำหรับ Cryptocurrency แล้ว



ที่มา https://news.bitcoin.com/japan-popular-chat-app-launching-cryptocurrency-exchange/

App แชทยอดนิยมของญี่ปุ่นเปิดตัว Exchange Cryptocurrency

ผู้ดำเนินการแอปแชทที่ได้รับความนิยมสูงสุดของญี่ปุ่นโดยมีผู้ใช้รายเดือนประมาณ 168 ล้านคนได้ประกาศแผนการเปิดตัวการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบ cryptocurrency Line Corporation ได้เริ่มดำเนินการลงทะเบียนเป็นการแลกเปลี่ยนความลับกับหน่วยงานด้านการเงินของประเทศแล้ว

ผู้ให้บริการแอพพลิเคชันการรับส่งข้อความที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น บริษัท Line Corporation ประกาศ อย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเพื่อเปิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนความลับ

บริษัท ได้จัดตั้ง บริษัท ย่อยที่ชื่อว่า Line Financial Corporation เพื่อติดตามการจ่ายเงินของ Line Pay เพื่อเป็นการเสริมสร้างฐานะในด้านธุรกิจการเงินโดยมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมว่า:

นับจากนี้เป็นต้นไป Line จะใช้ บริษัท ใหม่นี้เป็นฐานในการดำเนินการเตรียมการเพื่อให้บริการทางการเงินที่หลากหลายซึ่งรวมถึงสถานที่ในการแลกเปลี่ยนและทำธุรกรรมสกุลเงินเสมือนเงินกู้และการประกันภัยทั้งหมดจากแอป Line


Line Pay คือบริการโอนเงินมือถือและบริการชำระเงินที่เชื่อมโยงกับแอปแชทไลน์ เปิดตัวในปีพ. ศ. 2557 บริษัท ได้ลงนามข้อตกลงกับธนาคารต่างๆกว่า 30 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้สามารถทำธุรกรรมได้ทันทีโดยใช้แพลตฟอร์มดัง กล่าว ในการประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา บริษัท อ้างว่าผู้ใช้ที่ลงทะเบียนของ Line Pay มีจำนวนถึง 40 ล้านรายและปริมาณธุรกรรมในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 450 ล้านเยน (ประมาณ 4.14 ล้านเหรียญสหรัฐ) อย่างไรก็ตาม บริษัท ยังไม่ได้ยืนยันว่าจะมีการรวมการแลกเปลี่ยน cryptocurrency ใหม่เข้ากับ Line Pay หรือไม่

แอ็พพลิเคชันเพื่อดำเนินการแลกเปลี่ยน Crypto

เนื่องจากพระราชบัญญัติบริการการชำระเงินของญี่ปุ่นมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนของปีที่แล้วทุก บริษัท ที่ต้องการดำเนินการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศต้องลงทะเบียนกับ FSA (Financial Services Agency) จนถึงปัจจุบันมีการอนุมัติการ แลกเปลี่ยนลับถึง 16 แห่ง

ขั้นตอนการสมัครสำหรับการลงทะเบียนเป็นเสมือนระบบแลกเปลี่ยนเงินตราได้เริ่มขึ้นแล้วใน Financial Services Agency และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

ารประกาศของ บริษัท ได้เกิดขึ้นระหว่างการสืบสวนของ FSA เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความลับในตลาดต่างประเทศทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่นหลังจากที่ได้มีการตัดบัญชี Coincheck ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยปกติ FSA จะใช้เวลาสองเดือนในการอนุมัติการลงทะเบียนยกเว้นใบสมัครของ Coincheck ที่ได้รับการตรวจสอบมานานกว่าสี่เดือน

NHK รายงานว่า "การรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของสายการผลิต Coincheck hack ประธานและซีอีโอของ Line Corporation Takeshi Uezawa กล่าวว่า"

ประกาศการแลกเปลี่ยนลับของสายการบินในประเทศเกาหลีใต้ได้กลายเป็นประเทศที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดในเวลาเพียงไม่กี่เดือน Upbit คือการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการสนับสนุนโดย Kakao Corp ซึ่งดำเนินการกับ Kakao Talk ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบที่สุดของเกาหลีใต้ ในขณะที่ Upbit มีเหรียญมากกว่า 120 เหรียญที่ระบุไว้เนื่องจากความร่วมมือกับ Bittrex ในสหรัฐอเมริกา Line ไม่ได้เปิดเผยว่ามีกี่ cryptocurrencies จะได้รับการสนับสนุนบนแพลตฟอร์มของตน


:P
#2


ป๊าดดด เหมืองขุด Bitcoin ไทย ใช้ ASIC หลายร้อยเครื่อง ลงทุนหลักร้อยล้านบาท

ไปเจอท่านที่เอาวีดีโอมาแชร์ ในกลุ่มเฟสบุ๊ค Bitcoin Thai Club เห็นแล้วถึงกับตกใจ ลงทุนเยอะมาก

ก็ต้องบริหารจัดการความเสี่ยง ไม่ว่าจะเรื่องของราคาเหรียญ ค่า Difficulty ของเหรียญ ค่าไฟฟ้าที่ใช้ การบำรุงรักษาเครื่อง Antminer

เครื่อง ASIC ตัวละไม่ใช่ถูกๆ ราคาหลักแสนบาทขึ้นไป จะมีแต่ D3 ที่หลังๆ ขุดได้ไม่มาก ราคาลดลง อ้างอิงจากตัวแทนนำขายในไทย แต่ราคาที่ขายผ่าน Bitmain ยังไม่ต่างกันมากนัก

ไม่ว่าจะใช้ L3+ , S9 หรืออะไร ลงทุนขนาดนี้ น่านับถือครับ





:o
#3
อ้างถึงจาก: AdBest-Price ใน 24 มกราคม 2018, 13:16:42
สนใจขุดด้วยครับ ยังไม่เคยขุด ขอคำแนะนำการ์ดจอ+อุปกรณด้วยครับ มีทุนที่ 200,000 บาท ครับ

แนะนำเข้าไปร่วมกลุ่มบน Facebook ของ Bitcoin Thai Club ครับ เขามีข้อมูล ปักหมุด และสมาชิกคนอื่นๆ จะมาแนะนำให้ท่านครับ

:wanwan016:
#4
อ้างถึงจาก: nuvatchai ใน 23 มกราคม 2018, 14:01:31
ทุกอาชีพมีเสียวหมดครับ คิดคำดีๆ ก่อนลงทุนครับ

ราคา Bitcoin และเหรียญอื่นๆ มีขึ้น ลง อยู่แล้วครับ

คนอื่นเขาทำกำไร กันไปถึงไหนแล้วครับ 5555

ลองเข้าไปดูกลุ่ม Facebook ของ Bitcoin Thai Club สมาชิก 1 แสนคนละครับ

ผมอยู่วงการ SEO มานาน ยังดีกว่า ต้องทำ SEO คีย์ตลาด แล้วรอ 4 - 6 เดือน บางที อาจยังไม่ติดอันดับด้วยซ้ำ หรือบางทีติดอันดับหน้าแรก Google แล้วร่วง

ตรรกะ ความคิด คนไม่เหมือนกันครับ ไม่งั้นจะมีคนจน กับคนรวย หรอครับ

:wanwan003:
#5

ระวัง SCAM นะครับ อะไรที่แจกฟรี มาแนว Bitconnect (BCC) หลอกลวง แชร์ลูกโซ่

:wanwan004:
#6
แลกหมัด VISA และ ธนาคาร ยุโรป แบน การจ่ายเงินผ่าน Bitcoin



ล่าสุด VISA และธนาคาร ในยุโรป พร้อมใจกันแบน บัตรที่เชื่อมต่อการจ่ายเงินผ่าน Bitcoin และ Cryptocurrency เหรียญอื่นๆ เพื่อหยุดความร้อนแรง และการเติบโตของ Bitcoin งานนี้ แลกหมัดกันอย่างหนัก

เมื่อ Crypto เป็นระบบ Decentralized ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain สร้างระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ ตัดคนกลาง และธนาคาร ออก จริงๆ ทางฝั่งธนาคาร และสถาบันการเงิน ก็โจมตี Bitcoin มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

งานนี้ ต้องดูกันยาวๆ ว่า Bitcoin โดนหมัดหนักแบบนี้ จะสวนหมัดกลับไปอย่างไรครับ

อ้างอิงแหล่งข่าว https://news.bitcoin.com/visa-veto-leaves-several-european-cryptocurrency-cards-locked-out/

:P


#7

เยี่ยมครับ ไม่มีเหรียญ XMR เศร้าเลย

:wanwan012:
#8

Admin เพจดัง เตือน Bitcoin อาจฟองสบู่ อาจตาย

ผมว่ามีคนสนใจที่จะลงทุนใน Bitcoin หรือ Cryptocurrency เยอะมากขึ้น แต่การลงทุนทุกอย่าง มักมีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอครับ

และล่าสุดทาง Admin เพจดัง อย่าง What The Coin ก็ออกมาเตือน ในทำนองที่ว่า บิตคอยน์อาจฟองสบู่ อาจตายได้



เพราะท่านนี้ ยังเป็น Admin ของกลุ่ม Bitcoin Thai Club ที่มีสมาชิก สมาชิก 90,999 คน นับจากวันนี้

ได้ออกมาเตือน ถึงความผันผวนของราคา Bitcoin และเหรียญต่างๆ เราเข้าใจกันดีว่า Bitcoin ใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่ปลอดภัย ไม่สามารถแฮกได้ ที่มีข่าวแฮกก็แฮกที่เว็บผู้ให้บริการ Wallet หรือ Exchange

ด้วยการที่มันตัดคนกลางออกไป ทำให้ธนาคาร และสถาบันการเงิน ต่อต้านอย่างหนัก ประเทศที่ออกกฎหมายรับรอง Bitcoin ที่เห็นชัดเจน ตอนนี้มีแค่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ออสเตรียเลีย อินเดีย นอกนั้น ก็ยังไม่มีกฎหมายรองรับ Cryptocurrency

หากใครจะลงทุน Bitcoin ก็ควรใช้เงินเย็นลงทุนครับ มีคนออกมาเตือน ก็ฟังๆ ไว้บ้างครับ

Credit by Sakolkorn Sakavee

:o






#9
อ้างถึงจาก: SeO_ToshI ใน 28 ธันวาคม 2017, 18:13:09
Lottery หุ้น = centralized มีศูนย์กลางรัฐควบคุมได้
Bitcoin = Decentralized ไม่มีศุนย์กลางรัฐควบคุมไม่ได้ (Bank เเละคลังเสียผลประโยชน์ )

ทฤษฎีเกมส์ เเต่ขอบอกเลยว่ายังไง Blockchain ก็จะเป็น Innovation ที่เข้ามามีบทบาทในไม่ช้า
รัฐควรใช้โอกาสนี้ให้ความรู้ที่ถูกต้อง เเละพัฒนาความรู้เเละ Innovation  ควบคู่กับ เทคโนโลยีนี้
แต่กลับปิดหูปิดตา ให้ข้อมูลบิดเบือน นี่เเหละประเทศกำลังพัฒนา  :wanwan031:

ด้วยความเป็น Decentralized 100% ที่สถาบันการเงินกลัว ธนาคารกลัวครับ

:P
#10
อ้างถึงจาก: SpaRK ใน 28 ธันวาคม 2017, 17:47:34
บิ๊กตู่น่าจะถือ ต้นทุนไว้ที่ 20,000$ หรือเปล่าครับ ตอนนี้เหลือ 16,600 $ เลยต้องหาสมาชิกใหม่ไปเติมเต็ม รักบิทคอยน์ไม่มีใครว่าอะไรหรอก แต่มันเสี่ยงครับท่าน อย่ามาชวนคนอื่นเลย ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลย พลีชีพไปเลยท่าน อย่ามาชวนตายหมู่ โลกจะได้จดจำ

555+ ตลกดีครับ

จริงๆ สำหรับผมนะ ถ้า Bitcoin ลงมา 1500 USD ก็ไม่น่าห่วง

ผมขุดเหรียญอื่นๆ หลายเหรียญครับ ไม่ว่าจะเป็น ETH , XMR , ZEC , BTG การเทรด ผมจะเอาเงินมาซื้อเหรียญถือไว้ยาวๆ ดู White Paper ของผู้พัฒนาแต่ละเหรียญ

อ่อ Bitcoin ใช้ Rig อย่าง CPU , GPU ขุดไม่ได้นะครับ ต้องใช้ ASIC เท่านั้น ผมจึงไม่ได้ขุด Bitcoin เพราะผมใช้ Rig ขุดครับ

ตอนนี้ ราคา ETH 711 USD ไม่น่าห่วงเลย เพราะถ้า ETH ราคาร่วงต่ำกว่า 200 USD Reward การขุดจากการ Confirm Transaction จะได้น้อยลง

ส่วนอีกเหรียญ XMR ตอนนี้ ราคา XMR อยู่ที่ 372 ถ้าราคา XMR ไม่ต่ำกว่า 80 USD การขุดแก้สมการ เพื่อได้รับรางวัล ก็ยังได้มากอยู่ดีครับ

ฉะนั้น ราคา Bitcoin จะขึ้น ลง ไม่ได้สำคัญอะไร แน่นอน ว่า ถ้า BTC ขึ้น เหรียญอื่นๆ ขึ้น ถ้า BTC ลงเหรียอื่นลงตาม จริงๆ ส่วนตัว ผมมองว่า Bitcoin มันควรราคา 3,000 USD ด้วยซ้ำ เพราะมันขึ้นมาเยอะ ต้นปี 2017 ราคาแค่ประมาณ 1,000 USD ปลายปี กระโดดไป 20,000 USD มาจากการเก็งกำไรกันสูงครับ การทำให้ราคา Bitcoin ลากลงแรงๆ มันเป็นผลดีครับ กราฟจะได้ไม่ชันมากเกินไป

จะมาพูดกับผมว่า Bitcoin ถึง 20,000 แล้วร่วงมา 16,600 USD ผมไม่ได้สนใจเลย

ถามผมว่า Bitcoin มันจะฟองสบู่ ไหม ต้องบอกว่า Bitcoin มันเป็น Decentralized 100% การเกิดฟองสบู่ ในมุมมองผม คือ ราคาลากลง แรงมากๆ ลากลงหนัก จนทำให้นักลงทุนขาดทุน หมดตัว อะไรแบบนี้

และมันเกิดขึ้นได้แน่นอน ครับ อยู่ที่นักลงทุนจะปรับตัวยังไงต่างหากครับ เพราะด้วย Fundamental ของมัน ที่ไม่เหมือนหุ้น ไม่เหมือน อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต จะเอามาเปรียบเทียบกับ Bitcoin ไม่ได้ แม้อาจเกิดฟองสบู่ แต่ด้วยการที่คน Trust กับ เทคโนโลยี Blockchain ที่เป็นแบบ Decentralized 100% ราคามันจะกลับขึ้นมาแน่นอนครับ

หากนักลงทุนที่คิดจะซื้อ หรือ เทรด Bitcoin ก็ควรใช้เงินเย็นเท่านั้นครับ ราคาตลาดมีความผันผวนสูง การขึ้นลง หลายๆ ครั้ง มันรุนแรง ยิ่งกว่าช่วง Non Farm Payroll ของ Forex ด้วยซ้ำครับ

การที่ราคา Bitcoin มันขึ้นๆ ไม่ลืมหูลืมตา และคนไปซื้อ ในราคาสูงๆ มันเสี่ยงมากครับ ผมมองว่า การที่ราคา BTC มันลากลงแรง เป็นช่วงๆ แบบนี้ มันทำให้ตลาด Cryptocurrency มีความซอฟท์

เพราะถ้าให้ราคาชากขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วร่วงแรง ทีเดียว คนไปซื้อ อาจหมดเนื้อหมดตัว ชนิดที่ไม่มีสิทธิ์แก้ตัวเลยครับ

ตลาดนี้ high risk high return ครับ ผู้ที่จะลงทุน ควรศึกษาข้อมูลให้เยอะ ก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าสายเทรด หรือ สายขุด ครับ

ผมไม่ได้มีอคติกับท่านอื่นๆ ที่มาเม้นครับ เราอาจมีมุมมองการลงทุนที่แตกต่างกันครับ


:wanwan020:

#11
อ้างถึงจาก: tnt2524 ใน 28 ธันวาคม 2017, 17:27:11
Bitcoin คือธุรกิจรับซื้อลิงรึเปล่า ? มูลค่าของมันอยู่ที่ไหน ? ใครเป็นคนรับประกันมูลค่า ? หรือว่ามีค่าเพราะมีคนต้องการเท่านั้น

https://www.facebook.com/thestockmaster/posts/533139216813534

http://www.stock2morrow.com/discuss/room/1/topic/7002

https://www.facebook.com/prajok.khi/posts/1993949500863200

ตอนนี้ถ้าไม่ทะลุ 20,000 $ คนที่ซื้อไว้ตอน 20,000 $ คงลำบากมากแน่ๆ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ครับ

ส่วนตัวมองว่าราคามันแพงเกินไป เลยไม่อยากเสี่ยง ขนาดตอนมองเห็นช่วง 2,000 $ ยังไม่กล้าซื้อเลยครับ

ท่านใดที่รวยตอนนี้ ก็อย่าลืมเก็บทุนไว้ก่อนนะครับ อย่างน้อยให้เอากำไรไปต่อยอดแทน เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน จะได้ไม่เจ็บหนัก


ผมสงสารมือใหม่มาก เจอคนไม่รู้แบบนี้มาเม้น ที่ตลกคนนี้ ติดลายเซ็นต์ Forex ด้วยสินะ เอิ้กๆๆๆ เอารูปนี้ไปให้ดูหน่อย Bitcoin และเหรียญอื่นๆ รวมเรียก Cryptocurrency มันเข้าไปอยู่ในตลาด Forex แล้ว แม้แต่ โบรก XM ก็ยังเอาไปเทรดแล้วด้วย

ที่ตลกมากคือ คนเม้นคนนี้ มีลายเซ็นต์ โบรก Forex อันดับหนึ่ง ซะด้วยสิ อ่อ อยากบอกให้หายโง่ เข้าไปอ่านกับ XM ต่อที่นี่นะ ถ้าโบรก XM ใช้่ MT5 นะ ถ้าโบรก FBS , Exness ใช้ MT4



https://www.xm.com/cryptocurrencies





อ่อ Capture ไว้หน่อยละกัน กลัวมาแถ บอกลายเซ็นต์ไหน ไม่รู้เรื่อง เหอะๆ



จริงๆ นอกจากตลาดเงิน Forex จะเอา Bitcoin และเหรียญหลัก BTC , ETH , LTC , DSH , XRP เข้าไปเทรดบนตลาด Forex ได้แล้ว แน่นอน มันสามารถเปิด Order Buy , Sell ได้

ตลาด Future ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง CME Group , CBOE ก็เปิดเทรด Bitcoin Future แล้วด้วยครับ และปีหน้า Nasdaq ก็จะเปิดเทรดด้วย

นอกจากนี้ อเมริกา ได้ออกกฎหมาย ว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาครับ อีกทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย แคนนาดา ออสเตรีย ก็ออกกฎหมายรองรับว่า Cryptocurrecy เป็นสินทรัพย์ ครับ

พร้อมทั้งออกกฎหมายควบคุม ดูแล การระดุมทุนผ่าน ICO ด้วย อย่างรัสเซีย กำลังออกกฎหมายเกี่ยวกับ ICO กำหนดบุคคลที่สามารถลงทุน ICO ได้ไม่จำกัด และบุคคลธรรมดา มีการกำหนดจำนวนเงินลงทุนไว้ว่า ต้องลงทุนไม่เกินเท่าไหร่ครับ






:wanwan016:

#12
อ้างถึงจาก: pongsak01 ใน 28 ธันวาคม 2017, 10:25:15
อ้างถึงจาก: A-LAND ใน 28 ธันวาคม 2017, 01:28:15
เท่าที่เห็นๆ มาช่องว่างของคนที่มีความรู้เรื่อง bitcoin ยังเยอะมากเลย คนที่รู้จริงมีนิดหน่อย คนรู้พอกลางๆ มากกว่าคนรู้จริงนิดหน่อย แต่คนที่ไม่รู้อะไรเลยนี่เยอะมากที่สุด กลายเป็นว่า คนที่รู้จริงถึงจะพูดให้ตาย คนที่ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อวันยังค่ำ "เหมือนกับคนที่ไม่เชื่อว่าพญานาคมีจริง ต่อให้พญานาคจริงๆโผล่ขึ้นมาเขาก็จะบอกว่าพญานาคนั้น เป็นของปลอม" เอาเป็นว่าให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ดีที่สุดนะครับ ว่า Bitcoin เป็นของจริงหรือของปลอม

มันไม่เหมือนกันครับ
สิ่งแรก พญานาค จะมีอยู่จริง หรือไม่มีอยู่จริง อยู่ที่ใจเราจะเชื่อ
แต่บิทคอย คนที่เชื่อต้องเอาเงินไปลง  หากมันไม่ดีจริงอย่างสรรพคุณ ก็เสียเงิน บางคนยืมมา

มันเหมือนกันที่ไหน


ผมว่ามันเหมือนกับการทำ SEO นะ คือ การทำ SEO สมัยนี้ ต้องใช้เงิน ต้องลงทุน ทำอันดับ Keyword ตลาด คีย์โหด ความเสี่ยงคือ ระยะเวลาที่ใช้ในการทำอันดับ บางทีใช้เวลาเกิน 6 เดือนกว่าจะติดอันดับ พอติดแล้วก็มีโอกาสร่วงอีก และนักทำ SEO หลายๆ คน บางคนอาจอยู่มาตั้งแต่ยุค Backlinks is Kings พอ Google ปรับระบบ พัฒนา Algorithm ให้ฉลาดขึ้น นักทำ SEO ก็ยังใจแข็งทำ SEO กันต่อ ทั้งๆ ที่เงินในกระเป๋า รายได้ มันลดลงครับ

สำคัญที่สุด เลย นักทำ SEO ที่มีแค่ความรู้เก่าๆ หรือ มีความรู็ใหม่ๆ ด้วย แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ Traffic ไม่ได้ทำให้คนค้นหา Web ตัวเองผ่าน Google Search อยู่อยากแน่นอนครับ ส่วนใครที่มีคนอยู่ในมือ ไม่ว่าจะทำ App ใน Android แจกฟรี แล้วมี Link เชื่อมเว็บตัวเอง จากในแอฟ หรือทำ App แจกฟรี หรือ เปิด App มาใช้ ก็ให้ Android Services ค้นหาและเข้าเว็บของตัวเองผ่าน Google Search

ต้องบอกว่ายุคนี้ มันยุค AI สำหรับ SEO แต่คนไม่ทำ AI ไม่สนใจมัน ก็ยังจะทำ SEO อยู่เสี่ยงนะครับ


คุณคิดว่าเก่งแค่ไหน ปรับ On-Page , Off-Page เป็นหมด แต่ไม่มี Traffic หรือ User อยู่ในมือ ผมว่าเป็นการทำ SEO ที่ใช้ความคาดหวังชัดๆ


:wanwan004:



#13
อ้างถึงจาก: BeerKingMan ใน 27 ธันวาคม 2017, 20:55:00
อ้างถึงจาก: บิ๊กตู่ ใน 27 ธันวาคม 2017, 20:43:43
อ้างถึงจาก: builderinfos.com ใน 27 ธันวาคม 2017, 20:36:03
อ้างถึงจาก: SpaRK ใน 27 ธันวาคม 2017, 11:56:08
คล้ายๆ ยูโทเคน ของ ยูฟัน เปล่าครับ

หมายเหตุ บล็อคเชน ไม่เกี่ยวอะไรกะบิทคอยน์เลย
เป็นการโหนบล๊อคเชน เพื่อให้คนเข้าใจว่า บล็อคเชนคือบิทคอยท์ ซึ่งๆมันไม่ใช่ บล๊อคเชนใช้ในบิทคอยท์แค่เสี้ยวเดียว และก็ไม่ได้เกี่ยวกัน แต่เพื่อความน่าเชื่อถือ ทุกครั้งที่มโนบิทคอยน์ จะต้องพ่วงคำว่าบล๊อคเชนไปด้วยทุกครั้ง  

เชื่อเถอะครับ ถ้าไม่มีแมงเม่าหน้าใหม่เข้าไป อีกไม่นานก็จบเกมส์ ทั้งคนเทรดทั้งคนขุด
ที่เขามาโชว์กันเพราะต้องการคนใหม่เข้าไปไงครับ
ถ้ารวยจริง ทำไมไม่รวยไปคนเดียวละครับว่าไหม
แค่เราไม่ไปร่วมขุดร่วมเทรด มูลค่ามันก็จะไม่เหลือแล้วครับ
ย้ำอีกครั้ง บล็อคเชนไม่ใช่บิทคอยน์ และบิทคอยน์ก็ไม่ใช่บลอ๊คเชน อย่าโหนบล๊อคเชน

รวยเกิ๊น




555+ สงสัยอยุ่ในป่า amazon นานเกินไป

ออกมาจากป่าได้แล้วท่าน

ผมเอา Vdo มาให้ดูละกัน ขออนุญาติยืมมาให้ดูละกัน
https://youtu.be/btpKLs0PwmI
https://youtu.be/zTRsOahi4MQ


เขาไม่ได้หลงป่า Amazon ครับ เขาอาจกำลังโดน Penguin , Panda , Pigeon , Hummingbird และ AI เล่นงานอยู่ครับ


:wanwan004:

เค้าพูดถูกนิดนึงครับ ถ้าจะพูดให้ถูกก็

Blockchain ไม่ใช่ Bitcoin แต่ Bitcoin เป็น Cryptocurrency สกุลนึงครับ และ Cryptocurrency ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ในการขับเคลื่อน ไอ้เทคโนโลย์ Blockchain เนี้ย คนเอาไปทำอย่างอื่นก็มีครับเยอะแยะ แต่จะเหมารวมว่า Bitcoin เป็น Blockchain มันไม่ถูกหมด แต่จะบอกว่าไม่ใช่เลย มันก็ไม่ได้ครับ

ขอยืนยันครับว่า เรื่อง Database เรื่อง การเข้ารหัส และ Internet เกิดขึ้นก่อนแน่นอนครับ แต่

คนสร้าง Bitcoin เป็นคนคิดค้นระบบ Blockchain ขึ้นมาใช้ ที่เป็น Decentralized 100% ครั้งแรกก็ว่าได้

ปัจจุบัน ธนาคารกสิกร ได้จ้างโปรแกรมเมอร์ พัฒนา Blockchain ใช้เกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงิน และการค้ำประกัน

ธนาคารไทยพาณิชย์ ใช้ Blockchain ของเหรียญ Ripple ในการโอนเงินไปญี่ปุ่น

ธนาคารกรุงศรี ก็ใช้ Blockchain ด้วยเช่นกันครับ

ผมอยากให้แยกกันให้ออกนะครับ แม้สถาบันการเงิน ธนาคาร จะใช้ Blockchain มันก็ไม่ได้เป็น Decentralized 100% เหมือน อย่าง Cryptocurrency ครับ

ธนาคารจึงกลัว Bitcoin ที่ตัดระบบคนกลางออกไป แม้จะตระหรักและหันมาใช้ Blockchain แต่เมื่อมันไม่ได้เป็น Decentralized 100% ยังไงก็ทดแทน หรือ ทำได้ดีกว่า Bitcoin ไม่ได้ครับ

ผมไม่ได้คิดว่า Bitcoin จะมาทำลายสถาบันการเงิน ธนาคาร และระบบ Fiat Money ทั้งหลายครับ

:P








#14
อ้างถึงจาก: builderinfos.com ใน 27 ธันวาคม 2017, 20:36:03
อ้างถึงจาก: SpaRK ใน 27 ธันวาคม 2017, 11:56:08
คล้ายๆ ยูโทเคน ของ ยูฟัน เปล่าครับ

หมายเหตุ บล็อคเชน ไม่เกี่ยวอะไรกะบิทคอยน์เลย
เป็นการโหนบล๊อคเชน เพื่อให้คนเข้าใจว่า บล็อคเชนคือบิทคอยท์ ซึ่งๆมันไม่ใช่ บล๊อคเชนใช้ในบิทคอยท์แค่เสี้ยวเดียว และก็ไม่ได้เกี่ยวกัน แต่เพื่อความน่าเชื่อถือ ทุกครั้งที่มโนบิทคอยน์ จะต้องพ่วงคำว่าบล๊อคเชนไปด้วยทุกครั้ง  

เชื่อเถอะครับ ถ้าไม่มีแมงเม่าหน้าใหม่เข้าไป อีกไม่นานก็จบเกมส์ ทั้งคนเทรดทั้งคนขุด
ที่เขามาโชว์กันเพราะต้องการคนใหม่เข้าไปไงครับ
ถ้ารวยจริง ทำไมไม่รวยไปคนเดียวละครับว่าไหม
แค่เราไม่ไปร่วมขุดร่วมเทรด มูลค่ามันก็จะไม่เหลือแล้วครับ
ย้ำอีกครั้ง บล็อคเชนไม่ใช่บิทคอยน์ และบิทคอยน์ก็ไม่ใช่บลอ๊คเชน อย่าโหนบล๊อคเชน

รวยเกิ๊น




555+ สงสัยอยุ่ในป่า amazon นานเกินไป

ออกมาจากป่าได้แล้วท่าน

ผมเอา Vdo มาให้ดูละกัน ขออนุญาติยืมมาให้ดูละกัน
https://youtu.be/btpKLs0PwmI
https://youtu.be/zTRsOahi4MQ


เขาไม่ได้หลงป่า Amazon ครับ เขาอาจกำลังโดน Penguin , Panda , Pigeon , Hummingbird และ AI เล่นงานอยู่ครับ


:wanwan004:
#15
อ้างถึงจาก: oil1979 ใน 27 ธันวาคม 2017, 18:41:37
ผมเริ่มจากขุด cloudmining เพราะไม่มีความรู้เรื่องคอมเท่าไร และประกอบตามแบบไม่เป็น แต่พึ่งถอนกำลังขุดมาเมื่อวานก็ได้กำไรมาครึ่งล้านครับ ผมมองว่าเป็นอนาคตครับ และ bitcoin จะไม่มีค่าเลยก็ต่อเมื่อคนทั้งโลกเลิกใช้อินเตอร์เน็ตครับ  :wanwan004:


สั้นๆ ได้ใจความครับ

:wanwan019:
#16


CCleaner ถูกแฮ็กร่วมเดือน เป็นฐานแพร่กระจายมัลแวร์


สมัยนี้มันอยู๋ยาก ระมัดระวังกันด้วยครับ


https://www.techtalkthai.com/ccleaner-compromised-to-distribute-floxif-malware/


:wanwan004:


#17
อ้างถึงจาก: BeerKingMan ใน 16 ธันวาคม 2017, 15:26:29
อ้างถึงจาก: บิ๊กตู่ ใน 16 ธันวาคม 2017, 00:03:37
อ้างถึงจาก: หลานยายปริก ใน 15 ธันวาคม 2017, 23:00:57
ถามจริง ตอนนี้บิทคอยน์มีการใช้จ่าย/โอนให้กันระหว่างบุคคลหรือธุรกิจมากแค่ไหนกันครับ (ยิ่งตอนนี้ค่าธรรมเนียมแพงขึ้นอีก) เห็นบางที่ก็งดรับไปล่ะ ที่ได้ยินข่าวบ่อยๆก็จากนักลงทุนหรือตลาดซื้อขายที่ซื้อมาเก็งกำไรกันเท่านั้นแล้วอย่างนี้มันจะเป็นอนาคตของระบบแลกเปลี่ยนเงินตราหรือเศรษฐกิจจริงหรือครับ

ถามแบบไม่รู้มาขอความเห็นแบบมีเหตุผลประกอบไม่เอาความรู้สึกนะครับ


ก่อนอื่น ผมข้อเล่าถึง Big Think ที่เกิดขึ้น ยุค 1990 ช่วงปี 1997 การเกิดขึ้นของ Internet ตอนนั้นไทย ยังไม่ได้สนใจกับ Internet มากนัก และไม่ได้มุ่งเน้นพัฒนาด้านเครือข่าย Interent เท่าที่ควร

และ Bitcoin มันคือ Big Think อันที่ 2 ต่อจาก Internet ครับ

ทำไมมันถึงสำคัญ ทำไมแม้แต่ Bill Gate เอง ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับทาง CNBC ว่า Bitcoin คือ การเงินยุคใหม่ ช่วงปี 2013

ทำไม ธนาคาร สถาบันการเงิน ถึง พยายาม ออกมาต่อต้าน โจมตี Bitcoin ไม่ว่าจะเป็น Warren Buffett , Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan , Ben Bernanke

เพราะการเกิดขึ้นของ Bitcoin หรือ Cryptocurrencies นั้น จะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงิน ธนาคาร และตลาดหุ้น แน่นอน เพราะเม็ดเงินจำนวนมาก จะไหลไปสู่ตลาด Crypto นั่นเองครับ

และ Blockchain คือ เทคโนโลยี หลังบ้านของ Bitcoin และเหรียญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Ethereum , Dash , Litecoin , Zcash , Monero  ฯลฯ

และด้วยด้วยการเก็บข้อมูลแบบ Blockchain ที่กระจายไปเก็บไว้ในเครื่องต่างๆ ของนักขุด Miners จึงทำให้ข้อมูล ถูกเก็บไว้บนที่ต่างๆ ทั่วโลก จาก Computer หลักล้านเครื่อง

เป็นการเก็บข้อมูล ที่มีความปลอดภัยสูงมากๆ ไม่มีใคร หรือ Hacker คนไหน สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือ Transaction ของ Cryptocurrencies ได้

และนักขุด Miners จะทำการ Confirm Transaction เพื่อได้รับรางวัล จากการยืนยันธุรกิจ แบบ Proof of Work และล่าสุด เหรียญ ETH ก็กำลังปรับจาก Proof of Work ไปเป็น Proof of Stake เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลง และเป็นการฝากเงิน เพื่อได้รับรางวัล แทนที่การขุด และนักขุดเรียกว่า การตีเหล็ก นัน่เองครับ ETH กำลังจะเปลี่ยนจาก PoW เป็น PoS ตั้งแต่เดือน ธันวาคม เป็นต้นไป ค่อยๆ เปลี่ยน ให้เสร็จภายในปีหน้า 2018

การที่เราได้ข่าวว่ามีการ Hack ส่วนใหญ่มาจาก การแฮกเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate นั่นเอง โดยไม่สามารถ Hack เหรียญ หรือ Blockchain ได้

ก็ไปแฮกเอา Wallet Address และ Private Key บน Server ของผู้ให้บริการแทน แน่นอน ความปลอดภัย มาจากผู้ให้บริการแต่ละเจ้า

และเราจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ หากเป็นกระเป๋าเก็บเงินเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate เขาจะไม่ให้ Private Key กับเรา ให้แต่  Wallet Address เมื่อเขาเก็บ Private Key สำหรับยืนยันการฝาก ถอน เงิน ของเรา แน่นอน เมื่อ Hacker เข้าถึง ก็สามารถแฮกเอาเงินไปได้นั่นเอง

นักขุด นักเทรด จึงสร้าง Wallet Address นอก ไว้ใช้เอง และเก็บ Private key เป็นความลับ บางคนก็จดใส่กระดาษเก็บไว้ หรือ หลายคน ก็ไปซื้อ Wallet Hardware Security อย่าง Ledger Nano เก็บเงิน Cryptocurrencies ของตัวเองครับ

แล้วทำไม Bitcoin จึงไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยในการซื้อ ขาย สินค้า บริการ ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนครับว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายรองรับ Bitcoin ในประเทศไทยครับ และไม่สำมารถชำระหนี้ ทางกฎหมายได้

แต่เราสามารถแลก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เป็นเงินบาท ผ่านเว็บ BX.in.th , Tdax.com และเว็บแลกเงินต่างประเทศเช่น Localbitcoins , Bitpay , CEX.io , Bitflyer , Bithumb

นอกจากนี้ ปัจจุบัน เราสามรถสร้างบัตร Debit Bitcoin จาก Epayments และ Tenx เพื่อเอาบัตรที่สร้างจากต่างประเทศ มากดเงินบาท ตู้ ATM ทุกธนาคารได้ โดยที่เราฝากเงิน Cryptocurrency เข้าไปในระบบ จากนั้น เราเอาบัตรไปกดออกมาเป็นเงินบาท แล้วผู้ให้บริการจะไปหัก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เองอัตโนมัติ

www.epayments.com

www.tenx.tech

นอกจากนี้ ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ออกกฎหมายรองรับการใช้ Bitcoin ซื้อ-ขายสินค้่า อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเกาหลีเองก็เช่นกัน เพียงแต่ เกาหลีใต้จะแบน ICO หรือ การระดมทุนจากเหรียญใหม่ จาก Start Up

ประเทศอเมริกาเองก็ได้ออกกฎหมายรองรับ Bitcoin ด้วยเช่นกัน และถือว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ล่าสุดวันที่ 10 ธันวาคม CBOE ได้เปิดเทรด Bitcoin Future และวันที่ 17 CME Group ถือเป็นตลาดฟิวเจอร์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็จะเปิดเทรด Bitcoin Future ด้วยเช่นกันครับ ส่วน Nasdaq จะเปิดเทรดในปี 2018

นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทย ก็ได้พัฒนา Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลังบ้าน ของ Bitcoin มาช่วยในการเก็บข้อมูลของธนาคาร ช่วยทำให้การทำธุรกรรมทางการเงิน สัญญากู้ยืม เร็วขึ้นภายใน 1 วัน จากเดิม 7 วัน จริงๆ CEO กสิกร บอกว่า เร็ว 1 ชั่วโมง เพียงแต่ต้องการทำให้มันถูกต้องจริงๆ

ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ใช้เทคโนโลยี ของเหรียญ Ripple ในการโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น ไทย - ญี่ปุ่น จากเดิมที่ต้องโอนเงินไปญี่ปุ่น ใช้เวลา 7 วัน ขึ้นไป มาใช้เวลาเพียง 15 นาที

แต่แม้ว่า Fiat Money หรือเงินสด ของธนาคาร จะนำเอา Blockchain ไปใช้ แต่มันก็ไม่ใช่ Decentralized 100% ซึ่งตรงจุดนี้ ไม่มีทางที่ระบบการเงินยุดเก่า จะเอาชนะ Cryptocurrency ได้เลย เพราะมันเป็น Decentralized 100% นั่นเอง

และตอนนี้ LAZADA ในไทย ก็จะเปิดใช้ Bitcoin ในการซื้อขาย สินค้า

และล่าสุดทาง EBay ทาง CEO ก็บอกว่าจะเร่งใช้ Bitcoin ในการซื้อขายสินค้าด้วยเช่นกันครับ

และเหรียญ OmiseGo ซึ่งเป็นเหรียญของ บริษัท Omise เป็น Payment Gate Way ของไทย กับ ญี่ปุ่น ที่สร้างจากเทคโนโลยี Blockchain ของ Ethereum ก็ได้ ทำการซื้อ Pay Sabay ต่อจาก Dtac เพื่อ นำเอามาให้บริการ จ่ายเงิน ชำระเงิน

แม้ว่าหลายคนมองว่า จะไม่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ลึกๆ แล้วเราใช้มันอยู่ครับ


:P






























Bitcoin ไม่ใช่ Big Think มั้งครับ Blockchain ต่างหาก Bitcoin เป็นแค่ Subset มันแค่นั้นเอง Cryptocurrencies ก็มีตั้งเยอะแยะ ทำมัยแพงแค่ Bitcoin ล่ะครับ เอาจริงๆเพราะมีการปั่นกำไรครับ คนปั่นไม่ใช่แมงเม่าอย่างเราๆหรอกครับ พวกขาใหญ่ๆกัน ที่เขาเตือนๆกัน เพราะเขาห่วงเราครับ

Bitcoin ทั้งหมดในโลก 40% มีคนถือแค่ 1,000 คนนะครับ คนที่เล่นอีกหลายล้านคนนั่นแค่แม่งเม่า 1,000 คนนี้รวมหัวกันปั่นราคา แล้วตอนนี้รอแค่ 1,000 คนนี้ รวมหัวกันเทขายเมื่อไหร่แค่นั้นเองครับ

มันเป็นเพียงข่าว ที่เขียนกันขึ้น ลองไปหาข้อมูลจริงๆ หลักฐาน อ้างอิง จริงๆ ไม่มีเลยครับ แน่นอน ที่ตลาดมีการปั่นราคา จากข่าวได้ เพราะต้องบอกว่าตลาด Bitcoin แม้มี Marketcap หลายพันล้านดอลล่า แต่ก็ถือว่าน้อย หากเทียบกับตลาดอื่น

และรายละเอียดของมันลึกมากครับ หากเจาะลึกลงไปใน Blockchain มันมีรายละเอียดมากอีกครับ

และแน่นอน ตลาดการเงินโลก ไม่ว่า Cryptocurrencies หรือ Forex มีความเสี่ยง อยู่ที่ใครจะ Money Management ยังไงครับ

ปี 2009 ราคา Bitcoin 1 BTC ยังไม่ถึง 1 USD ครับ ณ ตอนนี้ 17,699 USD ประมาณ 570,000 บาท

และมีคนบอกว่า มันคือ ฟองสบู่ มาตั้งแต่ราคา Bitcoin 100 USD แล้วครับ ราคาขึ้นสูง อาจเกิด ฟองสบู่ได้ ก็จริง แต่อย่างน้อยอีก 2 ปี ถ้าเกิด เราก็จะได้รู้ราคาที่แท้จริงของมันครับ ว่ามันร่วงหนัก แล้วจะขึ้นมาได้เท่าไหร่

บางคนมองเห็นโอกาส บางคนมองเป็นความเสี่ยง แตกต่างกันออกไปครับ
#18



ก่อนอื่น ผมข้อเล่าถึง Big Think ที่เกิดขึ้น ยุค 1990 ช่วงปี 1997 การเกิดขึ้นของ Internet ตอนนั้นไทย ยังไม่ได้สนใจกับ Internet มากนัก และไม่ได้มุ่งเน้นพัฒนาด้านเครือข่าย Interent เท่าที่ควร

และ Bitcoin มันคือ Big Think อันที่ 2 ต่อจาก Internet ครับ

ทำไมมันถึงสำคัญ ทำไมแม้แต่ Bill Gate เอง ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับทาง CNBC ว่า Bitcoin คือ การเงินยุคใหม่ ช่วงปี 2013

ทำไม ธนาคาร สถาบันการเงิน ถึง พยายาม ออกมาต่อต้าน โจมตี Bitcoin ไม่ว่าจะเป็น Warren Buffett , Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan , Ben Bernanke

เพราะการเกิดขึ้นของ Bitcoin หรือ Cryptocurrencies นั้น จะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงิน ธนาคาร และตลาดหุ้น แน่นอน เพราะเม็ดเงินจำนวนมาก จะไหลไปสู่ตลาด Crypto นั่นเองครับ

และ Blockchain คือ เทคโนโลยี หลังบ้านของ Bitcoin และเหรียญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Ethereum , Dash , Litecoin , Zcash , Monero  ฯลฯ

และด้วยด้วยการเก็บข้อมูลแบบ Blockchain ที่กระจายไปเก็บไว้ในเครื่องต่างๆ ของนักขุด Miners จึงทำให้ข้อมูล ถูกเก็บไว้บนที่ต่างๆ ทั่วโลก จาก Computer หลักล้านเครื่อง

เป็นการเก็บข้อมูล ที่มีความปลอดภัยสูงมากๆ ไม่มีใคร หรือ Hacker คนไหน สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือ Transaction ของ Cryptocurrencies ได้

และนักขุด Miners จะทำการ Confirm Transaction เพื่อได้รับรางวัล จากการยืนยันธุรกิจ แบบ Proof of Work และล่าสุด เหรียญ ETH ก็กำลังปรับจาก Proof of Work ไปเป็น Proof of Stake เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลง และเป็นการฝากเงิน เพื่อได้รับรางวัล แทนที่การขุด และนักขุดเรียกว่า การตีเหล็ก นัน่เองครับ ETH กำลังจะเปลี่ยนจาก PoW เป็น PoS ตั้งแต่เดือน ธันวาคม เป็นต้นไป ค่อยๆ เปลี่ยน ให้เสร็จภายในปีหน้า 2018

การที่เราได้ข่าวว่ามีการ Hack ส่วนใหญ่มาจาก การแฮกเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate นั่นเอง โดยไม่สามารถ Hack เหรียญ หรือ Blockchain ได้

ก็ไปแฮกเอา Wallet Address และ Private Key บน Server ของผู้ให้บริการแทน แน่นอน ความปลอดภัย มาจากผู้ให้บริการแต่ละเจ้า

และเราจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ หากเป็นกระเป๋าเก็บเงินเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate เขาจะไม่ให้ Private Key กับเรา ให้แต่  Wallet Address เมื่อเขาเก็บ Private Key สำหรับยืนยันการฝาก ถอน เงิน ของเรา แน่นอน เมื่อ Hacker เข้าถึง ก็สามารถแฮกเอาเงินไปได้นั่นเอง

นักขุด นักเทรด จึงสร้าง Wallet Address นอก ไว้ใช้เอง และเก็บ Private key เป็นความลับ บางคนก็จดใส่กระดาษเก็บไว้ หรือ หลายคน ก็ไปซื้อ Wallet Hardware Security อย่าง Ledger Nano เก็บเงิน Cryptocurrencies ของตัวเองครับ

แล้วทำไม Bitcoin จึงไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยในการซื้อ ขาย สินค้า บริการ ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนครับว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายรองรับ Bitcoin ในประเทศไทยครับ และไม่สำมารถชำระหนี้ ทางกฎหมายได้

แต่เราสามารถแลก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เป็นเงินบาท ผ่านเว็บ BX.in.th , Tdax.com และเว็บแลกเงินต่างประเทศเช่น Localbitcoins , Bitpay , CEX.io , Bitflyer , Bithumb

นอกจากนี้ ปัจจุบัน เราสามรถสร้างบัตร Debit Bitcoin จาก Epayments และ Tenx เพื่อเอาบัตรที่สร้างจากต่างประเทศ มากดเงินบาท ตู้ ATM ทุกธนาคารได้ โดยที่เราฝากเงิน Cryptocurrency เข้าไปในระบบ จากนั้น เราเอาบัตรไปกดออกมาเป็นเงินบาท แล้วผู้ให้บริการจะไปหัก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เองอัตโนมัติ

www.epayments.com

www.tenx.tech

นอกจากนี้ ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ออกกฎหมายรองรับการใช้ Bitcoin ซื้อ-ขายสินค้่า อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเกาหลีเองก็เช่นกัน เพียงแต่ เกาหลีใต้จะแบน ICO หรือ การระดมทุนจากเหรียญใหม่ จาก Start Up

ประเทศอเมริกาเองก็ได้ออกกฎหมายรองรับ Bitcoin ด้วยเช่นกัน และถือว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ล่าสุดวันที่ 10 ธันวาคม CBOE ได้เปิดเทรด Bitcoin Future และวันที่ 17 CME Group ถือเป็นตลาดฟิวเจอร์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็จะเปิดเทรด Bitcoin Future ด้วยเช่นกันครับ ส่วน Nasdaq จะเปิดเทรดในปี 2018

นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทย ก็ได้พัฒนา Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลังบ้าน ของ Bitcoin มาช่วยในการเก็บข้อมูลของธนาคาร ช่วยทำให้การทำธุรกรรมทางการเงิน สัญญากู้ยืม เร็วขึ้นภายใน 1 วัน จากเดิม 7 วัน จริงๆ CEO กสิกร บอกว่า เร็ว 1 ชั่วโมง เพียงแต่ต้องการทำให้มันถูกต้องจริงๆ

ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ใช้เทคโนโลยี ของเหรียญ Ripple ในการโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น ไทย - ญี่ปุ่น จากเดิมที่ต้องโอนเงินไปญี่ปุ่น ใช้เวลา 7 วัน ขึ้นไป มาใช้เวลาเพียง 15 นาที

แต่แม้ว่า Fiat Money หรือเงินสด ของธนาคาร จะนำเอา Blockchain ไปใช้ แต่มันก็ไม่ใช่ Decentralized 100% ซึ่งตรงจุดนี้ ไม่มีทางที่ระบบการเงินยุดเก่า จะเอาชนะ Cryptocurrency ได้เลย เพราะมันเป็น Decentralized 100% นั่นเอง

และตอนนี้ LAZADA ในไทย ก็จะเปิดใช้ Bitcoin ในการซื้อขาย สินค้า

และล่าสุดทาง EBay ทาง CEO ก็บอกว่าจะเร่งใช้ Bitcoin ในการซื้อขายสินค้าด้วยเช่นกันครับ

และเหรียญ OmiseGo ซึ่งเป็นเหรียญของ บริษัท Omise เป็น Payment Gate Way ของไทย กับ ญี่ปุ่น ที่สร้างจากเทคโนโลยี Blockchain ของ Ethereum ก็ได้ ทำการซื้อ Pay Sabay ต่อจาก Dtac เพื่อ นำเอามาให้บริการ จ่ายเงิน ชำระเงิน

แม้ว่าหลายคนมองว่า จะไม่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ลึกๆ แล้วเราใช้มันอยู่ครับ





:-[
#19
อ้างถึงจาก: หลานยายปริก ใน 15 ธันวาคม 2017, 23:00:57
ถามจริง ตอนนี้บิทคอยน์มีการใช้จ่าย/โอนให้กันระหว่างบุคคลหรือธุรกิจมากแค่ไหนกันครับ (ยิ่งตอนนี้ค่าธรรมเนียมแพงขึ้นอีก) เห็นบางที่ก็งดรับไปล่ะ ที่ได้ยินข่าวบ่อยๆก็จากนักลงทุนหรือตลาดซื้อขายที่ซื้อมาเก็งกำไรกันเท่านั้นแล้วอย่างนี้มันจะเป็นอนาคตของระบบแลกเปลี่ยนเงินตราหรือเศรษฐกิจจริงหรือครับ

ถามแบบไม่รู้มาขอความเห็นแบบมีเหตุผลประกอบไม่เอาความรู้สึกนะครับ


ก่อนอื่น ผมข้อเล่าถึง Big Think ที่เกิดขึ้น ยุค 1990 ช่วงปี 1997 การเกิดขึ้นของ Internet ตอนนั้นไทย ยังไม่ได้สนใจกับ Internet มากนัก และไม่ได้มุ่งเน้นพัฒนาด้านเครือข่าย Interent เท่าที่ควร

และ Bitcoin มันคือ Big Think อันที่ 2 ต่อจาก Internet ครับ

ทำไมมันถึงสำคัญ ทำไมแม้แต่ Bill Gate เอง ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับทาง CNBC ว่า Bitcoin คือ การเงินยุคใหม่ ช่วงปี 2013

ทำไม ธนาคาร สถาบันการเงิน ถึง พยายาม ออกมาต่อต้าน โจมตี Bitcoin ไม่ว่าจะเป็น Warren Buffett , Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan , Ben Bernanke

เพราะการเกิดขึ้นของ Bitcoin หรือ Cryptocurrencies นั้น จะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงิน ธนาคาร และตลาดหุ้น แน่นอน เพราะเม็ดเงินจำนวนมาก จะไหลไปสู่ตลาด Crypto นั่นเองครับ

และ Blockchain คือ เทคโนโลยี หลังบ้านของ Bitcoin และเหรียญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Ethereum , Dash , Litecoin , Zcash , Monero  ฯลฯ

และด้วยด้วยการเก็บข้อมูลแบบ Blockchain ที่กระจายไปเก็บไว้ในเครื่องต่างๆ ของนักขุด Miners จึงทำให้ข้อมูล ถูกเก็บไว้บนที่ต่างๆ ทั่วโลก จาก Computer หลักล้านเครื่อง

เป็นการเก็บข้อมูล ที่มีความปลอดภัยสูงมากๆ ไม่มีใคร หรือ Hacker คนไหน สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือ Transaction ของ Cryptocurrencies ได้

และนักขุด Miners จะทำการ Confirm Transaction เพื่อได้รับรางวัล จากการยืนยันธุรกิจ แบบ Proof of Work และล่าสุด เหรียญ ETH ก็กำลังปรับจาก Proof of Work ไปเป็น Proof of Stake เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลง และเป็นการฝากเงิน เพื่อได้รับรางวัล แทนที่การขุด และนักขุดเรียกว่า การตีเหล็ก นัน่เองครับ ETH กำลังจะเปลี่ยนจาก PoW เป็น PoS ตั้งแต่เดือน ธันวาคม เป็นต้นไป ค่อยๆ เปลี่ยน ให้เสร็จภายในปีหน้า 2018

การที่เราได้ข่าวว่ามีการ Hack ส่วนใหญ่มาจาก การแฮกเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate นั่นเอง โดยไม่สามารถ Hack เหรียญ หรือ Blockchain ได้

ก็ไปแฮกเอา Wallet Address และ Private Key บน Server ของผู้ให้บริการแทน แน่นอน ความปลอดภัย มาจากผู้ให้บริการแต่ละเจ้า

และเราจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ หากเป็นกระเป๋าเก็บเงินเว็บ Exchange , เว็บ Trade หรือ เว็บซื้อ-ขาย กำลังขุด Hash Rate เขาจะไม่ให้ Private Key กับเรา ให้แต่  Wallet Address เมื่อเขาเก็บ Private Key สำหรับยืนยันการฝาก ถอน เงิน ของเรา แน่นอน เมื่อ Hacker เข้าถึง ก็สามารถแฮกเอาเงินไปได้นั่นเอง

นักขุด นักเทรด จึงสร้าง Wallet Address นอก ไว้ใช้เอง และเก็บ Private key เป็นความลับ บางคนก็จดใส่กระดาษเก็บไว้ หรือ หลายคน ก็ไปซื้อ Wallet Hardware Security อย่าง Ledger Nano เก็บเงิน Cryptocurrencies ของตัวเองครับ

แล้วทำไม Bitcoin จึงไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยในการซื้อ ขาย สินค้า บริการ ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนครับว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายรองรับ Bitcoin ในประเทศไทยครับ และไม่สำมารถชำระหนี้ ทางกฎหมายได้

แต่เราสามารถแลก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เป็นเงินบาท ผ่านเว็บ BX.in.th , Tdax.com และเว็บแลกเงินต่างประเทศเช่น Localbitcoins , Bitpay , CEX.io , Bitflyer , Bithumb

นอกจากนี้ ปัจจุบัน เราสามรถสร้างบัตร Debit Bitcoin จาก Epayments และ Tenx เพื่อเอาบัตรที่สร้างจากต่างประเทศ มากดเงินบาท ตู้ ATM ทุกธนาคารได้ โดยที่เราฝากเงิน Cryptocurrency เข้าไปในระบบ จากนั้น เราเอาบัตรไปกดออกมาเป็นเงินบาท แล้วผู้ให้บริการจะไปหัก Bitcoin และเหรียญอื่นๆ เองอัตโนมัติ

www.epayments.com

www.tenx.tech

นอกจากนี้ ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ออกกฎหมายรองรับการใช้ Bitcoin ซื้อ-ขายสินค้่า อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเกาหลีเองก็เช่นกัน เพียงแต่ เกาหลีใต้จะแบน ICO หรือ การระดมทุนจากเหรียญใหม่ จาก Start Up

ประเทศอเมริกาเองก็ได้ออกกฎหมายรองรับ Bitcoin ด้วยเช่นกัน และถือว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ล่าสุดวันที่ 10 ธันวาคม CBOE ได้เปิดเทรด Bitcoin Future และวันที่ 17 CME Group ถือเป็นตลาดฟิวเจอร์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็จะเปิดเทรด Bitcoin Future ด้วยเช่นกันครับ ส่วน Nasdaq จะเปิดเทรดในปี 2018

นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทย ก็ได้พัฒนา Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลังบ้าน ของ Bitcoin มาช่วยในการเก็บข้อมูลของธนาคาร ช่วยทำให้การทำธุรกรรมทางการเงิน สัญญากู้ยืม เร็วขึ้นภายใน 1 วัน จากเดิม 7 วัน จริงๆ CEO กสิกร บอกว่า เร็ว 1 ชั่วโมง เพียงแต่ต้องการทำให้มันถูกต้องจริงๆ

ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ใช้เทคโนโลยี ของเหรียญ Ripple ในการโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น ไทย - ญี่ปุ่น จากเดิมที่ต้องโอนเงินไปญี่ปุ่น ใช้เวลา 7 วัน ขึ้นไป มาใช้เวลาเพียง 15 นาที

แต่แม้ว่า Fiat Money หรือเงินสด ของธนาคาร จะนำเอา Blockchain ไปใช้ แต่มันก็ไม่ใช่ Decentralized 100% ซึ่งตรงจุดนี้ ไม่มีทางที่ระบบการเงินยุดเก่า จะเอาชนะ Cryptocurrency ได้เลย เพราะมันเป็น Decentralized 100% นั่นเอง

และตอนนี้ LAZADA ในไทย ก็จะเปิดใช้ Bitcoin ในการซื้อขาย สินค้า

และล่าสุดทาง EBay ทาง CEO ก็บอกว่าจะเร่งใช้ Bitcoin ในการซื้อขายสินค้าด้วยเช่นกันครับ

และเหรียญ OmiseGo ซึ่งเป็นเหรียญของ บริษัท Omise เป็น Payment Gate Way ของไทย กับ ญี่ปุ่น ที่สร้างจากเทคโนโลยี Blockchain ของ Ethereum ก็ได้ ทำการซื้อ Pay Sabay ต่อจาก Dtac เพื่อ นำเอามาให้บริการ จ่ายเงิน ชำระเงิน

แม้ว่าหลายคนมองว่า จะไม่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ลึกๆ แล้วเราใช้มันอยู่ครับ


:P




























#20




 นายอภิศักดิ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวเตือนประชาชนที่ลงทุนในบิทคอยน์ ว่า เป็นการเล่นพนัน เพราะเป็นการแทงว่าค่าเงินจะขึ้นหรือลง ซึ่งล่าสุดนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) กำลังศึกษาอยู่ว่าหากมีการลงทุนในลักษณะนี้จะเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งผลการศึกษายังไม่แล้วเสร็จ และเบื้องต้น ธปท. ยังไม่รับรองบิทคอยน์เป็นเงินที่ใช้ในการชำระหนี้ตามกฎหมายได้



https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_670114