เมนู

แสดงโพสต์

ส่วนนี้ให้คุณดูโพสต์ทั้งหมดของสมาชิกท่านนี้ (เฉพาะโพสต์ในส่วนที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึง)

เมนู แสดงโพสต์

ข้อความ - bsirius66

#1
ประมาณนี้ีืคือ เกบรูป หรือ หน้าตาประมาณนี้ครับ

จริงๆ programming ไม่มีไรเลย
หนักเรื่อง storage กับ backup
มากกว่า

rate บริษัทคงราวๆ 500k มั้งคับ
#2
session หรือ url ครับ

ผมใช้อันหลัง เพราะ ดีกับ seo มากกว่า
#4
ช้าหรือร็ว ขึ้นอยู่กับ size ของ hosts ครับ
#5
อ้างถึงจาก: Bigguide ใน 06 สิงหาคม 2012, 23:53:14
สุดยอดไปเลยครับ  :wanwan003:

ส่วนคนที่ฟันธงว่าเป็นบริการ SMS เนี้ย ผมขอบอกว่ามันไม่จริ๊งงงงงงงงงง  :wanwan031:
เดืนที่แล้ว ผมหาเรื่อง sms แต่ไม่เจอเวบคุณเลย ครับ
#6
filezilla โดนโจมตีบ่อยมากครับ
#7
อ้างถึงจาก: คนขยัน ใน 05 สิงหาคม 2012, 13:09:41
ตกลงว่าท่านรับเงินเดือนละ350,000บาทแต่ไม่จ่ายภาษีเลยหรือครับ  แบบนี้เค้าเรียกว่ารับเงินสด

จ่ายให้กรม paypal แทนครับ หลาย % อยู่  :wanwan023:
#8

เป็น SaaS ครับ (Software as a Service)
ราคาต่อเดือนต่อคน ก็ตกประมาณนี้ครับ
ที่สำคัญ หากทำได้ ต้องห้ามขายขาด ต้องให้เช่าเปนรายเดือนครับ
#9
Programming / Re: สอบถาม โดนแฮ็ก MS SQL
04 สิงหาคม 2012, 22:00:33
อาจจะโดน inject sql แบบที่หลายๆ คนว่า
เขียนโปรแกรมไว้ยังไงอะครับ ใช้ by parameter ป่าว

เพราะ field name เปนฟิลด์ที่นิยมตั้งชื่อกัน

update abc set xyz = '' <--- หากเขียนแบบนี้เสร็จแน่

update abc set xyz = 'blahblah' and name = 'aaaaaaa'

ช่องที่ให้กรอก xyz ผมใส่  blahblah' and name = 'aaaaaaa
#10
ของผมจะสามอาทิตย์แล้ว ยังคงแจ้งเตือนอยู่

ส่วนใหญ่ malware พวกนี้มันก็จะแก้
1. .htaccess redirect เราไปเว็บอื่น
2. แก้ไฟล์ javascript

ส่วนติดยังไงก็ติดจากเว็บ แต่หลังจากติดนี่แหละครับ
มันจะพยายามหา password ในเครื่องเรา
ซึ่งมักจะมีใน cookie กับ โปรแกรม ftp

ผมติดจากอย่างหลัง เพราะ ftp แล้ว save password ไว้
เสร็จเลย

ทางที่ดีคือลง malware byte
แล้วก็อย่า save password สำคัญๆ ไว้
ป้อนทุกครั้ง ลำบากหน่อยแต่ปลอดภัยครับ
#11
มันคือ jquery ครับ

google load when scroll ดูก็ได้ มีเต็มเลย
#12
ระบบ security เป็นยังไงมั่งครับ
firewall มีไหม หากมีเปิด port 80 port เดียวหรือเปล่า
#13
อ้างถึงจาก: saisomboon ใน 04 สิงหาคม 2012, 21:38:49
:P

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบทความ

ตอนนี้ เวป โดน ลบ อินเด็กซ์ไปเยอะ

ต้องพยายามสร้าง แบรนด์ โดยไม่พึ่งGoogleให้ได้

ถูกต้องแล้วครับ

อยากได้ nintendo 3ds xl กับ oni tiger
คิดราคายังไงครับ เป็นชิ้นหรือเป็น % ครับ
แล้วอย่างแรกถูกกว่าซื้อในไทยป่าวครับ
#14
จบแล้วครับ
ขอบคุณทุกท่านที่รอฟังครับ

ประสบการณ์เล็กๆ
ตอนนี้ผมกำลังเริ่มทำอีกเว็บ ใหญ่เชียว
หากสำเร็จจะมาแบ่งปันให้นะครับ
คาดว่าคงอีกหลายปี  :wanwan023:

#15
อ้างถึงจาก: numau109 ใน 04 สิงหาคม 2012, 16:58:59
มาแล้ว ๆ  :P   แต่แค่เห็นว่า product อะไรก็ท้อแล้วครับ  คงทำไม่ไหว

เอาแนวคิดประยุกต์ครับ อย่าเพิ่งท้อ

แนวทางของผมไม่ได้ใหม่หรอกครับ
เปนหลักการตลาดปกติ ทำไม sumsung แซง sony ได้
ก็เพราะขายถูก + เสนอความแตกต่าง

ขายมะหาด ก็สร้างความแตกต่าง ใส่กลูต้า เพิ่มเข้าไป ไรแบบนี้

ตอนนี้ลูกชาย (น้องหมา) ชวนไปเดินเล่น
จะทยอยอัพให้จบวันนี้นะครับ
#16
จัดชุดแรกไปก่อนน่ะครับ

350k ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ หรอกครับ
เหนื่อยกันมาก่อนทั้งนั้น
#17
มาแล้วครับ ตะกี้ออกไปหาอะไรทานเล็กน้อย
เด๋วจะพิมพ์ให้จบเลยครับ
#18
อ้างถึงจาก: pongweb ใน 04 สิงหาคม 2012, 14:40:03
รอกันเยอะ คึกคักดีแท้ แต่ไม่มีใครทัก จขกท เรื่องลายเซ็นต์เลย

ลายเซ็นต์มีกฏห้ามอะไรหรือป่าวครับ
#19
สวัสดีครับ
พอดีช่วงนี้กำลังศึกษาการทำ SEO ได้ความรู้มากมายจากในบอร์ดเลยอยาก
ตอบแทนด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว ในการทำเงินโดยไม่ต้องพึ่ง SEO
มาแบ่งปันเพื่อนๆ นะครับ

มีเพียงวิธีเดียวที่จะอยู่เหนือ Algorithm ของ Google คืออย่าไปสนใจมันครับ
สร้าง Brand ให้แข็งครับ ทำไงก็ได้ให้ลูกค้าของเราเข้าเว็บเราโดยตรง จาก Faverite Bar/Bookmark ของเขา ไม่ใช่ต้องผ่าน google.com ตลอด

ผมมีเว็บทำเงินอยู่เว็บนึงครับ ทำกำไรต่อเดือนประมาณ 350,000 บาท (เคยได้สูงสุดประมาณ 500K) โดยที่ไม่ต้องพึ่ง Google เลย

กับอีกเว็บ ที่ขาย สินค้าอีกตัว ทำรายได้ไกล้เคียงกัน แต่ต้องเสียค่าโฆษณาให้ Google เดือนละหลายหมื่น
หักแล้วเหลือกำไรน้อยกว่าเว็บแรก ช่วงหลักยอดตก 70% เพราะมีหน้าใหม่เข้ามาทุ่ม Adwords แข่ง
ทำให้ bid ต่อ click เพิ่มขึ้นประมาณ 300% (Google แนะนำว่าผมควร bid ที่ 50 บาท ต่อคลิก)
ตกแล้วเดือนละประมาณแสนห้าสำหรับค่าโฆษณา แถมคู่แข่งก็เยอะมาก (kw ค้นหาเดือนละประมาณ 160000 local)

ข้อแตกต่างของทั้งสองเว็บคือ Web แรก brand แข็งมาก สามารถกำหนดตลาดได้
กับอีกเว็บซึ่งลูกค้าอีกกลุ่ม ที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย (เน้นถูก) แข่งยังไงก็แพ้ตลาด
และที่สำคัญ ขาด Google ไม่ได้เด็ดขาด

ผมเลยอยากจะแบ่งปันสิ่งที่ผมทำเพื่อให้ได้เว็บแรกขึ้นมาครับ
ลองอ่านแล้วไปประยุกต์ดูนะครับ

ปีที่ 1 - ขายอะไรดีน่ะ???
ปีแรก ที่ผมมีความรู้สึกว่า อยากจะหาเงินจากอินเตอร์เน็ตดู แน่นอนครับต้องขายของ
ข้อนี้สำคัญมากครับ จะรุ่งหรือจะร่วง+เหนื่อยฟรี ก็อยู่ที่เลือกว่าจะเลือกสินค้าอะไร
ส่วนตัวผม ผมไม่เลือกขายตามตลาด เพราะผมไม่มีทางตามตลาดทันแบบพวกทุนหนาหรือนัก Marketing
ผมเลือกจะขายในสิ่งที่ผมรักและถนัด (ต้องถูกกฏหมายด้วยน่ะ)

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงคือเรื่อง Stock สินค้า ครับ เมื่อเริ่มทำการตลาดแบบจริงจัง เงินเราจะไปจมอยู่กับ stock เยอะ
หากบริหาร cashflow ไม่ดี เตรียมตัวเจ๊งได้เลย

ผมเลยเลือกขายของที่ไม่ต้อง stock ครับ และสามารถผลิตได้อย่างมากมายใน 1 นาที
มันคือ Digital Product นั้นเอง

เมื่อได้สิ่งที่เราจะขายแล้วก็ถามตัวเองต่อ ด้วยหลักการเดิมๆ ว่า
1. first สมัยนี้คงยากครับ คิดจะทำอะไรก็มีแล้วทั้งนั้น หากไม่หัวคิดสร้างสรรค์จริง ข้อนี้ผมไม่ให้คุณผ่าน!!!
2. best นี่แหละครับจุดหมาย สินค้าที่ best จะทำเงินและแข็งแกร่งในตลาด โดยไม่ต้องพึ่งพา Marketing มากนัก
3. different ผมเลือกข้อนี้ครับ แล้วค่อยๆ ทำให้ best ทีหลัง ณ ตอนที่ผมเริ่มคิด มีคู่แข่งอยู่แล้วประมาณ 10 ราย แต่ product ทุกตัวมีจุดอ่อน
ถามว่าผมรู้ได้ไง เพราะผมใช้มาก่อน ผมเลยรู้ว่าแต่ละรายมีจุดอ่อนครับ ผมเลือกจะใช้จุดอ่อนเหล่านั้น มาเสริมเป็นจุดแข็ง

ok ครับ ผมได้คำตอบให้ตัวเองเมื่อ 6 ปีที่เล้ว
หลังจากนั้นก็ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานวันละ 1-2 ชม ค่อยๆ ทำขึ้่นมา
หลังจากนั้น 1 ปี Product ของ ผมก็พร้อมลุยในตลาด

ปีที่ 2 - ทดลองตลาด
ซ้ายก็เบอร์ 1 ขวาก็เบอร์ 2 จะสู้กับเขายังไงน่ะ
แถมเราไม่ได้เป็นเบอร์ 3 เราเข้าตลาดมาเป็นเบอร์ท้ายๆ เลยด้วยซ้ำ
คนไม่มีทางเปลี่ยนหรอกครับ หากว่าสิ่งที่เขาใช้อยู่มันดี (เหมือนที่ Steve Job บอกเรื่องกิ่งไม้กับแครอท)
แต่คนเรามักมีจุดอ่อนอยู่ 1 ข้อ คือ ทุกคนชอบของฟรี (ทั้งๆ ที่รู้ว่าของฟรีไม่มีอยู่ในโลก ฮ่าๆๆๆ)
ปีนี้ของผมเลยไม่มีอะไรมากครับ ให้ใช้ฟรี
ผู้ให้ไม่ได้เป็นผู้เสียเสมอไปครับ หากเราเปิดช่องให้ลูกค้า feedback + เสนอ idea เขาก็ยินดีจะแนะนำ
เราก็นำเอามาพัฒนาต่อให้ตรงกับที่เขาต้องการ

จริงๆ แล้วปีนี้ ผมน่าจะเริ่มทำ SEO ได้แล้วนะครับ แต่ผมไม่คิดจะทำ เพราะเป้าหมายผมคือสร้าง brand
ไม่ได้คิดจะพึ่ง Google สุดท้าย เว็บก็เริ่มมีลุกค้าจากปากต่อปาก

ปีนี้เป็นปีที่เหนื่อยที่สุดของผมเพราะ
1. ยังต้องพัฒนา product ต่อ ถอยไม่ได้แล้ว
2. ต้อง support user แล้ว ต่างกับปีแรก ที่ทำเองไปเรื่อยๆ
3. ต้องควักทุนส่วนตัวจ่ายค่า Hosting (ไม่นับค่าเสียเวลาอีก)

ความเหนื่อยและความท้อเริ่มมาช่วงนี้แหละครับ
แต่ผมเลือกทำในสิ่งที่รักและถนัด มันช่วยเราได้เยอะครับ
ถึงจะเหนื่อยแต่สนุก

สุดท้ายปีที่ 2 ก็ผ่านไปได้ โดยเว็บมีผู้ใช้ประมาณ 3000 คนต่อเดือน

ปีที่ 3 - ทำเงิน + พัฒนาต่อ
ปีที่ 3 ผ่านมาซักครึ่งปี ผู้ใช้เพิ่มมาแตะหลัก 5000 คน
ผมประเมินค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อเดือนไว้ประมาณ คนละ 5USD (ประมาณ 150 บาท)
บวกลบคูณหารแล้วผมจะทำเงิน 7 แสนบาทต่อเดือน
แต่เสียดายครับ การทำธุรกิจไม่ใช่คณิตศาสตร์ เมื่อไหร่เราคิดเงิน ลูกค้าก็จะหายวูบ
และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตอนแรกผมประเมินว่าน่าจะเหลือราวๆ 30%
แต่เอาเข้าจริงเหลือประมาณ 10% ครับ

ผมเลือกวันเกิดผม เป็นวันที่เริ่มเปลี่ยน model การใช้งานเป้นแบบคิดเงิน
ยังจำได้ดี บ่าย 3 โมง วันนั้น
email จาก paypal แจ้งว่ามีฝรั่ง USA สั่งซื้อสินค้า 1 ชิ้น ราคา 5USD
ทำเอาน้ำตาแทบไหลครับ
ตลอดบ่ายวันนั้น ผมไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งดูเมล์ใน paypal
จบวันแรกทำเงินไปได้เกือบ 1000 USD

โจทย์ที่ท้าทายต่อไปคือ เอา 90% ที่หายไปกลับมาให้ได้มากที่สุด
ก่อนวันเกิดผมได้เตรียมไม้ตายไว้แล้ว ปล่อยสินค้า version ใหม่
ที่กั๊กความ best ไว้แล้ว ทำมา 3 ปีแล้ว ผมเลยจุด ข้อ 2+3 (best & different)
ไปนานแล้ว  แต่ต้องรอจังหวะในการปล่อย ซึ่งไม่มีเวลาไหนเหมาะ
เท่ากับตอนที่เรา ต้องการเรียกลูกค้ากลับมา

หลังจากนั้น 2 เดือน จำนวน ผู้ใช้เด้งกลับมาที่ประมาณ 1000 คน
ทำเงินได้ประมาณ 1 แสนนิดๆ

เว็บก็ทำงานของมันไป สินค้าผมก็ไม่ต้อง stock
หมดก็สร้างใหม่ได้ทันที นอนอยู่ ก็ยังทำเงิน
ฟังดูเหมือนฝันเลยครับ

แต่แล้วก็ต้องตื่นจากฝันครับ
เมื่อคู่แข่งเปิดให้ใช้ฟรี !!!!

ปีที่ 4 - ขึ้นเป็นเบอร์ 1
โลกสมัยนี้มันหมุนไวจริงๆ ครับ อย่าคิดว่าเราเก่ง เราทำได้ เขาก็ทำได้
เบอร์ 1 เบอร์ 2 แก้เกมส์ผมด้วยการเปิดให้ใช้ฟรี (แบบมีข้อจำกัด)
แถมช่วงหลังๆ สิ่งที่ different มันเริ่มจะไม่ different ซะแล้ว
เจอการตลาดแบบ me too (แกมีชั้นก็มี) เข้าไป สิ่งที่เรามี เขาทำให้มีได้
สุดท้ายก็ถึงจุดอิ่มตัวครับ

เมื่อมาถึงจุดนี้ สิ่งที่จะวัดกันก็คือ สิ่งที่เราทำไว้ในอดีต
หากที่ผ่านมาเราดีพอ ลูกค้าจะ Royalty กับเรา ครับ

สุดท้ายผมก็สามารถทำยอดได้เดือนละ 350K
ช่วงปลายๆ ปี เบอร์ 2 ก็หยุดไป

จากเบอร์ท้ายๆ เว็บผมก็ขึ้นมาเตะเบอร์ 1 ตกบัลลังค์
ได้ marketshare ไปประมาณ 60% บางเดือนก็ยอดแตะ 500K

ครองเบอร์ 1 อยู่จนถึงปีที่ 5 แล้วก็ต้องหาทางออกจากตลาด

ปีที่ 5 - ออกจากตลาด
ไม่ว่าทำอะไร เราต้องเลือกที่ออกจากตลาดครับ
ทุกอย่างมีอายุของมัน เลือกที่ขายทิ้งตอนที่มันยังทำเงิน
ดีกว่ามาลดราคาขายตอนที่มันขาลง

เหตุผลที่ทำให้ผมคิดจะออกจากตลาดคือ
1. อิ่มตัว หมด idea กับมันแล้ว เบื่ออยากไปทำอย่างอื่น
2. ถูก crack digital product มันสมบูรณ์แบบก็จริง
- ไม่ต้อง stock,
- ส่งทางเมล์ไม่ต้องมีค่า shipping
-  ลูกค้า cancel เราก็ไม่ขาดทุน paypal หักเงินเราคืนลูกค้า เราก็ไม่เสียหายมาก (paypal รักษาผลประโยชน์คนซื้อมากกว่าคนขาย)
แต่จุดอ่อนมันก็คือ การ crack นี่แหละครับ
3. มีคนเสนอซื้อ ให้ราคาที่ผมพอใจ

สุดท้ายเว็บที่พนักงานเพียงคนเดียว (คือผม) กับทีมงานต่างชาติอีก 2-3 คน ที่มาช่วยงานด้วยใจ
ก็ได้ข้อสรุปว่า คงขายให้ได้ในสิ้นปีนี้ (2012)

ปีที่ 6 - SEO
อย่างที่เล่ามาครับ เว็บผมไม่ง้อ Google
title, meta tag, descritpion ไม่มีในเว็บไซต์ผม analytics ไม่เคยใส่แต่สิ่งที่มีคือ
1. สินค้า
2. direct traffic จากลูกค้า
3. articles ที่เกี่ยวกับสินค้า
4. articles ที่ไม่เกี่ยวกับสินค้า แต่มีผลทางอ้อม
5. community/forum ที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา
6. email marketing เพื่อดึงลูกค้าเก่ากลับมา

เมื่อมีเหตุให้ต้องทำ SEO (เพราะอีกเว็บ กำลังโดนดูดเงินค่า Adwords ไปเยอะ)
เลยตั้งใจจะใช้เว็บนี้เป็น network หลังจากที่ทำเว็บให้ SEO Friendly แล้ว
ประมาณ 1 เดือน Google ก็ให้ผลการค้นหาอันดับ 1 มาให้ครับ
ผมได้มาเพราะ 6 ข้อด้านบนนี่แหละ

ผมสามารถเพิ่มลูกค้าใหม่จาก google ประมาณ 20%
ดูจาก analytics direct ผมจะ 80%, bounce rate ที่ 5%, user อยู่ประมาณ 10 นาที โดยเฉลี่ย
แบ่งตาม region ก็มีหลัก usa, eng, ger, bra, rus, jp, ind, tha (นิดหน่อย)

ที่เล่ามาทั้งหมดก็อยากจะให้ดูเรื่อง SEO นี่แหละครับ
ให้เริ่มจากทำ brand เราให้แข็ง แล้วอันดับมันจะมาเอง
ถึงเราจะปั่นจนขึ้นที่ 1 แต่มันก็ไม่นานหรอกครับ
เราขึ้น 1 คนอื่นก็ขึ้นได้ แต่ถ้าของเราดี ต่อให้เราอยู่หน้า 10 คนก็ซื้อของเราครับ
ผมเองทำ SEO ได้ห่วยมาก เว็บที่ผมกำลังทำ SEO ตอนนี้ตกไปหน้า 30 แล้ว
เก่งไหมละครับ ฮ่าๆๆๆ แต่ผมไม่อยากจ้างใครทำน่ะ ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละสนุกดี

จบแล้วครับ
เล่าให้ฟังเป็นแนวทาง
สำหรับคนที่สงสัยว่าสินค้าคืออะไร ไม่ต้องไปสนใจครับ
แทนคำว่าสินค้าของผมด้วยสิ่งที่คุณอยากจะขาย (ด้วยความถนัดและใจรัก)
แล้วทำให้ดีครับ เอาใจใส่ ตั้งใจเต็มที่ให้เหมือนเราซื้อใช้เอง
หากวันไหนท้อแท้ ก็นึกไว้ครับ ไม่มีใครเกิดแล้วโตเลย
ทุกคนต้องผ่านมาทั้งนั้น

โชคดีร่ำรวยถ้วนหน้า
ผมไม่บอกเว็บนะครับ ไม่อยากมีปัญหากับสรรพากร ^^