สวัสดีครับ นี่เป็นอีก 1 ชีวิตที่ตัดสินใจเดินตามความฝันของตัวเอง เขาว่ากันว่าเจ้าของกิจการ 80% จะเจ๊ง มีแค่ 20% ที่อยู่รอด ผมเดินทางมาได้ 8 ปีจนถึงตอนนี้ ผมกำลังจะเป็นหนึ่งใน 80% ที่ว่านั้น ผมกำลังจะไม่มีเงินจ่ายค่าบัตรเครดิต ค่าผ่อนบ้าน ค่าสินเชื่อส่วนบุคคลในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ผมจะทำอย่างไรดีครับ?
ผมเรียนจบปริญญาตรีมา 10 ปีพอดี หลังเรียนจบ ผมเป็นพนักงานบริษัทได้ 2 ปีก็ตัดสินใจลาออก เพราะการสร้างรายได้จากการติดโฆษณา Google Adsense ทำรายได้ให้ผมเท่ากับเงินเดือนที่ทำอยู่ในตอนนั้น และสิ่งที่ผมทำก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ทั้ง Google, facebook, eBay ฯลฯ ต่างสร้างรายได้กันปีละหลายแสนล้านบาท ผมจึงสร้างสรรค์ "ระบบ" หลายๆอย่างเพื่อให้บริการในโลกอินเตอร์เน็ต สิ่งที่ผมทำไม่เหมือนใคร คิดขึ้นมาเอง สร้างขึ้นมาเองด้วยตัวคนเดียว จนสามารถสร้างรายได้ให้ผมเดือนละหลายหมื่นบาท จนถึง 1 แสนกว่าบาทต่อเดือน
ผมเชื่อว่า "ผมมาถูกทางแล้ว" แต่เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว สิ่งที่ผมทำจึงมี "คู่แข่ง" เกิดใหม่มากมาย แน่นอนว่าผมคิดไว้แล้วว่าวันหนึ่งจะเป็นแบบนี้ แต่ผมก็ไม่เคยนิ่งนอนใจ ผมเร่งสร้างสรรค์ระบบแบบอดหลับอดนอน เพื่อให้ระบบของตัวเอง "โดดเด่น" กว่าคู่แข่ง แต่เพราะเราทำได้ คนอื่นก็ทำได้ และคนอื่นก็สามารถ "ลอกความคิด" ของเราได้ ผมลองศึกษาเรื่อง "สิทธิบัตร" ก็พบว่า ประเทศของเราไม่ได้คุ้มครอง "ความคิด" ไม่ได้ให้ความสนใจกับ "ทรัพย์สินทางปัญญา" จนไม่สามารถเรียกร้องอะไร จากการถูกลอกเลียนแบบได้
** เขาให้เหตุผลว่า งาน Programming เป็นเหมือนงานวรรณกรรม ถ้าไม่ได้เหมือนกันภายใน Sorce Code ก็แสดงว่าไม่ได้ลอกเลียนแบบกัน :wanwan009:
เวลาที่ผ่านมากับเงินที่หามาได้ หมดไปกับการดูแลทีมงาน และลงทุนจ้างส่วนประกอบของระบบ ผมเป็นเจ้าของบริษัทที่มีแค่มอเตอร์ไซต์ 1 คันและเช่าบ้านอยู่ เช่าบ้านมาได้ 7 ปีก็เลยตัดสินใจยื่นกู้ซื้อบ้านราคา 1 ล้านต้นๆ ไปเมื่อปีที่แล้ว และกู้ซื้อรถมือสอง 1 คัน (ผ่อนเดือนละ 4 พันกว่าบาท แฟนจะได้ไม่ลำบาก) สรุปเป็นค่าใช้จ่ายเดือนหนึ่ง คือ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต 3 ใบ ผ่อนสินเชื่อส่วนบุคคล 2 รายการ รวมประมาณ 5 หมื่นบาท มีค่าจ้างทีมงานและคนในครอบครัวอีก 3-4 หมื่นบาทรวมเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละเกือบ 1 แสนบาท
แต่เพราะ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบที่ผมทำจึงมีคนใช้น้อยลงเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ "รายได้ ไม่พอรายจ่าย" ในวันนี้ผมจึงไม่สามารถรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้บริษัท(เล็กๆ) ของตัวเองได้อีกต่อไป ผมกำลังจะติดลบเดือนละ 35,000-40,000 บาท ในชีวิตนี้ผมไม่เคยผ่อนบัตรเครดิต และสินเชื่อใดๆล่าช้าเลย แต่ปลายเดือนนี้คงจะเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมจะจ่ายหนี้ล่าช้า และกำลังจะ "ไม่มีเงินจ่ายหนี้"
กิจการของผมกำลังจะ "เจ๊ง" ผมกำลังจะกลายเป็น "บุคคลล้มละลาย" เพราะผมไม่เหลือบัตรเครดิตอะไรให้กดอีกแล้ว และถ้าขอกู้สินเชื่อเพิ่ม ก็จะยิ่งสร้างภาระให้ตัวเองมากยิ่งขึ้น
ช่วยให้คำแนะนำผมหน่อยครับ ในสถาณการณ์แบบนี้ ผมควรทำอย่างไร?
1. ผมจะบอกธนาคารผู้ให้สินเชื่ออย่างไรว่า ขอเวลาผมสัก 3 เดือน 5 เดือน
ให้ผมปรับปรุงกิจการของผมให้มีรายได้อีกครั้ง แล้วผมก็จะจ่ายหนี้ตามปรกติ
2. ผมมี "ระบบเว็บไซต์" ที่มั่นใจว่า "ไม่เหมือนใครในโลก" ผมควรจะหา "แหล่งเงินทุน" ได้ที่ไหน?
3. ผมอยากขายบ้าน แต่เพิ่งผ่อนไปได้ 9 เดือน ถ้าขายภายใน 3 ปีจะมีค่าปรับ ไม่ทราบว่ามีวิธีขายดาวน์ หรือเปลี่ยนสัญญาเพื่อไม่ให้เสียเงินเยอะไหมครับ?
[ก๊อปมาครับ] Credit : http://pantip.com/topic/31551490
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่คิดจะเปิดบริษัทไอที สงสัยคงต้องคิดหนักแล้วสิครับ :P
ตอนนี้ทุกธุรกิจมีความเสี่ยงจริงๆ ครับ
เป็น freelance ทำคนเดียวดีสุด
ลองติดต่อที่ https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89-%E0%B8%A7%E0%B8%B0/220969527947590 ดูครับ
ไม่ว่าตอนนี้ตอนไหนครับ ธุระกิจเสี่ยงทั้งนั้น เพราะอย่างที่เค้าเขียนมาทุกอย่างมีคนทำตามมีคนก็อปได้หมด ขึ้นอยู่กับว่าคนทำตามจะมีผีมือแค่ไหน เพราะถ้าเค้าเจ๋งกว่าเราเค้าจะนำเราในทันที
ธรุกิจ ยิ่งเป็นธุรกิจที่ฝากชิวิจไว้กับคนอื่นโดยที่เราไม่สามารถสร้าง คอนเนคชั่น ในตัวเองได้ (เช่นพวกระบบที่ปล่อยให้คนมาใช้เองยิ่งแย่ครับ) ตัวโปรดักเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งครับ แต่ คอนเนคชั่น คือสิ่งสำคัญที่สุด ทุกธุรกิจถ้าคุณมี คอนเนคชั่น ดีคุณจะมีลูกค้าหรือผู้ที่ร่วมงานกับคุณเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
ผมรู้จักที่คนหนึ่งที่เค้าเคยทำในบริษัทใหญ่เค้าเป็นคนติดต่อลูกค้า เค้ามี คอนเนคชั่น ที่เยี่ยมมาก ตอนนี้พี่เค้าลาออกมาแน่นอนบริษัทไม่ยอมให้ออกพยายามดึงไว้อย่างสุดๆแต่ก็ห้ามเค้าไม่ได้ เพราะความอยากมีอิสระ และเค้าออกมาจากบริษัทนั้นเค้าออกมาแต่ตัวครับ แต่ คอนเนคชั่น ที่เค้าเลยมีกับลูกค้าต่างๆตอนทำงานกับบริษัทนั้นตามติดเค้ามาด้วย คนที่เคยร่วมงานกับเค้าไม่สนใจเลยว่าเค้าจะทำอยู่บริษัทเดิมหรือไม่แต่คอนเนคชั่นพวกนั้นสนใจตัวเค้าเพราะคิดว่าเค้าสามารถบริหารโปรแจ็คต่างๆของคอนเนคชั่นต่างให้ไปได้ดี สุดท้ายงานต่างๆที่เค้าเลยติดต่อหรือคอนเนคชั่นต่างๆมาที่ตัวเค้าหมด สรุปว่าพี่เค้าออกมารับงานเองจนร่ำรวยอะไรทำได้ทำ อะไรทำไม่ได้หาจ้างคนอื่น ขอเพียงแค่บริหารงานให้สำเร็จตามที่คอนเนคชั่นของเค้าต้องการ จะใครทำงานก็ไม่เกี่ยว
สรุปเลยถ้าจะทำธุรกิจ คอนเนคชั่น ต่างๆสำคัญที่สุด ที่เหลือก็คือผลงานถ้าทำดีคอนเนคชั่นพวกนั้นจะไม่ไปไหนเลยจะร่วมงานกับเราตลอด
ด้วยเหตุนี้เซลล์ที่เก่งๆจะถูกแย่งซื้อตัวกันวุ่น
:wanwan019:
หลายปัจจัยเลยครับ ผมกำลังจะเริ่มกิจการใหม่ ... ยังต้องหยุดไว้ เราศึกษาอะไรไปเรื่อยๆ (ใจร้อนแต่กลัวเจ๊ง)
เห็นด้วยกับ comment ล่าสุดครับ
เพิ่มเติมคือ ทุกสิ่งทุกอย่าง ลอกเลียนแบบได้หมดครับ
แต่ผมว่าเราต้องทำเพื่อให้นำหน้า คู่แข่งเรา 1 ก้าวเสมอ ให้คนอื่นเป็นผู้ตามแทนที่เราจะเป็นผู้ตาม
ถ้าเรานิ่ง ก็เหมือนเราถอยหลังครับ ถ้าเราก้าวท้าว เดินไปข้างหน้าก็เหมือนเราอยู่กับที่
เราต้องวิ่งครับ วิ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าคนอื่นๆ จะวิ่งตามไม่ทัน สุดท้ายก็จะเหลือเบอร์ 1,2,3 ที่วิ่งแข่งกัน
เราก็จะอยู่ในสนามแข่งขันได้ครับ :'(
การจะเป็นเจ้าของกิจการ เราต้องเป็นกิ้งก่าครับ 555+ เพราะมันจะปรับตัวเปลี่ยนสีไห้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้ครับ
[ก๊อปมาครับ] Credit : http://pantip.com/topic/31551490 :wanwan009:
ตอนแรกนึกว่าชีวิตท่าน :wanwan011:
เปลี่ยนงานอื่นไม่รู้จะทันหรือป่าว เพราะต้องจ่ายหนี้ในแต่ละเดือนเยอะ ถ้าไม่มีหนี้ก็คงออกมาขายของขายอาหารได้สบายเพราะยังไม่ต้องหวังยอดกำไรในแต่ละเดือนให้พอจ่ายหนี้ :'( ในตอนที่ยังมีเงินทุนมีกำไรอยู่นั้นถ้าทำอย่างอื่นได้ควรลองทำดู
ป.ล. เคยได้รายได้เป็นแสนแบบนี้น่าลองเขียนหนังสือขายดูนะครับ
ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเป็นแบบนี้สินะ
ผมตอบไปแล้ว คอมเม้นที่ 54 :wanwan004:
อะไรที่ทำเอง ไม่ต้องจ้างใคร ไม่ต้องรับผิดชอบลูกน้อง ดีที่สุดแล้วครับ (ความคิดเห็นส่วนตัวนะ) :(
เป็นกำลังใจให้นะครับ :wanwan008:
ทุกวันนี้ทำระบบขึ้นมายังไงก็โดน copy แนวคิดได้อยู่แล้วครับ
ปัจจุบันเค้าวัดกันที่คุณภาพ ส่วนเรื่องที่อ่านมาในข้างต้น
รู้สึกว่าจะขาดการประเมินความเสี่ยง ขาดการวางแผนที่รัดกุม
อย่างเช่น หากทำแผน 1 ล้มเหลว ต้องมีแผน 2 รองรัีบ
และเพื่อเพิ่้มสภาพคล่ิองเรื่องเงินทุน อย่าทำธุระกิจแบบเดียวกัน
เพราะถ้าถึงช่วงขาลงจะลงทั้งคู่ :wanwan016: :wanwan016: :wanwan016:
น่ากลัวครับ ช่วยอะไรไม่ได้เข้ามาเอาใจช่วยแทนละกันครับ ขอให้ผ่านไปได้ คนกล้าเริ่มยังไงก็ไม่หมดหวังแน่นอนครับ :wanwan003:
ชีวิตต้องผ่านความลำบาก จึงจะเจอกับทางออกไปยังอีกด้านของกำแพง
.
ตกใจนึกว่าเจ้าของกระทู้
ไม่อยากพูดเลยผมเจ๊งไปเมื่อปีที่แล้ว หันมาทำนาน้ำก็ท่วมแไอ้ที่แล้งก็แล้ง สรุปเจ๊งไปอีกปี พี่กูเจิ้ล ดันมาเล่นตลก จากเคยทำรายได้จากเว็บหายไปแทบไม่มีกิน
สรุปปัจจุบัน มีแต่คนเหยียดหยามเมื่อยามจน จะว่าไปแล้วค่าผ่อนรถยังไม่ได้จ่ายเลยเดือนนี้
ผมอยากรู้แล้วระบบอะไร ?
คำนี้ยังคงใช้ได้เสมอครับ "พอเพียงคือ ความพอดี"
สู้ๆครับ ทุกอุปสรรค ย่อมมีทางแก้
จริงครับ การตลาดนี้สำคัญมากในทุกธุรกิจ
เท่าที่อ่านผ่านๆผมมาสะดุดเรื่องหนี้ในระบบที่ต้องรับผิดชอบนะครับ
ขอแชร์ในส่วนของตรงนี้ละกันซึ่งทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัว(มองในกรณีเลวร้ายสุดนะครับ)
>>เริ่มจากทางเลือกแบบเป็นศูนย์นะครับ คือ วันที่1เดือนต่อไปเราจะไม่มีรายได้เลยแต่รายจ่ายคงที่
1.แนะนำ เข้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลAccount ของเราเช่น บัตรเครดิตก็จะมีคนที่คอยดูแลเราอยู่ ให้ทำหนังสือส่งเข้าไป
แจ้งปัญหาและสภาพคล่องของเรากับเจ้าหน้าที่ ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งบางสถาบันเจ้าหน้าที่จะยังช่วยอะไรเราไม่ได้เพราะณ.ตอนนี้
เรายังอยู่ในสภาวะบัญชีเดินปกติ จึงจะยังไม่เข้าหลักการของหนี้เสีย (แต่บางที่อาจมีข้อเสนอพิเศษเพื่อช่วยเหลือเราเช่นรีไฟแนนท์หรืออะไรก็ว่าไป)
สิ่งที่เราต้องการคือเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อประนอมหนี้ในชั้นศาล รายละเอียดที่เราทำตอนนี้จะมีน้ำหนักช่วยเราได้เยอะพอสมควร
2.ให้หยุดจ่ายหนี้...อย่าใช้วิธีหมุนเงินมาปิดหรือจ่ายขั้นต่ำของบัตร ถ้าคิดว่าโอกาสจะมีเงินก้อนมาปิดมาเคลียจนหมดไม่ได้ให้หยุดชำระโดยทันทีหลังจากทำในข้อ1
3.หนี้ที่ต้องคงค้างไว้และเป็นหนี้ตัวเดียวที่ให้ดึงไปได้คือหนี้ที่อยู่อาศัย ตัวนี้ดึงไปถ้าไม่รอดเราไม่เจ็บตัวมากเพราะมูลค่าของมัน
4.ใช้ชีวิตเงินสดไม่ได้เลวร้ายเสมอไปบางทีคุณจะเห็นชีวิตอีกด้านที่สว่างกว่ามากๆ
5.ตอนนี้คุณมีความรู้เป็นทุน ไม่ว่าจะต่อยอดหรือไปทำอย่างอื่น คุณจะได้เปรียบคนอื่นๆอยู่พอสมควรเพราะฉะนั้น
ถึงแม้ต้องเริ่มใหม่อีกหลายๆครั้งคุณก็ยังได้เปรียบกว่าคนอื่นณ.จุดนี้เสมอ ดังนั้นการเริ่มต้นใหม่ไม่ได้เลวร้าย และอย่ายึดติดกับอดีตให้ปล่อยวาง
เรียบเรียงแล้วอาจจะยาว แต่ขอยกตัวอย่างแนวทางนี้ให้ดังนี้นะครับ(เฉพาะหนี้)
สมมุติมีบัตร3ใบ ต้องชำระใบละ 50,000) รวม 150,000
คำนวนว่าในระยะเวลา 2ปีคิดว่าชำระยอดได้ทั้งหมดใหม ถ้าไม่ได้ ให้หยุดจ่ายแล้วประนอมหนี้
ยอดประนอมหนี้ต่อใบ ไม่ว่าเขาจะคำนวนดอกเบี้ยมาขนาดใหนไม่ต้องสนใจ จำแค่ตัวเลขวันที่เราจะหยุดจ่ายก็พอคือ 50,000
หลังจากนี้เราจะเข้าสู่ขั้นตอนหนี้เสียและเจรจากับบริษัทรับทวงหนี้คุณสามารถอยู่ในกระบวนการทวงหนี้ประมาณ 2ปี (หรือมากกว่านี้)โดยที่ไม่ต้องชำระหนี้
นั่นหมายความว่าคุณมีเวลาพักหนี้ไว้24เดือนโดยอัตโนมัติ ถ้าคุณพอมีเงินจะจ่าย อย่าเพิ่งจ่ายตอนนี้ให้เก็บไว้จ่ายทีเดียวหลังเจรจาได้ 50%ของเงินต้นหรือยอดที่คุณพอรับได้
เชื่อว่า ในระยะเวลาดังกล่าวคุณน่าจะพอลุกขึ้นยืนมาได้บ้างแล้ว แล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนไล่จ่ายหนี้ คือเรียกเจ้าหนี้มาเจรจารับการชำระจากเรา
โดยโทรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ที่เราได้เจรจามาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าหนี้เราจะถูกขายให้ใครก็ตาม ไล่เจรจารายที่ให้ส่วนลดเราได้มากที่สุดก่อน
หลังจากหนี้ใบสุดท้ายหมดต่อไปเป็นระยะเก็บเงินเพื่อเข้าสู่สภาวะปกติอีก 2 ปีหรือนิดหน่อยเพื่อรอหลุดจากหนี้เสีย
สรุป
1.เจรจาก่อนเป็นหนี้เสีย
2.พักชำระหนี้ ประนอมหนี้
3.เริ่มชำระหนี้จากส่วนลดมากที่สุดไปน้อยที่สุด
ถ้าเลือกไม่ได้ต้องเป็นหนี้เสีย อย่ากลัวอย่าเครียด เอาเวลาไปหาเงิน ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ทุกอย่างมีทางออกเสมอ
สุดท้ายเมื่อเป็นหนี้เราต้องจ่าย แต่ต้องจ่ายให้ถูกที่ถูกเวลา หนี้ที่หาทางออกง่ายที่สุดคือหนี้ในระบบ หนี้ที่เสียหายมากที่สุดคือหนี้นอกระบบ
อย่ายุ่งกัหนี้นอกระบบเป็นพอแล้ว
ปล.พิมพ์สดไม่ได้เรียบเรียงอาจจะอ่านแล้วงงๆบ้างต้องขออภัยด้วยครับ
น่าเห็นใจครับ :P
อ้างถึงจาก: banban ใน 23 มกราคม 2014, 10:23:48
** เขาให้เหตุผลว่า งาน Programming เป็นเหมือนงานวรรณกรรม ถ้าไม่ได้เหมือนกันภายใน Sorce Code ก็แสดงว่าไม่ได้ลอกเลียนแบบกัน
:o :o :o :wanwan009: :wanwan009: :wanwan009:
สู้ๆครับ ทุกธุรกิจเสี่ยงเหมือนกันหมดครับ ผู้ที่เข้มแข็งที่สุดเท่านั้น ที่สามารถอยู่รอดได้
กรณีแบบนี้ ก็ไม่รู้จะแนะนำยังไงครับ เพราะตัวเอง ยังเอาตัวไม่รอด
:P
อ้างถึงจาก: saparee ใน 23 มกราคม 2014, 14:35:35
อ้างถึงจาก: banban ใน 23 มกราคม 2014, 10:23:48
** เขาให้เหตุผลว่า งาน Programming เป็นเหมือนงานวรรณกรรม ถ้าไม่ได้เหมือนกันภายใน Sorce Code ก็แสดงว่าไม่ได้ลอกเลียนแบบกัน
:o :o :o :wanwan009: :wanwan009: :wanwan009:
ยังมี ตรงนี้ด้วยครับ
ลองศึกษาเรื่อง "สิทธิบัตร" ก็พบว่า ประเทศของเราไม่ได้คุ้มครอง "ความคิด" ไม่ได้ให้ความสนใจกับ "ทรัพย์สินทางปัญญา" จนไม่สามารถเรียกร้องอะไร จากการถูกลอกเลียนแบบได้ประเทศไทย :wanwan009:
ผมมักสร้างระบบให้ดูแลตัวเองได้ เพราะมันจะเป็น Passive Income ให้เราแบบไม่มีรายจ่ายเพิ่ม ทุกวันนี้จึงไม่ได้ซีเรียสกับรายจ่าย เพราะเราควบคุมได้ รายได้มากรายจ่ายมาก รายได้น้อย รายจ่ายน้อย ผกผันเม่าๆ กัน แต่ถึงอย่างไร ก็จะมี 1 - 2 ธุรกิจที่ผมไม่ต้องทำอะไร ก็มีรายได้เข้ามาตลอด และทุกๆ ธุรกิจจะต้องเดินได้ด้วยระบบครับ ไม่ใช่ต้นทุน
หากใช้ต้นทุนนำ ส่วนใหญ่คือ คนที่ผลาญรายได้ตัวเองเล่นครับ
อ่านแล้วผมนึกถึงตัวเองเลยครับ
ทุกวันนี้ผมอายุ 26 ก็เปิดบริษัท, เช่าออฟฟิตในเมืองและมีการจ้างทีมงานรายจ่ายต่อเดือนก็หลักหลายแสนเหมือนกันครับ (สิ้นเดือนทีจะเป็นลม)
แต่เวลาผมทำธุรกิจจะมองภาพร่วมใหญ่ๆ และแยกย่อยออกมาครับ ว่าเราจะทำอะไรบาง ต้องแบ่งงานเป็นกี่ product
อย่างส่วนตัวตอนนี้ก็แบ่งย่อยเป็น 5 product ใช้เวลาทั้งหมด 5 ปี (ตอนนี้เสร็จไปแล้ว 2 ตัว) โดยระบบแต่ละตัวจะเกื้อหนุนกันจะทำให้เราได้เปรียบในการแข่งขัน
และในงานแต่ละส่วนผมจะไม่ทำเอง แต่จะหาคนที่เก่งๆมาดูแลให้และประยุกต์เข้ากับระบบหลัก (จากประสบการณ์ของดีราคาไม่ถูกครับ แต่คำนวณ ROI จะทราบว่าเหมาะไหมที่จะจ้าง) งานที่ได้จะมีคุณภาพแค่นี้ก็ได้เปรียบคู่แข่งไปขั้นหนึ่งแล้วครับ
และสำหรับตัวเว็บหรือระบบเป็นแค่เพียงช่องทางเท่านั้น แต่จุดสำคัญอยู่ที่เราประยุกต์ระบบของเราให้เข้ากับโมเดลธุรกิจของตลาดที่เราอยู่ได้อย่างไร ผมว่านี้เป็นโจทย์สำคัญเลยครับ
อ้างถึงจาก: Twenty-One ใน 23 มกราคม 2014, 12:14:16
จริงครับ การตลาดนี้สำคัญมากในทุกธุรกิจ
ใช่ครับ การตลาดในทุกธุรกิจสำคัญจริงๆ
ประเทศไทยน่าจะให้ความสำคัญทางด้าน IT มากกว่านี้นะครับ :wanwan003:
อ้างถึงจาก: dekmorbuu ใน 23 มกราคม 2014, 12:06:41
ระบบเว็บไซต์" ที่มั่นใจว่า "ไม่เหมือนใครในโลก"
ผมว่าข้อนี้ ขายมันซะ ขายไปเลยยิ่งทำยิ่งไม่ได้อะไรเลย
เพราะมันไม่ใช่หรอที่ทำให้คุณเป็นแบบนี้
ผมว่าระบบคุณอาจจะมีปัญหา เพราะคุณติดว่า มันไม่เหมือนใครในโลก :wanwan009:
เห็นด้วยครับ ถ้ามัวแต่ยึดติดกับข้อดีเดียว เราก็จะไม่เห็นข้อดีอื่นของเราครับ
ช่วงนี้ต้องทนๆไปก่อนแหละค่ะ
ตอบข้อสองให้ได้ข้อเดียวครับ
2. ผมมี "ระบบเว็บไซต์" ที่มั่นใจว่า "ไม่เหมือนใครในโลก" ผมควรจะหา "แหล่งเงินทุน" ได้ที่ไหน?
สำหรับผมคำตอบคือ
1. กู้ธนาคาร โดยจะต้องเขียนแผนธุรกิจขึ้นมา แล้วเอาไปกู้ครับ พูดก็ง่ายนะครับ เวลานี้แต่ทำคงจะลำบากครับ
2. หาคนร่วมทุนครับ ก็คงจะต้องมีแผนธุรกิจให้เค้าดูอีกนั่นแหละครับ
3. ขายโด๊ดโปรแกรม แต่ต้องระวังคนเอาซื้อเอาไปขายต่ออีก อาจจะต้องเข้ารหัสอะไรพวกนี้
เอาใจช่วยนะครับ เพราะมีบางอย่างคล้ายๆผมเหมือนกัน
:wanwan017:
1. ปล่อยบ้านให้เค้าเช่าไปครับ
2. รีไฟแนนหนี้ครับ
3. ทำธุรกิจอย่างอื่นเสริมครับ ขายอาหารก็ได้ครับ ยังไงก็อยู่รอด ถึงจะได้น้อยหน่อย
4. ลดปริมาณรายจ่ายให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจจะต้องปลดพนักงาน
คิดออกแค่นี้แหละครับ
ข้อ 2 ลองมองๆ พวก crowd funding
วงการนี้ต้องทำสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีมันไปเร็ว มาเร็ว
หรือไม่ เราก็ต้องทำเหมือนอย่างที่คนอื่นมันทำกับเราบ้าง......
บางทีก็เป็นโอกาสของคนที่กล้าเสี่ยงนะครัช คนส่วนใหญ่เริ่มถอยกัน :wanwan044: :wanwan044:
ถ้าคิดว่าระบบเจ๋งจริงหาเงินทุนในเวบนี้แหละครับ วงการเดี๋ยวกันคุยกันรู้เรื่อง พรีเซนต์ดีๆคนสนใจเยอะแยะแน่ๆ
น่าเศร้าใจครับ
กระทู้นี้ได้ความรู้มากครับ
ขอบคุณมากครับ
หารายได้ทางอื่นเพิ่มหลายๆ ทาง เช่น ทำ e-commerce , ขายโค้ดร้านค้าออนไลน์, รับออกแบบตกแต่งเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์, หารายได้แบบ offline เปิดอะไรขายหน้าบริษัท หรือให้คนอื่นเช่าพื้นที่หน้าบริษัท ปัจจุบันคนขายออนไลน์มากขึ้น แต่คนทำโค้ด ให้บริการตกแต่ง และ ฯลน มีน้อย ลองๆ รับบริการดูนะครับ เอาใจช่วย สู้สุดชีวิต ต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน
เอาใจช่วยอีกแรง ครับ
เอาใจช่วยครับ สู้ๆ :wanwan004:
ได้ข้อคิดนะครับ ว่าเวลาทำธุรกิจ ไม่ควรสร้างรายจ่ายเยอะและเกินตัว เพราะธุรกิจมีวันล้ม ไม่มีอะไรจีรัง ยกเว้นหนี้สินครับ เพราะงั้นเราควรรู้กำลังและความพอดี ที่จะจ่ายหนี้ ไม่งั้นก็เครียด ไม่ก็หนีหนี้มันทั้งชาติไป
เป็นกำลังใจให้นะครับ ผมเข้าใจหัวอกของคนทำธุรกิจจริงๆครับ :wanwan003: