ตัวไหนปรับแต่ง ได้ง่ายกว่ากัน
และ มีประสิทธิภาพที่ดีกว่ากันคับ
ขอรายละเอียดหน่อยคับ
Drupal ไม่เคยเล่นครับ ใช้แต่ Joomla เลยบอกได้แค่ Joomla ข้อดีคือ
คนใช้เยอะ เวลาติดปัญหาเลยมักมีคนตอบไว้อยู่แล้ว
ส่วนเสริมเยอะมาก
น่าจะเป็น Drupal กับ Wordpress มากกว่านะครับถึงจะถูกคู่
Wordpress เริ่มต้นง่ายกว่าครับ
Drupal ให้เลิกคิดเลยครับ
ใช้Joomlaดีกว่า :wanwan003:
เพราะDrupalเขาว่าดี แต่ใช้ยากมากกกก... :wanwan010: เคยลองมาแล้ว เสียเวลาเปล่าๆครับ
อ้างถึงจาก: danisthai ใน 06 มีนาคม 2012, 19:38:05
Drupal ให้เลิกคิดเลยครับ
ใช้Joomlaดีกว่า :wanwan003:
เพราะDrupalเขาว่าดี แต่ใช้ยากมากกกก... :wanwan010: เคยลองมาแล้ว เสียเวลาเปล่าๆครับ
ตามนั้น :wanwan016: Confirm!!
ติดปัญหาเรื่องจูมล่าก็โทรมาถามผมได้ครับ
...แต่เรื่อง drupal ...ผมจะถามใคร
Drupal ก็เด่นเรื่องความปลอดภัยเหมือนกันครับ
แต่ใช้ยากมากๆ
drupal จะเหมาะกับนักพัฒนาที่มีองค์ความรู้มาพอสมควรแล้วครับ
ยังไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่จะใช้
สรุปว่า Joomla เหมาะสมที่สุดแล้วครับ
สังเกตง่ายๆ จากแผงหนังสือหมวดคอมฯ
และเว็บไซต์ IT ต่างๆ จะมีข้ออมูลการใช้งานและกระทู้สอบถามต่างๆ ของ Joomla เยอะกว่า
:wanwan017:
Joomla คนใช้เยอะมากกกกกกกกกกกกกก
หาข้อมูลได้เยอะดี
:wanwan019: :wanwan019: :wanwan019:
Joomla แน่นอน
Drupal ใช้ยากกว่าเยอะ :wanwan017:
ผมชอบ Joomla ครับ
ชอบ Joomla ลูกเล่นเยอะดี :wanwan012:
ตามความเห็นส่วนตัวผมนะ
อาจจะเอียงไปทาง Joomla บ้างเพราะผมถนัด Joomla มากกว่า Drupal ถ้าเรื่องใหนที่ไม่ถูกต้องขอให้ท่านที่เก่ง Drupal ช่วยอธิบายให้กระจ่างแจ้งด้วย
Joomla 2.5 เทียบกับ Drupal 7
เรื่อง Menu
Drupal ใช้ menu แบบธรรมดา ไม่มี menu option เพิ่ม อยากไ้ด้ option เพิ่มใส่ path เพิ่มเอา
Joomla เป็นแบบ Menu Item Type เลือก Menu Item Type แล้วมี option เพิ่ม
ตัวอย่างระบบร้านหนังสือ
ถ้าใช้ Drupal ตรง path ใส่
bookstore\bookstype\34 แสดงประเภทหนังสือ id 34
bookstore\bookstype\34\1 แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1
bookstore\bookstype\34\1\ฺB แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1 และ แสดงราคาเป็นเงินบาท
bookstore\bookstype\34\1\ฺB\3 แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1 และ แสดงราคาเป็นเงินบาท และ แสดงจำนวน 3 เล่มต่อ 1 แถว
ถ้าอยากให้ปรับแต่งเพิ่มได้ ก็เพิ่ม path option ไปเรื่อย ๆ ถ้ามันมี option เป็นสิบละ
bookstore\bookstype\34\1\ฺB\3\14\blue\top\left\234\ คุณรู้หรือไม่มันหมายถึง อะไร ?
ถ้าใช้ Joomla ละ
คุณก็แค่เลือก Menu Item Type ของ bookstore และเลือก bookstype กดเลือกเสร็จแล้ว จะมี menu option เพิ่มด้านขวา
มีคำอธิยายให้พร้อม user friendly มาก ๆ ไม่ต้องมากนั้งจำนั้งจด path option แบบ Drupal
จุดนี้ Joomla ชนะ
ลองมาทั้งคู่ เริ่มต้นเล่น จูมล่าก่อนครับ คืนเล่น ดรูปัล งงเป็นไก่ตาแตกแน่
แต่ถ้าเอาความนิ่ง เสถียร ปลอดภัย ดรูปัล น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
ถ้ามือใหม่ สองตัวนี้ joomla ดีกว่าครับ
drupal สำหรับเทพเท่านั้น :D
มือใหม่ตาเหลือกแน่
joomla ใช้ง่าย และมีคนใช้เยอะกว่าเวลามีปัญหาก็หาคนช่วยได้ครับ แก้ tem ก็ง่าย การเขียน css ไม่ได้proมาก คนที่พอเป็น css ก็ใช้ได้แล้วครับ ผมคิดว่าน่าใช้ครับ
อ้างถึงจาก: smapan ใน 06 มีนาคม 2012, 20:00:22
ติดปัญหาเรื่องจูมล่าก็โทรมาถามผมได้ครับ
...แต่เรื่อง drupal ...ผมจะถามใคร
:wanwan016: :wanwan003:
drupal ถ้าไม่คิดว่าตัวเองความรู้แน่นจริง และมีเวลา ไม่แนะนำให้แตะเลย กว่าเว็บจะลงตัวสำหรับมือใหม่ผมว่าหลักอาทิตย์ หลักเดือนแน่ๆ
ถ้าเป็น joomla หรือ wordpress วันเดียวก็เห็นฝั่งฝันแล้ว ง่ายกว่ากันคนละเรื่องเลย
Joomla ครับ มือใหม่ แนะนำตัวนี้แหละ
ใช้ทำเว็บแนวไหนครับ จะได้แนะนำถูก
่joomla ก็ใช้ง่าย
อ้างถึงจาก: SpiderManKing ใน 06 มีนาคม 2012, 21:24:15
ตามความเห็นส่วนตัวผมนะ
อาจจะเอียงไปทาง Joomla บ้างเพราะผมถนัด Joomla มากกว่า Drupal ถ้าเรื่องใหนที่ไม่ถูกต้องขอให้ท่านที่เก่ง Drupal ช่วยอธิบายให้กระจ่างแจ้งด้วย
Joomla 2.5 เทียบกับ Drupal 7
เรื่อง Menu
Drupal ใช้ menu แบบธรรมดา ไม่มี menu option เพิ่ม อยากไ้ด้ option เพิ่มใส่ path เพิ่มเอา
Joomla เป็นแบบ Menu Item Type เลือก Menu Item Type แล้วมี option เพิ่ม
ตัวอย่างระบบร้านหนังสือ
ถ้าใช้ Drupal ตรง path ใส่
bookstore\bookstype\34 แสดงประเภทหนังสือ id 34
bookstore\bookstype\34\1 แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1
bookstore\bookstype\34\1\ฺB แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1 และ แสดงราคาเป็นเงินบาท
bookstore\bookstype\34\1\ฺB\3 แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1 และ แสดงราคาเป็นเงินบาท และ แสดงจำนวน 3 เล่มต่อ 1 แถว
ถ้าอยากให้ปรับแต่งเพิ่มได้ ก็เพิ่ม path option ไปเรื่อย ๆ ถ้ามันมี option เป็นสิบละ
bookstore\bookstype\34\1\ฺB\3\14\blue\top\left\234\ คุณรู้หรือไม่มันหมายถึง อะไร ?
ถ้าใช้ Joomla ละ
คุณก็แค่เลือก Menu Item Type ของ bookstore และเลือก bookstype กดเลือกเสร็จแล้ว จะมี menu option เพิ่มด้านขวา
มีคำอธิยายให้พร้อม user friendly มาก ๆ ไม่ต้องมากนั้งจำนั้งจด path option แบบ Drupal
จุดนี้ Joomla ชนะ
ออกตัวก่อนนะครับไม่ได้เก่งดรูปัล
ส่วน Joomla ผมก็ใช้อยู่ครับ ง่ายดี ^__^
ตัวอย่างระบบร้านหนังสือ
path ลึกแค่นี้ก็พอครับ ใช้ Taxonomy
/ร้านหนังสือ/ประเภทหนังสือ หรือ
/ร้านหนังสือ/34 หรือ
/สำนักพิมพ์/ประเภทหนังสือ หรือ
/สำนักพิมพ์ หรือ
/ประเภทหนังสือ
แสดงประเภทหนังสือ id 34
ส่วน layout จะจัดแบบ table , grid หรืออื่นๆ จะแสดง กี่เล่มต่อแถว ก็ได้ครับ ใช้ Views
ใช้ Content type แยกประเภทหนังสือ ก็ได้
เมื่อคลิกดูหนังสือแต่ละเล่ม path
/node/1 หรือ
/node/[nid] หรือ
/ประเภทหนังสือ/ชื่อหนังสือ หรือ
/คอมพิวเตอร์/ความลับของไทยเสียว
แล้วแต่เราจะตั้ง
เรื่อง path ก็มี URL aliases กับ Path Auto ช่วยครับ
เรื่องความสะดวกในการจัดการเมนู ก็อยู่ในระดับใช้ได้นะครับ
ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึปล่าวนะครับ เดี๋ยวรอผู้รู้ท่านอื่นมาตอบอีกที
joomla ครับ ผมเคยงม Drupal กดไปเป็นเดือน :P
ถ้าผมจัดลำดับความสำคัญ
wordpress > drupal > joomla
แต่ถ้าระดับโลกก็ตามนี้
wordpress > joomla > drupal
อิงจาก http://trends.builtwith.com/cms
ผมว่าอันไหนที่นิยมแนะนำใช้อันนั้นเถอะ เพราะใช้ง่ายกว่า เร็วกว่า ทำได้มากกว่า
และที่สำคัญ ทำเงินได้มากกว่าครับ
ขอบคุณครับ
อ้างถึงจาก: loner ใน 07 มีนาคม 2012, 02:52:57
ใช้ทำเว็บแนวไหนครับ จะได้แนะนำถูก
่joomla ก็ใช้ง่าย
อ้างถึงจาก: SpiderManKing ใน 06 มีนาคม 2012, 21:24:15
ตามความเห็นส่วนตัวผมนะ
อาจจะเอียงไปทาง Joomla บ้างเพราะผมถนัด Joomla มากกว่า Drupal ถ้าเรื่องใหนที่ไม่ถูกต้องขอให้ท่านที่เก่ง Drupal ช่วยอธิบายให้กระจ่างแจ้งด้วย
Joomla 2.5 เทียบกับ Drupal 7
เรื่อง Menu
Drupal ใช้ menu แบบธรรมดา ไม่มี menu option เพิ่ม อยากไ้ด้ option เพิ่มใส่ path เพิ่มเอา
Joomla เป็นแบบ Menu Item Type เลือก Menu Item Type แล้วมี option เพิ่ม
ตัวอย่างระบบร้านหนังสือ
ถ้าใช้ Drupal ตรง path ใส่
bookstore\bookstype\34 แสดงประเภทหนังสือ id 34
bookstore\bookstype\34\1 แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1
bookstore\bookstype\34\1\ฺB แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1 และ แสดงราคาเป็นเงินบาท
bookstore\bookstype\34\1\ฺB\3 แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1 และ แสดงราคาเป็นเงินบาท และ แสดงจำนวน 3 เล่มต่อ 1 แถว
ถ้าอยากให้ปรับแต่งเพิ่มได้ ก็เพิ่ม path option ไปเรื่อย ๆ ถ้ามันมี option เป็นสิบละ
bookstore\bookstype\34\1\ฺB\3\14\blue\top\left\234\ คุณรู้หรือไม่มันหมายถึง อะไร ?
ถ้าใช้ Joomla ละ
คุณก็แค่เลือก Menu Item Type ของ bookstore และเลือก bookstype กดเลือกเสร็จแล้ว จะมี menu option เพิ่มด้านขวา
มีคำอธิยายให้พร้อม user friendly มาก ๆ ไม่ต้องมากนั้งจำนั้งจด path option แบบ Drupal
จุดนี้ Joomla ชนะ
ออกตัวก่อนนะครับไม่ได้เก่งดรูปัล
ส่วน Joomla ผมก็ใช้อยู่ครับ ง่ายดี ^__^
ตัวอย่างระบบร้านหนังสือ
path ลึกแค่นี้ก็พอครับ ใช้ Taxonomy
/ร้านหนังสือ/ประเภทหนังสือ หรือ
/ร้านหนังสือ/34 หรือ
/สำนักพิมพ์/ประเภทหนังสือ หรือ
/สำนักพิมพ์ หรือ
/ประเภทหนังสือ
แสดงประเภทหนังสือ id 34
ส่วน layout จะจัดแบบ table , grid หรืออื่นๆ จะแสดง กี่เล่มต่อแถว ก็ได้ครับ ใช้ Views
ใช้ Content type แยกประเภทหนังสือ ก็ได้
เมื่อคลิกดูหนังสือแต่ละเล่ม path
/node/1 หรือ
/node/[nid] หรือ
/ประเภทหนังสือ/ชื่อหนังสือ หรือ
/คอมพิวเตอร์/ความลับของไทยเสียว
แล้วแต่เราจะตั้ง
เรื่อง path ก็มี URL aliases กับ Path Auto ช่วยครับ
เรื่องความสะดวกในการจัดการเมนู ก็อยู่ในระดับใช้ได้นะครับ
ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึปล่าวนะครับ เดี๋ยวรอผู้รู้ท่านอื่นมาตอบอีกที
drupal มันต้องวางแผนเยอะหน่อย ใช้ง่ายในระยะยาว :)
ถ้าเรื่องการใช้งานเฉยๆ ไม่ใช่การแต่ง theme, ทำ plugin อะไร drupal ก็ไม่ได้ใช้ยากขนาดนั้น
drupal ปลั๊กอินฟรีน้อยกว่าอ่ะ :P
ผมสาย joomla ครับ :-[
Drupal เป็นระบบที่ชวนให้เกิดความโลภครับ ถ้าเราไม่ได้วางแผนและเชี่ยวชาญในการใช้โมดูลนั้นๆแต่แรกแล้ว เราจะรู้สึกอยากเปลี่ยนรูปแบบเว็บไปเรื่อยๆ เพราะระบบของ drupal มันเอื้อต่อตรงนี้ มันทำให้เราอยากทำตรงโน้นตรงนี้เพิ่ม
สำหรับคนที่จะเริ่มต้น ถ้าเราเริ่มต้นจากตรงนี้จะไม่มีปัญหาครับ เรียนรู้กันได้
ผมติดใจ drupal เพราะความหลากหลายของมันนี่หละครับ เพราะ cck และ views ช่วยให้เราสร้างเว็บได้ไม่จำกัด
แต่ถ้าอยากคุยกับคนไทยเวลามีปัญหาก็ Joomla ครับ
หาคำตอบพอดีเลยครับ
อ้างถึงจาก: ก้ามปู ใน 16 มีนาคม 2012, 07:34:29
Drupal เป็นระบบที่ชวนให้เกิดความโลภครับ ถ้าเราไม่ได้วางแผนและเชี่ยวชาญในการใช้โมดูลนั้นๆแต่แรกแล้ว เราจะรู้สึกอยากเปลี่ยนรูปแบบเว็บไปเรื่อยๆ เพราะระบบของ drupal มันเอื้อต่อตรงนี้ มันทำให้เราอยากทำตรงโน้นตรงนี้เพิ่ม
สำหรับคนที่จะเริ่มต้น ถ้าเราเริ่มต้นจากตรงนี้จะไม่มีปัญหาครับ เรียนรู้กันได้
ผมติดใจ drupal เพราะความหลากหลายของมันนี่หละครับ เพราะ cck และ views ช่วยให้เราสร้างเว็บได้ไม่จำกัด
แต่ถ้าอยากคุยกับคนไทยเวลามีปัญหาก็ Joomla ครับ
ไม่ทราบว่าถ้าจะ เก่งจนใช้งานคล่องแบบคุณก้ามปู ต้องศึกษาอะไรบ้างครับ เน้นโปรแกรมมากรึเปล่าครับ
ผมก็อยากจะใช้งาน drupal คล่องๆแบบนี้บ้างครับ ติดตรงที่ไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลหรือศึกษาจากจุดไหนก่อนครับ :P
อ้างถึงจาก: smapan ใน 16 มีนาคม 2012, 08:40:54
อ้างถึงจาก: ก้ามปู ใน 16 มีนาคม 2012, 07:34:29
Drupal เป็นระบบที่ชวนให้เกิดความโลภครับ ถ้าเราไม่ได้วางแผนและเชี่ยวชาญในการใช้โมดูลนั้นๆแต่แรกแล้ว เราจะรู้สึกอยากเปลี่ยนรูปแบบเว็บไปเรื่อยๆ เพราะระบบของ drupal มันเอื้อต่อตรงนี้ มันทำให้เราอยากทำตรงโน้นตรงนี้เพิ่ม
สำหรับคนที่จะเริ่มต้น ถ้าเราเริ่มต้นจากตรงนี้จะไม่มีปัญหาครับ เรียนรู้กันได้
ผมติดใจ drupal เพราะความหลากหลายของมันนี่หละครับ เพราะ cck และ views ช่วยให้เราสร้างเว็บได้ไม่จำกัด
แต่ถ้าอยากคุยกับคนไทยเวลามีปัญหาก็ Joomla ครับ
ไม่ทราบว่าถ้าจะ เก่งจนใช้งานคล่องแบบคุณก้ามปู ต้องศึกษาอะไรบ้างครับ เน้นโปรแกรมมากรึเปล่าครับ
ผมก็อยากจะใช้งาน drupal คล่องๆแบบนี้บ้างครับ ติดตรงที่ไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลหรือศึกษาจากจุดไหนก่อนครับ :P
ผมก็มั่วๆครูพักลักจำเหมือนกันครับพี่
ไอ้ตัว drupal ใช้แบบไม่ต้อง programming เลยก็ได้ครับ (ถ้าพอเขียนเป็นนี่จะแจ่ม)
แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของมันก่อน ยิ่งตอนนี้ v7 นี่ผมว่าแจ่มเลย
ใครที่ใช้รุ่นเก่าๆแล้วไม่เป็นนี่น่าลองเลย ลองงมๆ จากโมดูลพื้นฐานนี่หละครับให้เข้าใจก่อน
แต่ที่ผมชอบนะจากตัวนี้แล้วติดคือระบบ
cck, view, content template และ block
เอาแค่นี้ผมก็แฮปปี้แล้วครับ ถ้าไม่เชื่อต้องลงพิสูจน์
แต่ข้อเสียที่ผมเจอก็เรื่อง theme นี่แหละครับ หาสวยๆไม่ได้เลย ต้องมานั่งทำเอง แล้วก็เละทุกที แย่กว่าเก่าอีก 555
ปล. ที่ไม่ใช้ Joomla เพราะรู้สึกไม่ถูกโฉลกกันเท่าไหร่ เข้าแล้วหาทางไปไม่เจอ
อ้างถึงจาก: ก้ามปู ใน 16 มีนาคม 2012, 10:35:09
อ้างถึงจาก: smapan ใน 16 มีนาคม 2012, 08:40:54
อ้างถึงจาก: ก้ามปู ใน 16 มีนาคม 2012, 07:34:29
Drupal เป็นระบบที่ชวนให้เกิดความโลภครับ ถ้าเราไม่ได้วางแผนและเชี่ยวชาญในการใช้โมดูลนั้นๆแต่แรกแล้ว เราจะรู้สึกอยากเปลี่ยนรูปแบบเว็บไปเรื่อยๆ เพราะระบบของ drupal มันเอื้อต่อตรงนี้ มันทำให้เราอยากทำตรงโน้นตรงนี้เพิ่ม
สำหรับคนที่จะเริ่มต้น ถ้าเราเริ่มต้นจากตรงนี้จะไม่มีปัญหาครับ เรียนรู้กันได้
ผมติดใจ drupal เพราะความหลากหลายของมันนี่หละครับ เพราะ cck และ views ช่วยให้เราสร้างเว็บได้ไม่จำกัด
แต่ถ้าอยากคุยกับคนไทยเวลามีปัญหาก็ Joomla ครับ
ไม่ทราบว่าถ้าจะ เก่งจนใช้งานคล่องแบบคุณก้ามปู ต้องศึกษาอะไรบ้างครับ เน้นโปรแกรมมากรึเปล่าครับ
ผมก็อยากจะใช้งาน drupal คล่องๆแบบนี้บ้างครับ ติดตรงที่ไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลหรือศึกษาจากจุดไหนก่อนครับ :P
ผมก็มั่วๆครูพักลักจำเหมือนกันครับพี่
ไอ้ตัว drupal ใช้แบบไม่ต้อง programming เลยก็ได้ครับ (ถ้าพอเขียนเป็นนี่จะแจ่ม)
แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของมันก่อน ยิ่งตอนนี้ v7 นี่ผมว่าแจ่มเลย
ใครที่ใช้รุ่นเก่าๆแล้วไม่เป็นนี่น่าลองเลย ลองงมๆ จากโมดูลพื้นฐานนี่หละครับให้เข้าใจก่อน
แต่ที่ผมชอบนะจากตัวนี้แล้วติดคือระบบ
cck, view, content template และ block
เอาแค่นี้ผมก็แฮปปี้แล้วครับ ถ้าไม่เชื่อต้องลงพิสูจน์
แต่ข้อเสียที่ผมเจอก็เรื่อง theme นี่แหละครับ หาสวยๆไม่ได้เลย ต้องมานั่งทำเอง แล้วก็เละทุกที แย่กว่าเก่าอีก 555
ปล. ที่ไม่ใช้ Joomla เพราะรู้สึกไม่ถูกโฉลกกันเท่าไหร่ เข้าแล้วหาทางไปไม่เจอ
ผมก็ใช้ drupal แบบไม่ได้เขียนโค้ดเองเลย ใช้ติดตั้ง modules + เขียน css ทับธีม เท่านี้ก็แจ่มแล้ว :wanwan020:
ผมก็ joomla ครับ
สำหรับผู้เริ่มต้น joomla ค่ะ
สำหรับ developer ก็ต้องเป็น drupal ค่ะ
อ้างถึงจาก: ก้ามปู ใน 16 มีนาคม 2012, 10:35:09
อ้างถึงจาก: smapan ใน 16 มีนาคม 2012, 08:40:54
อ้างถึงจาก: ก้ามปู ใน 16 มีนาคม 2012, 07:34:29
Drupal เป็นระบบที่ชวนให้เกิดความโลภครับ ถ้าเราไม่ได้วางแผนและเชี่ยวชาญในการใช้โมดูลนั้นๆแต่แรกแล้ว เราจะรู้สึกอยากเปลี่ยนรูปแบบเว็บไปเรื่อยๆ เพราะระบบของ drupal มันเอื้อต่อตรงนี้ มันทำให้เราอยากทำตรงโน้นตรงนี้เพิ่ม
สำหรับคนที่จะเริ่มต้น ถ้าเราเริ่มต้นจากตรงนี้จะไม่มีปัญหาครับ เรียนรู้กันได้
ผมติดใจ drupal เพราะความหลากหลายของมันนี่หละครับ เพราะ cck และ views ช่วยให้เราสร้างเว็บได้ไม่จำกัด
แต่ถ้าอยากคุยกับคนไทยเวลามีปัญหาก็ Joomla ครับ
ไม่ทราบว่าถ้าจะ เก่งจนใช้งานคล่องแบบคุณก้ามปู ต้องศึกษาอะไรบ้างครับ เน้นโปรแกรมมากรึเปล่าครับ
ผมก็อยากจะใช้งาน drupal คล่องๆแบบนี้บ้างครับ ติดตรงที่ไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลหรือศึกษาจากจุดไหนก่อนครับ :P
ผมก็มั่วๆครูพักลักจำเหมือนกันครับพี่
ไอ้ตัว drupal ใช้แบบไม่ต้อง programming เลยก็ได้ครับ (ถ้าพอเขียนเป็นนี่จะแจ่ม)
แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของมันก่อน ยิ่งตอนนี้ v7 นี่ผมว่าแจ่มเลย
ใครที่ใช้รุ่นเก่าๆแล้วไม่เป็นนี่น่าลองเลย ลองงมๆ จากโมดูลพื้นฐานนี่หละครับให้เข้าใจก่อน
แต่ที่ผมชอบนะจากตัวนี้แล้วติดคือระบบ
cck, view, content template และ block
เอาแค่นี้ผมก็แฮปปี้แล้วครับ ถ้าไม่เชื่อต้องลงพิสูจน์
แต่ข้อเสียที่ผมเจอก็เรื่อง theme นี่แหละครับ หาสวยๆไม่ได้เลย ต้องมานั่งทำเอง แล้วก็เละทุกที แย่กว่าเก่าอีก 555
ปล. ที่ไม่ใช้ Joomla เพราะรู้สึกไม่ถูกโฉลกกันเท่าไหร่ เข้าแล้วหาทางไปไม่เจอ
ถ้าจะใช้ joomla มีปัญหาก็ลองมาถามได้ครับ เผื่อผมพอจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่อย่าขอให้ทำให้หมดนะครับ ตอนนี้ไม่ไหวจริงๆครับ
แนะนำ Joomla และ Wordpress นะครับ เนื่องจากคนไทยใช้เยอะ หาข้อมูลได้ง่ายมาก
จริงๆแล้วทั้งสองตัวนี้ก็สามารถปรับแต่งให้เป็นเว็บรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมากมาย
ขึ้นอยู่กับทักษะของเราครับ
ส่วน Drupal นั้นเป็น CMS ที่เยี่ยมมาก แต่คนไทยยังใช้ไม่เยอะเมื่อเทียบกับ 2 ตัวแรก
หลายคนมองว่า Drupal ใช้ยากมาก เมื่อก่อนคงใช่ แต่ตอนนี้มันใช้ง่ายกว่าเดิมเยอะแล้วนะครับ
เขาได้ปรับปรุงหลังบ้านยกใหญ่มาระยะนึงแล้ว ว่างๆก็ลองดูกันได้นะ
แนะนำ Joomla กับ Wordpress ครับ ดีที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะง่ายต่อความเข้าใจมากๆ ครับ
ส่วน Drupal เป็นที่นิยมในต่างประเทศนะครับ แต่ในประเทศค่อยไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ ^^
ใช้เป็นแต่ wordpress มี theme มี plugin เยอะดี ใช้ง่ายด้วย :wanwan011:
Wordpress ใช้ง่ายแล้วเหมาะกับการทำ SEO ที่สุด แรงที่สุดใน 3 โลก แต่ถ้าเว็บใหญ่หน่อยอาจล่มได้ครับ
ส่วน joomla นี่การใช้งานก็ไม่ยากเกินไป แต่ถ้าใช้แรกๆ อาจมีมึนเค้าให้ function มาเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ต้องติด plugin เพิ่มอยู่ดี แล้วที่เรามองว่า joomla ฟรีนั้นจริงครับ แต่เฉพาะตัว joomla เองเท่านั้น อย่างอื่นใช้ได้ซักพักถ้าคนใช้กันเยอะก็จะเริ่มเก็บตัง ถามอะไรก็จะบอกว่าให้หาเอาเอง ส่วนที่ไม่ดีที่สุดของ joomla คือ update อะครับ ไม่มี auto และไม่บอกว่าเวอร์ชั่นที่เรากำลังใช้อยู่มันล้าสมัยแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เปลี่ยนเป็น V2 นี่มี auto รึยังไม่เคยกลับไปใช้เลย
Drupal ถ้าจะใช้จริง ต้องออกแรงเยอะครับ ขนาด rockettheme ยังเลิกทำ drupal theme ขายเลย เค้าบอกว่ามันใช้ 'Man Power' เยอะ แต่ขายได้น้อย ถ้าเป็นไปได้ อย่าใช้เลยครับมันเหนื่อย
wordpress ==> Joomla ==> Drupal
เรียงตามความง่ายครับ :P
http://drupal.in.th/
อ้างถึงจาก: Uball ใน 16 มีนาคม 2012, 17:29:30
Wordpress ใช้ง่ายแล้วเหมาะกับการทำ SEO ที่สุด แรงที่สุดใน 3 โลก แต่ถ้าเว็บใหญ่หน่อยอาจล่มได้ครับ
ส่วน joomla นี่การใช้งานก็ไม่ยากเกินไป แต่ถ้าใช้แรกๆ อาจมีมึนเค้าให้ function มาเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ต้องติด plugin เพิ่มอยู่ดี แล้วที่เรามองว่า joomla ฟรีนั้นจริงครับ แต่เฉพาะตัว joomla เองเท่านั้น อย่างอื่นใช้ได้ซักพักถ้าคนใช้กันเยอะก็จะเริ่มเก็บตัง ถามอะไรก็จะบอกว่าให้หาเอาเอง ส่วนที่ไม่ดีที่สุดของ joomla คือ update อะครับ ไม่มี auto และไม่บอกว่าเวอร์ชั่นที่เรากำลังใช้อยู่มันล้าสมัยแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เปลี่ยนเป็น V2 นี่มี auto รึยังไม่เคยกลับไปใช้เลย
Drupal ถ้าจะใช้จริง ต้องออกแรงเยอะครับ ขนาด rockettheme ยังเลิกทำ drupal theme ขายเลย เค้าบอกว่ามันใช้ 'Man Power' เยอะ แต่ขายได้น้อย ถ้าเป็นไปได้ อย่าใช้เลยครับมันเหนื่อย
joomla 2.5 auto update แล้วครับ :P
...โดนถล่มมานานเลยครับ ความสามารถนี้...
สำหรับผม แล้วแต่งานที่ทำครับ ปกติก็เล่น Joomla เป็นหลัก เว็บไซต์ทั่ว ๆ ไปผมก็แนะนำ Joomla หรือ Wordpress ครับเพราะความครบครันของ Core Function และเราปรับแต่งเพิ่มเติมได้ไม่ยาก
ถ้าเป็นงานเว็บไซต์ที่ต้องมีการใส่ Spec งานเฉพาะ หรือต้องเขียนฟังก์ชันเฉพาะทางเพิ่มเติม ผมมองว่า Drupal แหล่มกว่ามากครับ เพราะระบบ Modular Coding มันดีมาก ๆ :wanwan003:
แต่ Joomla 2.5 มันก็เริ่มโฆษณาว่าด้าน Developer ค่อนข้างง่ายกว่า 1.5 มากแล้ว :P กำลังนั่งเล่นอยู่เหมือนกัน
อ้างถึงจาก: loner ใน 07 มีนาคม 2012, 02:52:57
ใช้ทำเว็บแนวไหนครับ จะได้แนะนำถูก
่joomla ก็ใช้ง่าย
อ้างถึงจาก: SpiderManKing ใน 06 มีนาคม 2012, 21:24:15
ตามความเห็นส่วนตัวผมนะ
อาจจะเอียงไปทาง Joomla บ้างเพราะผมถนัด Joomla มากกว่า Drupal ถ้าเรื่องใหนที่ไม่ถูกต้องขอให้ท่านที่เก่ง Drupal ช่วยอธิบายให้กระจ่างแจ้งด้วย
Joomla 2.5 เทียบกับ Drupal 7
เรื่อง Menu
Drupal ใช้ menu แบบธรรมดา ไม่มี menu option เพิ่ม อยากไ้ด้ option เพิ่มใส่ path เพิ่มเอา
Joomla เป็นแบบ Menu Item Type เลือก Menu Item Type แล้วมี option เพิ่ม
ตัวอย่างระบบร้านหนังสือ
ถ้าใช้ Drupal ตรง path ใส่
bookstore\bookstype\34 แสดงประเภทหนังสือ id 34
bookstore\bookstype\34\1 แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1
bookstore\bookstype\34\1\ฺB แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1 และ แสดงราคาเป็นเงินบาท
bookstore\bookstype\34\1\ฺB\3 แสดงประเภทหนังสือ id 34 และเลือก layout ประเภทที่ 1 และ แสดงราคาเป็นเงินบาท และ แสดงจำนวน 3 เล่มต่อ 1 แถว
ถ้าอยากให้ปรับแต่งเพิ่มได้ ก็เพิ่ม path option ไปเรื่อย ๆ ถ้ามันมี option เป็นสิบละ
bookstore\bookstype\34\1\ฺB\3\14\blue\top\left\234\ คุณรู้หรือไม่มันหมายถึง อะไร ?
ถ้าใช้ Joomla ละ
คุณก็แค่เลือก Menu Item Type ของ bookstore และเลือก bookstype กดเลือกเสร็จแล้ว จะมี menu option เพิ่มด้านขวา
มีคำอธิยายให้พร้อม user friendly มาก ๆ ไม่ต้องมากนั้งจำนั้งจด path option แบบ Drupal
จุดนี้ Joomla ชนะ
ออกตัวก่อนนะครับไม่ได้เก่งดรูปัล
ส่วน Joomla ผมก็ใช้อยู่ครับ ง่ายดี ^__^
ตัวอย่างระบบร้านหนังสือ
path ลึกแค่นี้ก็พอครับ ใช้ Taxonomy
/ร้านหนังสือ/ประเภทหนังสือ หรือ
/ร้านหนังสือ/34 หรือ
/สำนักพิมพ์/ประเภทหนังสือ หรือ
/สำนักพิมพ์ หรือ
/ประเภทหนังสือ
แสดงประเภทหนังสือ id 34
ส่วน layout จะจัดแบบ table , grid หรืออื่นๆ จะแสดง กี่เล่มต่อแถว ก็ได้ครับ ใช้ Views
ใช้ Content type แยกประเภทหนังสือ ก็ได้
เมื่อคลิกดูหนังสือแต่ละเล่ม path
/node/1 หรือ
/node/[nid] หรือ
/ประเภทหนังสือ/ชื่อหนังสือ หรือ
/คอมพิวเตอร์/ความลับของไทยเสียว
แล้วแต่เราจะตั้ง
เรื่อง path ก็มี URL aliases กับ Path Auto ช่วยครับ
เรื่องความสะดวกในการจัดการเมนู ก็อยู่ในระดับใช้ได้นะครับ
ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึปล่าวนะครับ เดี๋ยวรอผู้รู้ท่านอื่นมาตอบอีกที
จะว่าไป cck ของ drupal ก็คล้ายกับ table เหมือนกัน
content type = table
แต่ละ field ของ content type เหมือนกับ แต่ละ field ของ table
งั้นหมายความว่าถ้าเรามี table books ก็สามารถแปลงเป็น content type books ได้นะซิ
จากนั้นเราสามารถใช้ view ดึงข้อมูล content type books ให้เป็น layout แบบ table , grid ก็ได้ไม่ต้องเขียน code สบายดีแท้
แต่มันจะ สบายจริง ๆ หรือ ?
แล้ว drupal จัดเก็บข้อมูลแบบ cck โดยวิธีแบบใหนละ ?
ตามไปดูที่ http://drupal.org/node/82661 (เป็นของ drupal 6 แต่ก็คล้าย ๆ กับ drupal 7 เพียงแต่ drupal 7 เปลี่ยนชื่อ table แต่หลักการคล้าย ๆ กันอยู่)
ถ้าเราต้องการสร้างระบบร้านหนังสือขึ้นมา เอาแบบเต็มสูบเลยนะมีอะไรครบ ๆ อย่างต่ำน่าจะ 200 table ขึ้น
ให้ทดลองสร้าง content type ชื่อว่า books จากนั้นเพิ่ม fields ดังนี้
-price (ราคา)
-page_number (จำนวนหน้า)
-author (ผู้เขึยน)
-publishing_house (สำนักพิมพ์)
-front_cover (ภาพหน้าปก)
-weigh (น้ำหนัก)
คราว ๆ นะ
จากนั้นลองเข้าที่ดูที่ฐานข้อมูล drupal
จะมี table เพิ่มขึ้นมาใหน ดังนี้
- field_data_field_price
- field_data_field_page_number
- field_data_field_author
- field_data_field_publishing_house
- field_data_field_front_cover
- field_data_field_weigh
- field_revision_field_price
- field_revision_field_page_number
- field_revision_field_anthor
- field_revision_field_publishing_house
- field_revision_field_front_cover
- field_revision_field_weigh
จะเห็นว่าถ้าเราเพิ่ม field ใน content type 1 field จะมี table เพิ่มขึ้นมา 2 table
ในที่นี้ content type ชื่อว่า books มี 6 field ก็จะมี table เพิ่มขึ้นมา 12 table
จะเห็นว่ามีข้อเสียดังนี้
1 จำนวน table ที่ต้องจัดการมากขึ้นหลายเท่า
ระบบร้านหนังสือมี 200 table สมมุติว่าเฉลี่ยแล้ว table ใหน มี 20 field เมื่อแปลงเป็น content type จะทำให้ในฐานข้อมูล drupal
มี table เพิ่มขึ้นมาเป็น 200 x 20 = 4,000 oh no !!! ใช่แล้ว 4,000 table
2 ช้า ช้า ช้า และ ช้า
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ query ข้อมูลช้าคือจำนวน record กับ จำนวน table ที่ต้อง join กัน
อย่างข้อมูล books ข้างบนถ้าเก็บเป็น table ปกติ ดึงข้อมูลจาก table แค่อันเดียว
แต่ ถ้าเป็น content type ต้อง join table อย่างน้อย 6 table ขึ้นไป ทีนี้ถ้าอยากได้สรุปยอดขายประจำวัน คิดว่าต้อง join เท่าไหร่ table กัน ?
A: งั้นก็ใช้ cache ซะซี
ฺB: การใช้ cache เหมาะสำหรับงานที่มีการเรียกดูข้อมูลบ่อย ๆ จากฐานข้อมูลนั้นที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลมากนัก เช่น อันดับหนังทำเงินประจำสัปดาห์ , อันดับเพลงประจำเดือน
ที่สำคัญส่วนใหญ่ใช้ กับหน้าเว็บหรือ front end ไม่ใช่ หลังบ้าน หรือ back end ถ้านำไปใช้กับ back end จะได้งงกันพอดิว่าข้อมูลนี้มันเป็นข้อมูล สด หรือ cache กันแน่ ?
ผมเห็นหนังสือ Packtpub.Drupal.7.Business.Solutions กับ Packtpub.Drupal.7.Development.by.Example.Beginners.Guide
ใช้ cck ทำเป็น web app ได้หลายระบบ เช่น นัดหมาย, หางาน, แจ้งเตือน แต่มันก็ไม่ใช่ระบบ full อะไรมากมายนัก เป็นแค่ระบบตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น
มันจะดีจริง ๆ หรือ? เมื่อคิดว่า 1 field ที่เพิ่มเข้าไปใน content type จะทำมี table เพิ่มอีก 2 table เสมอ
จากระบบร้านหนังสือออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลโดยใช้ table ปกติใช้ 200 table แต่เมื่อจัดเก็บแบบ cck ทำให้กลายไปเป็น 4,000 table
ถ้าทำเป็น web app ออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลโดยใช้ table ปกติไม่ดีกว่าหรือ ? ส่วน cck ใช้จัดเก็บข้อมูลพวกข่าวสารต่าง ๆ เอา
ก็อีกนั้นแหละ cck กับ view ใน drupal เป็นของคู่กัน และ module เกินครึ่งของ drupal เกี่ยวข้องกับ 2 ตัวนี้เสมอ ถ้าไม่เก็บข้อมูลโดยใช้ cck ก็จะทำให้ใช้ความสามารถของ drupal ได้ไม่เต็ม 100
อย่าง หนังสือสอนเขียน drupal module มันจะวนไปเวียนมากับ cck ตลอด
ผมเองก็อยากถามผู้รู้หน่อยถ้าทำระบบหนึ่ง มีจำนวน table เป็น 100 ขึ้นไป ถ้าใช้ drupal พัฒนาควรใช้แนวทางแบบใหนดี ?
joomla ครับง่ายดี
:wanwan019: :wanwan019:
่joomla สำหรับผู้เริ่มต้นค่ะ
http://xn--b4cay1d.xn--o3cw4h/
หน้าตาdrupal แบบเรียบง่ายครับ อิอิ
หลักๆเลย ถ้าภาษาอังกฤษเก่ง ลองเล่น drupal บ้างก็ดีนะครับ