เลิกซื้อที่ยอด ดอยที่เหว! เข้าใจจุดสมดุลราคา รู้ทัน Demand จริงก่อนตัดสินใจ

เริ่มโดย Traderbobo, 23 กุมภาพันธ์ 2026, 13:56:22

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

Traderbobo

เลิกซื้อที่ยอด ดอยที่เหว! เข้าใจจุดสมดุลราคา รู้ทัน Demand จริงก่อนตัดสินใจเข้าเทรด

ปัญหาคลาสสิกของเทรดเดอร์คือการไล่ราคาจนไปติดดอยที่จุดสูงสุด หรือตกใจขายทิ้งที่จุดต่ำสุดแล้วราคาก็เด้งใส่หน้า สาเหตุหลักมาจากการไม่เข้าใจ "จุดสมดุล" และการมองหาแรงซื้อขายที่แท้จริงไม่เจอ การเข้าเทรดโดยไม่รู้ว่าขณะนั้นตลาดกำลังอยู่ในสภาวะสมดุลหรือสูญเสียสมดุล คือการนำเงินไปเสี่ยงในจุดที่ไม่มีความได้เปรียบ บทความนี้จะสอนวิธีมองกลไกราคาเพื่อหยุดพฤติกรรมการเทรดตามอารมณ์ครับ

การวิเคราะห์ตลาดด้วยกฎ Demand & Supply จะช่วยให้เรามองเห็นโครงสร้างราคาที่แท้จริง โดยจุดสมดุล (Equilibrium) คือจุดที่แรงซื้อและแรงขายมาเจอกันในราคาที่เหมาะสม ทำให้ราคาเคลื่อนที่ออกไปด้านข้างเป็นแนวราบ (Sideway) แต่หัวใจสำคัญของการทำกำไรคือการรอให้เกิดภาวะ "ไม่สมดุล" (Imbalance) ซึ่งเป็นจุดที่ Demand หรือ Supply ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อ Demand จริงปรากฏขึ้น ราคาจะถูกผลักดันให้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงเนื่องจากสินค้ามีไม่พอกับความต้องการ เทรดเดอร์ที่เก่งจะไม่ออกออเดอร์ในขณะที่ราคาพุ่งไปสูงแล้ว (ยอดดอย) แต่จะรอให้ราคากลับลงมาทดสอบบริเวณที่เคยเกิดแรงซื้อหนาแน่นหรือจุดที่ราคาเริ่มพุ่งออกไปครั้งแรก การรู้ทัน Demand จริงหมายถึงการสังเกต "ความแรง" ของราคาที่พุ่งออกจากโซนสะสม

หากราคาพุ่งขึ้นด้วยแท่งเทียนขนาดใหญ่และรวดเร็ว แสดงว่ามีสถาบันการเงินหรือผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาเก็บของในราคานั้น การเข้าใจหลักการนี้จะช่วยให้เรากล้าเข้าซื้อในจุดที่ราคาย่อตัวลงมา (Retracement) ซึ่งเป็นจุดที่ปลอดภัยและมีระยะกำไรที่กว้างกว่า แทนที่จะวิ่งตามราคาไปจนติดดอย คุณจะเริ่มรอคอยในจุดที่ตลาดเฉลยแล้วว่ามีความต้องการซื้อที่แท้จริงรองรับอยู่

วิธีนี้จะเปลี่ยนจากพฤติกรรมการเทรดแบบไล่ราคา มาเป็นการเทรดแบบ "ดักรอ" ในจุดที่ราคาเสียสมดุล ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คุณไม่ต้องพบกับความล้มเหลวในการติดดอยหรือขายที่เหวอีกต่อไป

แนวคิดสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานในตลาด Forex

1. อุปสงค์และอุปทานคือแรงขับเคลื่อนราคา – ทุกการเคลื่อนไหวของราคา เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขาย เมื่อแรงไหนมากกว่า ราคาก็จะไปในทิศทางนั้นครับ
2. กฎของอุปสงค์และอุปทานทำงานในทุกตลาด – ไม่ว่าจะเป็นตลาด Forex หุ้น คริปโต หรือสินค้าโภคภัณฑ์ หลักการเดียวกันนี้ สามารถใช้ได้ทั้งหมด เพราะทุกตลาดมีผู้ซื้อและผู้ขายครับ
3. โซน Demand และ Supply เป็นจุดหักเหของราคา – พื้นที่ที่มีการซื้อขายหนาแน่นในอดีต มักจะกลายเป็นจุดที่ราคาอาจกลับตัวในอนาคต และอาจจะเป็นโอกาสในการเข้าเทรดครั้งต่อไปครับ
4. ต้องใช้ร่วมกับการวิเคราะห์อื่น ๆ – Demand Supply เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องดูร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น โครงสร้างตลาด และข่าวพื้นฐานด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชนะตลาด
5. การจัดการความเสี่ยงยังคงสำคัญ – ถึงแม้จะหาโซนที่ดีได้ แต่ราคาก็อาจทะลุโซนไปได้เช่นกัน ดังนั้น ควรมีการตั้ง Take Profit/Stop Loss และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

การเข้าใจหลัก Demand Supply จะทำให้คุณมองตลาดแบบมืออาชีพมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูกราฟเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลว่า ณ ระดับราคาไหนที่มีแรงซื้อหรือแรงขายสะสมอยู่ และเมื่อราคามาถึงจุดนั้น เราควรทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่แตกต่างระหว่างเทรดเดอร์มือใหม่กับเทรดเดอร์มืออาชีพครับ

Demand Supply ใช้ได้กับ Timeframe ไหนบ้าง?

Demand Supply สามารถใช้ได้กับทุก Timeframe ตั้งแต่ 1M (1 นาที) สำหรับ Scalping จนถึง Monthly (รายเดือน) สำหรับ Position Trading แต่โดยทั่วไปแล้ว Timeframe ที่ใหญ่กว่าจะให้โซนที่มีความแข็งแกร่งมากกว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้ Timeframe 1H, 4H และ Daily เป็นหลักในการระบุ Demand Supply Zone ที่สำคัญ จากนั้นจึงใช้ Timeframe ที่เล็กลง เช่น 15M หรือ 5M เพื่อหาจุดเข้าที่แม่นยำขึ้นครับ
คำแนะนำจากพี่โบ้: ถ้าคุณเป็นมือใหม่ เราแนะนำให้เริ่มจาก Timeframe 1H หรือ 4H ก่อน เพราะเป็น Timeframe ที่สมดุลที่สุด ไม่เร็วจนเกินไป ไม่ช้าเกินไป และโซนมีความน่าเชื่อถือพอสมควร

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://traderbobo.com/what-is-demand-and-supply/

*หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการชักชวนเพื่อลงทุนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน