อะไรคือ สิ่งที่มีความหมายในชีวิตของคุณ.... (journey)

เริ่มโดย journey, 12 กรกฎาคม 2007, 00:17:43

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

หมวยแว๊น

+1 ค่ะ

ขอบคุณนะคะบทความดีๆ อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย


deepsnows


pizad_sura

อ่านแล้วปลง ๆ 555+ เดือนนี้จะได้ซักกี่เหรียญก็ช่างมานเหอะ  ;D

หมวยแว๊น

พระคาถาป้องกันภัยสิบทิศ

เมื่อสวดคาถานี้ก็อาจสามารถป้องกันอันตรายจากสัตว์ป่านานาชนิด และภูตผีปีศาจทั้งหลายได้ ถ้าผู้ใดสวดเป็นประจำ ก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน และรอดพ้นจากภยันตรายทั้งหลาย จงตั้งใจสวดทุกเช้าทุกเย็น ก่อนออกจากบ้านไหนก็ตาม ถ้าสวดคาถานี้จะเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง มีโชคมีลาภและป้องกันอันตรายต่างๆ
 

  ลิขิตโดย  พระอาจารย์ฝั้น  อาจาโร

         บูระพารัสมิง พรพุทธะคุณัง บูรพารัสมิง พระธัมเมตัง บูรพารัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

          อาคะเนยรัสมิง พรพุทธะคุณัง อาคะเนยรัสมิง พระธัมเมตัง อาคะเนยรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

          ทักษิณรัสมิง พรพุทธะคุณัง ทักษิณรัสมิง พระธัมเมตัง ทักษิณรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

          หรดีรัสมิง พรพุทธะคุณัง หรดีรัสมิง พระธัมเมตัง หรดีรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

          ปัจจิมรัสมิง พรพุทธะคุณัง ปัจจิมรัสมิง พระธัมเมตัง ปัจจิมรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

          พายัพรัสมิง พรพุทธะคุณัง พายัพรัสมิง พระธัมเมตัง พายัพรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

          อุดรรัสมิง พรพุทธะคุณัง อุดรรัสมิง พระธัมเมตัง อุดรรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

          อิสานรัสมิง พรพุทธะคุณัง อิสานรัสมิง พระธัมเมตัง อิสานรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

          อากาศรัสมิง พรพุทธะคุณัง อากาศรัสมิง พระธัมเมตัง อากาศรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

          ปฐวีรัสมิง พรพุทธะคุณัง ปฐวีรัสมิง พระธัมเมตัง ปฐวีรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ


journey

หมื่นตากับคำพูดละลายหัวใจ




















ขอขอบคุณ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kawaka&month=08-2008&date=15&group=63&gblog=26

journey

ตอบคำถามคุณ  EthaiZone เมื่อหลายก่อนที่ถามเรื่องการใช้สรรพนามเรียกแทนชื่อ รวมไปถึงการใช้คำลงท้าย

ในหนังสือ มีศีลก่อนจะสาย เล่มนี้อธิบายไว้ดีมาก 
เขียนโดยคุณอัจฉราวดี วงศ์สกล เจ้าของร้านเพชรแบรนด์หรู เซนต์โทรเพร์ ไดมอนด์

ในเรื่องของการใช้สรรพนาม "คุณ พี่ รวมไปถึงโอกาสที่จะใช้คำลงท้าย จ๊ะ ค่ะ "
มีเนื้อหาส่วนนี้ไม่กี่หน้าไปอ่านเอาตามร้านหนังสือก็ได้...
เนื่องจากผู้เขียนเป็นคนที่ต้องเข้าสังคมดังนั้นจึงอธิบายเรื่องนี้ไว้ได้ดีทีเดียว 
อยู่ในหน้า 60- 70



win


journey



เขียนโดยคุณดังตฤณ

หนังสือเล่มนี้จะช่วยคุณทุกคน
ให้หลุดพ้นจากคำสาปแห่งกรรมเก่า
รับเอาพรประเสริฐแห่งกรรมใหม่
ด้วยความเข้าใจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
นับแต่รู้ตามจริงว่ารักแท้คืออะไร
ไปจนถึงการสร้างเสน่ห์
เพื่อดึงดูดคนที่ใช่
ตลอดจนรักษาเขาหรือเธอไว้
เพื่อรอวันจากไปอย่างงดงาม
และเพื่อตามไปพบกันใหม่
ในโลกที่คุณนึกว่าเป็นเพียงความฝัน!




"รักแท้มีจริง" เป็นหนังสือเรื่องใหม่ และนับเป็นหนังสือเล่มแรก ที่คุณดังตฤณ
เขียนเกี่ยวกับความรักโดยเฉพาะ โดยที่เนื้อหาทั้งหมดไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อน
และยังนับเป็นหนังสือเล่มแรกที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์น้องใหม่ - สำนักพิมพ์ฮาวฟาร์
ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่คุณดังตฤณและคณะก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตหนังสือคุณภาพ
โดยมีความมุ่งหวังสำคัญคือ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้น

หลายคนอาจเคยได้ยินวาทะของคุณดังตฤณที่กล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า
"รักแท้มีจริง แต่ที่จริงกว่าคือกิเลส"
หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้คุณผู้อ่านได้เห็นต่างไปอีกมุมหนึ่งว่า
แม้รักแท้จะไม่จริงเท่ากิเลส แต่ก็สูงส่งเหนือกิเลสได้
ขอเพียงคุณเข้าใจและรู้วิธีสร้างความรักที่เป็นอิสระจากราคะ
เพราะเมื่อเป็นอิสระจากราคะ รักนั้นก็ย่อมไม่พังเพราะราคะ

โจทย์ตั้งต้นคือ แล้วจะทำอย่างไร จึงจะสร้างรักอันทรงพลังและมีอายุยืนให้เกิดขึ้นได้?
และคำตอบ ก็คือเนื้อหาทั้งหมดที่คุณดังตฤณตั้งใจถ่ายทอดลงหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรให้คุณได้รู้บ้าง
ที่พอจะเป็นแนวทางให้คุณสร้างและวางรากฐานของ "รักแท้" ให้เกิดขึ้นได้จริงกับตนเอง?

เริ่มต้น คุณจะได้รู้... วิธีสร้างเสน่ห์ดึงดูดความสนใจ
เพื่อจะมีโอกาสเป็นผู้เลือกบ้าง ไม่ใช่เอาแต่เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งของใคร ๆ
และการสร้างเสน่ห์ในที่นี้ ก็ไม่ได้เน้นที่รูปกายซึ่งแข่งกันยาก แต่เน้นที่กระแสทางใจ
ซึ่งตกแต่งกันง่าย ไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือขี้ริ้วขี้เหร่มาจากไหนก็ตาม

คุณจะได้รู้... วิธีเลือกคนที่ใช่
เพื่อที่จะให้ความรักเกิดขึ้นเองจากความใช่
ไม่ใช่เอาแต่คาดหวังให้ความรักเกิดขึ้นโดยปราศจากพื้นฐานความเป็นจริงรองรับ

คุณจะได้รู้... วิธีรักษาความรัก
ไม่ใช่ปล่อยให้ความใช่อย่างเดียวทำหน้าที่ไปจนตาย
แต่ให้คุณเลี้ยงความรักเป็น เหมือนคนมือเย็นเลี้ยงต้นไม้รอดไปจนกว่าจะถึงอายุขัย

คุณจะได้รู้... วิธีจากกัน
เพราะไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย
ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ใครจะพยายามหลีกเลี่ยงด้วยวิธีใด ๆ
ต่อเมื่อเข้าใจคุณค่าและความหมายของการจากกัน
จึงเป็นการสร้างนิยามความรักได้อย่างสมบูรณ์แท้จริง

และคุณจะได้รู้... วิธียกระดับความรัก
อันเป็นบทศึกษาสำรองสำหรับคนที่ไม่อาจพบคู่รักด้วยวิธีใด ๆ
หรือพบแล้วแต่ปรารถนาความสุขขั้นสูงสุดที่เหนือรักเชิงชู้สาว

ในยุควัตถุนิยมแบบคนรุ่นใหม่ ที่แทบจะไม่มีใครรู้จักความหมายของรักแท้อีกต่อไป
มีแต่เพียง ราคะ ที่สวมหน้ากากมาทักทายในคราบของภาพฝันสวยหรู
จนหนุ่มสาวจำนวนนักต่อนัก ต้องบอบช้ำกับความฉาบฉวยเช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ทั้งที่ส่วนลึกยังโหยหา แต่ก็ไม่มีใครรู้ความหมาย ไม่มีใครเห็นวิธี...

"รักแท้มีจริง" ผลงานเล่มล่าสุดโดยคุณดังตฤณ
พร้อมรอให้คุณผู้อ่านได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง ผ่านร้านหนังสือซีเอ็ด บีทูเอส ร้านนายอินทร์
และร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศ ราคาเล่มละ 140 บาท

journey

หมื่นตากับการปล่อยวางความทุกข์
















ขอขอบคุณ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=kawaka

geddd

When the rain stops, the sky clears and a rainbow appears. Our troubles pass and life is beautiful and bright again.

journey

มีสติยั้งใจ อะไรก็ไม่เลวร้าย



ผู้ชายคนนึงเดินออกมาชมรถกระบะคันใหม่ที่จอดหน้าบ้าน..

แต่แล้วก็ต้องตกใจอย่างมากเมื่อเห็นลูกชายกำลังเอาฆ้อนทุบรถเล่น
เขาผลักลูกชายกระเด็น คว้าค้อนทุบมือลูกจนน่วมเป็นการลงโทษ

เมื่อระงับสติอารมณ์ได้ จึงนำลูกส่งโรงพยาบาล
หมอพยายามช่วยสุดความสามารถ
แต่ไม่สามารถกู้กระดูกที่แหลกเหลวกลับคืนมาได้
จึงต้องตัดสินใจตัดนิ้วของลูกชายทิ้งทั้ง 10

พอเด็กฟื้นขึ้นมา และเห็นมือที่พันผ้าอยู่ ก็พูดกับพ่ออย่างเดียงสาว่า
"พ่อ..ครับ ผมเสียใจ กับเรื่องรถ ...แต่ว่าเมื่อไหร่นิ้วผมจะงอกเหมือนเดิม ครับ"
.
.
.
.
พ่ออึ้ง..ไม่ตอบ กลับบ้านแล้วพ่อก็ฆ่าตัวตาย......

รถกระบะ ซ่อมได้ แต่กระดูกที่หัก
หรือใจที่ปวดร้าว ยากนักที่จะเยียวยา รักษา

คนเราทุกคนผิดพลาดได้ แต่การกระทำในขณะที่มีโทสะ โมหะ
จะติดอยู่กับเราไปตลอดกาล...และสร้างหายนะได้มากมาย

มีสติ...ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ



*เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอเมริกา
ขอขอบคุณ
tamdee.net

journey

ความห่วงใย..จากหัวใจของผู้หวังดี..


การกระทำบางสิ่งบางอย่าง...
โดยความตั้งใจดีเป็นที่ตั้ง...
มีความปรารถนาดีอย่างจริงใจ..
และมีความพยายามทำอย่างดีที่สุด...
>>>...แม้จะเป็นเพียงบางสิ่งบางอย่าง..
>>>...ซึ่งอาจจะดูว่า.. "เล็กน้อย"...
>>>...ในความรู้สึกของผู้กระทำ..
>>>...ที่มีแต่ความหวังดีตลอดเวลา...
>>>...พร้อมทั้งคอยดูแล เอาใจใส่..
>>>...ทุก ๆ ก้าวย่างของชีวิต..
>>>...ทุก ๆ วินาทีของความสำเร็จ..

เพียงเพื่อ..หวังว่าสักวัน...
ชีวิตน้อย ๆ ด้อยคุณค่า..
ที่ใครต่อใครต่างดูถูก ดูแคลน..
และมองข้าม เหยียบหยามตลอดเวลา...

จะเป็นชีวิตที่ทรงคุณค่าต่อไป...
ในโลกแห่งการต่อสู้..แข่งขัน..เหมือนในยุคปัจจุบัน..
คนที่จะสามารถต่อสู้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้...
>>>...จะต้องมีกำลังใจ...
>>>...อีกส่วนหนึ่งมาจาก...
>>>...ความห่วงใยเล็ก ๆ น้อย ๆ ...
>>>...การดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันตลอดเวลา...

จะช่วยเป็นแรงผลักดันอันวิเศษ...
>>>...ที่จะทำให้จิตใจที่อ่อนล้า...
>>>...กลับมามีพลังอย่างมหาศาลอีกครั้ง..

ความห่วงใย..
>>>...คือ..ความห่วงหาอาทร..
>>>...ได้แก่ การดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน..
>>>...ที่จะต้องแสดงออกจากจิตใจที่ดีและงดงาม...

เพียงคำพูดชื่นชมดี ๆ สักคำ..
>>>...ในเวลาที่เขาตั้งใจทำอะไรได้สำเร็จ
>>>...แม้จะเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม
>>>...เพียงคำชื่นชมคำเดียวจากใจจริง
>>>...ก็มีคุณค่าทางจิตใจของเขาเป็นอย่างดียิ่งแล้ว..

เพียงคำแนะนำดี ๆ สักคำ...
>>>....ในเวลาที่เขามีปัญหา หาทางออกไม่เจอ...
>>>....คำแนะนำ เพียงคำ ก็สามารถเปิดประตูห้องหัวใจแห่งความสำเร็จ
>>>....ให้กับชีวิตของเขาผู้นั้นได้เป็นอย่างดีเช่นกัน..

เพียงคำปลอบโยนดี ๆ สักคำ..
>>>....ในเวลาที่เขาเกิดความท้อแท้ในชีวิต..
>>>....คำปลอบโยนเพียงคำ ก็สามารถสร้างวีรบุรุษหัวใจยอดนักสู้..
>>>....ให้กลับมามีชีวิตชีวาได้ใหม่อีกครั้ง..

คนเราทุกคน...
ล้วนต้องการและปรารถนาอย่างยิ่ง...นั่นคือ..
>>>...กำลังใจและความห่วงใย
>>>...จากผู้อื่น...จากคนรอบข้าง...และจากทุก ๆ คน..

นักกีฬา...ย่อมประสบชัยชนะได้สำเร็จ....
>>>...เพราะเสียงโห่ร้องแห่งกำลังใจ...
>>>...ที่ทำให้เขาเหล่านั้น...ลุกขึ้นสู้..และรุกก้าวไปข้างหน้า ฉันใด...

ผู้ที่กำลังท้อแท้...
>>>...ก็มักปรารถนาและต้องการเป็นอย่างยิ่ง..
>>>...ซึ่งเสียงปลอบโยนแห่งกำลังใจ...ฉันนั้น..

ไม่มีใครที่จะกล้าปฏิเสธ...
>>>...ความห่วงใย
>>>...และความปรารถนาดี
จากผู้ที่หยิบยืนกำลังใจแห่งดอกไม้ที่งดงามด้วยสำเร็จ....อย่างแน่นอน..

สิ่งหนึ่งที่เราจะช่วยเขาได้..
ในเวลาที่เขาทุกข์ เศร้าใจ...
>>>...ก็คือ....การแสดงความเห็นอกเห็นใจ..
>>>...และการมอบให้ซึ่งคำปลอบโยนที่โอนอ่อนด้วยความเมตตาปรารถนาดี..

แม้อาจจะดูว่า....การปลอบโยนเป็นการเพิ่มความอ่อนแอให้เขา..
แต่การเป็นผู้ฟังที่ดี...ให้เขาได้ระบายความรู้สึกต่าง ๆนั้น..
เพียงวินาทีแห่งความเศร้าโศกเล็ก ๆ น้อย ๆ..
เขาก็อาจกลับมามีกำลังใจขึ้นมาใหม่ได้...
>>>...เพียงเพราะ...คำปลอบโยนที่อ่อนหวาน...
>>>...เพียงเพราะ...คำแนะนำอันน้อยนิด..ที่สะกิดให้กำลังใจได้ฟูขึ้น..

การแสดงความปรารถนาดีต่อผู้อื่น..
เป็นการบ่งบอก..ถึง..
>>>...พลังใจอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ในตัว...
>>>...ของผู้กระทำหน้าที่ในการมอบความรู้สึก..
>>>...ปรารถนาดีอย่างจริงใจ..

ถ้าเรามีและมอบให้ผู้อื่นมากเท่าไร..
ก็จะทำให้เรา..มีกำลังใจมากขึ้น..จนกลายเป็นพลังใจที่เข้มแข็ง..
>>>...ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพลังอันมหาศาล...
>>>...แต่แฝงไปด้วยความงดงามและความอ่อนโยนทางจิตใจ...

กำลังใจของผู้หวังดี..
>>>...คือ..ความห่วงใยที่งดงาม
>>>...ที่ต่างฝ่ายได้แสดงออกมาจากหัวใจแห่งความปรารถนาดี...
>>>...จะไม่มีวันหมด..หรือเสื่อมสลาย..สูญหายไปจากผู้นั้นอย่างแน่นอน...

บทความโดย..ชายน้อย...

ที่มา : hxxp://blog.kapook.com/chaynoi3

deepsnows


Bourne

กำลังเซ็งๆ กับการหาkw ได้มาอ่านกระทู้นี้แล้วมีแรงขึ้นเยอะเลย  :)

ClickToBan


journey

การรับประทานอาหารมังสวิรัติ ได้บุญ หรือ ไม่ ?
- พระพุทธเจ้าทรงห้ามพุทธบริษัทรับประทานเนื้อสัตว์ หรือไม่
- การรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ งดเว้นจากการรับประทานเนื้อสัตว์
เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา ใช่หรือไม่
- การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นบุญหรือไม่ .....
อาหารมังสวิรัติ

ความหมาย
อาหารมังสวิรัติ คือ อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ มีแต่พืชผัก ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติจะงดเว้นการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด

ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่เคร่ง และ กลุ่มที่ไม่เคร่ง
๑. กลุ่มที่เคร่ง จะกินเฉพาะอาหารที่มาจากพืชเท่านั้น
ไม่กินอาหารที่มาจากสัตว์ คือ ไข่ นม และเนย
๒. กลุ่มที่ไม่เคร่ง จะกินอาหารที่มาจากพืชไม่กินเนื้อสัตว์
แต่กินไข่ นม และเนย

การ ไม่กินเนื้อสัตว์ ไข่ นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ทำให้ร่างกายขาดวิตามินและแร่ธาตุได้ โดยเฉพาะชาวมังสวิรัติที่เคร่งครัด (ไม่กินนมและไข่) อาจขาดธาตุแคลเซียม วิตามินบี และวิตามินดี ทำให้เกิดโรคบางอย่างได้

อาหารหลัก ๕ หมู่

นักวิทยาศาสตร์ทางอาหาร หรือที่เรียกว่า นักโภชนาการ ได้แยกธาตุอาหารออกเป็น ๕ ประเภท นิยมเรียกกันว่าอาหารหลัก ๕ หมู่ คือ
หมู่ที่ ๑ โปรตีน เป็นสารอาหารที่อยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นม และเมล็ดถั่ว อาหารประเภทโปรตีนสร้างความเจริญเติบโตแข็งแรงให้แก่เซลล์ และเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย
หมู่ที่ ๒ คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต คือ ให้พลังงานแก่ร่างกาย
หมู่ที่ ๓ ไขมัน เป็นสารอาหารที่อยู่ในอาหารประเภทไขมัน ซึ่งได้มาจากไขมันสัตว์ และไขมันจากพืช ประโยชน์ของไขมัน คือ ให้พลังงานแก่ร่างกาย ละลายวิตามิน และแทรกอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยป้องกันการกระทบกระเทือนของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
หมู่ที่ ๔ เกลือแร่ เป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เมล็ดถั่ว และผักใบสีเขียว เกลือแร่ที่สำคัญ เช่น แคลเซียมและฟอสฟอรัส ทั้งสองชนิดนี้ร่างกายใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในเม็ดโลหิตแดง อาหารที่มีธาตุเหล็กมาก ได้แก่ เครื่องในสัตว์ พวกตับและหัวใจ
หมู่ที่ ๕ วิตามิน เป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารประเภทตับ หัวใจ ไข่ น้ำนม และผลไม้บางชนิด ถ้าร่างกายขาดวิตามิน หรือ มีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จะทำให้ร่างกายผิดปกติขึ้นได้ เช่น ขาดวิตามินบี ๑ ทำให้อ่อนเพลีย และเป็นโรคเหน็บชา ขาดวิตามินดี เป็นโรคกระดูกอ่อน ขาดวิตามินเอ ทำให้ตาพร่ามัว มองไม่ชัดเจนและถึงกับตาบอดได้ ขาดวิตามินซี ทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิด มีอาการเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม และเกิดโรคโลหิตจาง

การรับประทานอาหารมังสวิรัติ กับ การกินเจ

การรับประทานอาหารมังสวิรัติกับการกินเจ แม้จะมีพฤติกรรมเหมือนกัน คือ งดเว้นการกินเนื้อสัตว์เหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน คือ

ผู้ ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ก็เพราะมีเจตนาจะละเว้นการกินเนื้อสัตว์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนสัตว์ คือ ไม่กินเนื้อสัตว์ เหตุให้ไม่ฆ่าสัตว์ เพื่อเอามาเป็นอาหาร

แต่การกินเจ เป็นประเพณีของชาวจีน การกินเจ ไม่ใช่งดเว้นเนื้อสัตว์ตลอดเวลานาน แต่งดกินเนื้อสัตว์ชั่วระยะเวลาเทศกาลกินเจเท่านั้น คือ ตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึงวันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๙ ของจีน เป็นเวลา ๙ วัน ตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำเดือน ๑๑ ของไทย (แต่เฉพาะในปีที่ปฏิทินจีนมีเดือน ๕ สองครั้ง จะตรงกับ ขึ้น ๑-๙ ค่ำเดือน ๑๒ ไทย) การกินเจมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาพระเจ้าเก้าพระองค์ (เก๊า-ฮ้วง-ฮุดโจ้ว) ซึ่งเป็นเทพเจ้าอยู่บนสวรรค์ ในหนึ่งปีพระเจ้าเก้าพระองค์จะลงมาตรวจดูคนในมนุษยโลกว่าใครทำดีทำชั่ว แล้วจะจดบัญชีไว้ เพราะเจ้าทั้งเก้าจะลงมาในมนุษยโลก ผู้ที่ต้องการให้พระเจ้าทั้งเก้าช่วยเหลือ ก็ต้องรักษาศีลกินเจเป็นเวลา ๙ วันนอกจากไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว ยังต้องไม่กินผักที่มีกลิ่นแรงก่อให้เกิดราคะ ๕ ชนิด ที่มีในเมืองไทย ๓ ชนิด คือ หอม กระเทียม และกุยช่าย (อีก ๒ ชนิด คือ หลักเกี๋ย และเฮงกื๋อ ไม่มีในประเทศไทย)

ดังนั้น ในวันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำเดือน ๙ ของจีน คนจีนจึงกินเจ เพื่อทำความดีให้เก๊าฮ้วงฮุดโจ้ว เห็นจะได้จดบันทึก และบันดาลให้มีอายุยืนต่อไป

ทำไมพระมหายานจึงฉันอาหารเจ

พระสงฆ์มหายาน คือ พระจีนและพระญวน มีอุดมคติ หรือจุดหมายสูง
สุดในการปฏิบัติธรรมต่างกับพระสงฆ์เถรวาท
พระสงฆ์เถรวาท คือ พระสงฆ์ไทย ลังกา พม่า ลาว เขมร มีจุดมุ่งหมายสูง
สุดในการปฏิบัติธรรม คือ ทำจิตให้บริสุทธิ์ หมดกิเลส
เป็นพระอรหันต์ หรือเรียกว่า บรรลุนิพพาน
นิพพาน คือ จุดหมายสูงสุด

แต่ พระสงฆ์มหายาน ไม่ต้องการบรรลุนิพพานแต่ลำพังตนเอง แต่ต้องการช่วยให้มหาชน บรรลุนิพพานทั้งหมด จึงต้องบำเพ็ญบารมีให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในระหว่างที่บำเพ็ญบารมีอยู่นี้เรียกว่า เป็นพระโพธิสัตว์ คำว่าพระโพธิสัตว์ หมายถึง ท่านผู้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์จะต้องรักษาศีลเรียกว่า "สิกขาบท พระโพธิสัตว์" เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ปฏิบัติพร้อมกันกับสิกขาบทที่มีมาในพระปาฏิโมกข์ เหมือนกับพระสงฆ์เถรวาท แต่ต้องรักษาศีลสำหรับพระโพธิสัตว์เพิ่มขึ้น ๕๘ ข้อ ในสิกขาบท พระโพธิสัตว์ ๕๘ ข้อนี้ มีบัญญัติว่าห้ามบริโภคโภชนาหารปลาและเนื้อ และห้าบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุน ก่อให้เกิดราคะ ๕ อย่าง คือ หอม กระเทียม และกุยช่าย (อีก ๒ ชนิด คือ หลักเกี๋ย และเฮงกื๋อ ไม่มีในประเทศไทย)

พระพุทธเจ้าทรงห้ามพุทธบริษัทรับประทานเนื้อสัตว์ หรือไม่

คำถามนี้ต้องแยกตอบเป็น ๒ พวก คือ
๑. พุทธบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์
๒. พุทธบริษัทที่เป็นบรรพชิต
สำหรับ พุทธบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์นั้นพระพุทธเจ้าไม่ห้ามการรับประทานอาหารทุกชนิด เพราะชาวบ้านมีขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมต่างกัน ความเชื่อถือในเรื่องการรับประทานอาหารก็เป็นไปตามตระกูลและวรรณะของตน พระพุทธเจ้าจึงไม่ห้ามชาวบ้านในเรื่องการเลือกอาหาร

แต่สำหรับบรรพชิต คือ ภิกษุ ภิกษุณี และ สามเณรนั้น พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติข้อห้ามไว้ ๒ กรณี คือ
กรณีที่ ๑ ห้ามรับประทานเนื้อ ๑๐ ชนิด คือ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือดาว เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมี เนื้อสุนัข เนื้องู
การที่พระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามภิกษุฉันเนื้อเสือ ๓ ชนิด แทนที่จะพูดรวมๆ "เนื้อเสือ" เพราะในภาษาบาลี เสือแต่ละชนิด ใช้คำเรียกต่างกัน คือ เสือโคร่ง ใช้คำว่า พยคฺฆมํสํ , เสือดาว ใช้คำว่า ตรจฺฉมํสํ , เสือเหลือง ใช้คำว่า ทีปิมํสํ เนื้อ ๑๐ ชนิดนี้ ถ้าภิกษุฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ (ที่มา : ฉบับหลวง เล่ม ๕ ข้อ ๕๗ หน้า ๖๙-๗๒)
กรณีที่ ๒ พระพุทธเจ้าห้ามภิกษุฉันเนื้อที่เขาฆ่า เพื่อทำอาหารถวายพระโดยเฉพาะ เรียกในพระวินัยว่า "อุททิสุสมังสะ" แปลว่า เนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าเจาะจงเพื่อถวายภิกษุ ท่านห้ามมิให้ภิกษุฉัน หากภิกษุฉัน ทั้งได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อถวายตน ต้องอาบัติทุกกฎ

พุทธบัญญัติข้อนี้ มีในพระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่ม ๕ ข้อ ๘๐ หน้า ๑๐๐-๑๐๑ ดังนี้
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่ ไม่พึงฉันเนื้อที่เขาทำจำเพาะ รูปใดฉัน ต้องอาบัติ ทุกกฎ"
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ปลาเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม
คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจ"

การรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ งดเว้นจากการรับประทานเนื้อสัตว์ เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา ใช่หรือไม่
คำตอบที่ถูกต้อง คือ ไม่ใช่ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสนับสนุน มิได้ทรงสรรเสริญ มิได้ทรงติเตียน การบริโภคอาหารมังสวิรัติแต่อย่างใด และการบริโภคอาหารมังสวิรัตินั้น ก็มิได้ช่วยให้บรรลุธรรมพิเศษแต่อย่างใด
บางคนยึดถือว่า การบริโภคอาหารมังสวิรัติเป็นสิ่งสำคัญ เป็นข้อปฏิบัติอันประเสริฐ จึงสรรเสริญผู้บริโภค ติเตียนผู้ไม่บริโภค
เคย มีภิกษุสำนักหนึ่ง ติเตียนผู้ที่กินเนื้อสัตว์ว่าเป็นยักษ์มาร ปากที่กินเนื้อสัตว์ เป็นปากของคนใจดำอำมหิต กระเพาะของคนที่กินเนื้อสัตว์เป็นป่าช้า ที่ฝังของเนื้อและปลาทั้งหลาย คำกล่าวอย่างนี้ ความเห็นอย่างนี้เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง คือ มานะ ถือตัว , อติมานะ ดูหมิ่นท่าน , สาเถยยะ โอ้อวด

การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นบุญหรือไม่
การ ที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำอะไร เป็นบุญหรือไม่เป็นบุญนั้น ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าด้วย บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง คือ
๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง
เมื่อ เทียบเคียงกับบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ วิธี แล้ว ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ รับประทานแต่พืชผักเป็นวิธีทำบุญข้อใดเลย จึงไม่นับว่าเป็นวิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา
ลองคิดดูว่าถ้าการกินพืช เช่น ผัก หญ้า ได้บุญ แล้วสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ก็ต้องได้บุญมากกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์พวกนี้กินพืชตลอดชีวิตไม่กินเนื้อสัตว์เลย

การกินเนื้อสัตว์ บาป หรือ ไม่ ?
การ ที่จะวินิจฉัยว่าบาปหรือไม่บาปนั้น ต้องพิจารณาว่า การกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาต หรือไม่ ศีลข้อปาณาติบาต คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นั้นจะผิดศีลก็ต่อเมื่อประกอบด้วย องค์ ๕ คือ
๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า
๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น
เมื่อ ครบองค์ประกอบทั้ง ๕ ข้อ จึงถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ ผิดศีลข้อที่ ๑ เป็นบาป แต่ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่าเอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป ตัวอย่าง เราไปจ่ายตลาด ซื้อกุ้งแห้ง ปลาดุกย่าง ปลาทู เนื้อหมู ฯลฯ เราได้มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นย่อมตายก่อนที่เราจะไปซื้อมาเป็นอาหาร ถึงเราจะซื้อหรือไม่ซื้อ สัตว์เหล่านั้นก็ตายอยู่แล้ว เราไม่ได้มีส่วนทำให้ตาย
มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า
"นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต"
"บาป ไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ"

พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือไม่
ปัญหา เรื่องพระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือไม่ นี้ พูดกันถามกันอยู่เสมอ คำตอบที่ถูกต้อง คือ พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์ หลักฐานที่จะนำมาอ้างมีในพระไตรปิฎกหลายแห่งที่ยกมาเป็นตัวอย่างเพียง ๒ แห่ง คือ
๑. เรื่องสีหะเสนาบดี ในพระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม ๕ ข้อ ๘๐ หน้า ๙๙
๒. อรรถกถาอามคันธสูตร พระไตรปิฎกฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย
เล่ม ๔๗ หน้า ๘๗ และ หน้า ๙๒

เรื่องที่ ๑ สีหะเสนาบดี
แห่งแคว้นวัชชี เดิมเป็นสาวกของนครนถ์ (นักบวชเปลือย) ต่อมาได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน จึงเปลี่ยนศาสนามาเป็นอุบาสก และอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์หมู่ใหญ่ไปรับภัตตาหารที่นิเวศน์ของ สีหะเสนาบดี ในวันรุ่งขึ้นพระพุทธเจ้าทรงรับอาราธนาแล้ว สีหะเสนาบดีจึงได้สั่งให้มหาดเล็ก ไปซื้อเนื้อสดที่เขาขายในตลาด มาทำภัตตาหารถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงเสวยภัตตาหารนั้น

เรื่องที่ ๒ อามคันธสูตร
ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้มีพราหมณ์คนหนึ่งอามะคันธะบวชเป็นฤาษี อยู่ในป่าหิมพานต์ มีบริวาร ๕๐๐ ดาบสเหล่านั้น ออกจากป่าหิมพานต์ไปจำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นเวลาปีละ ๔ เดือน เป็นประจำชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธามาก ให้การต้อนรับเลี้ยงดูเป็นอย่างดี
สมัย ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปยังหมู่บ้านแห่งนั้น พร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย เมื่อชาวบ้านได้เห็นพระพุทธเจ้าก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใสถวายมหาทาน พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่คนเหล่านั้น คนเหล่านั้นบางพวกเป็นพระโสดาบัน บางพวกเป็นพระสกทาคามี พระอนาคามี บางพวกได้บรรพชาอุปสมบทบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปยังกรุงสาวัตถี
ต่อมาดาบสเหล่านั้น ได้เข้าไปสู่หมู่บ้านนั้นอีก แต่คราวนี้ชาวบ้านไม่ได้ให้การต้อนรับอย่างโกลาหล เหมือนคราวก่อนๆ ดาบสเหล่านั้นเห็นผิดจากเดิม จึงถามคนเหล่านั้นว่าเพราะอะไรพวกท่านจึงไม่เป็นเช่นคราวก่อน ชาวบ้านได้เรียนให้ดาบสทราบว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเพื่อประโยชน์แก่คนเป็นอันมาก คนทั้งหลายได้บรรลุธรรม เป็นพระอริยบุคคล ชั้นต่างๆ มีพระโสดาบัน เป็นต้น พวกดาบสเมื่อได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ก็เกิดความปลาบปลื้มปิติยินดีอย่างยิ่ง แต่ยังไม่ค่อยเชื่อว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าจริง จึงสอบถามชาวบ้าน ถึงพระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้า โดยถามว่าพระพุทธเจ้าเสวยอย่างไร ทรงเสวยปลาหรือเนื้อหรือไม่ คนเหล่านั้นกล่าวว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเสวยปลาและเนื้อ" เมื่อ อามะคันธดาบส ได้ฟังดังนั้นก็ไม่ชอบใจ เพราะไม่ตรงกับความคิดของตน เพราะมีความเชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าต้องไม่เสวยปลาและเนื้อ อามะคันธะดาบสพร้อมด้วยดาบสที่เป็นบริวารจึงเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระ วิหารเชตวัน ที่พระนครสาวัตถี และได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าพระองค์เสวยปลาและเนื้อหรือไม่ พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า พระองค์เสวยปลาและเนื้อที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ได้รังเกียจ (คือไม่สงสัย ว่าเขาฆ่าเพื่อตน) จัดเป็นสิ่งหาโทษมิได้
อา มะคันธะดาบส ได้โต้แย้งกับพระพุทธเจ้าว่าการเสวยปลาและเนื้อไม่เหมาะสมแก่ชาติสกุลของ พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ไม่ควรที่จะเสวยปลาและ เนื้อ
พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้อามะคันธะดาบสเข้าใจว่า การไม่กินปลา กินเนื้อ ย่อมไม่ทำสัตว์ให้บริสุทธิ์ได้
พระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแสดงความที่บุคคลไม่สามารถจะทำตนให้บริสุทธิ์ด้วยการไม่ บริโภคปลาเนื้อเป็นต้น อย่างนี้แล้ว ทรงแสดงพระธรรมที่สามารถจะทำสัตว์ให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยหลักธรรม คือ อินทรีย์สังวร การสำรวมอินทรีย์ ความเป็นผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ ทำให้บางเบา ซึ่งกิเลสทั้งหลายมีราคะและโทสะ เป็นต้น ดำรงอยู่ในธรรม คือ อริยสัจ ๔ อันจะพึงบรรลุได้ด้วย อริยมรรค
อามะคันธะดาบส ครั้นสดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ก็มีใจอ่อนน้อม ถวายบังคมที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอบวชพร้อมกับดาบสผู้เป็นบริวารของตน พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า "ท่านทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด" ดาบสเหล่านั้นได้เป็นภิกษุด้วยพระวาจานั้น ต่อมาอีก ๒-๓ วัน ทุกท่านก็ได้บรรลุพระอรหันต์

การรับประทานอาหารมังสวิรัติไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนของใคร ?
คำสอนให้งดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ เป็นคำสอนของ พระเทวทัต
พระ เทวทัตเป็นราชบุตรของพระเจ้าสุปปพุทธะ เป็นเชฏฐภาดา (พี่ชาย) ของพระนางยโสธราพิมพา ผู้เป็นพระชายาของสิทธัตถกุมาร เจ้าชายเทวทัต ออกบวชพร้อมกับเจ้าชายในราชวงศ์ศากยะ ๕ คน มีพระอานนท์ เป็นต้น และมีพนักงานภูษามาลา (ช่างตัดผม) ชื่อ อุบาลี รวมเป็น ๗ คน ออกบวชพร้อมกัน หลังจากออกบวชแล้วเจ้าชายในราชวงศ์ศากยะทั้ง ๕ พระองค์ และพระอุบาลี ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ส่วนพระเทวทัตไม่ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ได้สำเร็จโลกียฌาน มีอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ
ต่อมาพระเทวทัต อยากจะมีอำนาจปกครองสงฆ์ จึงกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า "พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขวนขวายน้อย ประกอบทิฏฐิธรรมสุขวิหารอยู่เถิด ขอจงมอบภิกษุสงฆ์แก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจักปกครองภิกษุสงฆ์"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า "อย่าเลย ! เทวทัต เธออย่าพอใจที่จะปกครองภิกษุสงฆ์เลย"
แม้ พระพุทธเจ้าทรงห้ามแล้ว พระเทวทัตก็ไม่ฟัง ยังกราบทูลขอปกครองสงฆ์ถึง ๓ ครั้ง แต่พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้พระเทวทัต เป็นผู้ปกครองสงฆ์
พระเทวทัต โกรธ น้อยใจ จึงคิดจะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง พระเทวทัตเข้าไปหาเจ้าชายอชาตศัตรู ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ยุยงให้เจ้าชายอชาตศัตรูเป็นกบฏ ชิงราชบัลลังก์ โดยกล่าวว่า "ดูก่อนกุมาร ถ้ากระนั้น ท่านจงปลงพระชนม์พระชนกเสีย แล้วเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อาตมาจักปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเป็นพระพุทธเจ้า"

พระเทวทัตวางแผนปลงพระชนม์ พระพุทธเจ้า ๓ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ พระเทวทัตขอให้เจ้าชายอชาตศัตรู ส่งทหารแม่นธนูไป พบพระพุทธเจ้าแล้วไม่กล้ายิง พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรม ทหารแม่นธนูได้ฟังธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมประกาศตนเป็นอุบาสกแล้วกลับไป
ครั้งที่ ๒ เมื่อแผนการแรกไม่สำเร็จ พระเทวทัตจึงลงมือเอง โดยขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ กลิ้งศิลาก้อนใหญ่ลงมาขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จจงกรมอยู่ที่เชิงเขา ด้วยจงใจว่าเราเองจักเป็นผู้ปลงพระชนม์พระสมณโคดม แต่ศิลานั้นกลิ้งไปกระทบศิลาก้อนอื่น แตกเป็นสะเก็ด กระเด็นไปกระทบพระบาท (หัวแม่เท้า) ทำให้ห้อพระโลหิต บรรดาภิกษุช่วยกันทำแคร่หามพระองค์ไปยังบ้านหมอชีวก หมอชีวก ทำการรักษาด้วยการพอกยาจนพระโลหิตที่ห้อนั้นหายสนิท
ครั้งที่ ๓ พระเทวทัตไม่ละความพยายามเข้าไปหาควาญช้างหลวง แอบอ้างรับสั่งของพระเจ้าอชาตศัตรู พระราชาพระองค์ใหม่ ให้ปล่อยช้าง นาฬาคิรี ออกไปทำร้ายพระพุทธองค์ขณะเสด็จบิณฑบาต เมื่อช้างแลเห็นพระพุทธองค์ก็ปรี่เข้าไปจะทำร้าย พระอานนท์ออกไปยืนขวางหน้าด้วยความจงรักภักดี ตั้งใจสละชีวิต เพื่อปกป้องพระพุทธองค์ ด้วยอำนาจเมตตาจิต ที่พระศาสดาทรงแผ่เจาะจงยังช้างนาฬาคิรี ทำให้ช้างนั้นเมื่อได้สัมผัสกับกระแสเมตตาจิตของพระพุทธองค์ก็ลดงวงลง เข้าไปหมอบอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แล้วกลับไปสู่โรงช้างตามเดิม

ทำสังฆเภท
พระ เทวทัต เมื่อพยายามทำร้ายพระพุทธองค์ถึง ๓ ครั้งไม่เป็นผลสำเร็จ จึงใช้อุบายที่จะทำให้สงฆ์แตกแยกกัน พระเทวทัตจะได้แบ่งแยกพระสงฆ์ส่วนหนึ่งไปจากพระพุทธเจ้า
พระเทวทัต กับบริวารของตน เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลขอให้พระพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาบท ๕ ประการ โดยอ้างว่าเพื่อความเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ความขัดเกลา ความจำกัดกิเลส การไม่สั่งสม เพื่ออาการที่น่าเลื่อมใส เรื่องที่พระเทวทัตทูลขอให้พระพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาบทขึ้นใหม่ ๕ ข้อนั้น เรียกว่า วัตถุ ๕ ประการ คือ
๑. ภิกษุทั้งหลาย พึงถือการอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่รูปนั้น
พึงต้องโทษ
๒. ภิกษุทั้งหลาย พึงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีกิจนิมนต์รูปนั้น
พึงต้องโทษ
๓. ภิกษุทั้งหลาย พึงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีคหบดีจีวร รูปนั้น
พึงต้องโทษ
๔. ภิกษุทั้งหลาย พึงถืออยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดเข้าอาศัยที่มุงที่บัง
รูปนั้นพึงต้องโทษ
๕. ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้น
พึงต้องโทษ

พระ ศาสดารับสั่งว่า ภิกษุพึงถือเป็นวัตรได้ตามความสมัครใจ ภิกษุรูปใดปรารถนาจะอยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจะอยู่บ้าน ก็จงอยู่บ้านรูปใดปรารถนาจะถือบิณฑบาตเป็นวัตร ก็จงถือบิณฑบาตเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจะรับกิจนิมนต์ก็จงยินดีกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนาจะถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ก็จงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดจะรับผ้าคหบดีจีวร ก็จงรับ เราอนุญาตการอยู่โคนไม้เป็นเสนาสนะ ๘ เดือน นอกฤดูฝน ในฤดูฝนต้องอยู่ในที่มุงที่บัง เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ คือไม่สงสัยว่าเขาฆ่าสัตว์นั้นเพื่อถวายพระ
พระ เทวทัต ประกาศให้ประชาชนทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตข้อวัตรที่ตนทูลขอทำ ให้ประชาชนที่ไร้ปัญญา เข้าใจว่า พระเทวทัตเป็นผู้มีความประพฤติขัดเกลา ส่วนพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีความประพฤติมักมาก
พระเทวทัต ประกาศโฆษณาให้พระภิกษุเห็นด้วยกับ วัตถุ ๕ ประการ โดยอ้างว่าเป็นการปรารถนาความเพียร เพื่อความมักน้อย พระเทวทัตอ้างว่าคำสอนของตนประเสริฐกว่า เคร่งครัดกว่า น่าเลื่อมใสกว่า
พระ ภิกษุวัชชีบุตร (ชาวเมืองเวสาลี) ประมาณ ๕๐๐ รูป เป็นพระบวชใหม่ และรู้พระธรรมวินัยน้อย พากันหลงเชื่อ ยอมตนเข้าเป็นสาวกของพระเทวทัต พระเทวทัตพาภิกษุเหล่านี้ไปอยู่ที่ตำบลคยาสีสะ เป็นการแยกคณะสงฆ์
พระสา รีบุตร พระโมคคัลลานะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่าพระพุทธเจ้าข้า พระเทวทัต ทำลายสงฆ์แล้ว พาภิกษุประมาณ ๕๐๐ หลีกไปทางคยาสีสะ
พระเทวทัต เข้าใจว่า พระอัครสาวกทั้งสองตามมา เพราะชอบใจธรรมะของตน จึงนิมนต์ให้นั่ง หลังจากพระเทวทัตแสดงธรรมกถาเป็นเวลานานแล้ว จึงมอบให้พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ แสดงธรรมต่อ โดยกล่าวว่า "ท่านจงแสดงธรรมต่อจากเราเถิด เราเหนื่อยแล้ว จักนอนพัก" จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนแล้วหลับไป
พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ แสดงธรรมเจือด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ กลับใจภิกษุเหล่านั้นให้เข้าใจความจริง แล้วพาภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นกลับไปอยู่กับพระพุทธเจ้าตามเดิม
พระเทวทัตตื่น ขึ้นมา ปรากฏว่าพระภิกษุส่วนใหญ่ตามพระอัครสาวกกลับไปแล้ว คงเหลือพระภิกษุที่ยังอยู่เพียงเล็กน้อย พระเทวทัตเสียใจมาก ล้มป่วยถึง ๙ เดือน ในกาลสุดท้ายสำนึกผิด ต้องการจะไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลขอขมา จึงให้สาวกที่เหลือ นำตนไปเฝ้า เมื่อสาวกนำพระเทวทัตมาใกล้ถึงพระเชตวัน ก็วางคานหามลงริมฝั่งสระโบกขรณี พระเทวทัตลุกขึ้นนั่ง ก้าวลงจากคานหาม พอเท้าทั้งสองถึงพื้นดิน แผ่นดินสูบพระเทวทัตจมลงในพื้นดิน ไปเกิดในอเวจีมหานรก ถูกไฟนรกเผา เพราะอนันตริยกรรมที่ตนได้กระทำทั้ง ๒ อย่าง คือ ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงห้อพระโลหิต และทำสังฆเภท ทำให้สงฆ์แตกกัน

คำ สอนของพระเทวทัตให้งดเว้นจากการรับประทานปลาและเนื้อ หรือที่เราเรียกกันว่ารับประทานอาหารมังสวิรัติก็ยังมีผู้ปฏิบัติตามจนทุก วันนี้ .....

**********************************************************
ชำนาญ นิศารัตน์
อดีตศึกษานิเทศก็ระดับ ๙
กรมการศึกษานอกโรงเรียน
(หนังสือทางเดิน)

Vanguard

กันขโมยด้วยระบบ[direct=http://www.vanguard.in.th]สัญญาณกันขโมย[/direct]ระดับ Hi-end, วิธีการเลือกซื้อ
[direct=http://www.vanguard.in.th]กันขโมยบ้าน[/direct]แบบฉลาดเลือก,
รับ ตัวแทนติดตั้ง Affiliate ตัวแทนจำหน่ายระบบกันขโมยทั่วประเทศ[direct=http://www.vanguard.in.th]กันขโมย[/direct]

abac401

ครบ ถ้วน จริงๆครับ ขอบคุณมาก

เ่ท่าที่ จำได้ คือ พระเทวทัต พยายาม โชวย์ ว่า เราเคร่งกว่า พระพุทธองค์ จึงออก กฎข้อนี้ขึ้นมา

เรื่อง งดอาหาร สัตว์ สำหรับพระ นั้น สรุปหลักมีอยู่ว่า  ภุกษุ กินเพื่ออยู่ ไม่สามารถ หาอาหารเองได้ โยม ใส่อะไรก็ ฉันอย่างนั้น ยิ่ง เลือกมาก โยม ก็ยิ่งลำบาก 
ส่วน ผู้นับ ถือศาสนาพุทธ ก็ ใครจะ กินเนื้อ สัตว์หรือไม่กิน ก็แล้วแต่ ใจ แต่จะกิน หรือ ไม่กินก็ไม่มีผลอะไรกับ การบรรลุธรรม ( แต่บางคนอาจกินหรือ ไม่กินด้วยเหตุผลอื่นๆ ทางศิลธรรม)


barbies55

เป็นความรู้ที่ดีมากเลยค่ะ โดยเฉพาะข้อที่บอกว่า

พระพุทธเจ้าห้ามภิกษุฉันเนื้อที่เขาฆ่า เพื่อทำอาหารถวายพระโดยเฉพาะ เรียกในพระวินัยว่า "อุททิสุสมังสะ" แปลว่า เนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าเจาะจงเพื่อถวายภิกษุ ท่านห้ามมิให้ภิกษุฉัน หากภิกษุฉัน ทั้งได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อถวายตน ต้องอาบัติทุกกฎ

บางทีชาวบ้านอย่างเราๆไม่รู้เรื่องอะไร เวลามีงานบุญก็ฆ่าสัตว์เพื่อเอามาทำอาหารดีๆถวายพระ
รับทำเทมเพลท รับโมเทมเพลทให้เข้ากับสคริปต์ต่างๆ


On the Internet, Never One Know You are a Dog.
ผ้าขี้ริ้วห่อทองย่อมเป็นทองฉันใด เอาทองเปลวมาห่อขี้ก็ยังเป็นขี้ฉันนั้น