เจาะระบบการทำงานของ Windows - Windows Hack

(1/1)

masterdmty:
เอามาฝากเพื่เป็นความรู้ชอบใจก็ +1 ด้วยนะครับ
---------------------------------------------
ไม่ว่าเราจะทำการติดตั้งโปรแกรมต่างๆให้กับ Windows XP มากมายแค่ไหนหรืออาจจะไม่เคยทำการลบไฟล์ใน Recycle Bin เลยสักครั้งก็ตามก็ยังมีอีกหลายวิธีที่จะทำให้วินโดวส์ของเราฉลาดขึ้น ,ทำงานได้เร็วขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย แต่การที่จะทำได้นั้นผู้ใช้ต้องมีความกล้าหาญและสมัครใจที่จะเสี่ยงที่จะทำการแก้ไขค่าต่างๆของวินโดวส์ที่มีอยู่อย่างมหาศาลหรือที่รู้จักกันในนามของรีจิสทรี(Registry) นั่นเองซึ่งการแก้ไขในแต่ละครั้งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก

 

ส่วนการสำรองรีจิสทรีแบบง่ายๆสามารถทำได้โดยคลิ้กไปที่ Start-Run พิมพ์คำว่า Regedit แล้วกด <Enter> จะเข้าสู่โปรแกรม Registry Editor ของวินโดวส์เองจากนั้นทำการเลือกไอค่อน My Computer ที่ัฝั่งซ้ายของหน้าจอจากนั้นคลิกที่เมนู File• Export ใส่ชื่อและเลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการเก็บไฟล์สำรอง(แนะนำให้เก็บเอาไว้ในสื่ออื่นๆเช่น CD-RW ,แฟลชไดร์ฟ เป็นต้น) ซึ่งไฟล์สำรองที่ได้นั้นเป็นไฟล์ข้อความที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และการกู้รีจิสทรีคืนก็ค่อนข้างใช้เวลานาน

ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณทำงานมาได้อย่างปกติตลอดเวลาที่ผ่านมาก็สามารถอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งเพราะว่าวินโดวส์จะทำการสำรองข้อมูลให้ทุกครั้งที่เราทำการสร้าง ซิสเต็ม รีสตอร์ (System Restore)

 

ใช้่งานสตาร์ทเมนูให้เต็มที่

การแก้ไขรีจิสทรีเพียงเล็กน้อยสามารถทำให้สตาร์ท เมนู และเมนูย่อยอื่นๆทำงานแบบมีชีวิตชีวามากขึ้นได้ ให้คุณผู้อ่านลองเปิดโปรแกรม Registry Edit ขึ้นมาตามวิธีที่ได้บอกไปแล้วจากนั้นเลือกไปที่ HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop (หรือ desktop) หาำไอค่อนชื่อ MenuShowDelay จากส่วนขวาของหน้าต่างแล้วทำการดับเบิ้ลคลิกแล้วเปลี่ยนค่า ‘Value data’ จากปกติ 400 มิลลิวินาทีให้เป็นค่าอื่นที่เราต้องการยิ่งน้อยยิ่งเร็ว เช่น ถ้าใส่เป็น 0 จะทำให้เมนูแสดงออกมาทันทีที่คุณเอาเม้าชี้ แต่ถ้าคุณต้องการแบบช้ากว่านั้นก็สามารถทำการโดยการเปลี่ยนค่าให้สูงสุดได้ถึง 4000 มิลลิวินาที (4 วินาที)เพื่อให้เหมาุะกับความต้องการของคุณ เมื่อแก้ไขเสร็จแล้วให้กดปุ่ม <Enter>

ปิดโปรแกรมที่ค้างอยู่ให้เร็วขึ้น

คิดว่าทุกคนคงจะเคยประสบปัญหาเมื่อพยายามที่จะปิดโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง(หรือแม้กระทั่งการปิดวินโดวส์)แต่โปรแกรมนั้นไม่ยอมปิด บอกคุณว่ารอให้โปรแกรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆปิดตัวเองให้หมดก่อน แต่พอรอไปสักพัก(อาจจะรอนานมากในบางกรณี) วินโดวส์ก็ยอมแพ้ที่จะรอเหมือนกันจึงทำแสดงหน้าจอ End Task ออกมาให้เราใช้กำลังบังคับให้โปรแกรมปิด

กาีรที่เรามีความอดทนในการรอคอยนั้นเ้ป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าวินโดวส์ของคุณต้องใช้เวลาในการปิดตัวเองนานขึ้นเพราะโปรแกรมหัวดื้อที่ไม่ยอมปิดตัวเองนั้นเรายังมีวิธีที่ช่วยให้เราบังคับให้วินโดวส์ทำการ End Task ได้เร็วกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งสั่งให้วินโดวส์ End Task โปรแกรมที่ค้างอยู่โดยอัตโนมัติเลยก็ได้แต่จำไว้ว่าการที่เราเลือกที่จะให้โปรแกรมปิดเองอาจสร้างความเสียหายให้แก่การตั้งค่าของระบบได้เนื่องจากเป็นการสั่งให้วินโดวส์ทำลายโปรเซสมากมายอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีทางสายกลางให้เลือกเดินอยู่ นั่นคือทำการปรับเวลาที่วินโดวส์จะแสดงหน้าต่าง End Task ให้เร็วขึ้นเมื่อหน้าต่าง End Task แสดงออกมาคุณก็มีสิทธิเลือกที่จะรอต่อหรือไม่

 

สำหรับท่านที่เลือกให้วินโดวส์ End Task โปรแกรมให้เองเลยนั้นสามารถทำได้โดยเปิด Registry Editor ขึ้นมาเข้าไปที่ HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop ดับเบิ้ลคลิ้ก ไอค่อน AutoEndTasks แล้วเปลี่ยนค่า ‘Value data’ ไปเป็น 1 (แต่ถ้าเปลี่ยนใจอยากใช้วิธีเดิมก็ให้เปลี่ยนกลับเป็น 0)

ต่อไปทำการดับเบิ้ิลคลิ้ก HungAppTimeout จากนั้นเปลี่ยนค่า ‘Value data’ ให้เป็นค่าที่คุณต้องการรอโปรแกรมที่ไม่ตอบสนอง(เป็นมิลลิวินาที) ซึ่งค่าปกติถูกตั้งไว้เป็น 5000 หรือ 5 วินาทีนั่นเอง(ดูรูปที่ 1)

ถ้าต้องการแก้ไขเวลาที่จะให้วินโดวส์รอก่อนที่จะแสดงหน้าต่าง End Task ขึ้นนั้นให้ทำการดับเบิ้ลคลิ้กที่ WaitToKillAppTimeout แล้วเปลี่ยนค่าตามต้องการโดยค่าปกติจะเป็น 20000 (หน่วยเป็นมิลลิวินาทีนั่นคือ 20 วินาที)โดยคุณสามารถเลือกให้เป็นค่าที่สูงที่สุดเท่าที่คุณต้องการได้จากนั้นกด <Enter>

โปรแกรมประยุกต์ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่คุณต้องรอเวลาปิดวินโดวส์แต่ยังมีโปรเซสต่างๆมากมายของวินโดวส์(หรือเรียกอีกอย่างว่าเซอร์วิส)ซึ่งแต่ละเซอร์วิสนั้นก็มีกำหนดตารางเวลาที่จะปิดตัวเองเอาไว้แล้วแต่เราสามารถกำหนดเวลาที่จะให้วินโดวส์รอก่อนที่จะทำการสั่งปิดเซอร์วิส(หรือถามเราก่อนปิด)เหล่านั้นได้ โดยใช้ Registry Editor เข้าไปที่ HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control ดับเบิ้ลคลิ้กที่ำไอค่อน WaitToKillServiceTimeout เปลี่ยนค่า ‘Value data’ (ปกติเป็น 20000 มิลลิวินาที หรือ 20 วินาทีอยู่แล้ว) ให้เป็นเวลาที่คุณต้องการได้เลย

หมายเหตุ : ค่าทีุ่คุณตั้งอาจถูกเปลี่ยนโดยเซอร์วิสต่างๆกลับเป็นค่าเดิมโดยอัตโนมัติได้เนื่องจากเซอร์วิสหลายตัวอาจจะต้องการเวลามากเพื่อที่จะปิดตัวเองลง

เปลี่ยนขนา่ดวอลล์เปเปอร์ของคุณ

ถ้าคุณเพิ่งเปลี่ยนมาใช้มอนิเตอร์แบบจอกว้างแล้วล่ะก็วอลล์เปเปอร์ที่คุณใช้อยู่อาจจะแสดงผลได้ไม่สมบูรณ์หรือคุณอาจต้องปรับเปลี่ยนขนาดวอลล์เปเปอร์ของคุณ สำหรับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการแสดงผลของวอลล์เปเปอร์แบบละเอียด ให้เข้าไปที่ HKEY_

CURRENT_USER\Control Panel\desktop ด้วย Registry Editor จากนั้นดับเิบิ้ลคลิ้กที่ำิไอค่อน WallpaperOriginX (ถ้าคุณไม่เจอค่านี้ให้ทำการคลิ้กขวาแล้วเลือก New•String Value แล้วพิมพ์WallpaperOriginX ลงไปในช่อง name) จากนั้นใส่ค่าตัวเลขเป็น pixel สำหรับกำหนดตำแหน่งเริ่มต้นของวอลล์เปเปอร์ตามแนวนอน(เริ่มที่ด้านซ้ายของภาพ)แล้วกด <Enter> จากนั้นก็คลิกที่ ไอค่อน WallpaperOriginY (ถ้าไม่มีก็ให้สร้างใหม่ด้วยวิธีการเดียวกับที่ได้กล่าวไปแล้ว)จากนั้นใส่ค่าเริ่มต้นของตำแหน่งที่วอลล์เปเปอร์จะแสดงตามแนวตั้ง(เ่ริ่มที่ด้านบนของภาพ) ถ้ารูปที่จะเอามาทำเป็นวอลล์เปเปอร์ของคุณนั้นใหญ่กว่าความละเอียดหน้าจอให้ใส่ค่าเป็นจำนวนลบ(เช่น -200)เพื่อกำหนดให้รูปนั้นแสดงผลเลยออกนอกจอไป

การทดสอบผลจากการแก้ไขให้ทำการย่อหน้าต่างที่เปิดอยู่ทั้งหมดก่อนจากนั้นคลิ้กขวาที่ เดสก์ท็อป เลือก properties จากนั้นคลิ้ก ok หรือ apply เพื่อทำการรีเฟลชหน้าจอเดสก์ท็ือปเพื่อดูผลที่ได้ ทำซ้ำตามขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้ตำแหน่งที่พอใจ(ดูรูปที่ 2) การปรับแต่งนี้สามารถทำได้ไม่ว่าวอลล์เปเปอร์ของคุณจะถูกปรับอยู่ในโหมด centered, tiled, หรือ stretched

ค้นหาไฟล์ให้เจอทุกไฟล์

เมื่อคุณทำการค้นหาไฟล์ต่างๆในวินโดวส์(ด้วยการเลือก Start•Search•For Files or

Folders,หรือทำการกดปุ่ม <F3>ในหน้าต่าง explorer หรือโฟลเดอร์ใดๆก็ตามจะเป็นการเปิดส่วนสำหรับค้นหา) วินโดวส์จะำทำการค้นหาไฟล์ที่ตัวเองรู้จักเท่านั้น ไฟล์อื่นๆที่ไม่มีรายชื่ออยู่ใน ‘Registered file types’ นั้นจะถูกมองข้ามไปไม่ทำค้นหาให้(ถ้าต้องการดูรายการประเภทไฟล์เหล่านั้นให้่เปิด Explorer, เลือกเมนู Tools•Folder Options, และคลิ้กที่แท็ป File Types)

สมมุติว่าไฟล์ ชื่อ ‘Readme.xyz’ มีความสำคัญต่อคุณอย่างยิ่งยวด แต่วินโดวส์เองกลับไม่สนใจไฟล์นี้เลยแม้แต่น้อยเพราะว่านามสกุล xyz นั้นไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่วินโดวส์รู้จัก แต่อย่างไรก็ดีการแก้ไขรีจิสทรีเพียงเล็กน้อยจะช่วยใช้วินโดวส์สามารถหาไฟล์ทุกไฟล์ที่มีอยู่ได้โดยไม่สนใจนามสกุล

//ใต้รูป

รูปที่ 3 บัญชี Administrator จะถูกซ่อนเอาไว้ไม่แสดงใน Welcome Screen จนกว่าจะทำการแก้ในรีจิสทรีเรียบร้อยแล้ว

ทำได้โดยให้ใช้ Registry Editเข้าไปที่ HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControl-

Set\Control\ContentIndex ดับเิบิ้ลคลิ้กที่ไอค่อน FilterFilesWithUnknownExtensions จากนั้นเปลี่ยนค่า ‘Value data’ จาก 0 ให้เป็น 1 แล้วกด <Enter>

โบนัสพิเศษ : เพื่อให้แน่ใจว่าวินโดวส์ทำการค้นหาทุกไฟล์จริงๆให้เลือก All Files and Folders ที่อยู่ใต้ ‘Type of file’ ในหน้าจอของการค้นหา (ถ้ามองไม่เห็นให้คลิ้กที่ More- Advanced Options) ให้ทำการเช็ค Search system folders, Search hidden

files and folders, และ Search subfolders (ตามต้องการ)

ใน Windows 2000 ให้ทำการคลิกที่ Search Options, เลือก Type แล้วตรวจสอบให้แน่ใจว่า All Files and Folders ได้ถูกเลือกจากดร็อปดาวน์เมนูอยู่แล้ว คลิ้กที่ Advanced

Options,แล้วตรวจสอบให้แน่ใจว่า Search Subfolders ได้ถูกเลือกเอาไว้แล้ว

สุดท้ายเพื่อให้แน่ใจว่า Windows 2000 จะทำการค้นหาไฟล์ระบบและไฟล์ที่ถูกซ่อนไว้ให้คลิ้กที่ Tools•Folder Options แล้วคลิ้กที่ View tab ใน ‘Advanced settings’ ทำการเลือก Show hidden files and folders. ที่สำคัญอย่าเลือก Hide protected operating system files (Recommended) จากนั้นคลิก yes เพื่อรับรู้ถึงการเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากนั้นคลิก ok เป็นอันเสร็จ

เปิดเผยบัญชีผู้ดูแลระบบ

มีไม่กี่คนนักที่จะทราบว่า Windows XP ได้มีบัญชีผู้ใช้ที่เป็นผู้ดูแลระบบ(บัญชีืที่ชื่อว่า“Administrator”) ซ่อนอยู่ ชื่อบัญชีนี้ที่ถูกซ่อนไว้นี้จะแสดงตัวก็ต่อเมื่อระบบของคุณไม่มีชื่อบัญชีอื่นอยู่แล้วหรือคุณทำการเริ่มระบบด้วย safe mode

ถ้าคุณต้องการยกเลิกการพรางตัวของบัญชี Administrator นี้แล้วเพิ่มชื่อบัญชีนี้ไว้ใน Welcome Screen ให้เลือกใช้ได้ ก็สามารถทำได้โดยแก้ไขรีจิสทรีอีกเช่นกัน เข้าไปที่ HKEY_ LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows NT\CurrentVersion\

Winlogon\SpecialAccounts\UserList ด้วย Registry Editor แล้วทำการดับเิบิ้ลคลิ้กที่ ไอค่อน Administrator (ถ้าไม่เจอไอค่อนนี้ให้ทำการคลิกขวาแล้วเลือก New•DWORD Value, ตั้งชื่อให้เป็น Administrator แล้วกด <Enter>) ใส่ค่า 1 ลงไปในช่อง ‘Value data’ แล้วกด <Enter> อีกครั้ง เพียงเท่านี้ชื่อบัญชี Administrator ก็จะไม่ถูกซ่อนอีกต่อไป ทำการตรวจสอบได้ง่ายๆโดยเข้าไปที่ User Account ใน Control Panel หรือให้ง่ายกว่านั้นก็ให้คลิกที่ Start•Run, พิมพ์คำว่า Control userpasswords ลงไปแล้วกด <Enter> คุณก็จะเห็นรายชื่อ Administrator อยู่ในรายชื่อบัญชีผู้ใช้ด้วยคุณสามารถเปลี่ยนรหัสและใส่รูปภาพที่คุณต้องการให้กับชื่อบัญชี Administrator ได้อย่างง่ายดาย ยิ่งกว่านั้นเมื่อเราเข้าสู่หน้าจอ Welcome Screen ชื่อบัญชี Administrator จะถูกแสดงออกมารวมกับชื่อบัญชีอื่นๆให้เราเลือกใช้ได้ด้วย(ดูรูปที่ 3)



 


เพิ่มความเร็วในการปรับแต่ง

ถ้าคุณแน่ใจว่าต้องทำการแก้ไขค่ารีจิสทรีบางค่าเป็นประจำแล้วล่ะก็ใน Windows 2000 และ Windows XP คุณสามารถบันทึกตำแหน่งของรีจิสทรีที่คุณต้องเปลี่ยนแปลงเป็นประจำเอาไว้ในเมนู Registry Editor Favorites ได้ทำให้ประหยัดเวลาในการที่จะต้องมานั่งค้นหาค่าคีย์ต่างๆทุกครั้งที่ต้องการเปลี่ยน วิธีการทำนั้นง่ายมากเพียงแค่คลิกไปยังค่าคีย์ที่ต้องการบันทึกจากนั้นคลิ้กที่Favorites•Add to Favorites พิมพ์ชื่อที่ต้องการบันทึกลงไปครั้งต่อไปถ้าคุณต้องการกระโดดไปใช้งานค่านั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆโดยการเลือกชื่อที่เราได้ทำการบันทึกเอาไว้จากเมนู favorites ได้เลย

ถ้าคุณมีปรับเปลี่ยนค่าคีย์ต่างๆเพียงแค่ 2 ค่าในรีจิสทรีคีย์เดียวกัน (เช่นการเปลี่ยนค่าให้แสดงหรือไม่แสดงไฟล์ของระบบเป็นต้น) เราสามารถประหยัดเวลาในการทำงานดังกล่าวได้มากขึ้นโดยทำการ export ค่าแต่ละเวอร์ชั่นของคีย์นั้นๆออกไปแล้วทำการสร้างชอร์ตคัทให้โหลดไฟล์ที่ export ออกมาเข้าสู่รีจิสทรีลองมาดูวิธีทำกันเลยดีกว่าครับ

เริ่มแรกให้ไปที่คีย์ที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงค่าก่อนจากนั้นไปที่เมนู File• Export ตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวเลือก Selected Branch ได้ถูกเลือกเอาไว้แล้วใส่ชื่อไฟล์และกำหนดตำแหน่งที่ต้องการเก็บไฟล์เราจะได้ไฟล์นามสกุล .reg ออกมา จากนั้นให้คลิ้กขวาที่ไฟล์ดังกล่าวคลิ้ก edit เพื่อเปิดไฟล์นั้นด้วย notepad ในไฟล์นี้มีข้อบังคับที่สำคัญมากคือห้ามทำการแก้ไขค่าต่างๆใน 3 บรรทัดแรกเลยเด็ดขาดให้ลองหาค่าที่เราต้องการเปลี่ยนหลังจากบรรทัดที่ 3 เป็นต้นไป เมื่อหาเจอแล้วให้ลบบรรทัดอื่นทิ้งให้หมดนอกจากบรรทัดที่เราต้องการเปลี่ยน(ยกเว้น 3 บรรทัดแรก)ถ้าเราไม่ลบบรรทัดอื่นออกเราอาจจะเปลี่ยนค่าของคีย์อื่นโดยที่เราไม่ตั้งใจได้ เสร็จแล้วคลิ้กที่ เมนู File•Save เพื่อบันทึก จากนั้นในหน้าต่างเดิมเปลี่ยนค่าที่ในบรรทัดที่เราเหลือไว้นั้นให้เป็นค่าตรงข้ามเช่นจาก 0 เป็น 1 จาก no เป็น yes จากนั้นคลิกที่ File•Save As พิมพ์ชื่อและโฟลเดอร์ที่ต้องการเก็บ อย่าลืมบันทึกไฟล์ด้วยนามสกุล .reg ด้วย

ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างชอร์ตคัทเพื่อทำการนำค่ารีจิสทรีไปใส่ให้ระบบให้ทำการคลิกขวาที่เดสก์ท็อป หรือโฟลเดอร์ใดๆคลิกขวาแล้วเลือก New•Shortcut จากนั้นให้พิมพ์ regedit /s เว้นวรรคแล้วตามด้วยชื่อไฟล์ .reg (ใส่พาธแบบเต็ม) ไฟล์แรกที่คุณสร้างขึ้นใช้เครื่องหมาย “ ” ในกรณีที่ชื่อมีช่องว่างหรือยาวมาก เช่น regedit /s “C:\My Documents\reg1.reg” (ดูรูปที่ 4)จากนั้นคลิ้ก Next ใส่ชื่อชอร์ตคัทที่ต้องการแล้วคลิ้ก Finish ทำซ้ำขั้นตอนนี้กับไฟล์ .reg อีกไฟล์ที่เหลือ

เป็นอันเสร็จขั้นตอนต่อไปนี้เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องการสลับค่าไปมาระหว่าง 2 ค่าสิ่งที่คุณต้องทำก็เพียงแค่ดับเบิ้ลคลิ้กที่ชอร์ตคัทนั้นหากต้องการเปลี่ยนกลับขึ้นก็เรียกใช้ชอร์ตคัทอีกอันที่ได้สร้างไว้แล้วถ้าจะให้ง่ายขึ้นคุณสามารถวางชอร์ตคัทไว้ใน Start menu หรือ Quick Launch ก็ได้ถ้าต้องการง่ายขึ้นอีกคุณสามารถเรียกใช้ชอร์ตคัทเหล่านั้นด้วยคีย์บอร์ดได้ ทำการคลิกขวาที่ไฟล์ชอร์ตคัทจากนั้นเลือก Properties แล้วคลิกที่กล่อง ‘Shortcut key’ จากนั้นกดคีย์บอร์ดที่คุณต้องการใช้เป็นคีย์บอร์ดชอร์ตคัทได้เลย แล้วคลิ้ก ok

 

เปลี่ยนไตเติ้ลของ Internet Explorer

โดยปกติแล้ว Internet Explorer นั้นจะแสดงชื่อเว็บไซด์ที่เรากำลังเปิดอยู่ตามด้วยข้อความ “Microsoft Internet Explorer” ที่ไตเติ้ล ของหน้าต่างนั้นหรือในบางกรณีอาจจะมีชื่อบริษัทหรือ ISP ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตของคุณติดอยู่ ถ้าคุณต้องการแปลี่ยนข้อความเหล่านั้น(หรือเอาข้อความเหล่านั้นออกไป)สามารถทำได้โดยเข้าไปแก้ไขค่ารีจิสทรีที่ HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Internet Explorer\Main ดับเบิ้ลคลิ้กที่ไอค่อนWindow Title (ถ้าไม่พบก็ให้เพิ่มค่าใหม่โดยคลิ้กขวา เลือก New•String Value, พิมพ์ไปว่า Window Title แล้วกด <Enter>) พิมพ์ข้อความที่คุณต้องการให้แสดงบนไตเติ้ลบาร์ของหน้าต่าง Internet Explorer หรือไม่พิมพ์ค่าอะไรเลยเพื่อให้โปรแกรมแสดงแต่ชื่อเว็บไซด์เท่านั้นแต่ว่าเครื่องหมายขีดสั้นๆที่อยู่ระหว่างชื่อเว็บไซด์และไตเติ้ลของหน้านั้นๆจะยังคงอยู่ หลังจากแก้ไขไปแล้วคุณต้องทำการปิดและเปิดโปรแกรมใหม่จึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง (ดังรูปที่ 5)

//ใต้รูป

รูปที่ 5 เปลี่ยนข้อความบนไตเติ้ลบาร์ของ Internet Explorer (หรือ “Exploder”) ได้ตามใจคุณ

แบ่งปันเทคนิคการปรับแต่งของคุณ

ถ้าเราทำการส่งไฟล์ .reg ที่เราได้ทำการแก้ไขปรับแต่งเป็นที่เรียบร้อยแล้วไปให้เครื่องอื่นๆเครื่องเหล่านั้นก็จะมีการตั้งค่าต่างๆที่เหมือนกับเราทุกประการโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ windows advanced administrative tools ใดๆเลยวิธีการก็เพียงแค่ทำการ export ค่า รีจิสทรีที่เราต้องการออกมาแล้วทำการแก้ไขเฉพาำะค่าที่เราต้องการดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว จากนั้นเราก็เอาไฟล์ .reg ที่ได้ไปไว้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์หรือส่งอีเมล์ให้กับเครื่องอื่นๆที่ต้องการ สำหรับผู้รับที่ต้องการใช้งานก็เพียงแค่ทำการดับเิบิ้ลคลิ้กที่ไฟล์นั้น(หรือคลิกขวาที่ไฟล์แล้วเลือก Merge)จากนั้นก็ตอบ Yes ถ้ามีการถามเรื่องความแน่ใจขึ้นมา ก็เป็นอันเสร็จโดยที่ผู้ใช้คนอื่นไม่ต้องเข้าไปทำการแก้ไขค่ารีจิสทรีเองเลย

แต่ข้อสำคัญที่ควรระวังในการส่งไฟล์ .reg ในทางนี้ก็คือคุณต้องแน่ใจว่าค่ารีจิสทรีที่ทำการแก้นั้นไม่ได้เป็นค่าที่ใช้ได้เฉพาำะเครื่องของคุณคนเดียว การส่งไฟล์ .reg ที่แก้ไขปรับแต่งเกี่ยวกับวินโดวส์อย่างเดียวนั้นสามารถทำได้อย่างราบรื่น แต่สำหรับค่ารีจิสทรีที่เกี่ยวข้องกับ ฮาร์ดแวร์หรือโปรแกรมประยุกต์อื่นๆนั้นจะืทำงานในเครื่องอื่นได้ก็ต่อเมื่อเครื่องที่รับมีฮาร์ดแวร์และโปรแกรมเดียวกันติดตั้งอยู่ด้วย เพราะฉนั้นก่อนจะส่งไฟล์แก้ไขรีจิสทรีให้ผู้ใช้อื่นอย่าลืมเตือนให้เขาทำการสำรองไฟล์รีจิสทรีเอาไว้ก่อนด้วยทุกครั้ง

ชำระล้างระบบของคุณให้่สะอาด

โปรแกรมอรรถประโยชน์หลายๆโปรแกรมช่วยทำการเอาค่ารีจิสทรีเก่าๆที่เราไม่ได้ใช้แล้วออกไป ค่ารีจิสทรีที่ไม่ได้ใช้นั้นอาจจะเหลือจากการ uninstall โปรแกรมที่ไม่สมบูรณ์การกำหนดพาธต่างๆผิด ประเภทของนามสกุลไฟล์ที่ไม่ได้ใช้แล้ว ชอร์ตคัทที่ใช้ไม่ได้แล้วและค่าอื่นๆที่หมดประโยชน์ เป็นต้น

เครื่องมือในที่ดีในการจัดการสิ่งเหล่านี้นั้นต้องทำการสำรองข้อมูลทุกครั้ง(อย่าลืมว่าการแก้ไขค่ารีจิสทรีนั้นมีความเสี่ยงอยู่มาก) ซึ่งมีอยู่มากมายทั้งแบบที่แจกจ่ายฟรีและแบบต้องเสียสตางค์ซื้อมา สำหรับผู้เขียนนั้นหลีกเลี่ยงการใช้งานเครื่องมือที่ต้องเสียสตางค์เนื่องจากเครื่องมือที่แจกจ่ายฟรีนั้นสามารถสนองตอบต่อความต้องการได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยโปรแกรมที่่ผู้เขียนใช้อยู่เป็นประจำและขอแนะนำมีชื่อว่า CCleaner

โปรแกรมนี้จะทำการสแกนรีจิสทรีของทั้งระบบเพื่อค้นหาค่ารีจิสทรีที่คาดว่าไม่มีการใช้งานแล้วจากนั้นจะให้ผู้ใช้เป็นคนเลือกว่าจะทำการสำรองรีิจิสทรีเอาไว้ก่อนที่จะทำการลบคีย์เหล่านั้นออกไปหรือไม่ โปรแกรมนี้ไม่มีเมนูให้ผู้ใช้ทำการกู้คืนไฟล์ที่สำรองไว้เพราัะว่าไฟล์ที่สำรองไว้นั้นเป็นไฟล์ .reg ที่ทำการดับเบิ้ลคลิ้กครั้งเดียวระบบของคุณก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนแ้ก้ไข

CCleaner นั้นไม่ได้มีความสามารถแค่ลบรีจิสทรีที่ไม่ใช้แล้วเท่านั้นยังมีเครื่องมือที่ช่วยลบไฟล์ชั่วคราวที่วินโดวส์ได้สร้างขึ้น(Temporary Files) ช่วยเก็บกวาด history และ cookie ที่อยู่ในเว็บเบราว์เซอร์ ทั้งยังสามารถยกเลิกการติดตั้งโปรแกรมอื่นๆและลบข้อมูลของตัว uninstaller ที่ค้างอยู่ในระบบออกให้ด้วยและที่สำคัญโปรแกรมจะทำการถามเราว่าต้องการให้ลบไฟล์ประเภทไหนบ้างหรือให้รายงานไฟล์ที่โปรแกรมจะลบให้ผู้ใช้ดูก่อนก่อนจะลบจริง fin

 

โปรแกรมสำรองข้อมูลที่ใช้งานง่ายและฟรี

การสำรองรีจิสทรีของระบบก็เหมือนกับการทำประกันชีวิตให้กับพีซีของคุณก่อนที่เกิดปัญหาขึ้นเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการแก้่ไขค่ารีจิสทรีของระบบของคุณเมื่อคุณทำการติดตั้งโปรแกรมใหม่หรือใช้งานซอฟต์แวร์อื่นๆที่ต้องทำการปรับแต่งค่ารีจิสทรี

การสำรองข้อมูลบน Windows 2000 และ XP นั้นสามารถทำได้ง่ายๆผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่่า ERUNT (Emergency Recovery Utility NT) เพียงแค่บอกกับเครื่องมือนั้นว่าคุณต้องการเก็บไฟล์สำรองข้อมูลไว้ที่ไหน ไม่เพียงแึ้ึ้ค่นั้นคุณยังสามารถสั่งให้โปรแกรมทำการสำรองข้อมูลทุกครั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์เิริ่มทำงานได้คุณจึงไม่ต้องกลัวว่าจะลืมทำการสำรองข้อมูลด้วยตัวคุณเอง

ทุกๆโฟลเดอร์ที่มีการเก็บข้อมูลอยู่นั้นจะมีโปรแกรมง่ายๆที่ใช้ในการกู้ข้อมูลกลับสู่ระบบมาให้ด้วยสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ERUNT มาพร้อมกับ Registry Optimizer ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาำพการทำงานของระบบด้วยการกำจัดส่วนเล็กๆน้อยๆต่างๆที่สะสมมาจากการติดตั้งและยกเลิกการติดตั้งโปรแกรมหลายๆครั้งเข้า ที่สำำคัญโปรแกรมนี้สามาใช้งานได้ฟรี

Crdit By http://coresharp.net/blogs

MrWebmonster:
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ  :)

masterdmty:
เพิ่มเติมคนแปลอังกฤษได้ก็เอาไปเลย
-------------------
Normally it takes a hell lot of time just Shutting down Windows, you have to move your mouse to the Start Button, click on it, move it again over Shut Down, click, then move it over the necessary option and click, then move the cursor over the OK button and once again (you guessed it) click.This whole process can be shortened by creating shortcuts on the Desktop which will shut down Windows at the click of a button. Start by creating a new shortcut( right click and select New> Shortcut). Then in the command line box, type (without the quotes.)

'C:\windows\rundll.exe user.exe,exitwindowsexec'

This Shortcut on clicking will restart Windows immediately without any Warning. To create a Shortcut to Restarting Windows, type the following in the Command Line box:

'c:\windows\rundll.exe user.exe,exitwindows'

This Shortcut on clicking will shut down Windows immediately without any Warning.

Ban Shutdowns : A trick to Play on Lamers

This is a neat trick you can play on that lamer that has a huge ego, in this section I teach you, how to disable the Shut Down option in the Shut Down Dialog Box. This trick involves editing the registry, so please make backups. Launch regedit.exe and go to :

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer

In the right pane look for the NoClose Key. If it is not already there then create it by right clicking in the right pane and selecting New > String Value.(Name it NoCloseKey ) Now once you see the NoCloseKey in the right pane, right click on it and select Modify. Then Type 1 in the Value Data Box.

Doing the above on a Win98 system disables the Shut Down option in the Shut Down Dialog Box. But on a Win95 machine if the value of NoCloseKey is set to 1 then click on the Start > Shut Down button displays the following error message:

This operation has been cancelled due to restrictions in effect on this computer. Please contact your system administrator.

You can enable the shut down option by changing the value of NoCloseKey to 0 or simply deleting the particular entry i.e. deleting NoCloseKey.

Instead of performing the above difficult to remember process, simply save the following with an extension of .reg and add it's contents to the registry by double clicking on it.

REGEDIT4

[HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer]

"NoClose"="1"

Disabling Display of Drives in My Computer

This is yet another trick you can play on your geek friend. To disable the display of local or networked drives when you click My Computer go to :

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer

Now in the right pane create a new DWORD item and name it NoDrives. Now modify it's value and set it to 3FFFFFF (Hexadecimal) Now press F5 to refresh. When you click on My Computer, no drives will be shown. To enable display of drives in My Computer, simply delete this DWORD item. It's .reg file is as follows:

REGEDIT4

[HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer]

"NoDrives"=dword:03ffffff

Take Over the Screen Saver

To activate and deactivate the screen saver whenever you want, goto the following registry key:

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\ScreenSavers

Now add a new string value and name it Mouse Corners. Edit this new value to -Y-N. Press F5 to refresh the registry. Voila! Now you can activate your screensaver by simply placing the mouse cursor at the top right corner of the screen and if you take the mouse to the bottom left corner of the screen, the screensaver will deactivate.

Pop a banner each time Windows Boots

To pop a banner which can contain any message you want to display just before a user is going to log on, go to the key:

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\WinLogon

Now create a new string Value in the right pane named LegalNoticeCaption and enter the value that you want to see in the Menu Bar. Now create yet another new string value and name it: LegalNoticeText. Modify it and insert the message you want to display each time Windows boots. This can be effectively used to display the company's private policy each time the user logs on to his NT box. It's .reg file would be:

REGEDIT4

[HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Winlogon]

"LegalNoticeCaption"="Caption here."

Delete the Tips of the Day to save 5KB

Windows 95 had these tips of the day which appeared on a system running a newly installed Windows OS. These tips of the day are stored in the Windows Registry and consume 5K of space. For those of you who are really concerned about how much free space your hard disk has, I have the perfect trick.

To save 5K go to the following key in Regedit:

HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Tips

Now simply delete these tricks by selecting and pressing the DEL key.

Change the Default Locations

To change the default drive or path where Windows will look for it's installation files, go to the key:

HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Setup\SourcePath

Now you can edit as you wish.

Secure your Desktop Icons and Settings

You can save your desktop settings and secure it from your nerdy friend by playing with the registry. Simply launch the Registry Editor go to:

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer

In the right pane create a new DWORD Value named NoSaveSettings and modify it's value to 1. Refresh and restart for the settings to get saved.

CLSID Folders Explained

Don't you just hate those stubborn stupid icons that refuse to leave the desktop, like the Network Neighborhood icon. I am sure you want to know how you can delete them. You may say, that is really simple, simply right click on the concerned icon and select Delete. Well not exactly, you see when you right click on these special folders( see entire list below)neither the rename nor the delete option does not appear. To delete these folders, there are two methods, the first one is using the System Policy Editor(Poledit in the Windows installation CD)and the second is using the Registry.

Before we go on, you need to understand what CLSID values are. These folders, like the Control Panel, Inbox, The Microsoft Network, Dial Up Networking etc are system folders. Each system folder has a unique CLSID key or the Class ID which is a 16-byte value which identifies an individual object that points to a corresponding key in the registry.

To delete these system Folders from the desktop simply go to the following registry key:

HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Desktop\Namespace{xxxxxxxx-xxxx-xxxx-xxxx-xxxxxxxxxxxx}

To delete an icon simply delete the 16 byte CLSID value within "NameSpace". The following are the CLSID values of the most commonly used icons:

My Briefcase:{85BBD920-42AO-1069-A2E4-08002B30309D}

Desktop: {00021400-0000-0000-C000-0000000000046}

Control Panel:{21EC2020-3AEA-1069-A2DD-08002B30309D}

Dial-Up-Networking:{992CFFA0-F557-101A-88EC-00DD01CCC48}

Fonts: {BD84B380-8CA2-1069-AB1D-08000948534}

Inbox :{00020D76-0000-0000-C000-000000000046}

My Computer :{20D04FE0-3AEA-1069-A2D8-08002B30309D}

Network Neighborhood:{208D2C60-3AEA-1069-A2D7-O8002B30309D}

Printers :{2227A280-3AEA-1069-A2DE-O8002B30309D}

Recycle Bin :{645FF040-5081-101B-9F08-00AA002F954E}

The Microsoft Network:{00028B00-0000-0000-C000-000000000046}

History: {FF393560-C2A7-11CF-BFF4-444553540000}

Winzip :{E0D79300-84BE-11CE-9641-444553540000}

For example, to delete the Recycle Bin, first note down it's CLSID value, which is: 645FF040-5081-101B-9F08-00AA002F954E. Now go to the Namespace key in the registry and delete the corresponding key.

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\explorer\Desktop\NameSpace\{645FF040-5081-101B-9F08-00AA002F954E}

Similarly to delete the History folder, delete the following key:

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\explorer\Desktop\NameSpace\{FBF23B42-E3F0-101B-8488-00AA003E56F8}

Sometimes, you may need to play a trick on your brother or friend, well this one teaches you how to hide all icons from the Desktop. Go to the following registry key:

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer

In the right pane create a new DWORD value by the name: NoDesktop and set its value to: 1. Reboot and you will find no icons on the desktop.

Till now you simply learnt how to delete the special system folders by deleting a registry key, but the hack would have been better if there was a way of adding the DELETE and RENAME option to the right click context menus of these special folders. You can actually change the right click context menu of any system folder and add any of the following options: RENAME, DELETE, CUT, COPY, PASTE and lots more.

This hack too requires you to know the CLSID value of the system folder whose menu you want to customize. In this section, I have taken up Recycle Bin as the folder whose context menu I am going to edit.

Firstly launch the registry editor and open the following registry key:

HKEY_CLASSES_ROOT\CLSID\{645FF040-5081-101B-9F08-00AA002F954E}\ShellFolder.

In Case you want to edit some other folder like say the FONTS folder, then you will open the following key:

HKEY_CLASSES_ROOT\CLSID\{CLSID VALUE HERE}\ShellFolder.

In the right pane there will be a DWORD value names attributes. Now consider the following options:

To add the Rename option to the menu, change the value of Attributes to
50 01 00 20

To add the Delete option to the menu, change the value of Attributes to
60 01 00 20

3. To add both the Rename & Delete options to the menu, change the value of Attributes to 70,01,00,20

4. Add Copy to the menu, change Attributes to 41 01 00 20

5. Add Cut to the menu, change Attributes to 42 01 00 20

6. Add Copy & Cut to the menu, change Attributes to 43 01 00 20

7. Add Paste to the menu, change Attributes to 44 01 00 20

8. Add Copy & Paste to the menu, change Attributes to 45 01 00 20

9. Add Cut & Paste to the menu, change Attributes to 46 01 00 20

10.Add all Cut, Copy & Paste to the menu, change Attributes to 47 01 00 20

We want to add only the Rename option to the right click context menu of the Recycle Bin, so change the value of attributes to: 50 01 00 20. Press F5 to refresh and then after rebooting you will find that when you right click on the Recycle Bin a RENAME option pops up too.

To reset the default Windows options change the value of Attributes back to

40 01 00 20

The Registry File which one can create for the above process would be something like the below:

REGEDIT4

[HKEY_CLASSES_ROOT\CLSID\{645FF040-5081-101B-9F08-00AA002F954E}\Shell-Folder]

"Attributes"=hex:50,01,00,20

To access say the Modem Properties in the Control Panel Folder, the normal procedure is: Click on Start, Click on Settings> Control Panel and then wait for the Control Panel window to pop up and then ultimately click on the Modems icon.

Wouldn't it be lovely if you could shorten the process to: Click on Start> Control Panel>Modems. Yes you can add the Control Panel and also all other Special System Folders directly to the first level Start Menu. Firstly collect the CLSID value of the folder you want to add to the start menu. I want to add Control Panel hence the CLSID value is: 21EC2020-3AEA-1069-A2DD-08002B30309D

Now right click on the Start Button and select Open. Now create a new folder and name it: Control Panel.{21EC2020-3AEA-1069-A2DD-08002B30309D}

NOTE: Do not forget the period after the 'l' in Panel. Similarly all system folders can be added to the Start Menu.(accept My Briefcase, I think)

Deleting System Options from the Start menu

You can actually remove the Find and Run options from the start menu by performing a simple registry hack. Again like always Launch the registry editor and scroll down to the below key:

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer

Right-click on the right pane and select New, DWORD Value. Name it NoFind.(To remove the RUN option name it NoRun). Double-click the newly create DWORD to edit it's value and enter 1 as its value. This will disable the FIND option of the Start Menu and will also disable the default Shortcut key(F3 for Find.)

To restore the Run or find command modify the value of the DWORD to 0 or simply Delete the DWORD value.

Fed Up of the boring Old Yellow Folder Icons?[Drive Icons Included]

NOTE: This trick hasn't been tried on Win98.

You can easily change the boring yellow folder icons to your own personalized icons. Simply create a text file and copy the following lines into it:

[.ShellClassInfo]

ICONFILE=Drive:\Path\Icon_name.extension

Save this text file by the name, desktop.ini in the folder, whose icon you want to change. Now to prevent this file from getting deleted change it's attributes to Hidden and Read Only by using the ATTRIB command.

To change the icon of a drive, create a text file containing the following lines:

[Autorun]

ICON=Drive:\Path\Icon_name.extension

Save this file in the root of the drive whose icon you want to change and name it autorun.inf For Example, if you want to change the icon of a floppy, SAVE THE icon in a:\icon_name.ico One can also create a kewl icon for the Hard Disk and create a text file [autorun.inf] and store it in "c:\".

Securing NT

By default, NT 4.0 displays the last person who logged onto the system. This can be considered to be a security threat, especially in the case of those who choose their password to be same as their Username. To disable this bug which actually is a feature, go to the following key in the registry editor:

HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\WindowsNT\CurrentVersion\Winlogon

Click and select the ReportBookOK item and create a new string value called DontDisplayLastUserName. Modify it and set it's value to 1.

As a system administrator, you can ensure that the passwords chosen by the users are not too lame or too easy to guess. NT has this lovely utility called the User Manager which allows the administrator to set the age limit of the password which forces the users to change the password after a certain number of days. You can also set the minimum length of passwords and prevent users to use passwords which already have been used earlier and also enable account lockouts which will deactivate an account after a specified number of failed login attempts.

When you log on to Win NT, you should disable Password Caching, this ensures Single NT Domain login and also prevents secondary Windows Logon screen.

Simply copy the following lines to a plain text ASCII editor like: Notepad and save it with an extension, .reg

----------------DISABLE.reg-----------------

REGEDIT4

[HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Network]

"DisablePwdCaching"=dword:00000001

----------------DISABLE.reg-----------------

To Enable Password Caching use the following .reg file:

--------------Enable.reg-----------------

REGEDIT4

[HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Network]

"DisablePwdCaching"=dword:00000000

--------------Enable.reg-----------------



Cleaning Recent Docs Menu and the RUN MRU

The Recent Docs menu can be easily disabled by editing the Registry. To do this go to the following Key:

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer

Now in the right pane, create a new DWORD value by the name: NoRecentDocsMenu and set it's value to 1. Restart Explorer to save the changes.

You can also clear the RUN MRU history. All the listings are stored in the key:

HKEY_USERS\.Default\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\RunMRU

You can delete individual listings or the entire listing. To delete History of Find listings go to:

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Doc Find Spec MRU

and delete.

Customizing the Right Click Context Menu of the Start Menu

When you right click on the start menu, only 3 options pop up: Open, Explore, and Find. You can add your own programs to this pop up menu( which comes up when we right click on it.) Open Regedit and go to the following registry key:

HKEY_CLASSES_ROOT\Directory\Shell

Right click on the shell and create a new Sub Key (You can create a new SubKey by right clicking on the Shell Key and selecting New > Key.). Type in the name of the application you want to add to the start menu. I want to add Notepad to the Start Menu and hence I name this new sub key, Notepad. Now right click on the new registry key that you just created and create yet another new key named Command. Enter the full path of the application, in this case Notepad in the default value of Command in the right

pane. So I Modify the value of the default string value and enter the full pathname of Notepad:

c:\wndows\notepad.exe.

Now press F5 to refresh. Now if you right click on the Start Button you will find a new addition to the Pop Up Menu called Notepad. Clicking on it will launch Notepad.

We can not only add but also remove the existing options in this pop up box.

To delete the Find option, go to the following registry key:

HKEY_CLASSES_ROOT\Directory\Shell\Find

Delete Find. DO NOT delete Open else you will not be able to open any folders in the Start Menu like Programs, Accessories etc.

BMP Thumbnail As Icon

You can actually change the default BMP icon to a thumbnail version of the actual BMP file. To do this simply go to HKCU\Paint.Picture\Default. In the right pane change the value of default to %1. Please note however that this will slow down the display rate in explorer if there are too many BMP thumbnails to display. You can use other icons too, simply enter the pathname.To restore back to the normal change the vale of default back to: C:\Progra~1\Access~1\MSPAINT.EXE,1.

Customizing The Shortcut Arrow

All shortcuts have a tiny black arrow attached to it's icon to distinguish from normal files. This arrow can sometimes be pretty annoying and as a Hacker should know how to change each and everything, here goes another trick. Launch the Registry Editor and go to:

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\explorer\Shell Icons.

Now, on the right pane is a list of icons ( we found out that on some systems, Windows 98 especially, the right pane is blank. Don't worry, just add the value as required ). Find the value 29. If it isn't there, just add it. The value of this string should be C:\Windows\system\shell32.dll, 29 ( which means the 30th icon in shell32.dll - the first one begins with 0 ). Now, we need blank icon to do this. Just create one with white as the whole icon. Go here to learn how to create an icon. Once done just change the value to C:\xxx.ico, 0 where "xxx" is the full path of the icon file and "0" is the icon in it.

Now for some fun. If the blank icon is a bit boring, change it again. You will find that under shell32.dll there is a gear icon, a shared folder ( the hand ) and much more. Experiment for yourself!

Use Perl to Get List or Services Running on your NT box

Use the following Perl Script to get a list of Services running on your NT system

--------------script.pl-----------------

#!c:\per\bin\perl.exe

use Win32::Service;

my ($key, %service, %status, $part);

Win32::Service::GetServices(' ',\%services);

foreach $key (sort keys %services) {

print "Print Name\t: $key, $services{$key}\n";

Win32::Service::GetStatus( ' ',$services{$key};

\%status);

foreach $part (keys %status) {

print "\t$part : $status{$part}\n" if($part eq "CurrentState");

}

}

-------------script.pl-------------------

Internet Explorer Tricks and Tips

Resizable Full Screen Toolbar

The Full Screen option increases the viewable area and makes surfing more enjoyable but sometimes we need the Toolbar but also need to have extra viewing area. Now this hack teaches you how to change the size of the Internet Explorer toolbar. This registry hack is a bit complicated as it involves Binary values, so to make it simple, I have included the following registry file which will enable the resizable option of the Internet Explorer toolbar which was present in the beta version of IE.

REGEDIT4

[HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Internet Explorer\Toolbar]

"Theater"=hex:0c,00,00,00,4c,00,00,00,74,00,00,00,18,00,00,00,1b,00,00,00,5c,\

00,00,00,01,00,00,00,e0,00,00,00,a0,0f,00,00,05,00,00,00,22,00,00,00,26,00,\

00,00,02,00,00,00,21,00,00,00,a0,0f,00,00,04,00,00,00,01,00,00,00,a0,0f,00,\

00,03,00,00,00,08,00,00,00,00,00,00,00

*******************

HACKING TRUTH: Internet Explorer 5 displays the friendly version of HTTP errors like NOT FOUND etc . They are aimed at making things easier for newbies. If you would rather prefer to see the proper error pages for the web server you're using, go to Tools, Internet Options and select the Advanced tab. Then scroll down and uncheck the Show friendly http errors box.

*******************

Making the Internet Explorer & the Explorer Toolbars Fancy

The Internet Explorer toolbar looks pretty simple. Want to make it fancy and kewl? Why not add a background image to it. To do this kewl hack launch the Windows Registry Editor and go to the following key: HKEY_CURRENT_USER\SOFTWARE\Microsoft\ Internet Explorer\Toolbar\.

Now in the right pane create a new String Value and name it BackBitmap and modify it's value to the path of the Bitmap you want to dress it up with by rightclicking on it and choosing Modify. When you reboot the Internet Explorer and the Windows Explorer toolbars will have a new look.

Change Internet Explorer's Caption

Don't like the caption of Internet Explorer caption? Want to change it? Open the registry editor and go to

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Internet Explorer\Main.

In the right pane create a new String Value names Window Title (Note the space between Window and Title). Right click on this newly created String Value and select Modify. Type in the new caption you want to be displayed. Restart for the settings to take place.

Now let's move on to some Outlook Express Tricks.

Colorful Background

Don't like the boring background colors of Outlook Express? To change it launch the Windows Registry Editor and scroll down to the

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Internet Mail And News key.

On the left pane, click on ColorCycle or select Edit and Modify in the menu. Now change the value to 1. Close and restart. Now, launch Outlook Express and whenever you open up a New Message, hold down ctrl-shift and tap the z key to scroll to change the background color. Repeat the keystroke to cycle through the colors.

Internet Explorer 5 Hidden Features


Microsoft Internet Explorer 5 has several hidden features which can be controlled using the Windows Registry. Open your registry and scroll down to the following key:

HKEY_CURRENT_USER\Software\Policies\Microsoft\Internet Explorer\Restrictions

Create a new DWORD value named x(See complete list of values of x below) and modify it's value to 1 to enable it and to 0 to disable it.

NoBrowserClose : Disable the option of closing Internet Explorer.

NoBrowserContextMenu : Disable right-click context menu.

NoBrowserOptions : Disable the Tools / Internet Options menu.

NoBrowserSaveAs : Disable the ability to Save As.

NoFavorites : Disable the Favorites.

NoFileNew : Disable the File / New command.

NoFileOpen : Disable the File / Open command.

NoFindFiles : Disable the Find Files command.

NoSelectDownloadDir : Disable the option of selecting a download directory.

NoTheaterMode : Disable the Full Screen view option.

Hacking Secrets

Almost all system administrators make certain changes and make the system restricted. System Administrators can hide the RUN option, the FIND command, the entire Control Panel, drives in My Computer like D: A: etc. They can even restrict activities of a hacker my disabling or hiding, even the tiniest options or tools.

Most commonly these restrictions are imposed locally and are controlled by the Windows Registry. But sometimes the smart system administrators control the activities of the hacker by imposing restrictions remotely through the main server.

Poledit or Policy Editor is a small kewl tool which is being commonly used by system administrators to alter the settings of a system. This utility is not installed by default by Windows. You need to install in manually from the Windows 98 Installation Kit from the Resource Kit folder. user.dat file that we saw earlier.

The Policy Editor tool imposes restrictions on the user's system by editing the user.dat file which in turn means that it edits the Windows Registry to change the settings. It can be used to control or restrict access to each and every folder and option you could ever think of. It has the power to even restrict access to individual folders, files, the Control Panel, MS DOS, the drives available etc. Sometimes this software does make life really hard for a Hacker. So how can we remove the restrictions imposed by the Policy Editor? Well read ahead to learn more.

You see the Policy Editor is not the only way to restrict a user's activities. As we already know that the Policy Editor edits the Windows Registry(user.dat) file to impose such restrictions. So this in turn would mean that we can directly make changes to the Windows Registry using a .reg file or directly to remove or add restrictions.

Launch Regedit and go to the following Registry Key:

HKEY_CURRENT_USER/Software/Microsoft/CurrentVersion/Policies

Under this key, there will definitely be a key named explorer. Now under this explorer key we can create new DWORD values and modify it's value to 1 in order to impose the restriction. If you want to remove the Restriction, then you can simply delete the respective DWORD values or instead change their values to 0. The following is a list of DWORD values that can be created under the Explorer Key-:

NoDeletePrinter: Disables Deletion of already installed Printers

NoAddPrinter: Disables Addition of new Printers

NoRun : Disables or hides the Run Command

NoSetFolders: Removes Folders from the Settings option on Start Menu (Control Panel, Printers, Taskbar)

NoSetTaskbar: Removes Taskbar system folder from the Settings option on Start Menu

NoFind: Removes the Find Tool (Start >Find)

NoDrives: Hides and does not display any Drives in My Computer

NoNetHood: Hides or removes the Network Neighborhood icon from the desktop

NoDesktop: Hides all items including, file, folders and system folders from the Desktop

NoClose: Disables Shutdown and prevents the user from normally shutting down Windows.

NoSaveSettings: Means to say, 'Don't save settings on exit'

DisableRegistryTools: Disable Registry Editing Tools (If you disable this option, the Windows Registry Editor(regedit.exe) too

will not work.)

NoRecentDocsHistory: Removes Recent Document system folder from the Start Menu (IE 4 and above)

ClearRecentDocsOnExit: Clears the Recent Documents system folder on Exit.

Nolnternetlcon: Removes the Internet (system folder) icon from the Desktop

Under the same key: HKEY_CURRENT_USER/Software/Microsoft/CurrentVersion/Policies you can create new subkeys other than the already existing Explorer key. Now create a new key and name it System. Under this new key, system we can create the following new DWORD values(1 for enabling the particular option and 0 for disabling the particular option):

NODispCPL: Hides Control Panel

NoDispBackgroundPage: Hides Background page.

NoDispScrsavPage: Hides Screen Saver Page

NoDispAppearancePage: Hides Appearance Page

NoDispSettingsPage: Hides Settings Page

NoSecCPL: Disables Password Control Panel

NoPwdPage: Hides Password Change Page

NoAdminPaqe: Hides Remote Administration Page

NoProfilePage: Hides User Profiles Page

NoDevMgrPage: Hides Device Manager Page

NoConfigPage: Hides Hardware Profiles Page

NoFileSysPage: Hides File System Button

NoVirtMemPage: Hides Virtual Memory Button

Similarly, if we create a new subkey named Network, we can add the following DWORD values under it(1 for enabling the particular option and 0 for disabling the particular option):

NoNetSetupSecurityPage: Hides Network Security Page

NoNelSetup: Hides or disables the Network option in the Control Panel

NoNetSetupIDPage: Hides the Identification Page

NoNetSetupSecurityPage: Hides the Access Control Page

NoFileSharingControl: Disables File Sharing Controls

NoPrintSharing: Disables Print Sharing Controls

Similarly, if we create a new subkey named WinOldApp, we can add the following DWORD values under it(1 for enabling the particular option and 0 for disabling the particular option):

Disabled: Disable MS-DOS Prompt

NoRealMode: Disable Single-Mode MS-DOS.

So you see if you have access to the Windows Registry, then you can easily create new DWORD values and set heir value to 1 for enabling the particular option and 0 for disabling the particular option. But Sometimes, access to the Windows Registry is blocked. So what do you do? Go to the Windows Directory and delete either user.dat or system.dat (These 2 files constitute the Windows Registry.) and reboot. As soon as Windows logs in, it will display a Warning Message informing you about an error in the Windows Registry. Simply ignore this Warning Message and Press CTRL+DEL+ALT to get out of this warning message.(Do not press OK) You will find that all restrictions have been removed.

The most kind of restriction found quite commonly is the Specific Folder Restriction, in which users are not allowed access to specific folders, the most common being the Windows folder, or sometimes even access to My Computer is blocked. In effect, you simply cannot seem to access the important kewl files which are needed by you to do remove restrictions. What do you? Well use the RUN command. (START >RUN). But unfortunately a system administrator who is intelligent enough to block access to specific folder, would definitely have blocked access to the RUN command. Again we are stuck.

Windows is supposed to be the most User Friendly Operating System on earth. (At least Microsoft Says so.)

It gives the User an option to do the same thing in various ways. You see the RUN command is only the most convenient option of launching applications, but not the only way. In Windows you can create shortcuts to almost anything from a file, folder to a Web URL. So say your system administrator has blocked access to the c:\windows\system folder and you need to access it. What do you do? Simply create a Shortcut to it. To do this right click anywhere on the desktop and select New > Shortcut. A new window titled Create Shortcut pops up. Type in the path of the restricted folder you wish to access, in this case c:\windows\system. Click Next, Enter the friendly name of the Shortcut and then click Finish. Now you can access the restricted folder by simply double clicking on the shortcut icon. Well that shows how protected and secure *ahem Windows *ahem is.

****************

HACKING TRUTH: Sometimes when you try to delete a file or a folder, Windows displays an error message saying that the file is protected. This simply means that the file is write protected, or in other words the R option is +. Get it? Anyway, you can stop Windows from displaying this error message and straightaway delete this file by changing its attributes to Non Read Only. This can be done by Right Clicking on the file, selecting Properties and then

unselecting the Read Only Option.

***************

There is yet another way of accessing restricted folders. Use see, DOS has a lovely command known as START. Its general syntax is:

START application_path

It does do what it seems to do, start applications. So in you have access to DOS then you can type in the START command to get access to the restricted folder. Now mostly access to DOS too would be blocked. So again you can use the shortcut trick to launch, c:\command.com or c:\windows\command.com. (Command.com is the file which launches MS DOS).

Accessing Restricted Drives.

The problem with most system administrators is that they think that the users or Hackers too are stupid. Almost all system administrators use the Registry Trick (Explained Earlier) to hide all drives in My Computer. So in order to unhide or display all drives, simply delete that particular key.(Refer to beginning of Untold Secrets Section.)

Some systems have the floppy disk disabled through the BIOS. On those systems if the BIOS is protected, you may need to crack the BIOS password. (For that Refer to the Windows Hacking Chapter). Sometimes making drives readable (Removing R +) and then creating Shortcuts to them also helps us to get access to them.

Further Changing your Operating System's Looks by editing .htt files

If you have installed Windows Desktop Update and have the view as Web Page option enabled, you can customise the way the folder looks by selecting View > Customise this folder. Here you can change the background and other things about that particular folder. Well that is pretty lame, right? We hackers already know things as lame as that. Read on for some kewl stuff.

Well, you could also change the default that is stored in a Hidden HTML Template file (I think so..) which is nothing but a HTML document with a .htt extension. This .htt file is found at: %systemroot%\web\folder.htt.

The %systemroot% stands for the drive in which Windows is Installed, which is normally C:

You can edit these .htt files almost just like you edit normal .HTM or .HTML files. Simply open them in an ASCII editor like Notepad. The following is a list of .htt files on your system which control various folders and which can be edited to customise the way various folders look.

controlp.htt Control Panel

printers.htt Printers

mycomp.htt My Computer

safemode.htt Safe Mode

Cradit By http://www.governmentsecurity.org

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ