สุดโหด!! ฝังคนทั้งเป็น

(1/8) > >>

kitdee:


10 เหตุการณ์ฝังทั้งเป็นที่น่าขนหัวลุก

“ฝังทั้งเป็น” มีเรื่องเล่ากันว่ามีหญิงชายคนหนึ่งแต่งงานกับ และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จนกระทั้งแก่เฒ่า จนกระทั้งวันหนึ่งภรรยาของเขาได้จากไป เขาจัดพิธีศพตามหลักศาสนาคริสต์ คือนำศพของเธอมาฝังในโลงศพอย่างดีมาฝังในสุสานเพื่อให้เธอพักผ่อนถาวร

                เรื่องคงจบแต่เพียงเท่านี้ หากแต่ไม่ เมื่อดึกคืนหนึ่งในขณะที่ฝ่ายชายนอนหลับ เขาได้ฝันน่ากลัวเข้า เมื่อเขาเห็นภรรยาที่อยู่ในโลงศพลืมตาดื่นขึ้น เธอพยายามตะเกียดตะกายเพื่อออกจากโลงที่ถูกฝังในดิน ความมืด ความแคบ อาการน้อยลงทุกที ทำให้เธอกลายเป็นบ้า เธอกำลังร้องชื่อเขาเพื่อมาช่วยเหลือเธอ

                ฝ่ายชายฝันร้ายแบบนี้ทุกค่ำคืน จนกระทั้งทนไม่ไหว เขาเลยร้องขอให้แพทย์และหน่วยงานท้องถิ่นนำโลงศพของภรรยาของเขาออกมา และเมื่อทั้งหมดเปิดฝาโลงก็ตะลึงเมื่อศพภรรยาของเขาไม่ได้เน่าเบื่อ ซ้ำที่เบิกตาโพลง ทำหน้าตาหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ที่เล็บมีเลือดเกรอะกรัง และที่ฝาโลงด้านในมีรอยขีดข่วนชัดเจน ..........

เรื่องของศพที่คิดว่าตายแล้วนำมาฝังตามพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่ต่อมากลับพบว่าผู้ตายนั้นไม่ได้ตายจริง และกลับมาคืนชีพในโลงศพและพยายามตะเกียดตะกายเอาชีวิตรอด เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญมากมาย แต่ที่น่าแปลกคือเรื่องเหล่านี้กลายเป็นจริงอีกทั้งมีมากกว่าหนึ่งกรณี สาเหตุง่ายมากก็เพราะสมัยก่อนนั้นการตรวจสอบผู้ตายนั้นตายจริงหรือไม่ นั้นไม่ค่อยทันสมัย ทำให้มีการฝังในโลงศพทั้งๆ ที่ผู้ตายคนนั้นแค่ตายชั่วขณะ และนี้คือตัวอย่าง ของผู้มีประสบการณ์ฝังทั้งเป็นที่ฟื้นคืนชีพในโลงศพที่ถึงฝังในดินอย่างน่าสยดสยอง

 

Virginia Macdonald         
                ปี 1851 เวอรจิเนีย เเมคโดเนล(Virginia Macdonald) อาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเธอในนิวยอร์กซิตี้และป่วยตายเธอถูกนำไปฝังในสุสานกรีนวู๊ด(Greenwood) บรู๊คลิน นิวยอร์ค อเมริกา หลังจากพิธีฝังศพผ่านไป แม่ของเธอกลับบอกคนอื่นว่าเธอเชื่อว่าลูกของเธอไม่ตาย เธอพูดแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนครอบครัวของเธอทนไหมไหวเลยต้องขุดโลงศพเปิดฝาโลงให้แม่ของเธอหายข้อข้องใจซะ แต่ปรากฏว่าพวกเขาพบว่าศพของเวอจิเนียนั้นยังไม่เน่า เธอคืนชีพในโลงและพยายามตะเกียดตะกาย ที่มือของเธอนั้นสภาพเละอย่างไม่มีชิ้นดี แสดงให้เห็นว่าเธอพยายามทำลายโลง แต่ล้มเหลวและขาดใจตายไปเสียก่อน

(หลังจากนั้นป่าช้าแห่งนี้ได้ถูกย้ายไปที่แห่งใหม่ หลายโรงถูกนำมาตรวจสอบก็พบว่ามีศพหลายศพที่ถูกฝังทั้งเป็นจำนวนมาก)

   


Madam Blunden
ปี 1896 มาดามบันเดนหมดลมหายใจ และแน่นอนครอบครัวของเธอก็คิดว่าเธอเสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาเลยใส่ผมลงในโลงและฝังในอุโมงค์ครอบครัวบันเดนที่โบสถ์โฮลี่ โกสท( Holy Ghost) ที่ บาซิงสโตก ประเทศอังกฤษ ซึ่งอุโมงค์นี้อยู่ใต้โรงเรียนชายพอดี  หลังจากงานศพผ่านไป ชายที่เดินเล่นแถวนั้นเกิดได้ยินเสียงจากอุโมงค์ข้างล่าง หลังจากนั้นเขาก็วิ่งไปบอกครูของเขาเกี่ยวกับเสียงทีเรียกเขา และแล้วก็ทราบว่าเสียงนั้นมาจากโลงศพของมาดามบันเดนนั่นเอง พวกเขารีบเอาโลงออก เมื่อเขาเปิดฝาโลงก็พบว่าสายไปเสียแล้วที่จะช่วยชีวิตเธอ พวกเขาได้แต่เป็นเพียงพยานในการเห็นลมหายใจแห่งชีวิตสุดท้ายของเธอเท่านั้น สภาพร่างกายของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวดที่พยายามดิ้นรนหนีจากโลงที่ถูกฝัง รอยข่วนที่เมามันที่ใบหน้าและเธอกัดเล็บมืดจนหลุดออกมาอย่างน่าสยดสยอง

(ปัจจุบันโลงศพจำนวนมากถูกออกแบบเพื่อความปลอดภัยขึ้น โดยโลงศพที่จดสิทธิบัตรในศตวรรษที่ 18 และ 19 มีการติดตั้งกลไกเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในโลง(เผื่อฟื้นคืนชีพตอนถูกฝังทั้งเป็น)ส่งสัญญาณให้คนที่อยู่พื้นดินได้ทราบชัดขึ้น)

 

New York Times article 
บทความในนิวยอร์คไทน์ก็มีข่าวเรื่องราวแบบนี้ออกมาอยู่เสมอ ในฉบับที่ วันที่ 18 มกราคม 1886 วูดสต็อก ออนแทรีโอ สาวคนหนึ่งชื่อคอลลินส์(Collins) ตาย สองวันหลังจากนั้นร่างกายของเธอถูกขุดขึ้นมาเพื่อนำไปฝังที่อื่น และเมื่อพวกเขาเปิดโลงก็พบว่าผ้าห่อศพข้างในถูกฉีกเป็นชิ้นๆ หัวเข่าของเธอถลอกเป็นแผลแหวะ  แขนของเธอบิดงอบิดเบี้ยว ที่หัวเต็มไปด้วยรอยกระแทกเพื่อทุบโลงให้เปิดออก และใบหน้าของเธออยู่ในสภาพน่ากลัวและทรมาน
(ในศตวรรษที่ 19 ดร. Timothy Clark Smith of Vermont เขากลัวเรื่องการถูกฝังทั้งเป็นมาก เขาเลยได้ขอมีการฝังศพในลักษณะพิเศษ โดยมีการต่อท่อหายใจและมีหน้าต่างกระจกให้ได้เห็นสภาพเขาภายในโลง และคุณสามารถเห็นหลุมฝังศพเขาที่นี้ here .)



British Medical Journal   
วารสารทางการแพทย์ของอังกฤษเขียนไว้ว่าเมื่อ 8 ธันวาคม 1877 ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นถูกฝังตามพิธีกรรมเนื่องจากเชื่อว่าเธอตายแล้ว ซึ่งความจริงแล้วเธอแค่รู้สุกงงงันเท่านั้น หลังจากนั้นให้หลังมีการเปิดโลงศพของเธอออก ก็พบว่าหญิงสาวโชคร้ายนี้พยายามดิ้นรนออกจากโลงอย่างหนักในขณะที่มีชีวิตอยู่ เสื้อผ้าที่สวมใส่ถูกฉีกขาด และแขนขาของเธอบิดเบี้ยวอย่างน่าสยดสยอง ภายหลังศาลได้พิพากษาให้แพทย์รับรองการตายของเธอและนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจในการสั่งให้ฝังโลงมีความผิด ต้องจำคุกสามเดือนฐานทำการฆาตกรรมโดยไม่ได้ตั้งใจ

(สมัยก่อนแพทย์จะรับรองการตาย โดยดูจากการทำงานของสมองหมดลง )

 

Madame Bobin   
ในปี 1901 มีหญิงคนหนึ่งชื่อมาดามโบบิง (Madame Bobin) กำลังตั้งครรภ์ และเป็นโรคไข้เหลืองในขณะเดินทางเรือจากแอฟริกาตะวันตก เธอถูกส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลอย่างโดดเดี่ยวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคนอื่นติดโรค เธอตายและถูกฝัง ในตอนนั้นพยาบาลสังเกตว่าร่างกายของเธอไม่เย็นและมีปฏิกิริยาจากกล้ามเนื้อท้องแสดงให้เห็นว่าเธอได้รับฝังก่อนเวลาอันควร หลังจากนั้นพ่อของเธอทุกข์ใจกับความจริงนี้ เขาร้องขอให้มีการเปิดโลงศพของเธอเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ ผลปรากฏว่าสิ่งที่พบในโลงก็คือเด็กทารกที่เกิดมาและตายพร้อมกับเธอในโลง ผลการชันสูตรพบอีกว่าเธอไม่ได้ตายเพราะไข้โรคเหลืองหากแต่ตายเพราะการขาดอากาศหายใจในโลง ในเวลาต่อมีจึงมีการเรียกร้องค่าเสียหายกว่า 13000 ดอลลาร์ แก่เจ้าหน้าที่ที่วินิจฉัยผิดพลาด

(จากบันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่าในช่วงศตวรรษที่ 17 เกิดโรคระบาดขึ้น และมีคนตายเพราะถูกฝังทั้งเป็นเนื่องจากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคระบาดตาย 149 กรณี)

 

credit:cammy

DDD1985:
สยองแทน :P

หลานยายปริก:
เอาไปทำหนังได้เลยนะนี่

thailovesong:
น่ากลัว.. :wanwan009:

onlyones:
ประเทศไทยไม่ต้องกลัวเพราะว่า 3-7 วันนั้นเราสวดอยู่
ส่วนวันต่อมาเราเผาเลยไม่ม่ีการไปนอนในโลงใต้ดิน

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป