บทความนี้มีทั้งหมด สิบแปดตอน จะค่อยๆทยอยลงนะครับ 
โดย : ก้องเกียรติ
บทที่ 1 การตลาดในศตวรรษที่ 21เราจะเดินไปในทิศทางใดต่อไป ? โดย Philip Kotler Philip Kotler ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางการตลาดในศตวรรษที่ 21 ด้วยการมองย้อนไปในอนาคต (Looking Back Into The Future)
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดสามารถสรุปได้ดังนี้
คนกลางในช่องทางการตลาด อย่างเช่น ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกได้ถูกตัดออกไปจากช่องทางการตลาดเป็นจำนวนมากอันเป็นผลจากพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ สินค้าทุกอย่างสามารถวางจำหน่ายโดยไม่ต้องอาศัยร้านค้า
· แค็ตตาล็อกราคาที่มีคุณภาพการพิมพ์อย่างดีได้หายไปจากตลาดเนื่องจากธุรกิจเลือกซื้อผ่านทางช่องทางอินเตอร์เน็ตในอัตราที่สูงขึ้น
· ธุรกิจค้าปลีกที่มีหน้าร้านค้ามีลูกค้าน้อยลงอย่างมากทำให้ร้านค้าเหล่านี้กำลังพยายามทำการตลาดประสบการณ์ให้กับลูกค้าแทนที่จะเป็นการทำการตลาดให้กับลูกค้า เช่น ร้านขายเสื้อผ้าหลายแห่งได้จัดมุมหนึ่งของร้านไว้สำหรับเป็นมุมจิบกาแฟ
· บริษัทส่วนใหญ่ได้สร้างฐานข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับความชอบและความต้องการของลูกค้าแต่ละรายโดยนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ดำเนินกลยุทธ์การตลาดสินค้าของตนตามความต้องการของลูกค้ามวลรวมทำให้ลูกค้าได้มีโอกาสออกแบบสินค้าตามที่ตนต้องการ เช่น ธุรกิจ รถยนต์ คอมพิวเตอร์เป็นต้น
· บริษัทต่าง ๆ ล้วนมีความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าของตนได้ดีขึ้นมีวิธีการใหม่ ๆ ที่สามารถให้ในสิ่งที่สามารถให้เกินความคาดหวังของลูกค้าได้และพยายามคิดค้นวิธีการขายสินค้าและบริการให้กลุ่มลูกค้าเดิมที่มีมากขึ้น
· บริษัทต่าง ๆ กำลังให้ความสนใจกับการสร้างส่วนแบ่งลูกค้า (Customer Share) มากกว่าส่วนแบ่งตลาด (Market Share) หลายบริษัทได้คิดค้นวิธีใหม่ ๆ ในการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าในสายผลิตภัณฑ์อื่นและ ในสายผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นไป ให้ความสนใจกับลูกค้าที่มีอยู่โดยใช้ประโยชน์จากทางข้อมูลของตนซึ่งได้รับการ พัฒนาด้วยเทคนิคและการสร้างข้อมูลที่ทันสมัยและมีประสิทธิผลมากขึ้น
· บริษัททั้งหลายพยายามเรียกร้องและชี้แนะให้ฝ่ายบัญชีเห็นประโยชน์ของการคำนวณหาตัวเลขที่แท้จริงของความสามารถในการทำกำไรแยกตามลูกค้าแต่ละรายเพื่อแยกลูกค้าและตอบแทนลูกค้าชั้นดีที่มีความสามารถในการทำกำไรสูง
· บริษัทต่าง ๆ เปลี่ยนความสนใจของตนจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนไปสู่ความภักดีในตราสินค้าแก่กลุ่มลูกค้าของตน หลายรายไปไกลถึงความคิดที่จะขายสินค้าของตนเองให้กับลูกค้าตลอดไปโดยยอมลดราคาต่อหน่วยต่ำลงแต่บริษัทยังคงอยู่รอดได้
· บรษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมว่าจ้างหน่วยงานภายนอกเพื่อทำหน้าที่บางอย่างแทนตนคิดเป็นกว่าร้อยละ 60ทำให้บริษัทเหล่านั้นกลายเป็นบริษัทที่มีทรัพย์สินเหลืออยู่น้อยมากส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
· บริษัทที่ว่าจ้างหน่วยงานภายนอกที่ทำงานแทนตนต่างประสบผลสำเร็จทำให้ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะอยู่ในรูปบริษัทเครือข่ายกับบริษัทอื่น ๆ ที่เป็นพันธมิตรกับบริษัทของตน
· ทีมงานขายของบริษัทจำนวนมาก มีลักษณะเป็นผู้รับสิทธิสัมประทานการขาย(Franchise)แทนที่จะเป็นพนักงานของบริษัท
· ผู้ซื้อส่วนใหญ่ชอบที่จะพบพนักงานขายทางหน้าจอคอมพิวเตอร์มากกว่าที่จะพบในออฟฟิต การขายโดยบุคคลมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นผ่านสื่ออิเล็คทรอนิกส์มากขึ้น พนักงานขายเดินทางน้อยลง พนักงานขายที่มีประสิทธิผลมากที่สุด คือบุคคลที่มีข้อมูลครบถ้วน น่าเชื่อถือ เป็นที่ชื่นชอบของบุคคลทั่วไปและเป็นนักฟังที่ดี
· การโฆษณาผ่านสื่อมวลชนอย่างสื่อโทรทัศน์ลดลงอย่างมาก ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงตลาดของตนมากขึ้นด้วยการโฆษณาผ่านนิตยสารออนไลน์เฉพาะอย่าง และข่าวสารของกลุ่มสมาชิกในเว็บไซต์ด้วยกัน
· บริษัทหลายแห่งไม่สามารถรักษาความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน ผู้แข่งสามารถลอกเลียนแบบความได้เปรียบของบริษัทได้อย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างการทำงาน บริษัทต่าง ๆ เชื่อว่าความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันของตนขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงตนเองได้เร็วขึ้น
การเปลี่ยนแปลงกติกาทางการตลาด โดย Gregory S. Carpenterท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่มีความรุนแรงบริษัทขนาดใหญ่เริ่มหันมาใช้การตลาดในเชิงรุก ด้วยการพบปะพูดคุยกับลูกค้าทำการวิจัยตลาดหาแนวคิดใหม่ ๆ ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และจัดโครงสร้างองค์การใหม่เพื่อให้การนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว จัดว่าอยู่ในแนวคิดแบบดั้งเดิมคือนำเสนอในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายแต่ก็สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายดายเช่นกัน
การที่ธุรกิจไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจหรือสินค้าได้กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายแนวคิดทางการตลาดทำให้แนวคิดทางการตลาดค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปในที่สุด นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการตลาดโดยสร้างขึ้นมาบนข้อสมมติที่ว่าผู้ซื้อนั้นไม่ทราบว่าตนต้องการอะไรพูดง่าย ๆ ก็คือ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสิ่งที่บริษัทสอนให้ผู้ซื้อรับทราบและจดจำด้วย เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ โมโตโรล่า โนเกีย และอิริคสัน ต่างพยายามสร้างการรับรู้ของผู้ซื้อที่มีผลต่อโทรศัพท์ เคลื่อนที่ตลอดจนค้นหาคุณลักษณะของโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ซื้อและศึกษาวิธีการที่ผู้ซื้อใช้ในการตัดสินใจเลื่อกซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตลอดจนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของผู้ซื้อโดยการเข้าไปสอนหรือให้ข้อมูลบางอย่าง การตลาดจึงเป็นทั้งการตอบสนองตามแรงผลักดันหรือความต้องการของตลาด ( Market Driven ) และผลักหรือสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นของตลาด ( Market Driving )
เมื่อใดที่โฆษณาสามารถเพิ่มยอดขายได้? โดย Leonard Lodishยอดขายสินค้าของผู้ผลิตรายย่อยซึ่งยังไม่ติดตลาดเท่าใดนัก สามารถเพิ่มยอดขายจากการโฆษณาได้มากกว่ายอดขายของผู้ผลิตรายใหญ่ที่ติดตลาดแล้ว
โฆษณาของผู้ผลิตรายใหญ่ควรมีข่าวสารใหม่ ๆ ที่จะแจ้งกับลูกค้า โฆษณาจึงจะสามารถเพิ่มยอดขายให้บริษัทได้มากกว่าโฆษณาเดิม ๆ ซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์แจ้งข่าว ใด ๆ
โฆษณาของผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีสินค้าที่ติดตลาดแล้วจะส่งผลประโยชน์และเพิ่มยอดขายในระยะยาวมากกว่าบริษัทย่อย ๆ ที่สินค้ายังไม่ติดตลาด
นักธุรกิจควรทดสอบความมีประสิทธิภาพของโฆษณาสินค้าของตนอยู่เสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผลประโยชน์จากโฆษณาที่ได้รับนั้นมีมากกว่าต้นทุนการโฆษณาที่ได้จ่ายออกไป และยังเพิ่มความสามารถในการตัดโฆษณาบางสื่อออกที่ไม่ส่งผลประโยชน์ต่อบริษัทเท่าใดนักออกจากงบประมาณโฆษณาที่สิ้นเปลืองอย่างมหาศาล
การเลือกเข้าไปในตลาดระหว่างประเทศ : วิธีจัดอันดับความสำคัญของตลาด โดย Philip M. Parker
การเลือกตลาดระหว่างประเทศที่จะเข้าไป ตามข้อเสนอแนะของ Philip M. Parker บริษัทจำเป็นต้องเข้าตลาดด้วยเกณฑ์สำคัญ 2 ประการ คือ ความต้องการแฝงเร้น (Latent Demand) และความสามารถในการเข้าไปในตลาด (Accessibility)
ความต้องการแฝงเร้นขึ้นอยู่กับ ขนาดของประเทศ ร้อยละของประชากรที่มีแนวโน้มยอมรับผลิตภัณฑ์ และอัตราการซื้อซ้ำ เมื่อผู้บริหารนำเกณฑ์เหล่านี้มาใช้วัด จะพบว่า ตลาดในประเทศที่เข้าสู่จุดอิ่มตัว จริง ๆ แล้วจะมีศักยภาพของตลาดมากกว่าในตลาดที่เพิ่งเกิดใหม่
แม้ประเทศที่มีปริมาณความต้องการแบบแฝงเร้นมากจะดูน่าสนใจ แต่มักจะได้รับความสนใจน้อยลง เมื่อพิจารณาความสามารถในการเข้าไปในตลาด ดังนั้นอย่างน้อยที่สุด บริษัทควรพิจารณาจากปัจจัย 4 ประการ ซึงถ้ามีลักษณะทางประชา-กรศาสตร์ที่หลากหลาย มีการพัฒนาเศรษฐกิจต่ำ มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมภายในประเทศ หรือมีข้อจำกัดทางการเมืองต่าง ๆ แสดงว่าตลาดนี้ก็ไม่ใช่ตลาดที่น่าสนใจและไม่คุ้มค่าที่ธุรกิจจะเข้าไปลงทุน
ท่านมองเห็นคุณค่าของลูกค้าหรือไม่? โดย Sean Meehan และ Patrick BarwiseSean Meehan และ Patrick Barwise ได้กล่าวไว้ว่า บริษัทที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์คุณค่าแก่ลูกค้าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ต้องมีความสามารถ 2 อย่าง คือ
1. บริษัทต้องคอยตรวจสอบเพื่อรับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในตลาดบ้าง เครื่องมือที่นิยมนำมาใช้มากที่สุด คือ การวิจัยตลาด การติดต่อระหว่างผู้บริหารกับลูกค้า และการตรวจสอบพฤติกรรมของคู่แข่งขันอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ
2. บริษัทจะตองมีวัฒนธรรมขององค์กรที่มีความยืดหยุ่น และในขณะเดียวกันมีความเป็นผู้นำ ถ้าหากบริษัทสามารถเปลี่ยนความรู้เหล่านี้ได้จะกลายเป็นผลการปฏิบัติงานที่ดียิ่งขึ้น
วิธีประเมินผลฝ่ายการตลาดทำได้อย่างไร โดย Tim Ambler และ Flora Kokkinakiจากการวิจัยของ Tim Ambler และ Flora Kokkinaki ได้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงนิยมนำเครื่องมือทางการเงินมาใช้ประเมินผลมากกว่าเครื่องมือด้านอื่น ๆ
ถ้าหากนักการตลาดต้องการนำเครื่องมืออื่น ๆ มาใช้ เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า นักการตลาดจำเป้นต้องเตรียมพร้อมตนเองเพื่อสนับสนุนให้มีการนำเครื่องมือนี้มาใช้อย่างแพร่หลายด้วย