ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2
1  อื่นๆ / Cafe / การติดตั้งบัสบาร์ทองแดงภายในตู้ไฟฟ้า สำหรับระบบไฟฟ้าแรงต่ำ เมื่อ: 19 สิงหาคม 2022, 15:15:17


การติดตั้งบัสบาร์ทองแดง

มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย (วสท. 022001-22) ระบุให้บัสบาร์ทองแดงที่ใช้ในงานติดตั้งทางไฟฟ้าต้องมีความบริสุทธิ์ของทองแดงไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ทั้งนี้ ในส่วนของการออกแบบขนาดของบัสบาร์ วิศวกรออกแบบแผงสวิตช์ส่วนใหญ่จะอ้างอิงค่าความสามารถการนำกระแสของบัสบาร์ทองแดงตามที่ระบุค่าไว้ตามมาตรฐาน DIN 43671 (Current-carrying capacity values for flat bars acc. to DIN 43671)

ลักษณะการเชื่อมต่อบัสบาร์ทองแดง

กรณีการเชื่อมต่อบัสบาร์จะมีลักษณะการประสานหน้าสัมผัสระหว่างบัสบาร์โดยการเจาะยึดด้วยสกรู น็อต แหวนรองกันคลาย และอื่น ๆ ทั้งนี้ พื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างกันในการประสานหรือเชื่อมต่อต้องมีค่าไม่น้อยกว่า 5 เท่าของพื้นที่หน้าตัดของบัสบาร์ส่วนเชื่อมต่อ (Sc > 5 x Sb)

สำหรับบัสบาร์หลัก เมื่อมีการเชื่อมต่อควรให้หน้าสัมผัสของบัสบาร์ประสานและต่อเนื่องตลอดความยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนภายในบัสบาร์ของระบบ


หากวิศวกรไฟฟ้า หรือช่างไฟท่านใดต้องการตู้ไฟฟ้า คุณภาพดี ตรงตามมาตรฐาน สามารถดูรายละเอียด หรือสอบถามข้อมูลสินค้าได้ที่
KJL LINE Official Account: @KJL.connect
2  ความรู้ทั่วไป / Search Engine Optimization / รวม 4 เคล็ดลับการทำ SEO ฉบับเอเจนซี่ ที่เจ้าของธุรกิจไม่เคยรู้ เมื่อ: 05 สิงหาคม 2022, 12:25:28


การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นั้น อาจฟังดูเป็นเรื่องยุ่งยากน่าปวดหัว แต่สำหรับผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจแล้ว นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์เพียงไม่กี่อย่าง ที่จะทำให้การทำการตลาดในช่องทางออนไลน์ของธุรกิจคุณ ประสบความสำเร็จได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก วันนี้ Cotactic จึงได้รวบรวมเคล็ดลับการทำ SEO ฉบับเอเจนซี่ มาให้ทุกคนได้ลองอ่านและศึกษากันดูครับ

1.Keywords Research

Keywords คือหัวใจสำคัญในการทำ SEO เพราะถ้าหากเราต้องการให้เว็บไซต์ของเราอยู่อันต้น ๆ บน Google เราก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาให้ละเอียด ว่ามีคำไหนบ้างที่ผู้คนนิยมใช้ Search ดังนั้นการทำความรู้จักกับบรรดา Keywords หรือคำที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น คุณต้องรู้ก่อนว่าผู้คนส่วนมากใช้คำแบบไหนในการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ และนอกจากคำที่เราจะใช้แล้ว ยังมีคำไหนอีกบ้างที่มีความคล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องอีก ซึ่งถ้าหากคุณเลือกใช้ Keywords ได้อย่างเหมาะสม การทำ SEO ก็จะมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตัวธุรกิจได้อย่างตรงจุด

2.ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการใช้งาน

ต่อให้คอนเทนต์จะดีหรือหน้าเว็บไซต์จะสวยแค่ไหน แต่ถ้าหากตัวเว็บของคุณใช้งานยาก เข้าถึงยาก ไม่เอื้ออำนวยต่อผู้ใช้งานที่คลิกเข้ามาดู พวกเขาก็จะรีบปิดแล้วเลื่อนหาเว็บใหม่แทบจะทันที ดังนั้นคุณต้องมั่นใจว่าเว็บไซต์ของคุณง่ายต่อการใช้งานและการเข้าถึง เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาชมมีโอกาสที่จะใช้เวลาบนเว็บของคุณมากขึ้น คุณอาจเน้นไปที่ความเรียบง่ายและความลื่นไหลเพื่อพาพวกเขาไปสู่หน้าอื่น ๆ บนเว็บไซต์ หรือสร้างคอนเทนต์ดี ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจให้พวกเขาอยู่บนเว็บไซต์ต่อ

3.สร้างสรรค์เนื้อหาให้เข้ากับประเภทการค้นหา

การค้นหาบน Google ที่ผู้ใช้งานมักทำนั้นมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน คือ

  • การค้นหาแบบเจาะจง คือการค้นหาเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งอย่างเจาะจงโดยเฉพาะ เช่น เว็บไซต์สายการบิน
  • การค้นหาข้อมูล คือการค้นหาข้อมูลหรือต้องการศึกษาอะไรบางอย่างเพิ่มเติมในเรื่องที่สนใจ เช่น สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ
  • การค้นหาเพื่อทำธุรกรรม คือการค้นหาเพื่อหาซื้อสินค้าและบริการ เช่น จองที่พักต่างประเทศ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องรู้ เพื่อที่จะได้สร้างสรรค์เนื้อหาให้ตอบโจทย์กับพฤติกรรมการค้นหาของคนส่วนมาก ยิ่งคุณทำให้คอนเทนต์บนเว็บไซต์สอดคล้องกับความต้องการเหล่านี้มากเท่าไหร่ ตัวเว็บไซต์ก็จะมีคนคลิกเข้ามาดูมากขึ้นเท่านั้น

4.สร้างเว็บไซต์ที่เป็น Mobile Friendly

ในยุคปัจจุบันผู้คนทั่วโลกนิยมใช้โทรศัพท์สมาร์ตโฟนกันมากขึ้น จนทำให้ทาง Google เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์ที่เป็น Mobile Friendly จะได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้นการทำเว็บไซต์ของตัวธุรกิจให้พร้อมรองรับการใช้งานในโทรศัพท์มือถือ ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่สูงขึ้นได้


ขอบคุณข้อมูลจาก
brandbuffet.in.th
weon.website

3  อื่นๆ / Cafe / รวมข้อควรรู้ก่อนซื้อมอเตอร์ไซค์ ที่ไบค์เกอร์ทุกคนไม่ควรพลาด เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2022, 16:07:38

รถมอเตอร์ไซค์ถือเป็นยานพาหนะยอดฮิต ที่มีผู้ขับขี่และผู้ที่ชื่นชอบอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่รู้หรือไม่ว่าก่อนที่เราจะซื้อมอเตอร์ไซค์สักคันมาเป็นของตัวเองนั้น มันยังมีเรื่องสำคัญต่าง ๆ ที่ไบค์เกอร์มือใหม่ควรรู้และต้องทำความเข้าใจอยู่อีกมาก วันนี้พวกเราจึงได้รวบรวมข้อควรรู้ก่อนซื้อมอเตอร์ไซค์ดี ๆ มาให้ผู้ที่สนใจได้ลองศึกษากันดูครับ

1. ขี่มอเตอร์ไซค์ชำนาญแค่ไหน
ก่อนที่คุณจะซื้อมอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเอง สิ่งแรกที่คุณต้องรู้เลยก็คือ ความสามารถหรือประสบการณ์ในการขับขี่ของตัวคุณนั้นอยู่ในระดับไหน มีความชำนาญ มีความช่ำชอง หรือพึ่งฝึกขับขี่ เนื่องจากมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงบนท้องถนน ดังนั้นการประเมินตัวเองว่ามีประสบการณ์การขับขี่อยู่ขั้นไหนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคุณจะได้รู้ว่าควรซื้อมอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเองหรือไม่ ต้องฝึก ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า มีข้อกฎหมายหรือป้ายจราจรอะไรที่ยังไม่ทราบไหม สิ่งเหล่านี้จะทำให้การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ของคุณมีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

2. เลือกมอเตอร์ไซค์ให้เหมาะสม
มอเตอร์ไซค์ในปัจจุบันมีหลายประเภท และแต่ละประเภทก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ทั้งความสวยงาม คุณประโยชน์ หรือประสบการณ์ในการขับขี่ ซึ่งความยากง่ายในการควบคุมก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย ดังนั้นก่อนที่คุณจะเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเอง คุณต้องทำความรู้จักมอเตอร์ไซค์แต่ละรุ่นแต่ละประเภทให้ดี พยายามเลือกรถให้เหมาะสมต่อการใช้งาน งบประมาณ และสรีระร่างกายของตัวเอง

3. งบประมาณ
อย่างที่ทราบกันดีว่ารถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ในปัจจุบันนั้นราคาแพงและสูงใช่เล่น หากจะตัดสินใจซื้อคุณต้องมีความพร้อมที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น เพราะนอกจากราคารถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องจ่ายแล้ว การดูแลรักษาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ตามมาก็สูงมากเช่นกัน ถ้าคุณไม่จัดการวางแผนค่าใช้จ่ายให้ดี ไม่ศึกษาและประเมินตัวเองให้รอบคอบ มันก็อาจส่งผลให้รายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนมีปัญหาติดขัดได้

4. วิธีการดูแลรักษาและเครื่องมือตัวช่วย
ความรู้ในการดูแลรักษารถมอเตอร์ไซค์เบื้องต้น ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คนคิดจะเป็นไบค์เกอร์ควรเรียนรู้และศึกษาไว้บ้าง เพราะมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะที่ละเอียดอ่อน ต้องการการดูแลรักษาไม่แพ้รถยนต์หรือรถประเภทอื่นเลย หากคุณไม่เรียนรู้วิธีการที่ถูกต้อง คุณอาจสร้างความเสียหายให้กับตัวรถได้โดยไม่ตั้งใจ
 

ซึ่งอุปกรณ์หรือเครื่องมือตัวช่วยให้การดูแลรักษารถบางอย่าง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไบค์เกอร์ควรต้องหาซื้อเก็บไว้ อย่างเช่นเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ CTEK XS 0.8 เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ที่ช่วยป้องกันปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมจากการจอดนาน พร้อมแก้ไขปัญหารถมอเตอร์ไซค์สตาร์ทไม่ติด ที่ต้นเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะจากประเทศสวีเดน ใช้งานง่าย ปลอดภัย ไม่ต้องมีความรู้เรื่องช่างก็สามารถใช้งานได้ในทันที มาพร้อมกับระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อชาร์จเต็ม สามารถชาร์จทิ้งไว้ได้เป็นเดือน ๆ โดยไม่ทำให้แบตเตอรี่เสีย เป็นมิตรกับระบบไฟภายในตัวรถอย่างแน่นอน

พิเศษ! สั่งซื้อตอนนี้รับโปรโมชันราคาพิเศษทันทีจาก 3,000 บาท เหลือเพียง 2,500 บาท เท่านั้น! >>ดูรายละเอียดเครื่องชาร์จคลิกที่นี่ <<

ขอบคุณข้อมูลจาก
kapook.com
4  พัฒนาเว็บไซต์ / Programming / 5 เทคนิคทำ SEO สุดปัง ที่สามารถใช้งานได้จริงในปี 2022 เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2022, 14:36:15


อย่างที่ทราบกันดีว่าในแต่ละปีจะมีเทคนิคการทำ SEO หรือ SEO Marketing ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ เพราะตัว Google ที่เป็น Search Engine นั้น มีการอัปเดตอัลกอริทึมและแนวทางการทำงานตลอดเวลา ดังนั้นหากธุรกิจไหนไม่รีบปรับตัวเรียนรู้เทคนิคหรือแนวทางใหม่ ๆ ก็มีโอกาสที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้ วันนี้ Cotactic จึงอยากจะมาแชร์เทคนิคการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพให้ผู้ที่สนใจได้ลองศึกษากันดูครับ

1.เน้นเนื้อหาที่มีคุณภาพสูง

แม้ว่าอัลกอริทึมของ Google จะได้รับการอัปเดตและเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือ “คุณภาพ” ที่ตัว Google นั้นจะคอยจัดอันดับและส่งเสริมหน้าเว็บที่มีประโยชน์ มีคุณค่า และมีความเกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานขึ้นมาให้เห็นก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นแม้ว่าคู่แข่งของธุรกิจคุณจะมีลำดับที่เหนือกว่าในตอนแรก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะอยู่ตรงนั้นตลอดไป หากคุณคอยปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมอยู่เสมอ ก็มีโอกาสที่เว็บไซต์ของคุณจะขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งแทนที่ก็เป็นได้

2.ปรับปรุงประสิทธิภาพของหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะสม

นอกเหนือจากคุณภาพของตัวเนื้อหาแล้ว ประสิทธิภาพของหน้าเว็บไซต์ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะการอัปเดต Page Experience ล่าสุดของ Google นั้นประสิทธิภาพทางเทคนิคของหน้าเว็บคุณจะส่งผลโดยตรงต่อการทำ SEO Marketing ในปี 2022 หากต้องการให้ Google ประเมินเว็บไซต์คุณว่ามีคุณภาพ คุณก็จำเป็นที่จะต้องปรับแต่งเว็บไซต์และการทำงานต่าง ๆ ให้เหมาะสมเท่าที่จะทำได้

3.ใช้งาน KW ที่มีการแข่งขันต่ำ

ตระหนักไว้เสมอว่าไม่ใช่แค่ธุรกิจคุณเท่านั้นที่กำลังทำ SEO ธุรกิจอื่นหรือคู่แข่งของคุณ ก็อาจลงไปเล่นในสนามนี้ก่อนแล้ว ดังนั้นการใช้งาน KW (Keywords) ที่มีการแข่งขันต่ำแต่คล้ายคลึงกับ KW หลัก จึงเป็นอีกหนึ่งเทคนิคการทำ SEO Marketing ที่ไม่ควรมองข้าม พยายามหลีกเลี่ยง KW ที่มีการแข่งขันสูงในช่วงแรก และเมื่อเว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น ค่อยหันไปใช้งาน KW หลักในภายหลัง วิธีนี้มันอาจจะใช้เวลาสักระยะกว่าจะเห็นผล แต่มันก็เป็นอีกหนึ่งเทคนิคคุณภาพ ที่สามารถใช้งานได้จริงในทุกยุคทุกสมัย

4.ใช้เครื่องมือหรือตัวช่วยเพื่อทำ SEO Analytics

คุณจะปรับแต่งเว็บไซต์หรือทำ SEO Marketing ให้มีคุณภาพได้อย่างไร หากคุณไม่มีเครื่องมือจัดอันดับ KW ที่เหมาะสม Google Search Console เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดที่มีไว้เพื่อทำความเข้าใจว่าคำคำไหน (KW) มีการค้นหาหรือการเข้าชมมากที่สุด คุณสามารถใช้เครื่องมือนี้เพื่อตรวจเช็คหน้าเว็บไซต์ของคุณว่ามีการค้นหาหรือการเข้าชมจาก KW อะไร และยังสามารถนำเอาข้อมูลที่ได้ไปวางแผนกลยุทธ์ใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เป็นยกระดับการทำ SEO Analytics ให้มีคุณภาพและก้าวทันทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

5.อย่าลืมวางลิงค์เพื่อสร้าง Traffic ให้กับเว็บไซต์

แม้ว่าเนื้อหาของคุณจะมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน แต่ปัจจัยอันดับหนึ่งของ Google ยังคงเป็นจำนวนโดเมนอ้างอิงที่ไม่ซ้ำกันซึ่งชี้ไปยังเว็บไซต์ของคุณ การวาง Bakclink เพื่อย้อนกลับไปยังเว็บไซต์หลัก จึงเป็นส่วนสำคัญของการทำ SEO Marketing และยังเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีและรวดเร็วที่สุดในการดูอันดับที่สูงขึ้นใน SERP จำไว้ว่าทุกครั้งที่คุณทำ SEO หรือ Content Marketing ในเว็บไซต์ของตัวธุรกิจ อย่าลืมวาง Backlink เพื่อสร้าง Traffic ทุกครั้ง

ขอบคุณข้อมูลจาก
martechseries.com
5  อื่นๆ / Cafe / กล่องสำหรับงานไฟฟ้า ตามมาตรฐานควรเป็นอย่างไร? เมื่อ: 29 มิถุนายน 2022, 23:16:45


ในมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย ข้อที่ 5.16, บทที่ 5 ข้อกำหนดการเดินสายและวัสดุ จะนิยามกล่องสำหรับงานไฟฟ้า (ฺBox) ไว้ครอบคลุมทั้งการติดตั้งและใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์สำหรับงานไฟฟ้า ซึ่งสำหรับการใช้งาน มีรายละเอียดดังนี้

ข้อกำหนดและลักษณะการใช้งาน

มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าฯ ปี พ.ศ. 2564 (วสท. ฉบับใหม่) กำหนดลักษณะการใช้งานของกล่องไฟฟ้าไว้หลายข้อ โดยข้อที่สำคัญ ได้แก่ กล่องต้องทำจากวัสดุที่ทนต่อการผุกร่อน หรือมีการป้องกันที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอก เช่น เคลือบด้วยสี ชุบสังกะสี และกล่องต้องสามารถบรรจุตัวนำหรือสายเคเบิลได้ทั้งหมด รวมทั้งกล่องต้องมีฝาปิดที่เหมาะสมและปิดอย่างแน่นหนา
 
อย่างไรก็ตาม ลักษณะการใช้งานที่ระบุไว้ในมาตรฐานฉบับนี้ ถือได้ว่ามีเนื้อหาไม่แตกต่างกับมาตรฐานฯ ฉบับเดิม (ปี พ.ศ. 2556) มากนัก มีเพียงรายละเอียดเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นที่สำคัญ

หากวิศวกรไฟฟ้า หรือช่างไฟท่านใดต้องการตู้คอนโทรลไฟฟ้า คุณภาพดี ตรงตามมาตรฐาน
สามารถดูรายละเอียด และสอบถามข้อมูลสินค้า KJL LINE Official Account: @KJL.connect
6  อื่นๆ / Cafe / ตู้ MDB ตามมาตรฐาน 61439 ต้องมีลักษณะอย่างไร? เมื่อ: 06 มิถุนายน 2022, 11:02:07


ตู้ Switchboard หรือตู้ MDB เป็นบริภัณฑ์ไฟฟ้าที่สำคัญ สำหรับการควบคุมการจ่ายกำลังไฟฟ้า ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือโหลดที่ติดตั้งในอาคารสำนักงาน โรงงาน ตามรูปแบบที่ผู้ออกแบบงานวิศวกรรมไฟฟ้ากำหนดไว้

มาตรฐาน IEC 61439
มาตรฐาน IEC 61439 ได้มีการกำหนดคุณลักษณะของแผงสวิตช์ โดยพิจารณาจากรูปแบบของการแบ่งแยกและกั้นส่วน ที่มีไฟฟ้า (Live part) ที่เป็นอันตรายออกจากอุปกรณ์หลัก (Function unit) เช่น


  • มีสวิตช์ตัดตอน (Circuit breakers) และ จุดเชื่อมต่อระหว่างสายไฟฟ้า ที่ออกจากอุปกรณ์หลักนั้น ไปยังโหลดหรือบริภัณฑ์ไฟฟ้าถัดไป
  • ชนิดที่ไม่มีอุปกรณ์ปิดกั้น เพื่อแยกส่วนประกอบภายในตู้ไฟฟ้า (Separation)


หากวิศวกรไฟฟ้า หรือช่างไฟท่านใดต้องการตู้ควบคุมไฟฟ้า หรือ ตู้ MDB คุณภาพดี ตรงตามมาตรฐาน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ > https://www.kjl.co.th/Product/Cataloge

หรือสอบถามข้อมูลสินค้า
KJL LINE Official Account: @KJL.connect หรือ Click: https://lin.ee/lzVhFfo
7  อื่นๆ / Cafe / 5 วิธี “วางแผนการเงิน” อย่างไร ให้มีเงินเหลือเก็บ เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2022, 14:12:26


เมื่อพูดถึงรายรับเชื่อว่าหลายคนอาจต้องกุมขมับ แต่พูดถึงรายจ่ายในแต่ละเดือนยิ่งทำให้หน้ามืดกว่าเดิม ยิ่งในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งทะยานสวนทางกับรายได้แบบนี้ จะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้การเงินของเราคล่องตัว มาดูกัน

1. สังเกตรายจ่าย
อันดับแรกเลย คือ สังเกตรายจ่ายที่ผ่านมา ว่าในแต่ละเดือนเราหมดค่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง ซึ่งถ้าต้องการความละเอียด จำเป็นที่จะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายซะก่อน แต่สำหรับคนที่การ Plan คร่าว ๆ ก็สามารถกลับไปย้อนเช็กจากแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือ ว่าในแต่ละเดือนเราโอนค่าอะไรไปบ้าง แล้วจัดเป็นลิสต์ออกมา

2. ตัด/ลด ค่าใช้ที่จ่ายไม่จำเป็น
พอได้ลิสต์ค่าใช้จ่ายของทั้งเดือนมาแล้ว ก็มานั่งดูว่าในลิสต์นั้น มีค่าอะไรบ้าง จ่ายไปเท่าไหร่ คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของรายจ่ายทั้งหมด แล้วลองดูว่ารายจ่ายไหนที่ไม่สำคัญ และเราใช้เงินไปกับส่วนนั้นเยอะ อย่างเช่น ค่าเสื้อผ้า ก็ให้ลดส่วนนั้นลง และกำหนดว่าต่อเดือนจะใช้เงินสำหรับรายการนี้ไม่เกินเท่าไหร่ต่อเดือน

3. ใช้ Promotion หรือ Cashback
ถึงแม้จะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ แต่ก็ยังคงมีรายการที่จำเป็นต้องใช้จ่ายอยู่ดี สำหรับคนที่มีบัตรเครดิตในการจับจ่ายใช้สอย ลองดูว่าบัตรที่เราใช้มี Cashback ที่สามารถใช้ได้หรือเปล่า สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้บัตรเครดิต ลองติดตาม Promotion ที่แต่ละเจ้า แต่ละแบรนด์ออกมาในแต่ละเดือน ซึ่งถึงแม้ว่าบางอย่างจะได้ลดเยอะ แต่ก็ดีกว่าจ่ายในราคาเต็มใช่ไหมล่ะ

4. แยก 2 บัญชี
สำหรับคนที่เอะอะซื้อ เอะอะจ่าย และไม่ค่อยมีเวลาในการมานั่งลิสต์ รายจ่ายในแต่ละเดือนแล้วล่ะก็ การแยกบัญชีใช้จ่ายออกมา 2 บัญชีก็ดีไม่น้อย โดยให้มีบัญชีที่เราใช้จ่ายอยู่เป็นประจำ ไว้ 1 บัญชี อีก 1 บัญชีแยกไว้สำหรับเก็บเงินโดยเฉพาะ พอเงินเดือนเมื่อไหร่ ก็โอนเงินบัญชีที่ 1 เข้าบัญชีที่ 2 ไปเลย เป็นการตัดปัญหาโอนเพลินจนเงินหมดไม่รู้ตัว

5. เช่ารถรายเดือน
บางคนอาจจะงงว่าข้อนี้มาเกี่ยวอะไรกับเรื่องวางแผนการเงิน ขอบอกเลยว่าเกี่ยวสุด ๆ สำหรับคนใช้รถ จะรู้อยู่แล้วว่าการมีรถยนต์ 1 คัน นั้นมีรายจ่ายเยอะขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนรถ, ค่าน้ำมัน/แก๊ส, ค่าบำรุงรักษา เช็กระยะ ตรวจสภาพ, ค่าจอดรถ, ค่าประกันรถ และรายจ่ายอื่น ๆ ที่แอบแฝงตามมาไม่รู้จบ
บางคนมีรถแต่แทบไม่ค่อยเอาออกไปขับเท่าไหร่ แต่กลับยังต้องเสียเงินไปทั้ง ๆ ที่รถแทบไม่ได้ใช้ แต่การไม่มีรถใช้เลย บางที่ก็เป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะบางครั้งเราก็จำเป็นที่จะต้องใช้รถเดินทาง ดังนั้น “การเช่ารถรายเดือน” อาจเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้ เพราะรถเช่ารายเดือน มีค่าใช้จ่ายที่เราสามารถวางแผนการเงินได้เลยว่า ต่อเดือนจะจ่ายอยู่ที่กี่บาท แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องยิบย่อยอย่างพวกค่าบำรุงรักษา การต่อพรบ. ค่าประประกันต่าง ๆ เพราะเรื่องพวกนี้แบรนด์ผู้ให้บริการจะเป็นผู้ดูแลทั้งหมด ซึ่งทำให้เราประหยัดเงินการใช้ลดได้เยอะเลยทีเดียว

สำหรับท่านใดที่ต้องการเช่ารถรายเดือน สามารถใช้บริการได้ที่ > http://www.drivecarrental.com/th/monthly-rental
Drive Car Rental บริการรถเช่าแบรนด์พรีเมียม ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล และครอบคลุมบริการทั่วประเทศไทย
8  อื่นๆ / Cafe / วิศวกรไฟฟ้า และช่างไฟส่วนใหญ่ เลือกใช้ตู้ไฟ IP เท่าไหร่? เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2022, 19:24:44


ทำความเข้าใจเลข IP (Ingress Protection)
เลข IP บนตู้ไฟ เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่า ตู้ไฟสามารถป้องกันฝุ่น และน้ำได้มาก-น้อยเพียงใด ปกติสิ่งห่อหุ้มบริภัณฑ์ทางไฟฟ้า ที่เป็นแผงย่อยอย่างตู้ไฟ “วิศวกรไฟฟ้าและช่างไฟฟ้ามักจะเลือกใช้ระดับการป้องกันที่ IP44 หรือ IP54”

ความแตกต่างของตู้ไฟระดับการป้องกัน IP44 และ IP55

- ตัวเลขหลักแรก = ระดับการป้องกันการคุกคามจากอนุภาคของแข็ง
เลข 4 สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดตั้งแต่ 1 mm ขึ้นไป ตัวอย่างเช่น ป้องกันการสัมผัสตัวอุปกรณ์โดยไม่ตั้งใจจากสายไฟ, ไขควง รวมถึงแมลงบางชนิด
ในขณะที่ เลข 5 นั้น จะสามารถป้องกันการคุกคามจากฝุ่นได้ แต่อาจมีฝุ่นเล็กน้อยเล็ดลอดเข้าไป จากการเปิดฝาตู้ไฟ ในการใช้งานระยะเวลาสั้น ๆ แต่จะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อการทำงานของอุปกรณ์ภายในตู้ไฟนั้น

- ตัวเลขหลักที่สอง = ระดับการป้องกันการคุกคามจากอนุภาคของเหลว
เลข 4 จะสามารถป้องกันละอองน้ำ (Spray Nozzle) ที่ตกกระทบตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง
ในขณะที่เลข 5 จะสามารถป้องกันการป้องกันน้ำจากการฉีดที่ตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง (6.3 mm-Nozzle)

หากช่างไฟฟ้าท่านใดที่ต้องการตู้ไฟกันน้ำมาใช้ในการติดตั้ง จะต้องพิจารณาตัวเลขหลักนี้เป็นพิเศษ หรือถ้าต้องการ “การป้องกันอีกระดับ” ควรใช้ตู้ไฟที่มี IP ตั้งแต่ “55-65” ที่สามารถป้องกันฝุ่นได้ จนถึง 100% ป้องกันน้ำได้รอบทิศทาง รวมถึงการฉีดน้ำแรง ๆ

ต้องการตู้ไฟกันฝุ่น, ตู้ไฟกันน้ำ หรือตู้ MDB คุณภาพดี สามารถดูรายละเอียดหรือสอบถามข้อมูลตู้ไฟ รางไฟ KJL ได้ที่:
KJL LINE Official Account:@KJL.connect
9  ความรู้ทั่วไป / Internet Marketing / 5 ทฤษฎีการปรับปรุงระบบ Workflow จากนักคิดทั่วโลก เมื่อ: 30 มีนาคม 2022, 13:54:16
5 ทฤษฎีการปรับปรุงระบบ Workflow จากนักคิดทั่วโลก


Workflow ให้ภาพรวมแบบกราฟิกของกระบวนการทางธุรกิจ การใช้สัญลักษณ์และรูปร่างที่ได้มาตรฐาน Workflow จะแสดงขั้นตอนการทำงานของคุณให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบงาน ณ จุดใดของกระบวนการ การออกแบบ Workflow เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ Workflow อย่างละเอียดก่อน ซึ่งอาจเปิดเผยจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้นได้ การวิเคราะห์เวิร์กโฟลว์สามารถช่วยคุณกำหนด สร้างมาตรฐาน และระบุส่วนสำคัญของกระบวนการของคุณได้

Workflow ยังมีประโยชน์ในการช่วยให้พนักงานเข้าใจบทบาทและลำดับการทำงานที่เสร็จสิ้น และเพื่อสร้างความสามัคคีมากขึ้นภายในแผนกต่างๆ เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมการผลิต Workflow ถูกใช้โดยอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่รัฐบาล การเงิน ไปจนถึงการค้า และง่ายต่อการสร้าง

5 ทฤษฎีการปรับปรุง Workflow


ในช่วงทศวรรษ 1980 งานของ W. Edwards Deming และ Joseph M. Juran—ทั้งวิศวกรและที่ปรึกษาด้านการจัดการ—ทำให้เกิดทฤษฎีต่างๆ มากมายเกี่ยวกับการปรับปรุง Workflow กระบวนการทางธุรกิจที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่:

Six Sigma: การใช้สมการทางคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีทางสถิติ Six Sigma ตั้งเป้าที่จะขจัดข้อผิดพลาดในผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย โดยมุ่งเป้าไปที่ข้อบกพร่องไม่เกิน 3.4 ต่อหนึ่งล้านในการผลิต เน้นการปรับปรุงคุณภาพในทุกระดับ Six Sigma เกี่ยวข้องกับการสังเกต วิเคราะห์ และทดลองกับกระบวนการ สองวิธีที่ได้รับความนิยมคือ DMADV (กำหนด วัด วิเคราะห์ ออกแบบ ตรวจสอบ) และ DMAIC (กำหนด วัด วิเคราะห์ ปรับปรุง ควบคุม)

การจัดการคุณภาพโดยรวม: ทฤษฎีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยเน้นที่การสื่อสารและความร่วมมือที่ดีขึ้นระหว่างแผนกและพนักงาน

การรื้อปรับกระบวนการทางธุรกิจใหม่: การใช้อัลกอริธึมในการวิเคราะห์ทุกระดับ การรื้อปรับกระบวนการทางธุรกิจเกี่ยวข้องกับการทบทวนกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมดใหม่ตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลง

ระบบแบบลีน: ทฤษฎีนี้เน้นที่การกำจัดค่าใช้จ่ายส่วนเกินและของเสีย สร้างองค์กร "แบบลีน" เพื่อให้สามารถแข่งขันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความไม่แน่นอนได้
ทฤษฎีข้อจำกัด (TOC): ทฤษฎีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อระบุจุดเชื่อมโยงที่อ่อนแอที่สุด—ข้อจำกัด—และกำจัดมัน 
10  ความรู้ทั่วไป / Social Media Marketing / เรียกเก็บเงินจากลูกค้าให้ตรงเวลาด้วย Invoice Processing System เมื่อ: 30 มีนาคม 2022, 12:39:00
เรียกเก็บเงินจากลูกค้าให้ตรงเวลาด้วย Invoice Processing System


หนึ่งในความรับผิดชอบสำคัญของแผนกบัญชี คือ การเรียกเก็บเงินจากลูกค้าให้ตรงต่อเวลา ซึ่งเมื่อก่อนภายในองค์กรมักจะมีการออกใบแจ้งหนี้ในรูปแบบของเอกสารกระดาษเพื่อส่งต่อไปยังบริษัทลูกค้าหรือบริษัทซัพพลายเออร์ ทำให้ระหว่างทางของการส่งใบแจ้งหนี้ในรูปแบบกระดาษนี้พบเจอกับปัญหามากมาย เช่น เอกสารตกหล่น ล่าช้า ข้อความบนเอกสารไม่ชัดเจนไม่สามารถตรวจสอบได้ เป็นต้น จนอาจเป็นสาเหตุให้ลูกค้าทำจ่ายล่าช้า โดยความล่าช้านี้ไม่ใช่แค่ 1-2 วัน แต่อาจลากยาวไปถึง 1-3 เดือน ก็เป็นได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราควรหาตัวช่วยให้ การเรียกเก็บเงินจากลูกค้าตรงเวลาด้วย Invoice Processing System ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบนี้กันครับ


Invoice Processing System คือ ระบบจัดการใบแจ้งหนี้ หรือ กระบวนการทำจ่าย ที่เริ่มต้นตั้งแต่รับเอกสารเข้าระบบ และส่งต่อไปยังแผนกอื่น ๆ ซึ่งจำนวนเงินในใบแจ้งหนี้จะต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติสำหรับการชำระเงิน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสสำหรับบัญชี โปรเจ็กต์ หรือศูนย์ต้นทุนที่ถูกต้อง หากธุรกิจของคุณใช้ใบสั่งซื้อ อาจเกี่ยวข้องกับการจับคู่ใบสั่งซื้อด้วย สุดท้ายใบแจ้งหนี้จะถูกส่งไปยังหัวหน้าแผนก เพื่อตรวจสอบและอนุมัติขั้นสุดท้ายก่อนที่จะดำเนินการชำระเงิน


โดยขั้นตอนการประมวลผลใบแจ้งหนี้ มีดังต่อไปนี้


รับใบแจ้งหนี้ = วันที่ซัพพลายเออร์ส่งบิล, ข้อมูลการติดต่อสำหรับทั้งซัพพลายเออร์และผู้ซื้อ, รายละเอียดการซื้อ รวมทั้งสินค้า บริการ และราคา, รายละเอียดการจ่ายเงิน เป็นต้น

บันทึกข้อมูลใบแจ้งหนี้ = รายละเอียดเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบและป้อนเข้าสู่ระบบการเรียกเก็บเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านซอฟต์แวร์ ซึ่งการป้อนข้อมูลด้วยตนเองมักทำให้เกิดข้อผิดพลาด เช่น พิมพ์ผิด วิธีนี้ไม่มีประสิทธิภาพเช่นกัน ซึ่งต้องใช้แรงงานและทรัพยากรมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย

นอกจากการจัดเก็บใบแจ้งหนี้แล้ว ธุรกิจต่างๆ ควรทำสำเนาหรือเวอร์ชันดิจิทัลของใบเรียกเก็บเงินเพื่อสำรองข้อมูล สำเนาใบแจ้งหนี้มีประโยชน์หากผู้ขายพบความคลาดเคลื่อนหรือพยายามขอเงินเพิ่ม อย่างไรก็ตาม บริษัทต่างๆ จะต้องสร้างระบบการจัดเก็บที่เป็นระเบียบซึ่งไม่ใช้พื้นที่มากเกินไปและทำให้ค้นหาใบแจ้งหนี้ได้ง่าย การรักษาระบบบันทึกใบกำกับสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากระบบจะยุ่งเหยิงได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีการจัดการอย่างต่อเนื่อง

ส่งใบแจ้งหนี้เพื่อขออนุมัติ = เมื่อตรวจสอบและบันทึกใบแจ้งหนี้แล้ว  ฝ่ายแผนกบัญชีจะต้องส่งใบเรียกเก็บเงินเพื่อขออนุมัติขั้นสุดท้ายก่อนจึงจะสามารถส่งการชำระเงินได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ อาจมีผู้บริหารสองหรือสามคนที่มีอำนาจอนุมัติและปฏิเสธใบแจ้งหนี้ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความเร็วของกระบวนการอนุมัติคือสื่อกลางในการเคลื่อนที่ ตามเนื้อผ้า ใบแจ้งหนี้จะถูกพิมพ์และวางไว้บนโต๊ะของผู้บริหารเพื่อรอการอนุมัติ การทำเช่นนี้จะทำให้กระบวนการยืดเยื้อออกไป เนื่องจากพนักงานอาจสูญเสียหรือลืมใบแจ้งหนี้ ซึ่งมักส่งผลให้เกิดการชำระเงินล่าช้าและค่าปรับ บริษัทอื่นๆ ส่งใบแจ้งหนี้เป็น PDF ทางอีเมล แต่อีกครั้ง อีเมลเหล่านี้อาจถูกมองข้าม ลบ และลืม

ทั้งสองวิธีนี้ต้องการให้ตัวแทนของแผนกบัญชีตรวจสอบกับผู้บริหารอย่างต่อเนื่องเพื่อดูว่าใบแจ้งหนี้พร้อมหรือไม่ เป็นการเสียเวลาอันมีค่า ในทางกลับกัน ซอฟต์แวร์การเรียกเก็บเงินจะแจ้งเตือนผู้บริหารเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ใหม่ผ่านอินเทอร์เฟซสากลเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับทันที หากไม่ได้รับการจัดการอย่างทันท่วงที ระบบจะส่งการแจ้งเตือนเป็นประจำจนกว่ากระบวนการอนุมัติจะเสร็จสิ้น เมื่อใบกำกับสินค้าได้รับการอนุมัติหรือปฏิเสธ ใบกำกับสินค้าจะถูกส่งกลับไปยังแผนกบัญชี โดยอัตโนมัติ ซึ่งพวกเขาสามารถเริ่มประมวลผลการชำระเงินได้ โดยไม่คำนึงถึงวิธีกระบวนการอนุมัติ ธุรกิจควรพยายามลดเวลารอ เพื่อให้สามารถลดเวลาตอบสนองการชำระเงินและรับภาพกำไรที่แม่นยำยิ่งขึ้น


ชำระใบแจ้งหนี้ = ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการใบแจ้งหนี้คือการส่งการชำระเงิน ซึ่งอาจดูแตกต่างออกไปสำหรับใบแจ้งหนี้แยกต่างหากเนื่องจากอาจส่งค่าตอบแทนไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือแผนกของบริษัทอื่น ขั้นตอนการชำระเงินสามารถขยายเวลาเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้รับ
ระบบการเรียกเก็บเงินยังมีส่วนสำคัญในระยะเวลาการยอมรับการชำระเงิน สำหรับการยืนยันอีเมลอาจสูญหายหรือถูกละเลย ดังนั้นฝ่ายบัญชีควรพูดคุยกับผู้รับโดยตรงเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาเข้าใจวิธีการและเวลาที่คาดว่าจะได้รับการชำระเงิน

ซึ่งการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าให้ตรงเวลาด้วย Invoice Processing System นั้นถือว่าเป็นเครื่องมือช่วยฝ่ายบัญชีจัดการใบแจ้งหนี้/ใบวางบิล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
11  ความรู้ทั่วไป / General (ถามคุยวิชาการ IM) / Video Marketing การตลาดมาแรงที่สร้างอิมแพคได้มากกว่าที่คุณคิด เมื่อ: 10 มกราคม 2022, 12:43:14

ในช่วงการระบาดของโรคโควิคที่ผ่านมา สร้างการเปลี่ยนแปลงที่มากมายให้กับโลกในปัจจุบัน ทุกคนต่างต้องปรับตัวให้เข้ากับการระบาดของโรคร้ายชนิดนี้ ส่งผลให้พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตที่ผู้คนต้องใช้ชีวิตที่บ้านกันมากขึ้น การซื้อขายสินค้าที่นิยมสั่งซื้อกันบนช่องทางออนไลน์ และทำให้เกิดเทรนใหม่ ๆ ที่สร้างอิมแพคขึ้นมามากมาย ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับตัวโดยหนึ่งในเทรนด์ที่ได้รับการสนใจเป็นอย่างมากนั่นก็คือการทำ Video Marketing สำหรับวันนี้เรา Cotactic ผู้เชี่ยวชาญในการทำ Digital Marketing Agency อยากมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกันว่าทำไมการตลาดประเภทนี้สามารถสร้างอิมแพคต่อการธุรกิจได้อย่างมากตามไปดูกันเลย

สามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ Content ที่เป็น Video หรือภาพเคลื่อนไหวได้รับการตอบรับช่วยดึงดูดและสร้างความสนใจให้ผู้บริโภคมากขึ้น อาจเป็นเพราะการไม่ได้ออกไปใช้ชีวิต เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยการดู Content ที่เป็น Video หรือภาพเคลื่อนไหวสามารถช่วยสร้างความผ่อนคลายหรือช่วยให้เขารู้สึกว่าการดูด Content เหล่านี้ก็เหมือนได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้วทางหนึ่ง ช่วยดึงดูดความสนใจให้เข้ามาติดตาม การกด Like การคอมเมนต์ และการแชร์ และด้วย Video Content สามารถที่จะเข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน จึงทำให้เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการหาลูกค้า ปิดดีล และสร้างยอดขาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับแผนการตลาดออนไลน์ได้มากมาย สามารถประยุกต์ใช้กับเนื้อหาอีกหลากหลายตามความต้องการ

สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์
จะเห็นได้จากหลาย ๆ แบรนด์และผู้ประกอบการในปัจจุบันหันมา Content Video กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงเบื้องหลังการทำงาน ขั้นตอนในการทำงาน การแพ็คสินค้าหรือแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการเข้าถึงระหว่างลูกค้ากับแบรนด์มากขึ้น สร้างการโต้ตอบร่วมกัน ส่งผลให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์และเข้าใจแบรนด์มากขึ้นสร้างความน่าเชื่อถือไว้วางใจให้กับลูกค้า ในบางครั้งเพียงแค่ตัวอักษรกับรูปภาพเพียงอย่างเดียว ก็อาจสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์ได้ไม่มากพอ คอนเทนต์วิดีโอจึงสามารถสร้างความใกล้ชิดได้มากกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ไม่ถึงยังไม่ถึงที่ทำงานที่จะเปลี่ยนให้คนแปลกหน้ากลายเป็นลูกค้าในอนาคต และทำให้ตัวธุรกิจจะสามารถหาลูกค้าใหม่ได้ตลอดเวลานั่นเอง

ให้ผู้ประกอบการเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น
ยอดวิวเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญที่เราจะสามารถนำมาประเมินความสำเร็จของวิดีโอคอนเทนต์นั้น ๆ โดยยอดวิวยิ่งมาก ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่ามีผู้บริโภครับชมคลิปนี้มากขนาดไหน ซึ่งบ่งบอกได้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไรชอบสิ่งไหน คอนเทนต์แบบไหนที่เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและช่วยหาลูกค้าได้ และนำกลับไปปรับปรุงคอนเทนต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อที่จะช่วยในการหาลูกค้า การยอดขายให้กับแบรนด์ในปัจจุบันและอนาคต



12  อื่นๆ / Cafe / กลยุทธ์หาลูกค้าแบบ Marketing Funnel เมื่อ: 27 ธันวาคม 2021, 11:49:52

วิธีหาลูกค้า ถือเป็นเป้าหมายหลักของทุกธุรกิจ แต่การหาลูกค้าก็เป็นโจทย์สุดหินที่ทุกบริษัท ทุกธุรกิจ จะต้องตั้งเป้าและทำในทุก ๆ ปี ซึ่งการหาลูกค้าในปี 2022 ที่กำลังจะถึงนี้ คุณจำเป็นต้องวางแผนการตลาด จะมาทำแบบไม่มีแผนไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยมีเทคนิคการหาลูกค้า แบบ Marketing Funnel มาฝาก เผื่อที่คุณจะได้นำไปปรับใช้สำหรับปีหน้าได้

Marketing Funnel คืออะไร?

Marketing Funnel คือ กลยุท์การตลาดที่จะช่วยให้คุณหาลูกค้าใหม่ให้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยเพิ่มโอกาสการปิดยอดขายให้คุณได้เร็วกว่าเดิม ทั้งนี้การทำ Marketing Funnel จะเป็นตัวดึงลูกค้าเข้ามารู้จักธุรกิจของคุณ และกลายมาเป็นลูกค้าที่เลือกใช้สินค้า หรือบริการของคุณ ทั้งนี้การใช้กลยุทธ์ Marketing Funnel จะเป็นตัวช่วยหาลูกค้าตัวจริง ซึ่งสิ่งที่คุณต้องมีอาจจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าของคุณ ลักษณะของ Marketing Funnel จะเป็นรูปแบบกรวยที่ปากข้างบนจะกว้างและเล็กลงมาเรื่อย ๆ  ซึ่งแต่ละเส้นทางของ Marketinf Funnel มีรายละเอียดดังนี้

Funnel Awareness
เป็นขั้นตอนแรกที่เราต้องหาลูกค้า จะต้องทำให้เขารู้จักธุรกิจของคุณให้ได้ แต่จะไม่ใช่การโปรโมตหรือโฆษณาหนักๆ คุณจะต้องทำให้ลูกค้าของคุณยอมรับสินค้าและบริการของคุณให้ได้ หรือต้องทำให้แบรนด์ของคุณสามารถเข้าไปแก้ปัญหาของลูกค้า ซึ่งคุณสามารถยิงโฆษณา หรือทำคอนเทนต์ให้กลุ่มเป้าหมายของคุณรู้ว่าคุณทำอะไร ช่วยอะไรเขาได้บ้าง

Funnel Interest
เมื่อลูกค้าเริ่มรู้จักคุณแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือทำให้พวกเขารู้สึกสนใจ อยากติดตามคุณ และอยากรู้จักแบรนด์คุณให้มากขึ้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในขั้นตอนนี้จากปกติพฤติกรรมที่ค้นหาข้อมูลแบบกว้าง ๆ จะเริ่มแคบลง และเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น โดยคุณสามารถทำคอนเทนต์ที่ย้ำเข้าไปอีกว่า สินค้าและบริการของคุณตอบโจทย์พวกเขามากที่สุด

Funnel Consideration
เมื่อกลุ่มเป้าหมายรู้แล้วว่าคุณคือใคร ทำอะไร ช่วยอะไรเขาได้บ้าง แต่พวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจเลือกซื้อ เพราะมีแบรนด์อื่นที่เป็นคู่แข่งคุณให้พวกเขาเปรียบเทียบ ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ตัดสินใจ โดยคุณจะต้องทำอย่างไรให้แบรนด์ของคุณขึ้นนำคู่แข่ง อาจจะนำเสนอจุดเด่นของแบรนด์ บริการหลังการขาย ราคา ที่ทำให้เราเหนือคู่แข่งได้

Funnel Conversion
มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วคือปิดการขายหรือที่เรียกว่า Conversion ซึ่งเทคนิคของขั้นตอนนี้ต้องทำให้ว่าที่ลูกค้าคุณเชื่อมั่น และตัดสินใจซื้อสินค้าคุณ อาจจะเป็นการ Commit หรือโปรโมชั่นส่วนลดโดยเฉพาะ เพราะโอกาสของคนกลุ่มนี้เข้าใกล้คำว่าลูกค้าตัวจริงยิ่งขึ้น

13  ความรู้ทั่วไป / Search Engine Optimization / Backlink ยิ่งเยอะยิ่งดีต่อเว็บไซต์? เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2021, 00:35:26


ในการทำเว็บไซต์ SEO ถือเป็นส่วนสำคัญการทำ SEO ที่เรารู้กันแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ On Page และ Off Page ซึ่งใน On Page คือการทำ SEO ภายในเว็บไซต์ของคุณเอง ในทางตรงกันข้าม Off Page จะเป็นการทำ SEO จากภายนอกเว็บไซต์ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า การส่งลิงก์กลับมาให้กับเว็บไซต์ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ เชื่อว่าใครที่กำลังทำ SEO คงเคยสงสัยว่าเราต้องทำ Backlink กลับมาที่เว็บไซต์เยอะขนาดไหน ยิ่งทำเยอะยิ่งดีหรือไม่ และวันนี้เรา Digital Marketing ได้รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำ backlink มาให้คุณ

ความสำคัญของ Backlink

ในการจะสร้างเว็บไซต์ให้มีคุณภาพและติดอันดับของ Google จะมีปัจจัยหลายๆอย่างเป็นตัวแปรในการคิดคำนวณ ในอดีต Backlink ถือเป็นหนึ่งอัลกอริธึมหลักที่ Google นำมาคิดในการจัดอันดับเว็บไซต์ จึงทำให้เกิดมหกรรมการยัด Backlink ซึ่งเป็นทั้งลิงก์ที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ จึงทำให้ Google เปลี่ยนวิธีให้คะแนนการจัดอันดับใหม่ โดยอาจไม่ใช้ Backlink เป็นตัวแปรหลักเพียงอย่างเดียวแต่นำไปใช้ร่วมกับตัวแปรอื่นในการคิดคะแนน ซึ่งหากจะพูดถึงความสำคัญของ Backlink แบบเห็นได้ง่ายเลยก็คือ
 
เป็นการการันตีความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

โดยหากเว็บไซต์มีการทำ Backlink ที่เยอะ และมีคุณภาพ เป็นสิ่งที่การันตีว่าเว็บไซต์นั้นได้รับการยอมรับและมีความน่าเชื่อถือจากเว็บไซต์อื่น ดังนั้นยิ่งการันตีจากเว็บไซต์อื่นมากเท่าไหร่ Google จะยิ่งดันเว็บไซต์ของเราให้อยู่หน้าแรกๆ ของการค้นหามากขึ้น

ทำให้ Google ค้นหาเจอเว็บไซต์ของเราง่ายขึ้น

หากเรามีการทำ Backlink จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือได้รับการยอมรับหรือมีคนเข้าถึงเป็นจำนวนมาก Google จะมีการเก็บข้อมูลเพื่อจัดอันดับ (Crawling and Indexing) เว็บไซต์เหล่านี้อยู่บ่อยๆ จึงทำให้ Google เก็บข้อมูลของเราไปด้วย ดังนั้นในรอบต่อๆไป Google ค้นหาเจอเว็บไซต์ของเราง่ายขึ้น และจะมีการการเข้ามาเก็บข้อมูลเรา นั้นจึงอาจส่งผลให้อันดับของเว็บไซต์เราดีขึ้นหากเรามีการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ของเราเสมอๆ

เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
เวลาเว็บมีการทำ Backlink ไม่ว่าจะเป็นเราไปทำกับเว็บไซต์อื่นหรือเว็บไซต์อื่นมาทำ Backlink กับเว็บไซต์เรา เหมือนเป็นการให้เครดิตที่ดีกับเว็บไซต์ เป็นการแนะนำเว็บไซต์นี้และบอกต่อกับผู้เข้าชมภายในเว็บนั้นๆ เป็นการสร้างการรับรู้ให้คนรู้จักเพิ่มขึ้นและเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นๆ


Backlink ที่มีคุณภาพต้องเป็นอย่างไร

Backlink ที่มีคุณภาพคือเว็บไซต์ที่ลิงก์เข้ามาแล้ว Google เข้าใจเว็บไซต์ของเราดีขึ้นและมองว่าน่าเชื่อถือ และต้องเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานเว็บไซต์ สร้าง Traffic กลับมายังเว็บไซต์ของเรา และสามารถสร้างอันดับของ SEO ให้ดีขึ้นได้ และนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการดูว่า Backlink นี้มีคุณภาพ

Backlink จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง
ยิ่งเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือที่สูงในสายตาของ Google เว็บไซต์ของเราก็จะยิ่งน่าเชื่อถือตามไปด้วย และจะทำให้ Backlink นั้นมีคุณภาพ

Backlink มีความเกี่ยวข้องหรือเป็นเว็บไซต์ประเภทเดียวกัน
เว็บที่ลิงก์มาควรจะเป็นเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราหรือเป็นเว็บไซต์ประเภทเดียวกัน เช่นถ้าเราเป็นเว็บขายสินค้า IT ลิงก์เว็บที่ลิงก์กลับมาต้องเป็นเว็บที่เกี่ยวกับ IT หรือ Tech หรืออะไรที่ใกล้เคียงกัน เพราะ Google จะสามารถวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์ได้ ซึ่งถ้ามีความเกี่ยวข้องกัน Google จะมองว่า Backlink นั้นเป็น Backlink ที่ดี มีคุณภาพ

ได้ Backlink กลับมา
คือการทำ Backlink จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพที่ถือว่าเป็นลิงค์ที่ได้รับการยอมรับจากเว็บอื่น ซึ่ง Backlink นั้นจะแบ่ง ออกเป็น 2 ชนิดคือ

DoFollow เป็นการส่ง Backlink กลับมาที่เว็บซึ่งช่วยส่งพลัง SEO และส่งต่อประโยชน์จาก SEO มาให้ด้วยและเป็นลิงค์ที่ Google จะเข้ามาเก็บข้อมูลเพื่อนำไปแสดงเวลามีคนค้นหาลิ้งค์
NoFollow เป็นการส่ง Backlink กลับมาแต่ที่ไม่ส่งพลังใดกลับมาที่เว็บไซต์เป็นเพียงการเพิ่มการเข้าชม ไม่ได้ส่งต่อประโยชน์จาก SEO มาให้

ซึ่งการได้ Backlink แบบ DoFollow กลับมา ย่อมส่งผลดีกับ SEO และการจัดอันดับมากกว่า ถึงแม้ว่า Backlink แบบ NoFollow จะไม่ได้ส่งผลต่อ SEO โดยตรงแต่มันก็มีประโยชน์ทางอ้อมเหมือนกัน แถมยังทำให้เว็บไซต์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ Backlink ที่ทำแต่ DoFollow อย่างเดียว

เป็นลิงก์ที่มีคนใช้งานจริง

การที่เว็บไซต์ที่คนใช้จริงนั้น แน่นอนว่า เว็บนั้นจะต้องมี Authority ที่ดีด้วย และในอีกทางหนึ่ง ก็เพิ่ม Traffic คนเข้าเว็บไซต์ของเรา จาก Backlink ที่ส่งมาด้วย



Backlink ยิ่งเยอะยิ่งดีต่อเว็บไซต์จริงหรือไม่

Backlink เคยเป็นอัลกอริธึมหลักที่ Google ให้ความสำคัญมากแต่ในปัจจุบันถูกลดความสำคัญลงไป เพราะ Google เองก็มีการเพิ่มตัวแปรอื่นขึ้นมากอีกหลายร้อยตัวในการวัดผลและการจัดอันดับเว็บไซต์ หากถามว่า Backlink เยอะหรือ Backlink น้อยดีกว่ากัน อาจจะตอบได้ยากอยู่ที่เว็บของคุณเป็นเว็บไซต์อะไร แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำ Backlink คือคุณภาพของเว็บไซต์ที่ทำ Backlink

เช่นถ้าคุณทำ Backlink จากเว็บไซต์ไม่มีคุณภาพไม่ว่าคุณจะทำเยอะหรือน้อยแค่ไหน Google ก็จะมองว่าลิงก์นั้นเป็น Spam แต่ถ้าคุณทำ Backlink กับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเพียงแค่ลิงก์เดียวมันก็เห็นผลได้ทันที แต่ก็เคยมีบางเว็บไซต์ที่ไม่ทำ Backlink แต่สามารถติดอันดับ SEO ได้ ทั้งนี้เพราะ Google มีปัจจัยในการนับคะแนนที่หลายตัวมากขึ้น เว็บไซต์นั้นอาจทำ Content ที่ดี เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านจริงๆ Google เลยให้คะแนนและจัดอันดับเว็บไซต์นี้ขึ้นมา
เพราะการให้คะแนนของตัวแปรแต่ละตัวไม่เท่ากัน อยู่ที่ว่าใครจะสามารถจัดการกับการทำเว็บไซต์อย่างไร บางเว็บไซต์เน้นทำ Content บางเว็บไซต์เน้น Coding Technical นี้ก็อาจสามารถทำให้คุณสามารถติดอันดับได้

ท้ายที่สุด Backlink ยิ่งเยอะยิ่งดีต่อเว็บไซต์จริงหรือไม่ คำตอบคือ Backlink เยอะไม่ได้แปลว่ามันจะดีเสมอไป แต่อยู่ที่คุณภาพลิงก์นั้นมากกว่า และควรคำนึกถึงตัวแปรอื่นร่วมด้วย ในการทำ SEO ไม่ควรโฟกัสไปในทางใดทางเดียว แต่ควร Balance ตัวแปรในทุกๆตัว การทำและฝึกฝนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่มีแนวทางใดเป็นแนวทางที่ตายตัว เพราะ Google เองก็พัฒนาอัลกอริธึมในทุกวัน
14  อื่นๆ / Cafe / Workflow การจัดการค่าใช้จ่าย : ปรับปรุงและทำให้ระบบบัญชีของคุณเป็นอัตโนมัติ เมื่อ: 14 กันยายน 2021, 14:30:12
Workflow การจัดการค่าใช้จ่าย : ปรับปรุงและทำให้ระบบบัญชีของคุณเป็นอัตโนมัติ

การจัดการค่าใช้จ่ายเป็นหน้าที่ที่สำคัญสำหรับบริษัทใด ๆ ที่มีพนักงานมากกว่าหนึ่งคน ไม่ว่าพวกเขาจะใช้จ่ายในขณะเดินทาง ทำงานจากระยะไกล หรือทำงานในสถานที่ พนักงานส่วนใหญ่มีใบเสร็จอย่างน้อยสองสามใบที่จะส่งเพื่อขอรับเงินคืนในเดือนใดก็ตาม ในอดีต การจัดการกระบวนการนั้นต้องใช้ใบเสร็จจำนวนมาก การสับเอกสาร และการส่งการอนุมัติสำหรับผู้จัดการและผู้บริหารระดับสูง ทุกวันนี้ มีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่ใช้ซอฟต์แวร์เพื่อทำให้ขั้นตอนเหล่านี้เป็นอัตโนมัติ และทำให้กระบวนการนี้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ในขณะเดียวกันก็ทำให้ขั้นตอนเหล่านี้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้นด้วย


คืออะไรค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ Workflow


Workflow การจัดการค่าใช้จ่ายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงเส้นทางที่ใบเสร็จใช้ตั้งแต่เวลาที่ป้อนลงในระบบการจัดการค่าใช้จ่ายของบริษัท จนกว่าพนักงานจะได้รับเงินคืนหรือชำระค่าใช้จ่ายโดยธุรกิจ เป็นกระบวนการทีละขั้นตอนที่ใช้กับค่าใช้จ่ายทั้งหมดและกำหนดวิธีรับ อนุมัติ และชำระเงิน
เหตุใดการสร้าง Workflow การจัดการค่าใช้จ่ายจึงมีความสำคัญ
หากไม่มี Workflow การจัดการค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ บริษัทต่าง ๆ จะถูกจำกัดในเรื่องการรับ การบัญชี การอนุมัติ และการชดใช้ค่าใช้จ่ายของพนักงาน แนวทางที่ไม่มีโครงสร้างในการจัดการค่าใช้จ่ายอาจเพียงพอสำหรับบริษัทที่มีพนักงานเพียงไม่กี่คนที่ส่งค่าใช้จ่าย แต่เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น จำเป็นต้องมีวิธีอัตโนมัติในการจัดการด้านนี้ของธุรกิจ ด้วยการสร้าง Workflow ที่คาดการณ์ได้สำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด บริษัทต่าง ๆ สามารถประหยัดเวลา ลดข้อผิดพลาด จัดการกับการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น และประหยัดเงิน


ตัวอย่างเวิร์กโฟลว์การจัดการค่าใช้จ่าย


รวบรวมบันทึกพนักงานที่ส่งรายงานค่าใช้จ่ายสำหรับการชำระเงินคืนจะรวบรวมใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งยอดบัตรเครดิต ใบเรียกเก็บเงิน หรือเอกสารอื่น ๆ ที่พิสูจน์ว่าได้ซื้อ
ทีมบัญชี หัวหน้างาน และ/หรือผู้จัดการจะใช้เอกสารนี้เพื่อยืนยันค่าใช้จ่ายและรับรองว่าถูกต้องตามกฎหมายและสามารถเบิกคืนได้
พนักงานสร้างรายงาน พนักงานควรอ้างอิงถึงนโยบายการจัดการค่าใช้จ่ายของบริษัทเมื่อจัดทำรายงานของตน ซึ่งจะสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายอย่างน้อยหนึ่งรายการที่จะกำหนดการชำระเงินคืน
รายงานนี้ทำหน้าที่เป็นเอกสารหลักที่พนักงานจะใช้ในการยื่นคำร้องค่าใช้จ่าย และโดยทั่วไปจะกรอกและส่งเป็นรายเดือน
ส่งรายงานเพื่อขออนุมัติขั้นสุดท้าย เมื่อส่งแล้ว รายงานจะถูกตรวจสอบโดยหัวหน้างานโดยตรงและทีมบัญชีเพื่อตรวจสอบการเรียกร้อง
ณ จุดนี้ รายงานจะเข้าสู่ขั้นตอน "การอนุมัติขั้นสุดท้าย" และเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป ผู้อนุมัติจะได้รับการแจ้งเตือนเพื่อตรวจสอบ จากนั้นรายงานจะแจกจ่ายให้กับผู้อนุมัติที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการหรือผู้บริหารระดับสูงเพื่อตรวจสอบ บุคคลเหล่านี้ตรวจสอบรายงาน ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารายการทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมายและสามารถคืนเงินได้ จากนั้นลงชื่อออก อนุมัติรายงานค่าใช้จ่ายแล้ว ผู้ตรวจสอบประทับตรารับรองในรายงาน รายงานใดๆ ที่ไม่ได้รับการอนุมัติจะถูกส่งกลับไปยังทีมบัญชี—และต่อมาคือ พนักงาน—เพื่อตรวจทานและแก้ไข สำหรับค่าใช้จ่ายใดๆ ที่ไม่ได้รับอนุมัติ กระบวนการเริ่มต้นใหม่ที่ "รวบรวมเรกคอร์ด" โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการถอนการเรียกร้องหรือยืนยัน
เมื่อกระบวนการจัดการค่าใช้จ่ายเป็นไปโดยอัตโนมัติ พนักงานสามารถส่งค่าใช้จ่ายได้จากทุกที่ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ บริษัทสามารถปรับแต่ง Workflow และกระบวนการอนุมัติให้ตรงกับความต้องการทางธุรกิจ การบัญชีโครงการ และการจัดการค่าใช้จ่ายของตนเอง ในทางกลับกัน องค์กรจะได้รับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรายงานที่ลดลง ความแม่นยำในการรายงานที่ดีขึ้น และใช้เวลาน้อยลงในการกลั่นกรองสเปรดชีตและกระดาษ สุดท้ายระบบการจัดการค่าใช้จ่ายอัตโนมัติช่วยปรับปรุงการทำงานร่วมกันระหว่างสมาชิกในทีมบัญชี พนักงาน และผู้อนุมัติ ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องรับโทรศัพท์หรือส่งอีเมล

ที่มา : https://www.netsuite.com/porta...ense-management-workflow.shtml
15  ความรู้ทั่วไป / General (ถามคุยวิชาการ IM) / OCR ฟีเจอร์ใหม่ของ Google Photos เมื่อ: 06 สิงหาคม 2021, 16:08:57
OCR ฟีเจอร์ใหม่ของ Google Photos
การรู้จำอักขระด้วยแสงของ Google Lens กำลังมาถึงเวอร์ชันเดสก์ท็อปของ Google Photos Photos
Abner Li ของ 9to5Google ระบุว่า เวอร์ชันเดสก์ท็อปของ Google Photos จะสามารถตรวจจับข้อความจากรูปภาพที่มีอยู่ และอนุญาตให้ผู้ใช้คัดลอกและวางข้อความที่ตรวจพบได้ทุกที่ที่ต้องการ ผู้ใช้อาจละคำออกจากข้อความที่ตรวจพบเพื่อระบุส่วนต่างๆ ของข้อความที่ต้องการ

ฟีเจอร์ใหม่นี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการคัดลอกข้อความโดยตรงจากหนังสือ เช่น นักเรียน นักวิจัย และครู เนื่องจากจะต้องถ่ายภาพหน้าหนังสือแทนการพิมพ์ข้อความด้วยตนเอง ประหยัดเวลาได้มาก
น่าเสียดายที่ทุกคนไม่สามารถใช้ OCR ใหม่ของ Google Photos ในเวอร์ชันเดสก์ท็อปได้ พวกเราที่ Tech360.tv ได้ลองใช้มันแล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันยังใช้งานไม่ได้สำหรับเรา XDA-Developers ยังพบสถานการณ์เดียวกันโดยระบุว่าไม่พร้อมใช้งานเมื่อบทความของพวกเขาถูกเผยแพร่ อย่างไรก็ตาม Mitchell Clark จาก The Vergeได้ใช้ฟีเจอร์ใหม่นี้สำเร็จและได้โพสต์รูปภาพของฟีเจอร์ดังกล่าวในบทความของเขา
หากต้องการใช้ OCR ใหม่ของ Google Photos ในเวอร์ชันเดสก์ท็อป คุณจะต้องอัปโหลดรูปภาพที่มีข้อความก่อน เมื่ออัปโหลดและเปิดใน Google Photos แล้ว คำแนะนำที่มีคำว่า "คัดลอกข้อความจากภาพ" พร้อมด้วยโลโก้ Google Lens จะปรากฏทางด้านซ้ายของการแชร์ แก้ไข ข้อมูล และส่วนควบคุมอื่นๆ สำหรับ Google Photos แตะคำแนะนำนี้เพื่อให้ Google ตรวจพบข้อความในรูปภาพ เมื่อตรวจพบข้อความแล้ว Google Photos จะแสดงข้อความบนแผงด้านขวาของภาพที่อัปโหลด คลาร์กตั้งข้อสังเกตว่า OCR ในเวอร์ชันเดสก์ท็อปของ Google Photos ยังไม่สามารถแปลข้อความได้ และไม่สามารถระบุสิ่งต่างๆ เช่น พืชและสัตว์ได้

หากคุณต้องการวิธีอื่นในการรับข้อความจากรูปภาพอย่างง่ายดาย Google ช่วยคุณได้ Google เลนส์และคุณลักษณะ OCR ที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านทางแอป Google รูปภาพบนAndroidและiOS ในตอนนี้ เรากำลังจับตาดูการเปิดตัวคุณลักษณะนี้ในแอปเดสก์ท็อปในวงกว้าง
ที่มา : เขียนโดย John Paul Joaquin Jo


16  อื่นๆ / Cafe / กลยุทธ์ Personalized Marketing การตลาดที่มาแรงในปีนี้! เมื่อ: 12 เมษายน 2021, 15:59:59
กลยุทธ์ Personalized Marketing การตลาดที่มาแรงในปีนี้!

หลายคนคงรู้จัก Personalized Marketing อีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดที่น่าจับตามองในปี 2021 นักการตลาด และเว็บไซต์แนวการตลาดทั้งหลายต่างยกกลยุทธ์ Personalized Marketing เป็นวิธีในการขยายการตลาด ครอบคลุมแต่ละกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เราเตรียมข้อมูล Personalized Marketing มาให้คุณ พร้อม...

Personalized Marketing คืออะไร

Personalized Marketing คือ การนำเสนอสินค้า บริการ หรือ Content ให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด ซึ่งจะนำเสนอต่างไปแต่ละบุคคล ตอบสนองปัจเจกบุคคลได้อย่างชาญฉลาด สินค้า บริการ จะถูกปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความชอบส่วนบุคคล ซึ่งต่างจากที่เคยเสนอ สินค้าเดียวเพื่อทุกคน ดังนั้น การจะทำ Personalized Marketing ได้ เราจำเป็นต้องมีข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า และนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ เพื่อนำเสนอสินค้าที่เฉพาะเจาะจงรายบุคคล

อย่างเช่น เราจัดโปรโมชั่นวันเกิดให้กับลูกค้าแต่ละคน การส่งโปรโมชั่นตามความชอบ เช่น ชอบของแถม ชอบลดราคา ชอบคูปอง การเลือกใช้ช่องทางติดต่อที่ลูกค้าสะดวก Email, LINE, SMS และช่องทางอื่นๆ หรือทำ Content เช่น content สาวโสดชอบชิม สาวโสดชอบเข้าครัว การใช้กลยุทธ์นี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับความใส่ใจ และเป็นโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อสินค้า หรือใช้บริการของเราอีกครั้ง แถมยังเป็นการกระตุ้นความจงรักภักดีในแบรนด์สินค้า หรือที่เรียกว่า Brand Loyalty นั่นเอง ทั้งนี้ Personalized Marketing มีวิธีทำอย่างไรบ้าง




1.   ฐานข้อมูลดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
ในการทำ Personalized Marketing การมีข้อมูลของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างแรก โดยข้อมูลที่จำเป็นต้องมี เช่น ชื่อ อายุ เบอร์โทร เพศ ที่อยู่ อีเมล์ การศึกษา พฤติกรรมการใช้สินค้า แนะนำว่าควรมีเครื่องมือ Analytic ในการดูข้อมูลที่มีอยู่ และเก็บพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์

2.   วิเคราะห์ลูกค้าแต่ละคน เพื่อวางแผนการตลาด
หลังจากที่ได้ข้อมูลของลูกค้ามาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือลองแบ่งบุคลิก ความสนใจ และความคิดของลูกค้า หรือผู้เสพ Content ของเรา เพื่อสร้างแรงกระตุ้นในการซื้อ เมื่อเราแบ่งความสนใจด้วยการทำ Buyer Personal เพื่อจำลองกลุ่มลูกค้าของคุณขึ้นมา นำข้อมูลลูกค้าที่ได้มาวิเคราะห์แบ่งตาม อายุ ฐานะ การศึกษา ความสนใจ บุคลิกภาพของลูกค้า เพื่อให้เห็นความต่างของลูกค้าแต่ละกลุ่ม และนำข้อมูลส่วนนี้มาวางแผน ปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3.   ทดลองความพร้อมของ Personalized Marketing
ให้ทดลองทำ Content ที่คุณวิเคราะห์จากกลุ่มลูกค้าจำลอง ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา แคปชั่น โทนสี รูปแบบ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่จะลง Content แนะนำให้ทำ Content ที่หลากหลายก็สามารถช่วยเก็บข้อมูลและปรับ Content ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

4.   เตรียมทีมให้พร้อม
การจะนำเสนอสินค้าให้ตรงตามกลยุทธ์ Personalized Marketing นอกจากจะทำ Content ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และปล่อย Content ให้ถูกช่วงเวลาแล้ว คุณจำเป็นต้องมีทีมงานที่พร้อมและครบเครื่องตั้งแต่ทีมวิเคราะห์ข้อมูล, ทีมวางแผนกลยุทธ์, ทีมทำ Content, ทีม Sales  และทีมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนที่คุณจะทำ Personalized Marketing

5.   วัดผลทางการตลาด
เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า และเริ่มทำ Personalized Marketing อย่างสุดท้ายที่เราควรทำคือ การวัดผลกลยุทธ์นี้ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ผลเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ Content ที่ทำไปกระแสตอบรับเป็นอย่างไรจากกลุ่มลูกค้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณวางแผนการตลาด Personalized ได้ตรงจุดและละเอียดยิ่งขึ้น

ทั้งนี้การจะทำ Personalized Marketing ให้มีประสิทธิภาพ คุณควรมีเครื่องมือที่ช่วยเก็บข้อมูลอย่าง Microsoft Dynamics 365 ระบบซอฟต์แวร์ที่รวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า และนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการปรับปรุงวางแผนกลยุทธ์ที่ทันสมัยในการผลักดันยอดขาย และเพิ่มสมรรถนะในการทำธุรกิจ.

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Microsoft Dynamics 365 ได้ที่นี่ https://www.bhatarapro.com/17223784/microsoft-dynamics-365



17  ความรู้ทั่วไป / Internet Marketing / หลักการทำการตลาดออนไลน์พื้นฐาน เมื่อ: 26 มีนาคม 2021, 16:49:50
สมัยนี้ธุรกิจต่างๆ ขยับขยายตัวเองเข้าสู่โลกออนไลน์กันแทบทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายและสะดวกที่สุดสำหรับลูกค้า ส่งผลให้การแข่งขันด้านในด้านนี้มีปริมาณสูง แต่ไม่ใช่ทุกรายที่จะประสบความสำเร็จ สำหรับธุรกิจที่เข้าใจหลักการตลาดออนไลน์ย่อมสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางเหล่านี้ในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีจากการขายสินค้าและบริการ ได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่มีกลยุทธ์หรือหลักการทำการตลาดออนไลน์เลย วันนี้เราจึงมีหลักการตลาดออนไลน์พื้นฐานมาแชร์ให้ผู้ที่สนใจหรือเริ่มต้นศึกษาว่าต้องทำอย่างไรได้ทราบกัน

4 ข้อหลักในการทำการตลาดออนไลน์

1. ศึกษาตลาดหรือความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ไม่ว่าจะเป็นการตลาดแบบออฟไลน์หรือออนไลน์ก็ยังต้องใช้พื้นฐานแบบเดียวกัน คือศึกษาว่าตลาดต้องการอะไรเป็นลำดับแรก โดยการใช้แบบสอบถามรวมถึงการพูดคุยสัมภาษณ์ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ว่าตลาดหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราต้องการอะไร เมื่อได้คำตอบแล้วจึงมาออกแบบสินค้าและบริการให้ตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหา รวมถึงกลยุทธ์ที่ใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น เช่น นักกีฬาฟุตบอลชาย อายุช่วง 20-30 ปี ต้องการเสื้อบอลที่ระบายอากาศดี ซักง่าย เนื้อผ้าเหนียวขาดยาก เป็นต้น เมื่อได้แล้วจึงวางแผนกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดว่าจะทำอย่างไร งบประมาณเท่าไหร่ ใช้ช่องทางไหนบ้างในการโฆษณา การจ่ายเงิน การขนส่ง ฯลฯ จนครบทั้งหมด

2. โปรโมทสินค้าหรือบริการให้ตรงกับกลุ่มลูกค้า
ต่อมาคือการสร้างแคมเปญสำหรับโปรโมทสินค้าหรือบริการที่เราต้องการจะถ่ายทอดออกไปแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา ผ่านช่องทางที่ได้วางแผนไว้ เช่น Facebook, Youtube, Line, Instagram ฯลฯ อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือหน้าเว็บไซต์ของธุรกิจ ซึ่งหลายคนละเลยความสำคัญไป เพราะเว็บไซต์เป็นสิงจำเป็นที่ต้องมีในการทำการตลาดออนไลน์ นอกเหนือไปจากความน่าเชื่อถือแล้ว ยังเป็นคีย์ในการทำ SEO, SEM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ ให้เป็นที่รู้จักและสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น โดยจะใช้เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ อาทิ Facebook Ads manager, Line @ สำหรับ Facebook กับ Line หรือ Google Ads สำหรับเว็บไซต์ ร่วมกับการสร้างคอนเทนต์ (Content) ให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละช่องทาง  

3. การบูรณาการระหว่างเครื่องมือกับช่องทางติดต่อสื่อสาร
การใช้เครื่องมือทำการตลาดออนไลน์เก็บข้อมูลลูกค้า มาใช้งานร่วมกับเครื่องมือเวิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะ อย่างเช่น Google analytic, Tableau, Excel ฯลฯ เพื่อมาวิเคราะห์หา Insight ของลูกค้านั่นเอง เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ตรงความต้องการของลูกค้ามากที่สุด เนื่องจากการตลาดปัจจุบัน แข่งขันกันทางด้านข้อมูล ยิ่งใครมีข้อมูลที่อัพเดทและนำมาใช้งานได้ ย่อมได้เปรียบคนอื่น อย่างการใช้ Lead Generation คือ การให้ลูกค้าที่สนใจกรอกข้อมูลการติดต่อกลับอาทิ ชื่อ, เบอร์ติดต่อ, อีเมล์ ในแบบฟอร์มภายในหน้าเว็บไซต์หรือทางอีเมล์ เพื่อมานั่งตรวจสอบรายชื่อลูกค้าที่มีโอกาสซื้อมากที่สุด การเก็บข้อมูลขนาดใหญ่อย่างการซื้อ-ขายประจำวัน มาวิเคราะห์หาช่วงเวลาที่ผลิตภัณฑ์ขายดีมากที่สุด เพื่อออกแบบโปรโมชั่นพิเศษในช่วงเวลานั้นของผลิตภัณฑ์ ในการเพิ่มยอดขาย โดยโปรโมทผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจ    

4. ติดตามและวัดผล  
แน่นอนว่าเมื่อลงทุนโปรโมทสินค้าหรือบริการผ่านแพลตฟอร์มตามแผนที่วางไปแล้ว ก็ต้องมาติดตามผลว่าเป็นไปตามที่คิดไว้หรือไม่ ควรปรับปรุงงบประมาณอย่างไร ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ว่าจุดประสงค์ของการทำแคมเปญแต่ละครั้งคืออะไร ซึ่งจะสอดคล้องกับกลยุทธ์การตลาดในแต่ละขั้นของแบรนด์ การวัดผลในแต่ละช่องทางก็จะใช้เครื่องมือแตกต่างกัน และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ออกแบบแผนการตลาดในครั้งต่อไปเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกว่าเดิม

การที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างธุรกิจของตนเองได้ผ่านแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ซึ่งหลายคนก็ไม่ได้ตระหนักถึงการทำการตลาดออนไลน์ซักเท่าไหร่ ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเพียงคิดว่าเดี๋ยวก็มีคนเข้ามาเจอร้านของตน แต่กลับไม่คิดว่าแล้วลูกค้าจะรู้จักคุณได้อย่างไร หากเขาหาคุณไม่พบบนโลกออนไลน์ ดังนั้นการที่มีธุรกิจประสบผลสำเร็จเหนือคู่แข่ง สร้างยอดขายได้เป็นกอบเป็นกำจากโลกออนไลน์ จึงไม่ใช่แค่ความโชคดีแน่นอน
18  อื่นๆ / Cafe / 4 แนวทางทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในยุค Digital Economy เมื่อ: 23 มีนาคม 2021, 16:35:34
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ในหลายๆ ด้าน ทำให้เกิดเป็นแนวทางเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เรียกว่า “Digital Economy” นั่นเอง ที่แปลได้ว่า เศรษฐกิจยุคดิจิทัล ซึ่งก็คือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ครอบคลุมไปถึงรูปแบบการบริโภค การผลิตสินค้า และการให้บริการ เพราะอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นพื้นที่ทำธุรกิจ ส่งผลดีหลายๆ ด้านต่อภาครัฐและภาคธุรกิจ ทำให้ข้อจำกัดที่เคยมีหายไป รัฐบาลหลายประเทศได้ให้ความสนใจและกำหนดเป็นนโยบายออกมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเป็นความท้าทายและสร้างโอกาสให้แก่ธุรกิจ เนื่องจากแรงงานต้องเพิ่มทักษะทางด้านดิจิทัลถึงจะสามารถทำงานกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ แต่หากเป็นแรงงานไร้ฝีมือแล้วก็อาจถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ ทางฝั่งผู้ประกอบการเองก็ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านนี้

ความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล

ลดต้นทุน การนำเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และซอฟแวร์ต่างๆ มาใช้ ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการและการดำเนินงานทั้งห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงต้นทุนทรัพยากรมนุษย์
ขยายโอกาสทางธุรกิจ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ รวมถึงการขยายธุรกิจสู่โลกออนไลน์
อัพเดทข้อมูลได้รวดเร็ว อินเทอร์เน็ตทำให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ส่งต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วทั่วทั้งโลก
ลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ เทคโนโลยีใหม่ๆ และอินเทอร์เน็ตทำให้ข้อจำกัดทางด้านพรมแดนหรือพื้นที่หายไป เช่น การใช้โดรนบินเข้าพื้นที่ๆ เข้าถึงยาก หรือใช้ซอฟแวร์ติดต่อสื่อสารข้ามซีกโลก
เกิดอาชีพใหม่ๆ จะเกิดอาชีพที่ต้องใช้ทักษะทางดิจิทัลใหม่ๆ หรือทักษะเฉพาะทางเพิ่มขึ้น เช่น นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักการตลาดออนไลน์ 
 
เมื่อธุรกิจเข้าใจถึงความสำคัญของ Digital Economy แล้วก็ต้องหาวิธีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้พาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ แต่หากใครยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เรามีแนวทางพัฒนาธุรกิจสำหรับ Digital Economy มานำเสนอวันนี้ 



4 แนวทางประสบความสำเร็จในยุค Digital Economy

1. ใช้นวัตกรรม
การนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในธุรกิจ รวมทั้งการร่วมมือระหว่างผู้คิดค้นนวัตกรรมกับผู้นำทางดิจิทัล เช่น การนำโดรนมาบินส่งพัสดุของ Amazon หรือการทำ Data Resolution สำหรับธุรกิจประกันภัยเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงของลูกค้า การตรวจจับทุจริต การปรับปรุงประสิทธิภาพราคาต่อผลิตภัณฑ์ การหา LTV (Lifetime Value) ของผลิตภัณฑ์และ CLV (Customer Lifetime Value) ของลูกค้า ฯลฯ การใช้ซอฟแวร์ล้วนแล้วแต่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้งบประมาณและเวลาน้อยลง

2. พัฒนาการบริการลูกค้า
ไม่มีอะไรท้าทายแบรนด์มากไปกว่าการคาดการณ์พฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบัน แต่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สร้างประสบการใหม่ๆ รวมทั้งการกำหนดราคาสินค้าและบริการที่เข้าถึงได้สำหรับลูกค้าทั่วไปเป็นเป้าหมายของหลายธุรกิจ ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้า เนื่องจากลูกค้าคือคนที่ทำให้ธุรกิจดำเนินงานต่อไปได้ หากเขาประทับใจในแบรนด์ย่อมทำให้แบรนด์สามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ยังถูกนำมาใช้ลดขั้นตอนการแจ้งปัญหาต่างๆ ระหว่างลูกค้ากับบริษัทลง เพราะหากยิ่งแก้ปัญหาได้เร็ว ลูกค้ายิ่งพึงพอใจ และลดอัตราการยกเลิกสินค้าและบริการได้
 
3. เป็นผู้นำ
การนำเทคโนโลยีกับนวัตกรรมมาใช้พัฒนาธุรกิจนอกจากเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานแล้ว ยังต้องแสดงถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่ประกอบการอยู่ เช่นการใช้ซอฟแวร์ในการดำเนินงานภายในองค์กรทั้งหมด เช่น DMS , Cloud ต่างๆ เพราะยุคดิจิทัลนั้นแข่งขันกันในด้านเวลา ใครที่เริ่มได้ไวกว่าย่อมได้เปรียบ ดังนั้นธุรกิจต้องมีความพร้อมอยู่เสมอ ใช้การนำผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาอบรมฝึกฝนทักษะทางดิจิทัลให้แก่พนักงานเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจพร้อมปรับตัวกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป เพราะทักษะเดิมๆ ที่เคยมีอาจใช้ไม่ได้อนาคต
   
4. พัฒนาผลิตภัณฑ์
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการให้ดีขึ้นกว่าเดิม ช่วยลดอัตราการยกเลิกสินค้าและบริการ ต้นทุนส่วนที่ลดลงสามารถนำไปเพิ่มคุณค่าด้านอื่นๆ แทน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลการทำ Data Resolution ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า เพื่อให้เท่าทันกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น การส่งเสริมจากภาครัฐในด้านการผลิตอุปกรณ์ ICT ต่อภาคเอกชนเพื่อลดภาระการนำเข้าสินค้า ทำให้ธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ SMEs โตได้ไว

เห็นได้ว่า Digital Economy มีความสำคัญต่อทุกส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งกระเทศที่อยู่ในกลุ่ม OECD (Organization For Economic Cooperation and Development) หรือองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเกือบทั้งหมดล้วนมีแผนยุทธศาสตร์ด้านนี้ทั้งสิ้น เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อังกฤษ ฯลฯ เพราะถือเป็นกุญแจสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ
19  ความรู้ทั่วไป / Internet Marketing / อัปเดตเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภค ในปี 2021 ที่เหล่าเจ้าของธุรกิจควรรู้! เมื่อ: 25 ธันวาคม 2020, 12:37:29
ต้องบอกว่าในปี 2020 ที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างเจอวิกฤตการณ์ต่างๆ จนขนานนามปี 2020 ว่าเป็นปีที่หนักสุดตั้งแต่เกิดมา โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ทำให้สภาพจิตใจของเขาย่ำแย่ รู้สึกท้อแท้กับชีวิต ซึ่งเหตุการณ์และสภาพจิตใจของผู้บริโภค ส่งผลให้พวกเขามองหาสิ่งจรรโลงใจ สิ่งของที่มีคุณค่าต่อจิตใจมากกว่ามูลค่าสิ่งของ และนี่คือ 4 เทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภค ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2021


รู้ก่อนได้เปรียบ กับ 4 เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภค ปี 2021

The Compresstionalist

ผู้บริโภคในปี 2020 เจอสถานการณ์อย่างหนักหน่วง ยุ่งเหยิง เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ เกิดภาวะหมดไฟ พวกเขาจึงมองหาสินค้าและบริการที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้น และตอบโจทย์การใช้ชีวิตเป็นหลัก เพื่อลดความยุ่งยากในชีวิต เน้นหลัก less-is-more ดังนั้นเจ้าของแบรนด์หรือเจ้าของธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องการใช้ง่าย ตอบสนองรวดเร็ว หรือหากคุณมีร้านค้าช่องทางออนไลน์ก็เน้นการจัดหน้าร้านที่ง่าย คลิกไม่กี่ปุ่ม สินค้าและการบริการก็ไปเสิร์ฟตรงหน้าของผู้บริโภค

The Market Maker

คือ การทำการตลาดที่ไม่ต้องรอกระแส ไม่ต้องรอตลาด ชิงทำก่อนใคร เปิดตลาดเป็นเจ้าแรกไปเลย แต่การจะทำการตลาดประเภทนี้ คุณจะต้องเลือกกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะด้านไปเลย อย่างเช่น กลุ่มผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย กลุ่ม LGBT หรือกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะด้าน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเขา ที่ตลาดทั่วไปยังไม่มีใครเปิด ซึ่งการแข่งขันแบบ The Market Maker คู่แข่งยักษ์ใหญ่จะไม่ค่อยมี เพราะพวกเขามองว่า การทำสินค้าหรือบริการเพื่อมาตอบโจทย์คนเฉพาะกลุ่ม มีความเสี่ยงเกินไป ดังนั้นหากธุรกิจของคุณเจอกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้ อย่ารอช้าลุย The Market Maker ไปเลย

Cyber Cynics

ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับข้อมูลส่วนตัว ความปลอดภัยของตัวเอง ต่อการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพราะผู้บริโภคเริ่มไม่ไว้ใจการใช้เทคโนโลยี หรือหากใช้สินค้าและบริการก็เน้นเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้น ดังนั้นผู้บริโภคในปี 2021 คาดว่าจะเลือกใช้สินค้าและบริการที่ให้ความสำคัญความปลอดภัย เลือกแบรนด์ที่ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค นอกจากความปลอดภัยของแบรนด์แล้ว ความน่าเชื่อถือ เบื้องหลังอินฟลูเอนเซอร์เองก็มีส่วนในการสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์อีกด้วย

Kindness Keeper

อีกหนึ่งสถานการณ์ที่ร้อนระอุ อย่างกรณี Black Lives Matter ที่กระตุ้นให้คนทั่วโลกสนใจเรื่องความเท่าเทียม การเหยียดเชื้อชาติ นอกจากนี้ยังมีเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพศ ความอยุติธรรมที่พวกเขาโดนกระทำ หรือแม้กระทั่งความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดแบบ Kindness Keeper จึงเป็นการแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ การแสดงจุดยืนของแบรนด์และสินค้า โดยใช้อารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภคมาทำการตลาด ซึ่งแนวคิดนี้ก็ทำให้ผู้บริโภคมองแบรนด์ในเชิงบวก เชื่อมโยงประเด็นทางสังคม จริยธรรม สิ่งแวดล้อม ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า หรือใช้บริการของแบรนด์เข้าด้วยกัน ดังนั้นหากคุณจะพิชิตหัวใจผู้บริโภค อย่าลืมนึกถึง Kindness Keeper

และนี่คือ 4 พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มแสดงออกมาในปี 2020 และคาดว่าในปี 2021พฤติกรรมเหล่านี้จะยังอยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณจำเป็นต้องติดตามข่าวสาร ติดตามกระแสสังคมอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้คุณวางแผนรุกตลาดที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคมากที่สุด
ถ้าหากคุณคิดว่าคุณมีไอเดีย แต่แผนการตลาดโดยเฉพาะการตลาดออนไลน์คุณไม่ถนัดเอาซะเลย แนะนำให้หาบริษัท Digital Agency ที่มีความเชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์ รู้เทรนด์การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ปรับกลยุทธ์ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณไปเลย น่าจะเป็นการเริ่มต้นการตลาดในปี 2021 ที่ไม่เลว

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://thematter.co/quick-bit...2021-reform-this-moment/124339
20  อื่นๆ / Cafe / เปรียบเทียบความเหมือนที่แตกต่าง!! ระบบคลาวด์ (Cloud) VS ระบบจัดการเอกสาร (DM เมื่อ: 23 ธันวาคม 2020, 15:05:38
เปรียบเทียบความเหมือนที่แตกต่าง!!
ระบบคลาวด์ (Cloud) VS ระบบจัดการเอกสาร (DMS)


สำหรับธุรกิจที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุค Digital Tranformation อย่างเต็มตัว การปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้ตามทันโลกสมัยใหม่ได้ ที่ไม่ใช่เพียงแค่สามารถ “Work from Home” แต่จะต้องสามารถ “Work From Anywhere”
การทำงานอย่างอิสระได้ทุกที่ และทุกเวลา ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้การทำงานแบบ Work From Anywhere เป็นไปได้มากขึ้นสำหรับธุรกิจ คือ การลงทุนในระบบดิจิตอลจัดเก็บเอกสาร ไม่ว่าจะเป็น ระบบคลาวด์ หรือระบบจัดการเอกสาร ที่ช่วยให้คุณเข้าถึงเอกสารได้สะดวกรวดเร็วไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่ระบบคลาวด์ และระบบจัดการเอกสาร มีความแตกต่างกันตรงไหน? เพราะในเมื่อสุดท้ายสองระบบนี้มีการใช้งานเพื่อจัดเก็บเอกสารเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีความปลอดภัยที่สูงพอๆกัน

คำตอบอยู่ที่ความเหมาะสมและจุดประสงค์ในการใช้งาน หากคุณยังตัดสินใจไม่ได้ว่าระบบจัดเก็บเอกสารแบบไหนจะเหมาะสมกับธุรกิจคุณมากที่สุด เราจะมาเปรียบเทียบให้เห็นกันแบบชัดๆ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น





ระบบคลาวด์ คืออะไร?


การจัดการเอกสารแบบระบบคลาวด์ คือการจัดเก็บข้อมูลบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยผู้ให้บริการจากบุคคลที่สาม ที่เราเรียกว่า Host (โฮสต์) จะเป็นผู้รับผิดชอบรักษาข้อมูล และดูแลความปลอดภัยของข้อมูลทั้งหมด สามารถจำกัดสิทธิผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลในเสริฟเวอร์ได้ องค์กรจึงมั่นใจได้ว่าการเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์นั้นมีความปลอดภัย ทั้งนี้ระบบคลาวด์ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลเอกสาร เพียงคุณเชื่อมต่อกับอินเตอร์เนต ตัวอย่างระบบคลาวด์ที่ได้รับความนิยม เช่น Google Drive, Drop box และ iCloud

การใช้งานของระบบคลาวด์เหมาะสมกับองค์กรที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บเอกสารที่มีความยืดหยุ่นในงบประมาณการลงทุนไม่มากนัก ซึ่งคุณสามารถเลือกปริมาณความจุของข้อมูลบนเซริฟเวอร์ได้ตามงบประมาณที่คุณตั้งไว้ ยิ่งความจุเซิร์ฟเวอร์มากเท่าไหร่ งบประมาณก็จะมากขึ้นเท่านั้น



ระบบจัดการเอกสาร คืออะไร?


ระบบจัดการจัดการเอกสาร คือระบบซอฟต์แวร์จัดการเอกสารอัตโนมติ ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อ เก็บไฟล์เอกสาร, ติดตามเอกสาร, จัดการไฟล์ให้เป็นระเบียบ และพัฒนา Workflow การทำงานเอกสารให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งจะมีการทำงานที่ซับซ้อนมากกว่าระบบคลาวด์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเอกสารขององค์กรให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด ป้องกันเอกสารสูญหาย และติดตามการเคลื่อนไหวของเอกสาร

การใช้งานของระบบจัดการเอกสารเหมาะสมกับองค์กรที่ต้องการลงทุนในระบบจัดการเอกสารอย่างจริงจังที่ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่จัดเก็บเอกสาร แต่รวมถึงปรับ Workflow การทำงานให้มีความรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น



ระบบคลาวด์กับระบบจัดการเอกสาร ควรเลือกแบบไหนดี?

หากให้เปรียบเทียบกัน ระบบคลาวด์จะเหมือนกับตู้เก็บเอกสารที่มีหน้าที่เพียงรับฝากเอกสารทั้งหมดขององค์กรไว้บนเซิร์ฟเวอร์ให้ Host ดูแลเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน ระบบจัดการเอกสารเปรียบเสมือน เลขาส่วนตัวทำหน้าที่เก็บเอกสารและจัดการให้เป็นระเบียบผ่านระบบอัตโนมัติ

ก่อนตัดสินใจลงทุนในทั้งสองระบบนี้สิ่งที่คุณควรถามตัวเองคือ

1. เอกสารของคุณมีความสำคัญมากแค่ไหน?
2. หากเอกสารของคุณหาย จะมีผลกระทบต่อองค์กรมากแค่ไหน?
3. องค์กรของคุณพึ่งพาความรวดเร็วในการจัดการเอกสารมากแค่ไหน?
4. คุณมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเอกสารสำคัญ ขององค์กรภายนอกที่เกี่ยวข้องหรือไม่?
5. คุณมีงบประมาณในการลงทุนมากแค่ไหน?

หากเอกสารของคุณขับเคลื่อนโดยเอกสารธุรกิจมากมายที่มีความสำคัญและต้องการความรวดเร็วในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กร การลงทุนในระบบจัดการเอกสารจะเหมาะกับองค์กรของคุณมากกว่า

แต่หากคุณต้องการเพียงขยายพื้นที่จัดเก็บเอกสาร เพิ่มพื้นที่การทำงาน และหาวิธีการเข้าถึงข้อมูลแบบออนไลน์ ระบบคลาวด์จะเหมาะกับองค์กรของคุณมากกว่า


หน้า: [1] 2