ตะกี๊ไปหยิบคอลเลคชั่นพ่อรวยมาค่ะ เล่มเงินสี่ด้าน เราว่าเล่มนี้ค่อนข้างเป็นจุดสรุป สำหรับคนที่ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ
เอาประโยคเด็ดๆมาพิมพ์ฝากกัน (เรียบเรียงคำนิดหน่อยค่ะเพื่อความกระชับ)
(แนะนำให้ซื้ออ่านกันน่ะค่ะ)
1.
เรื่องของระบบคุณคิดว่าตัวเองทำแฮมเบอร์เกอร์ได้อร่อยกว่าแม็คโดนัลด์ไหม?
100ทั้ง100จะตอบว่า แน่นอน ทุกคนสามารถทำแฮมเบอร์เกอร์ได้ดีกว่าและอร่อยกว่าของแม็คโดนัลด์
ผมจะถามต่อไปว่า "แล้วคุณสร้างกิจการที่ดีกว่าของแม็คโดนัลด์ได้ไหม"

.....................................
บิล เกตส์ ไม่ได้สร้างสินค้าดีเด่น เขาซื้อสินค้ามาจากคนอื่น
แต่เขาเป็นผู้สร้างระบบสากลที่ดีเยี่ยมให้กับสินค้านั้น

2.
พ่อรวยสอนว่า " กว่าจะทำสำเร็จ เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย ว่าต้องเจ๊งสักครั้งสองครั้ง"
"ความสำเร็จ ไม่เคยสอนอะไรเรา"
"เราเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากความล้มเหลว เพราะฉะนั้นอย่ากลัวว่าจะล้ม
ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือคนไม่เคยล้มเหลว"
3.
เงินสี่ด้านการจะรู้ว่าใครอยู่ด้านใด เพื่อจะได้เลือกงานให้ถูกคน
ก็ให้ทราบนิสัยของพวกเขาดังนี้
-ลักษณะของลูกจ้าง คนกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนมั่นคง มีผลตอบแทนที่แน่นอน
ถ้าคิดจะจ้างคนประเภทนี้ ต้องแสดงหลักประกันความมั่นคงให้มากๆ
ลูกจ้างอาจจะเป็นประธานบริษัท ผู้บริหารระดับสูง หรือภารโรง
เขาจะมีหน้าที่อะไรไม่สำคัญเท่าสัญญาว่าจ้างที่บริษัทมีต่อเขานั่นเอง
-ลักษณะของคนทำธุรกิจส่วนตัว คนที่เป็นนายของตัวเอง ชอบทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เรียกว่ากลุ่ม "ฉันทำเอง"
เชื่อมั่นในผลงานของตนเองเป็นที่สุด รักความอิสระในการทำงานมาก
เขาไม่ชอบมอบหมายงานให้คนอื่น เพราะเค้าเชื่อในความสามารถของตนเอง
ถ้าคิดจะจ้างคนประเภทนี้มาทำงาน
ต้องให้ค่าตอบแทนเค้าเต็มที่ แล้วเค้าจะทำงานให้คุณเต็มพิกัด
อย่าไปควบคุมรายได้ของเขาเด็ดขาด
เค้าจัดเป็นลูกจ้างอิสระที่ผลงานดีกว่าลูกจ้างประจำ หากให้ผลตอบแทนสมกับฝีมือของเขา
คนประเภทนี้ ไม่ค่อยไว้ใจฝีมือคนอื่น จึงยากที่จะก้าวข้ามไปสู่เจ้าของกิจการ
เพราะเขาเป็นกลุ่ม"ฉันทำเอง"
-ลักษณะของเจ้าของกิจการ คนกลุ่มนี้ เกือบจะตรงข้ามกับกลุ่มธุรกิจส่วนตัวเลยล่ะ
เจ้าของกิจการ ชอบแจกจ่ายงานให้คนอื่นทำ
คติประจำใจคือ "จะทำเองทำไม ในเมื่อคนอื่นทำได้ดีกว่า"
ตัวอย่างเช่น เฮนรี่ฟอร์ด เมื่อถูกนักธุรกิจยิงคำถาม เค้าก็ตั้งใจฟังแล้วต่อโทรศัพท์ไปถามที่ปรึกษา และก็ได้คำตอบที่ทุกคนต้องการ สุดท้ายฟอร์ดบอกทุกคนว่า
เขาจ้างคนฉลาดและมีการศึกษาสูง ไว้ช่วยตอบคำถามเหล่านี้
จะได้มีเวลา และมีสมาธิ ไปทำภารกิจอื่นๆที่สำคัญกว่า
เช่น การใช้ความคิด
จึงมีคำคมจากปากของฟอร์ดว่า
"การคิดเป็นงานที่ยากที่สุด และมีคนทำน้อยที่สุด"
ถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือคนทำธุรกิจส่วนตัว
ลองถามตัวเองสิว่าคุณสามารถทิ้งงานที่ทำอยู่ เพื่อไปเที่ยวรอบโลก หรือลาพักไปเที่ยวทะเลหรือลาบวช สักครึ่งปีหรือปีนึง
โดยที่เมื่อกลับมา ก็ยังคงเห็นกิจการของตนเองดำเนินการมีผลกำไรปกติหรืออาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
นี่แหละ เจ้าของกิจการค่ะ
ในขณะที่คนทำธุรกิจส่วนตัว
ห้ามป่วย ห้ามตาย ไม่งั้นรายได้ขาด เพราะอะไรน่ะหรือ
ก็คนทำธุรกิจส่วนตัว ตัวเค้าคือระบบทั้งระบบ เค้าจึงไปไหนไม่ได้
แต่เจ้าของกิจการ เค้าเป็นเจ้าของระบบ ให้ระบบทำเงินให้เค้า
ระบบสำคัญแค่ไหน ลองย้อนไปอ่านข้อที่1ดูค่ะ
-ลักษณะของนักลงทุนคติประจำใจของเขาคือ
"เงินชาวบ้านและเวลาคนอื่น"

ข้อเสียของธุรกิจส่วนตัวคือ ยิ่งธุรกิจเจริญยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น อาจตายก่อนได้ใช้เงิน ได้มาเท่าไหร่ก็อาจจ่ายให้คุณหมอหมด

ส่วนนักลงทุน คือนำเงินไปลงทุนในระบบของเจ้าของกิจการต่างๆ โดยที่เค้าไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาลูกจ้างเลย
แล้วสามารถไปลงทุนกับบริษัทอื่นๆได้ โดยไม่ต้องเครียดกับเรื่องชื่อเสียงและการจัดการเลย
จึงถือว่าเป็นการ "ให้เงินทำงาน" อย่างแท้จริง
อ๊ะ! มีคนใจฟูอีกแล้ว พอแค่นี้ก่อน ลองไปหาซื้อเล่มเต็มมาอ่านนะคะ ควรจะอ่านทวนบ่อยๆ อย่างน้อยจุดยืนของคุณจะได้แน่นอนสักทีค่ะ ว่าจะอยู่ด้านไหน
