Admin กลุ่ม Bitcoin Thai Club ผวา กลัว ฟองสบู่บิตคอยน์

เริ่มโดย santipap, 05 กุมภาพันธ์ 2018, 20:38:22

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

santipap


Admin กลุ่ม Bitcoin Thai Club ผวา กลัว ฟองสบู่บิตคอยน์

ถึงนาทีนี้ต้องบอกว่า Bitcoin อาจร่วงหนักกว่านี้ อีก ณ ตอนนี้ราคาอยุ่แถวๆ 7,500 USD ต่อ 1 BTC หากราคาบิตคอยน์ร่วงไปต่ำกว่า 3,000 USD หรือต่ำกว่าอีก งานนี้ นักเทรดที่ติดดอย ก็ขาดทุนเกิน 60% กาดซื้อไว้แถวๆ 17000 - 19000 แล้วไม่ยอม Cut Lost ขายทิ้ง

นักขุดก้เช่นกัน ใครที่ลงทุนหลักหลายแสนบาท หรือหลักล้านบาท และหวังได้กำไรเร็วๆ หากราคา Bitcoin ร่วงๆ เหรียญอื่นๆ ร่วงตาม ค่า Difficulty ไม่ลด ระยะเวลาคืนทุนยาวนานขึ้น ใครที่คืนทุนแล้ว ก็แล้วไป

ตลาดนี้เสี่ยง แต่ถ้าบริหารจัดการดีๆ ก็ทำกำไรได้ครับ



:P

ngaidai.com

ร้านป้าสีนวล บ่อสร้าง เชียงใหม่ จำหน่าย [direct=http://www.srinuan.ngaidai.com/]กระเป๋าผ้าฝ้าย[/direct]
กระเป๋าผ้าไหม ของฝากของชำร่วย อื่นๆ ราคาเริ่มที่ 10 บาท
สั่งซื้อสินค้า โทร. 084-1236705 , Line ID: pasrinuan , facebook.com/pasrinuan

[direct=http://www.srinuan.ngaidai.com/][/direct]


MASTER-X

เหลือซัก 500$ ลบ จะซื้อเก็บไว้เล่นๆซักหน่อย

:wanwan020: :wanwan020: :wanwan020: :wanwan020: :wanwan020: :wanwan020:
*** รับทำเว็บไซต์ ***
*** รับทำแอพ ios / android ***

koing01

[direct=http://www.tkalcohol.com]เครื่องเป่าแอลกอฮอล์[/direct] [direct=http://www.tkbike.com]จักรยาน[/direct]
[direct=http://www.muscleh.com]บาร์โหน[/direct]

M0n3yMak3r


ad2002

ขอบคุณครับที่แจ้งข่าวความเคลื่อนไหวbitcoin

อยากให้แจ้งบ่อยๆ    เผื่อเพื่อนๆที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าว  ได้รู้ความเคลื่อนไหว

tdragonball




•เมื่อคนซื้อสินทรัพย์เพราะเชื่อว่าราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงว่าราคาที่ซื้อขายอยู่นั้นได้เกินมูลค่าที่แท้จริงไปมาก ยิ่งราคาสินทรัพย์สูงขึ้นไปเท่าไร ก็ไม่ต่างจาก 'ฟองสบู่' ที่ถูกอัดลมเข้าไปไม่หยุดยั้ง
•ฟองสบู่ครั้งแรกที่โลกจารึกไว้ คือเหตุการณ์ Tulipomania เมื่อราว 400 ปีก่อน แต่มนุษย์ก็ไม่เคยได้บทเรียน และเกิดฟองสบู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นการปั่นราคาหุ้นบริษัท South Sea ฟองสบู่ดอตคอมรับคริสต์ศตวรรษที่ 21 รวมถึงฟองสบู่ราคาบ้านในสหรัฐอเมริกาหรือที่เราอาจคุ้นหูว่าวิกฤตซับไพรม์
•ราคาบิตคอยน์ที่พุ่งขึ้นสูง ค่อนข้างเข้าเค้ากับวงจรฟองสบู่ และกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่หวังเข้าซื้อบิตคอยน์เพื่อกอบโกยกำไร โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของบิตคอยน์ เป็นภาวะตาม 'ทฤษฎีคนที่โง่กว่า (Greater Fool Theory)' โดยนักเก็งกำไรหวังว่า จะมีคน (ที่ช้าและโง่กว่า) มาซื้อสินทรัพย์ไปในราคาที่สูงกว่า


ภาพ Flora's mallewagen (1640) โดย Hendrik Gerritsz Pot ถ่ายทอดเหตุการณ์ Tulipomania แสดงกลุ่มคนผู้ร่ำรวยที่นั่งรถนำหน้าพร้อมกับเทพีแห่งดอกทิวลิป ในขณะที่มวลชนข้างหลังวิ่งตามอย่างสิ้นหวัง (ภาพจาก commons.wikimedia.org)

แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะทำให้หลายคนหมดเนื้อหมดตัว แต่มนุษย์ก็ยังไม่เรียนรู้จากบทเรียน (ราคาแพง) และยังติดกับดักสร้างฟองสบู่จาก 'ความบ้าคลั่งของมวลชน' ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ข่าวลวงปั่นราคาหุ้นบริษัท South Sea ในอังกฤษเมื่อปี 1720 ฟองสบู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น เมื่อราวปี 1986-1991 และฟองสบู่ดอตคอมรับคริสต์ศตวรรษที่ 21 แต่ที่ลืมไม่ได้ คือฟองสบู่ราคาบ้านในสหรัฐอเมริกา ที่เราคุ้นหูว่าวิกฤตซับไพรม์ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

หลังจากวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า การศึกษาการเกิดวิกฤตจึงได้รับความสนใจมากขึ้นหลังจากที่ถูกมองข้ามมานานแสนนาน โดยนักเศรษฐศาสตร์ผู้วางรากฐานในประเด็นดังกล่าวคือ ไฮแมน มินสกี (Hyman Minsky) ที่ศึกษาความไม่มั่นคงทางการเงิน (Financial Instability) และพยายามอธิบายการเกิดขึ้นของฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้นคือ

1. เปลี่ยนผ่าน (displacement) ซึ่งเกิดจากนวัตกรรมหรือแนวโน้มอะไรบางอย่างที่ส่งผลให้ความคิดของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไป เช่น ความนิยมทิวลิปอย่างท่วมท้น หรือความเชื่อว่าบริษัทเทคโนโลยีคืออนาคตของระบบเศรษฐกิจ เป็นยูนิคอร์นที่นักลงทุนเฝ้าฝันหา (แม้ว่า ณ ขณะนั้นจะขาดทุนย่อยยับอยู่ก็ตาม)

2. พุ่งทะยาน (boom) ราคาสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้นช้าๆ หลังจากที่การมองโลกของนักลงทุนเริ่มเข้าซื้อ สื่อมวลชนจะเริ่มให้ความสนใจกับเทรนด์ที่เกิดขึ้น ดึงให้สาธารณชนเข้ามาศึกษาและคล้อยตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ยิ่งคนหมู่มากเชื่อในสินทรัพย์มากเท่าไร ราคาก็จะยิ่งพุ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น เพราะหลายคนกลัวที่จะพลาดขบวนรถ อดเก็งกำไรกลายเป็นเศรษฐี ซึ่งโอกาสแบบนี้อาจมีเพียงครั้งเดียวในชีวิต

3. เพ้อคลั่ง (Euphoria) เมื่อกระแสจุดติด ราคาสินทรัพย์ก็พุ่งสูงขึ้นติดลมบน ถึงระดับที่สูงจนน่าใจหาย เช่น ราคาอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นก่อนฟองสบู่จะแตก ขายอยู่ที่ตารางฟุตละ 140,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่หากคูณกับอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันก็ร่วมๆ ห้าล้านบาท หรือเหล่าหุ้นอินเทอร์เน็ตที่ซื้อขายกันราคาสูงลิบลิ่ว แม้ว่าบริษัทจะไม่เคยมีกำไร จังหวะนี้ยังเป็นช่วงที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญออกมา 'ฉาบความเชื่อ' ว่า นี่แหละคือราคาบนความเป็นจริงใหม่ ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นอยู่ในระดับเพ้อคลั่ง



4. ฟันกำไร (Profit Taking) หลังจากราคาพุ่งสูง เหล่าผู้ที่ยังครองสติได้ก็ฉวยจังหวะฟันกำไร แต่ความยากอยู่ที่การยับยั้งชั่งใจไม่ให้โลภมาก เพราะหากกะจังหวะผิดนิดเดียว ฟองสบู่ก็จะเข้าสู่ขั้นที่ 5 แต่หากเลือกจังหวะให้ดีก็มีโอกาสกลายเป็นมหาเศรษฐีได้แบบไม่รู้ตัว

5. ฉิบหาย (Panic) ตรงนี้คงไม่ต้องเล่าอะไรมาก เพราะหลังจากฟองสบู่แตก หากใครยังถือครองสินทรัพย์ไว้ก็เป็นอันหมดตัว เพราะหลังจากราคาเริ่มกระตุกลงจนคนเริ่มเทขาย สินทรัพย์ก็เริ่มกลายเป็นหมาหัวเน่าเพราะมีแต่คนอยากขายแต่ไม่มีใครอยากซื้อ เมื่อสินทรัพย์ขาดสภาพคล่อง ก็ยิ่งกดดันให้คนที่อยากขายแข่งกันลดราคา สุดท้ายก็ไม่ต่างจากครกไหลลงภูเขา ที่คงต้องใช้เวลานานกว่าจะมีโอกาสไต่ขึ้นไปเป็นฟองสบู่ครั้งใหม่

ภาวะฟองสบู่ถูกเรียกขำๆ ว่าเป็นปรากฏการณ์ตาม 'ทฤษฎีคนที่โง่กว่า (Greater Fool Theory)' โดยเราจะเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร และคาดหวังว่าจะมีคนที่โง่กว่าเรามาซื้อสินทรัพย์ไปในราคาที่สูงกว่า แต่เมื่อวันหนึ่งราคาสินทรัพย์นั้นตกฮวบและเราขายให้ใครไม่ได้ รู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่โง่ที่สุดในตลาดเสียแล้ว บางคนก็แซวว่าพวกคนที่ไม่ยอมซื้อสินทรัพย์ช่วงราคาขึ้นน่ะนะ โง่ยิ่งกว่าคนที่เชื่อว่ามีคนที่โง่กว่าซะอีก เพราะเห็นโอกาสทำกำไรแต่ไม่ยอมใช้ให้เป็นประโยชน์

ย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน กับคำถามง่ายๆ ว่าสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิตคอยน์กำลังจะกลายเป็นฟองสบู่หรือเปล่า ?

toffeesmen